เฟซบุ๊กใช้ AI ตรวจสอบผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2560 เวลา 14:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483368

เฟซบุ๊กใช้ AI ตรวจสอบผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย

เฟซบุ๊กป้องกันการถ่ายทอดสดวิดีโอฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำรวจโพสต์ที่มีความเสี่ยง และให้ผู้ใช้งานร่วมเป็นหูเป็นตา

เฟซบุ๊กเตรียมใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจสอบผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย โดยระบบที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะมองหาสัญญาณเตือน เช่น เนื้อหาการโพสต์ และความคิดเห็นจากเพื่อนๆของผู้ใช้ ว่ามีความเสี่ยงสูงแค่ไหนที่อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้

ประเด็นการใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือถ่ายทอดสดการฆ่าตัวตายนี้ถูกตั้งคำถามจากสังคม หลังเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา Katelyn Nicole Davis เด็กหญิงวัย 12 ปี ได้ถ่ายทอดสดการจบชีวิตของตัวเองลง และเฟซบุ๊กไม่สามารถควบคุมการแชร์วิดีโอดังกล่าวได้

หนึ่งเดือนต่อมา มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเฟซบุ๊ก ออกมาสร้างความมั่นใจให้แก่บรรดาผู้ใช้งานเฟซบุ๊กจำนวน 2 พันล้านคน ว่าขณะนี้เฟซบุ๊กพร้อมแล้วในการเสริมสร้างชุมชนบนโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการป้องกันเพื่อนบนเฟซบุ๊กของเรา จากการฆ่าตัวตาย

จากการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบบ AI จะแพทเทิร์นของการโพสต์ซ้ำๆที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับการฆ่าตัวตาย นอกจากนั้นยังรวมไปถึงความคิดเห็นจากเพื่อนๆเช่น “เป็นอะไรหรือเปล่า?” หรือ “ฉันอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเธอ” เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคนๆหนึ่งกำลังเผชิญกับปัญหา และดิ้นรนต่อสู้กับมันอยู่

และเฟซบุ๊กยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อื่นๆร่วมกันเป็นหูเป็นตาอีกด้วย หากพบสัญญาณที่สุ่มเสี่ยง หรือวิดีโอถ่ายทอดสดที่น่าเป็นกังวลก็สามารถคลิกปุ่มรายงานไปยังเฟซบุ๊กได้ ทางทีมงานของเฟซบุ๊กก็จะส่งคำแนะนำมายังผู้ใช้งานว่าควรให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้รายนั้นอย่างไรได้บ้าง ซึ่งความช่วยเหลือนี้ได้รับความร่วมมือจากกรมสุขภาพจิตของสหรัฐ และสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติ เป็นต้น

ด้านมาร์กเองกล่าวว่า นอกเหนือไปจากแนวโน้มการฆ่าตัวตายแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ใหม่นี้ยังสามารถใช้ในการติดตามโพสต์เนื้อหาที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นการก่อการร้าย หรือการใช้ความรุนแรงบนโลกออนไลน์ได้อีกด้วย ทั้งนี้บริการทั้งหมดนี้จะเริ่มทดลองใช้งานแค่ในสหรัฐอเมริกาก่อน เป็นประเทศแรก

 

 

แวดวงไอทีแห่ลุย “5G” ดาวเด่นงาน MWC2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2560 เวลา 12:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483343

แวดวงไอทีแห่ลุย "5G" ดาวเด่นงาน MWC2017

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

Mobile World Congress (MWC) งานแสดงเทคโนโลยีมือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกดำเนินมาถึงวันสุดท้ายแล้วในวันนี้ หลังเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยมีบรรดาบริษัทเข้าร่วมงานกว่า 2,200 แห่ง

ดาวเด่นของงานปีนี้คงหนีไม่พ้นการแสดงความก้าวหน้าของ 5จี เครือข่ายการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงแบบไร้สาย ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการใช้อินเทอร์เน็ตและใช้งานอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) รวมถึงเทคโนโลยี VR และ AR ในอนาคต โดย 5จี คาดว่าจะเปิดใช้งานจริงในวงกว้างราวปี 2020

ในการจัดงานวันแรกนั้น แซดทีอี ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากจีนได้สร้างความตื่นเต้นด้วยการเปิดตัว “กิกะบิต โฟน” สมาร์ทโฟน 5จี เครื่องแรกที่สามารถดาวน์โหลดข้อมูลขนาด 1 กิกะบิต/วินาที ซึ่งมีความเร็วมากกว่า 4จี ที่ใช้กันในปัจจุบันถึง 10 เท่า โดยการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงนั้น ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวรองรับการใช้งานวิดีโอ VR แบบ 360 องศา และดาวน์โหลดวิดีโอและเพลงอัลตราไฮ-ไฟที่มีความคมชัดและคุณภาพเสียงสูงมากได้อย่างรวดเร็ว

นอกเหนือจากค่ายมือถือสัญชาติจีนแล้ว อินเทลยักษ์ใหญ่ด้านไอทียังจัดแสดงโมเดลสาธิตการทำงานของเทคโนโลยี 5จี เช่นเดียวกับซัมซุง ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชื่อดังจากเกาหลีใต้ ซึ่งในงาน MWC 2017 ซัมซุงจับมือกับ ดอยช์ เทเลคอม บริษัทโทรคมนาคมจากเยอรมนี จัดแสดงหุ่นยนต์ที่มีระบบสั่งการได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยเทคโนโลยี 5จี ซึ่งใช้เวลาเพียง 0.75 มิลลิวินาที เร็วมากเมื่อเทียบกับการสั่งงานผ่าน 4จี ที่ใช้เวลา 25 มิลลิวินาที

ก่อนหน้านี้ ซัมซุงได้ลองทดสอบเครือข่ายดังกล่าวในเกาหลีใต้เมื่อปี 2014 ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไฟล์ขนาด 1 กิกะบิตได้ภายในเวลา 1 วินาที ส่วนเมื่อปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ซัมซุงเปิดเผยว่าจะเตรียมทดสอบ 5จี ใน 4 รัฐของสหรัฐ ได้แก่รัฐนิวเจอร์ซีย์ แมสซาชูเซตส์ เทกซัส และวอชิงตัน ดี.ซี.ในเดือน เม.ย.นี้

แม้สปอตไลต์ในงาน MWC 2017 ส่องไปยัง 5จี เป็นส่วนใหญ่ แต่เทคโนโลยี VR ถือเป็นอีกสีสันที่ช่วยสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจในงาน โดยหลายบริษัทต่างนำเทคโนโลยี VR ล่าสุดมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเอสเค เทเลคอมที่ตั้งบูธมอบประสบการณ์ในเรือดำน้ำ หรือซัมซุง ที่พาผู้เข้าชมงานไปนั่งรถไฟเหาะผ่านการสวม VR

สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนจริง (Virtual Assistant) ก็น่าจับตาเช่นกัน เนื่องจากภายในงาน MWC กูเกิลประกาศว่า Google Assistant ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทจะสามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่อัพเกรดระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด จากเดิมที่ใช้งานได้แค่บนสมาร์ทโฟนพิกเซลของกูเกิลเท่านั้น โดยแอลจีเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายแรกที่ประกาศว่าสมาร์ทโฟน G6 ของบริษัทจะสามารถใช้งานผู้ช่วยเสมือนจริงของกูเกิลได้

เอียน ฟอกก์ นักวิเคราะห์ด้านไอทีจากบริษัท วิจัยไอเอชเอสเทคโนโลยีมองว่าการขยายเทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนจริงเข้าสู่สมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้น นับเป็นการต่อยอดกลยุทธ์ AI ของกูเกิล ซึ่งหากมีผู้ใช้งานผู้ช่วยเสมือนจริงดังกล่าวมากขึ้น AI ของกูเกิลก็จะยิ่งมีความสามารถในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี กูเกิลไม่ใช่บริษัทเดียวที่ให้บริการผู้ช่วยเสมือนจริง โดย แอปเปิ้ลใส่ Siri Software ผู้ช่วยที่รับคำสั่งเสียงเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานไว้บนสมาร์ทโฟนมาอย่างยาวนานแล้ว

ขณะที่ Alexa ผู้ช่วยเสมือนจริงอัจฉริยะของอเมซอนก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จากการที่ เลอโนโว โมโตโรลา ประกาศในงานครั้งนี้ว่าจะเพิ่มอเล็กซาเข้าไปในมือถือโมโตซีรุ่นใหม่ ตามหลังหัวเว่ยที่เปิดเผยก่อนหน้าว่าได้เลือกอเล็กซามาเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงบนสมาร์ทโฟนของบริษัทในงาน CES เมื่อเดือนที่แล้ว

 

ยายญี่ปุ่นเขียนโปรแกรมทำแอพในวัย81

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 21:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483282

ยายญี่ปุ่นเขียนโปรแกรมทำแอพในวัย81

คุณยายชาวญี่ปุ่นวัย 81 ปีโชว์ความสามารถเขียนโปรแกรมจนพัฒนาแอพฯเกมออกมาหลังใช้เวลาเพียง6เดือนในการศึกษา

ต่อไปนี้การเขียนโปรแกรมจะไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนหนุ่มสาวอีกแล้ว เมื่อ มะซะโกะ วะกะมิยะ คุณยายชาวญี่ปุ่นวัย 81 ปี โชว์ความสามารถเขียนโปรแกรมจนพัฒนาแอพพลิเคชั่นเกมของตัวเอง หลังจากศึกษาการเขียนโปรแกรมเพียง 6 เดือนเท่านั้น

แอพของคุณยายมีชื่อว่า Hinadan ซึ่งมาจากคำว่า ฮินะ ที่แปลว่า ตุ๊กตา และดัง ที่แปลว่า ระดับ เป็นเกมที่ให้ผู้เล่นจัดเรียงตุ๊กตาบนแท่นเรียงสี่ชั้นให้ถูกต้องตามระดับฐานันดรศักดิ์ของตุ๊กตาแต่ละตัว ถ้าเรียงถูกก็จะมีเสียงเพลงเพราะๆ ดังขึ้น หากผิดจะเปลี่ยนเป็นเสียงกริ่งที่ไม่ค่อยเสนาะหูแทน ใครที่เรียงได้ถูกหมดก็จะปรากฏข้อความแสดงความยินดีหน้าจอเป็นรางวัล

เกมของวะกะมิยะ คล้ายๆ กับการเรียงตุ๊กตาในเทศกาลวันเด็กผู้หญิงที่จัดขึ้นทุกวันที่ 3 มี.ค. ที่เรียกว่าเทศกาลฮินะมะสึริ ทุกบ้านจะนำตุ๊กตาฮินะซึ่งมีทั้งจักรพรรดิ จักรพรรดินี และขุนนางต่างๆ ที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าในยุคเฮย์อันมาจัดเรียงตามลำดับฐานะบนชั้นวางซึ่งแบ่งเป็นขั้นบันได แล้วขอพรให้เด็กๆ มีความสุข

ที่มา www.m2fnews.com

 

เปิดตัวสมาร์ทโฟนทองคำจากโกลด์ อีลิท ปารีสราคาเริ่ม2แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 12:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483140

เปิดตัวสมาร์ทโฟนทองคำจากโกลด์ อีลิท ปารีสราคาเริ่ม2แสนบาท

“ชัวร์ ไลฟ์ เทเลคอม” เปิดตัวสมาร์ทโฟนทองคำบริสุทธิ์24K ประดับเพชร ราคา 2-3 แสนบาท

นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัวร์ ไลฟ์ เทเลคอม ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียของโกลด์ อีลิท ปารีส เปิดเผยว่า ได้จับมือกับศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดตัวสมาร์ทโฟนโกลด์ อีลิท ปารีส ลิมิเต็ดอิดิชั่น ภายใต้แนวคิด เดอะ แวลู ออฟ ไลฟ์ โดยตัวเครื่องถูกออกแบบพิเศษผลิตด้วยทองคำบริสุทธิ์ 24K (99.99%) และประดับเพชรเพิ่มความหรูหรา มาพร้อมแพ็กเกจสิทธิพิเศษ โปรแกรมดูแลสุขภาพครบวงจรตอบเทรนด์ดูแลสุขภาพ และสิทธิพิเศษจากสยามพารากอน เช่น ห้องพักโรงแรมสยามเคมปินสกี้ บัตรกำนัล คะแนนสะสมพิเศษ ได้รับเชิญพิเศษเพื่อเป็นสมาชิกโลยัลตี้โปรแกรมของสยามพารากอน

ทั้งนี้รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น มี 2 โมเดล คือแบบพรีเมียร์ เป็นโทรศัพท์มือถือไอโฟน 7พลัส โกลด์ อีลิท ปารีส ผลิตจากทองคำ 24K ดีไซน์พิเศษ Black Legend มูลค่า 209,000 บาท และแบบเพรสทีจ ตัวเครื่องผลิตจากทองคำบริสุทธิ์ 24K ประดับด้วยสวารอฟสกี้ มูลค่า 339,000 บาท ผู้ซื้อภายในวันที่ 1 มี.ค. นี้ ในงานเปิดตัว สามารถผ่อนชำระ 0% นาน 6 เดือนได้ ขณะที่สมาร์ทโฟนนี้จะมีจำหน่ายวันนี้ถึง 31 ก.ค.นี้เท่านั้น ที่ โกลด์ อีลิท สโตร์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

 

 

 

ค่ายมือถือจีนแห่เปิดตัวสินค้า ฉวยจังหวะชิงส่วนแบ่งซัมซุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483081

ค่ายมือถือจีนแห่เปิดตัวสินค้า ฉวยจังหวะชิงส่วนแบ่งซัมซุง

ค่ายมือถือแห่เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ หวังชิงส่วนแบ่งตลาดจากซัมซุงที่เจอมรสุมโน้ต 7

รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายเร่งเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในงานเวิลด์ โมบาย คองเกรส ในสัปดาห์นี้ เพื่อหวังชิงส่วนแบ่งการตลาดจากซัมซุง ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเรียกคืนสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ โน้ต 7 จากปัญหาแบตเตอรี่ก่อนหน้านี้

หัวเว่ย เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น P10 และมีแผนจะวางจำหน่ายในเดือน มี.ค.นี้ โดยหวังเป็นตัวเต็งที่จะเข้ามาแทนที่ ซัมซุงในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมอันดับ 2 รองจากแอปเปิ้ล ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นจากจีน อาทิ เสียวหมี่ วีโว่ ออปโป และจิโอนี ต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วย สวนทางกับซัมซุงที่เลือกเปิดตัวแท็บเล็ตใหม่ S3 แทนที่จะเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงอย่างกาแล็คซี่ เอส 8

ทั้งนี้ สตราเตอร์จี อนาไลติกส์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของซัมซุงลดลงอยู่ที่ 17.7% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขณะที่แอปเปิ้ลแซงหน้าอยู่ที่ 17.8%

 

 

ตั๋วถูกเที่ยวรอบโลก มองหาที่ “เพนกวิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483019

ตั๋วถูกเที่ยวรอบโลก มองหาที่ "เพนกวิน"

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ทุก 10 ปี ธุรกิจการท่องเที่ยวจะเกิดความเปลี่ยนแปลงจากอิทธิพลของเทคโนโลยี เดิมทีพฤติกรรมคนซื้อตั๋วเครื่องบินทางออนไลน์ แต่ขณะนี้เริ่มเกิดการซื้อตั๋วเครื่องบินบนโทรศัพท์มือถือผ่านทางแอพพลิเคชั่น จึงเป็นที่มาของเอเชีย วัน คลิก การรวมกลุ่มของสตาร์ทอัพที่คร่ำหวอดในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ไอที และโซเชียลมีเดีย

กิตติกร กรรณเลขา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย วัน คลิก (AOC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ทั้งประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตสูงมากมาโดยตลอด ซึ่งส่วนที่มีการใช้จ่ายสูงสุดก็คือ ตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พัก ปี 2558 การขายตั๋วเครื่องบินในภูมิภาคนี้สูงถึง 4.38 แสนล้านบาท (1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) เป็นโรงแรมที่พัก 2.31 แสนล้านบาท (6,600 ล้านเหรียญสหรัฐ) มีการคาดการณ์ว่าใน 10 ปีข้างหน้า มูลค่าการซื้อตั๋วเครื่องบินจะสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท (4.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) เติบโตขึ้นกว่าเดิม 12%

ขณะที่ไทยจะมีอัตราการเติบโตในตลาดออนไลน์ ทราเวล มาร์เก็ต หรือการท่องเที่ยวออนไลน์สูงสุดในภูมิภาคสูงถึง 18% ภายใน 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีมูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ที่ผ่านมาระบบจองตั๋วเครื่องบินในประเทศไทยจะเป็นการจองผ่านตัวแทนหรือเอเยนต์ และสายการบินโดยตรง ทำให้เข้าถึงตัวผู้บริโภคที่เป็นนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้ยาก ถึงแม้จะมีการแจ้งข่าวผ่านทางสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็เป็นเพียงการชี้ช่องทางเพื่อให้เข้าไปจองผ่านสายการบินนั้นๆ ทำให้ต่างประเทศเริ่มเห็นช่องว่างและได้เข้ามาตีตลาดในไทย ซึ่งถ้าปล่อยให้กลุ่มนี้ครองตลาด ไทยอาจเกิดความเสียเปรียบดังเช่นตลาดการจองโรงแรมในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้เป็นรายแรกในการพัฒนาการจองตั๋วเครื่องบินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Booking Engine ตั้งแต่เมื่อปี 2548 ทางบริษัทจึงได้จัดสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการจองตั๋วเครื่องบินแนวใหม่ โดยเป็นระบบการจองตั๋วผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือโมบายแอพพลิเคชั่นในชื่อ เพนกวิน (penguint) ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถจองตั๋วเครื่องบินได้ในราคาที่ดีที่สุด จากระบบที่รองรับสายการบินมากที่สุดในปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังวางแผนถึงการจองรถเช่า หรือที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวครบวงจรในอนาคต

สำหรับแอพพลิเคชั่นเพนกวินได้รวบรวมสายการบินทั่วโลก 500 สายการบินไว้บนแอพพลิเคชั่น การใช้งานสามารถค้นหาราคาตั๋วเครื่องบินที่ถูกที่สุดโดยมีการประมวลผลทุกวัน ทำให้นักท่องเที่ยวจะไม่พลาดโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาดีที่สุด นอกจากนี้ยังเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคนว่ากำลังสนใจจะเดินทางไปที่ใด พร้อมกับอัลกอริทึมเฉพาะในการค้นหาราคาจากพาร์ตเนอร์ต่างๆ เพื่อนำเสนอโปรโมชั่นที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน

นอกจากราคา การค้นหาโปรโมชั่น การมีสายการบินในระบบมากที่สุด และการบริการที่รองรับพฤติกรรมคนไทยมากที่สุดแล้ว เพนกวินยังสร้างความแตกต่างจากแอพพลิเคชั่นอื่นคือ การสร้างระบบการวางแผนรองรับนักท่องเที่ยวที่อยากเที่ยวแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปที่ใด ในช่วงเวลาไหน ระบบของเพนกวินจะช่วยค้นหาและสร้างทางเลือกในการตัดสินใจตั้งแต่แรกเริ่ม ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจจนกว่าจะได้ทางเลือกที่ดีที่สุด แม้กระทั่งการตัดสินใจจองตั๋วไปแล้วก็ตาม

“การเชื่อมต่อกับระบบสำรองที่นั่งของสายการบินต่างๆ โดยตรงของเราไม่ผ่านตัวแทนของตั๋วเครื่องบิน ซึ่งในไทยมี 4 รายใหญ่ ราคาตั๋วเครื่องบินเพนกวินจึงถูกกว่าโดยเฉลี่ย 150-800 บาท เป็นราคาพิเศษต่างๆ จากหลายแหล่งที่มาเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด ต่างจากแอพพลิเคชั่นอื่นที่จะให้บริการราคาค่าโดยสารจากสายการบินแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะมั่นใจได้ว่าข้อมูลและราคาโปรโมชั่นต่างๆ ที่จองผ่านแอพพลิเคชั่นเพนกวินนั้นครบถ้วนและถูกต้องอย่างแน่นอน”

ทักษะ บุนนาค กรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอเชีย วัน คลิก กล่าวว่า ระบบการจองตั๋วเครื่องบินผ่านเพนกวินถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมของคนไทยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้งานสามารถจองที่นั่งผ่านแอพพลิเคชั่นไว้ก่อน และชำระเงินภายหลังผ่านทางเซเว่นอีเลฟเว่น เพย์พัล บัตรเครดิต หรือการโอนเงินผ่านธนาคาร

พร้อมกันนี้ยังมีระบบช่วยเหลือตั้งแต่การไม่กล้าจองเพราะกังวลว่าจะกรอกข้อมูลผิด เลือกเที่ยวบินผิด หรือแม้แต่ไม่มั่นใจว่าจะได้ตั๋วจริงหรือไม่ เพราะระบบจะมีการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลการจองก่อนส่งอี-ทิกเก็ต โดยจะมี “น้องกวิ้น” ซึ่งเป็นทีมงานให้ความช่วยเหลือในทุกความต้องการ

ทั้งนี้ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการวางแผนเจรจากับสายการบินเพิ่มเติม โดยเฉพาะสายการบินโลว์คอสต์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ปัจจุบันมีเพียงโลว์คอสต์จากไลอ้อนแอร์เพียงรายเดียวอยู่บนแอพพลิเคชั่น ทำให้รายได้ในสัดส่วนดังกล่าวมีราว 1-2% ส่วนด้านพฤติกรรมท่องเที่ยวในขณะนี้พบว่า ญี่ปุ่น เมืองโตเกียว โอซากา และไต้หวัน กระแสมาแรงมากสำหรับคนไทย

“ล่าสุดจากการเปิดตัวเพื่อทดสอบระบบเพียง 2 เดือน เพนกวินมีผู้ใช้งานมากกว่า 2 หมื่นราย และส่วนใหญ่เกือบ 100% เข้ามาใช้งานจริง การเติบโตของการดาวน์โหลดใน 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีสูงถึง 1,200% และมียอดจำหน่ายตั๋วเครื่องบินผ่านระบบเติบโตถึง 300% ต่อเดือน ทั้งนี้คาดว่าจากแผนการตลาดที่วางไว้ ภายในสิ้นปีนี้จะมียอดผู้ใช้งานสูงถึง 3 แสนราย รายได้ 17 ล้านบาท”

วัชระ เอมวัฒน์ กรรมการบริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เอเชีย วัน คลิก กล่าวว่า มองเห็นโอกาสอย่างมากในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีโมเดลธุรกิจแบบสตาร์ทอัพจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย พร้อมกับบุคลากรและแผนการที่วางไว้ วันนี้ บริษัท เอเชีย วัน คลิก ตั้งเป้าเป็นผู้ให้บริการตั๋วเครื่องบินออนไลน์อันดับหนึ่งของไทย ชิงตลาดผู้ให้บริการและสตาร์ทอัพจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการซื้อตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์มาสู่แอพพลิเคชั่น รวมทั้งอีกไม่กี่ปีข้างหน้านักท่องเที่ยวเจนวายจะเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว หรือกระทั่งใช้ชีวิตนอกบ้าน รวมทั้งการเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ล้วนเป็นโอกาสของเพนกวิน เพราะด้วยตลาดมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ว่ากันว่าตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์มีความเป็นไปได้ที่จะมีมูลค่ามากกว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซด้วยซ้ำ

 

“ดีแทค” ทุ่มไม่อั้นชิงประมูลคลื่น1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482854

"ดีแทค" ทุ่มไม่อั้นชิงประมูลคลื่น1800

ดีแทค ชี้ประมูลคลื่นปีหน้าเดือด ยันดีแทคต้องไม่พลาดคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ สนใจประมูลคลื่นอื่น

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า การแข่งขันประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ กับคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ เม.ย. 2561 คาดว่าการประมูลของโอเปอเรเตอร์จะมีความรุนแรงเหมือนทุกครั้ง โดยดีแทคจะหมดอายุสัมปทาน ก.ย. 2561 ซึ่งคลื่นความถี่อยู่สัญญาสัมปทาน บริษัท กสท โทรคมนาคม

สำหรับจุดยืนดีแทค การดำเนินธุรกิจทำเพื่อลูกค้า และมีแผนทำให้ลูกค้ามั่นใจในบริการโดยไม่รอให้ถึง ก.ย. 2561 เป็นวันสิ้นสุดสัมปทาน บริษัทได้มีแผนรองรับไว้อยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ดีแทคกำลังทำ คือ การมีโซลูชั่นหลากหลายรูปแบบก่อนที่จะถึงจุดนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น บริษัทก็พร้อมที่จะสู้และทำให้ดีแทคเดินหน้าต่อไปให้ได้

อย่างไรก็ดี การประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ไม่ได้เมื่อครั้งที่ผ่านมาดีแทคไม่ได้เสียคลื่นใดๆ หรือคลื่นในมือหมดสัมปทานไปเหมือนกับผู้ให้บริการรายอื่นที่เข้าประมูล เพราะไม่ว่าจะก่อนประมูล หรือหลังประมูล ดีแทคมีคลื่นความถี่ที่มากเพียงพอต่อการให้บริการลูกค้าถึง 50  เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ ไทยยังมีคลื่นความถี่อื่นๆ ที่ต้องนำออกมาประมูลเพื่อผลักดันประเทศสู่การแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ 700 เมกะเฮิรตซ์ ปัจจุบันดีแทคมี 2 คลื่นความถี่จะหมดในปี 2561 ได้แก่ 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ กับอีก 1 คลื่นความถี่ในระบบใบอนุญาต คือ 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ ใช้งานถึง 2570 ดีแทคพร้อมเข้าประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ แน่นอน

 

เปิดตัว “โนเกีย3310” มือถือในตำนานที่มาพร้อมโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482849

เปิดตัว "โนเกีย3310" มือถือในตำนานที่มาพร้อมโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม

“HMD Global” เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ “โนเกีย 3310” โฉมใหม่ มาพร้อมจอสี-กล้องหลัง และเกมงูในตำนาน

หลังตกเป็นข่าวในวงการสมาร์ทโฟนมาระยะหนึ่งสำหรับ ข่าวการคืนชีพกลับมาสู่ตลาดอีกครั้งของโทรศัพท์มือถือระดับตำนาน โนเกีย3310 ล่าสุด “HMD Global” บริษัทผู้ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาโทรศัพท์มือถือภายใต้แบรนด์โนเกีย ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในงานโมบายล์ เวิล์ด คองเกรส 2017 ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ประกอบด้วย โนเกีย 6, โนเกีย5, โนเกีย 3 และ โนเกีย 3310 ซึ่งทั้งหมดมาพร้อมระบบปฏฺบัติการแอนดรอยด์

โนเกีย3310 โฉมใหม่มีการดีไซน์ให้โค้งมนมากกว่าเดิม มาพร้อมหน้าจอสีและกล้องหลังขนาด 2 ล้านพิกเซล รวมทั้งแบตเตอรี่สุดอึดที่สามารถสนทนาได้ต่อเนื่องนานถึง 22 ชั่วโมง และแน่นอนมาพร้อมเกมงูยอดฮิตในเวอร์ชั่นใหม่

สำหรับสเปกของโนเกีย 3310 รุ่นใหม่มีดังนี้

– ขนาดตัวเครื่องโดยรวม 15.6 x 51 x 12.8 mm

– หน้าจอขนาด 2.4 นิ้ว ความละเอียด 240 x 320 พิกเซล 167 ppi

– หน่วยความจำภายใน 16MB รองรับ microSD, microSDHC ความจุสูงสุด 32GB

– กล้องหลังความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED

– แบตเตอรี่ความจุ 1200mAh

– โทรคุยต่อเนื่องได้นานสูงสุด 22.10 ชั่วโมง, สแตนบายด์ได้นาน 1 เดือนเต็ม, ฟังเพลงได้ต่อเนื่อง 51 ชั่วโมง

– รองรับวิทยุ FM,  Bluetooth 3.0

– รองรับ 2.5G คลื่นความถี่ 900, 1800 MHz

– พอร์ตเชื่อมต่อ ไมโครยูเอสบี

– ราคา 49 ยูโร หรือประมาณ 1,800 บาท

 

 

ตัวเลขชี้ชัด! นักช็อปยุคใหม่ใช้มือถือเปรียบเทียบราคาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482838

ตัวเลขชี้ชัด! นักช็อปยุคใหม่ใช้มือถือเปรียบเทียบราคาก่อน

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ฝากเติมตำแหน่งผู้เขียนค่ะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com

ในปีนี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามือถือ หรือสมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมเห็นมาตลอดในการพัฒนาเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา โดยมีสถิติผู้เข้าใช้งานเพิ่มขึ้นตลอดในแต่ละปี และกราฟนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจก็คือในปี 2016 จำนวนการเข้าใช้งานเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์มือถือโตขึ้นกว่า 106.48% เมื่อเทียบกับปี 2015 บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

เล่นเน็ตผ่านมือถือ

ตัวเลขที่ผมได้เกริ่นไว้สอดคล้องกับสถิติของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และจำนวนชั่วโมงการใช้งานเฉลี่ยต่อวัน เปรียบเทียบตามอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยสำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA พบว่าจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมดนั้นมีผู้เข้าใช้โดยสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 85.5% และมีการใช้งานเฉลี่ย 6.2 ชั่วโมง/วันและตั้งแต่ตื่นนอนเกือบทุกคนเลือกหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ตขึ้นมาก่อนจะหยิบแปรงสีฟัน

เมื่อเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ภาพที่ทุกคนเห็นกันคุ้นตาก็คือคนส่วนใหญ่จ้องหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่แทนการพูดคุยกันตั้งแต่เช้าจนกระทั่งก่อนเข้านอนก็วางมันเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนหลับตาลง ไม่ว่าจะใช้มือถือในการหาข้อมูล เพื่อความรู้ ความบันเทิง ทำธุรกรรมทางการเงิน อ่านอีเมล ทำงาน ตลอดจนการซื้อสินค้าออนไลน์ต่างๆ เราต่างก็ใช้มือถือเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันไปโดยปริยาย สำหรับผู้ประกอบการสิ่งที่ควรให้ความสนใจก็คือ นักช็อปใช้มือถือทำอะไรบ้าง ขณะช็อปปิ้ง

มือถือตัวช่วยก่อนตัดสินใจซื้อ

ผลสำรวจเชิงลึกของ Marketbuzzz พบว่า ขณะที่ผู้บริโภคกำลังเลือกหาสินค้าในร้านค้า มีนักช็อปถึง 77% ใช้มือถือค้นหาสินค้าอื่นๆ ไปด้วย และก็มีนักช็อป 56% ใช้มือถือเพื่อเปรียบเทียบราคาสินค้าอีก 47% กำลังติดต่อร้านค้าหรือแบรนด์สินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักช็อปพยายามใช้ประโยชน์จากมือถืออย่างเต็มที่ ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าแต่ละชิ้น

นอกจากนั้น แหล่งข้อมูลบนมือถือที่นักช็อปเหล่านี้ใช้ขณะที่อยู่ในร้านค้า 35% คือการใช้เครื่องมือสืบค้น (Search Engines) เพื่อค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา ทั้งจากการหาข้อมูลด้วยตนเอง และจากเว็บไซต์ที่ให้บริการรวบรวมสินค้า ราคาสินค้า จากหลากหลายร้านค้ามารวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อความสะดวกสบายก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของนักช็อปสมัยใหม่

นักช็อป Gen-M ชอบเทียบราคา

ทำไมนักช็อปยุคนี้จึงสนใจและมีพฤติกรรมเปรียบเทียบราคา อาจารย์ศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย หนึ่งในกูรูวงการดิจิทัล ให้ความเห็นไว้ในงาน Priceza Awards 2016 ที่จัดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า “คนรุ่นใหม่หรือ Gen-M สนใจการเปรียบเทียบราคาเป็นสำคัญ ส่วนการตัดสินใจซื้อจะมาจากหลายองค์ประกอบรวมกัน ทั้งเรื่องราคา ความน่าเชื่อถือของร้าน ชื่อเสียง รีวิวและความมั่นใจในตัวของผู้ขายมากกว่าที่จะดูเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้ถ้าจะซื้ออะไรก็ตาม สิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือ The best ในกลุ่มของตนเอง”

รู้อย่างนี้แล้ว อะไรละครับที่ผู้ประกอบการควรทำ เพื่อปิดการขายให้ได้ทันที

นั่นก็คือ การให้ข้อมูลสินค้า ควรให้ข้อมูลสินค้าอย่างครอบคลุมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ณ จุดขายทั้งออนไลน์ และ
ออฟไลน์ การเปรียบเทียบราคา ถ้าสามารถการันตีราคาได้ จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ไม่ยาก การเปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการ และการรีวิวสินค้าจากผู้ใช้ตัวจริง จะเป็นประโยชน์อย่างมากหากมีการแชร์ประสบการณ์จากลูกค้าที่ใช้งานจริง

ทั้งหมดนี้ หากผู้ประกอบการสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และสื่อสารผ่านจุดขาย (Point of Purchase) การปิดการขายก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ

 

ช็อปออนไลน์ให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482837

ช็อปออนไลน์ให้ปลอดภัย

โดย…welivesecurity

การซื้อของออนไลน์เป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักช็อปทั่วเมืองไทย และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาก็คือภัยคุกคามก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน หลายครั้งที่มิจฉาชีพใช้ช่วงโอกาสที่คุณเผลอ เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวจนกระทั่งข้อมูลบัตรเครดิต ผ่านหน้าเว็บไซต์ถูกออกแบบให้เหมือนกับเว็บไซต์จริง หรือเรียกว่า Phishing

Welivesecurity จึงรวบรวมวิธีการช็อปสินค้าออนไลน์ให้ปลอดภัยดังนี้

ระวังร้านค้าที่ไม่รู้จัก หลายครั้งที่ดีลลดราคาเป็นของเว็บไซต์ขายของที่เราไม่คุ้นตาและมีหน้าตาเหมือนเว็บไซต์ที่เพิ่งสร้างขึ้น คำถามก็คือเว็บไซต์นี้เชื่อถือได้หรือเปล่า? เพราะคุณจะต้องกรอกข้อมูลบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวมากพอที่จะใช้ทำธุรกรรมได้

เตรียมพร้อมรับมือดีลปลอม มิจฉาชีพมักเล่นงานผู้ใช้ด้วยดีลลดราคา หรือโปรโมชั่นเกินห้ามใจ ด้วยทุกช่องทาง ให้สังเกตชื่อผู้ส่งว่าเป็นใคร มาจากไหน และเช็กข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้ถี่ถ้วน ทางที่ดีที่สุดคือเข้าเว็บไซต์หลักของสินค้าเลย

ใช้ช่องทางชำระเงินที่ปลอดภัย เราแนะนำให้ใช้อันที่คุณคุ้นเคยจะดีที่สุดอย่าง Counter Service, Paypal, Paysbuy, VISA, Master Card หรือที่คุณคุ้นตา

ใช้เว็บไซต์ HTTPS การทำธุรกรรมที่ปลอดภัยจะต้องใช้เว็บไซต์ที่เป็น HTTPS ตัวอักษร https:// ที่ขึ้นต้นลิงก์บอกเราว่าข้อมูลที่เรากรอกในเว็บไซต์จะได้รับการเข้ารหัส และไม่สามารถเปิดอ่านได้จากกลางทาง

Facebook ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ปัจจุบัน Facebook กลายเป็นที่โปรโมทซื้อขายสินค้า แต่เว็บไซต์โซเชียลมีเดียนั้นเต็มไปด้วยโฆษณาจากหลากหลายที่มา ทั้งแท้และไม่แท้ เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลสำคัญจากเว็บไซต์โฆษณา

ทำธุรกรรมบนเครือข่ายที่น่าเชื่อถือ อินเทอร์เน็ต Wi-Fi ฟรีตามสถานที่ต่างๆ ไม่สมควรเป็นที่สำหรับทำธุรกรรมออนไลน์ ยิ่งถ้าไม่มีรหัสผ่านนั่นถือว่ามีโอกาสสูงมากที่จะไม่ปลอดภัย

ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อน รหัสผ่านที่ดีจะต้องมีตัวอักษรพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ ผสมกับตัวเลขและสัญลักษณ์ และไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกๆ บัญชี

ใช้บัตรเครดิตดีกว่าเดบิต การซื้อของออนไลน์สมควรใช้บัตรเครดิต เพราะไม่มีการเชื่อมต่อโดยตรงกับบัญชีเหมือนบัตรเดบิต และสามารถเรียกเงินคืนได้ง่ายกว่าหากโดนมิจฉาชีพเอาไปใช้

*********************

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/