7 นวัตกรรมที่ช่วยชีวิตเด็กทารกในประเทศกำลังพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482810

7 นวัตกรรมที่ช่วยชีวิตเด็กทารกในประเทศกำลังพัฒนา

เว็บไซต์ Mashable ได้เผยแพร่ 7 นวัตกรรม ที่มีส่วนช่วยติดตามสุขภาพของบรรดาทารกแรกเกิด และช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอด

เด็กทารกทุกคนควรสามารถเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดี แต่สำหรับในประเทศที่กำลังพัฒนาแล้ว การที่เด็กทารกเกิดใหม่คนหนึ่งจะเอาชีวิตรอดนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

รายงานจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ทุกๆปีมีเด็กทารกราว 3 ล้านคน ที่เสียชีวิตในช่วงสัปดาห์แรกของการลืมตาดูโลก และในจำนวนนี้กว่า 99% เป็นเด็กทารกจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างในทวีปแอฟริกา หรือภูมิภาคเอเชียใต้

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน เด็กๆจำนวน 3 ล้านคนที่ว่าไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตอีกต่อไป นับเป็นความโชคดีของพวกเขา ที่นักประดิษฐ์ทั้งหลายใส่ใจถึงปัญหานี้ และได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา

เว็บไซต์ Mashable ได้เผยแพร่ 7 นวัตกรรม ที่มีส่วนช่วยชีวิตของทารกน้อยทั้งหลาย ในช่วงแรกๆของการลืมตาดูโลก เพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอด และเติบโต

1. หมวกทารกตรวจสอบสัญญาณชีพ

Neopenda คือหมวกที่ถูกออกแบบมาเพื่อสุขภาพที่ดีของทารก ให้พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ ตัวหมวกไม่ต่างจากหมวกปกติ แค่เพิ่มกล่องสี่เหลี่ยมด้านข้างซึ่งทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์มาเท่านั้น ตัวเซนเซอร์จะคอบตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ, อัตรการหายใจ ไปจนถึงระดับของออกซิเจนในเลือด และอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งหากพบความผิดปกติเกิดขึ้น ตัวหมวกจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ผ่านแอพพลิเคชั่น

ปัจจุบันหมวก Neopenda นี้ถูกใช้ในโรงพยาบาลที่แออัดของอูกันดา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อาจให้ความดูแลทารกจำนวนมากได้อย่างทั่วถึง แต่แน่นอน Neopenda ทำได้

2. ถุงนอนแก้ปัญหาตัวเย็น

ภาวะตัวเย็น หรือ Hypothermia เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในทารก ในบางพื้นที่เช่นอินเดีย 43% ของทารกแรกเกิดเสียชีวิตจากภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายลดต่ำลง แต่นวัตกรรมถุงนอนรูปแบบใหม่นี้สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้

Embrace Infant Warmer คือถุงนอนสำหรับทารกแบบเต็มตัวที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของทารก ผลงานเจ้าของรางวัลนวัตกรรมนี้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำ ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า จึงทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับหลายครอบครัวยากจน เนื่องจากตัวอุปกรณ์มีราคาถูกกว่าตู้อบในโรงพยาบาลหลายเท่า ซึ่งความอบอุ่นจากถุงนอนนี้ได้มีส่วนช่วยชีวิตของทารกน้อยจำนวน 200,000 คนไปแล้ว ในพื้นที่ทางตอนใต้ของอินเดีย

3. จี้สร้อยคอดิจิตอลบันทึกประวัติทางการแพทย์

การบันทึกประวัติการรักษาทางการแพทย์เป็นสิ่งที่หาได้ยากในประเทศกำลังพัฒนา ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการรักษา เด็กทารก แต่ด้วย Khushi Baby นวัตกรรมราคาถูก ที่ไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่นี้ จะบันทึกประวัติการรักษาทางการแพทย์ของแม่ และเด็กไว้ ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านแอพพลิเคชั่นทุกเวลาที่ต้องการ

สนนราคาของจี้สร้อยคอนี้เพียง 1 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้ในภูมิภาคห่างไกลของอินเดีย และบันทึกประวัติการรักษาของเด็กทารกไปแล้วกว่า 4,000 คน

4. ปลอกสวมเท้าที่ช่วยบอกอาการป่วยของทารก

หลายโรงพยาบาลในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญกับความแออัดจากเด็กทารก ซึ่งทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง แต่ด้วยปลอกสวมเท้าอันเล็กๆนี้จะช่วยแจ้งเตือนแก่เจ้าหน้าที่ หากทารกเหล่านั้นมีความเสี่ยง และต้องการความช่วยเหลือ

SPOtwo Bootie เป็นอุปกรณ์สวมใส่ต้นทุนต่ำ ที่จะช่วยวิเคราะห์สัญญาณชีพของเด็กทารกที่กำลังป่วย ข้อมูลที่ถูกวัดโดยเซนเซอร์จะถูกส่งไปยังแอพพลิเคชั่น ในสมาร์ทโฟน ซึ่งทั้งหมดนี้สนนราคาเพียง 8 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น โดยอุปกรณ์สามารถระบุภาะวออกซิเจนต่ำ ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือการติดเชื้อในช่วงสัปดาห์แรกๆของทารก

5. อุปกรณ์วัดอุณหภูมิที่น่าเชื่อถือ

TempTraq เป็นอุปกรณ์วัดอุณหภูมิต่อเนื่องนาน 24 ชั่วโมง ข้อมูลจะถูกส่งให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อแจ้งเตือนให้ทราบหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น อุปกรณ์มีราคาไม่แพง ไม่ต้องฆ่าเชื้อ และข้อมูลที่ได้รับนั้นมีความแม่นยำมากกว่าอุปกรณ์วัดอุณหภูมิแบบเดิมๆ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับทารกที่ป่วย และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไข้ขี้นสูง

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ถูกนำมาใช้กับเด็กๆในอูกันดาก่อนหน้านี้อัตราเฉลี่ยที่พยาบาล 1 คนต้องดูและเด็กๆทารกมีมากถึง 40 คน นั่นทำให้ใน 1 วัน เด็กๆอาจได้รับการดูแลเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แต่อุปกรณ์ดังกล่าวจะสร้างความมั่นใจได้ว่า สุขภาพของเด็กๆจะถูกติดตามข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

6. อุปกรณ์ช่วยเด็กๆจากโรคไข้มาลาเรีย

เด็กๆมากกว่า 500,000 คน ในประเทศกำลังพัฒนาเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียทุกๆปี โดยเฉพาะเด็กทารกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า TermoTell สามารถช่วยวินิจฉัยอาการของโรคไข้มาลาเรียได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ทารกสามารถรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ตัวอุปกรณ์เป็นสร้อยข้อมือ ต้นทุนต่ำ ที่จะคอยตรวจสอบอุณหภูมิ และปริมาณของเหงื่อที่ออกมาจากราางกาย ออกแบบมาสำหรับเด็กๆที่อายุต่ำกว่า 5 ปีโดยเฉพาะ ด้วยสีสันสดใส ผิวสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึ่งเด็กๆสามารถเคี้ยวได้โดยไม่เป็นอันตราย

ปัจจุบัน TermoTell ถูกใช้ในไนจีเรีย ประเทศที่มีความเสี่ยงเกิดโรคไข้มาลาเรียสูง เฉลี่ยทุกๆปีมีชาวไนจีเรียเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 3 แสนคน

7. ถุงเท้าอ่านสัญญาณชีพ

Owlet เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยอ่านสัญญาณชีพของทารก นอกจากนั้นยังช่วยให้เท้าอบอุ่นอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ด้วยเทคโนโลยีเดียวกับ Apple Watch อุปกรณ์จะคอยติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจ ด้วยการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ หากทารกจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ

 

เทรนด์องค์กรปรับ รับมนุษย์เงินเดือนติดโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482690

เทรนด์องค์กรปรับ รับมนุษย์เงินเดือนติดโซเชียล

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

องค์กรต่างๆ จะก้าวทันนโยบายประเทศไทย 4.0 ได้ นอกจากการมีบุคลากรที่มีความสามารถในการคิดและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัย เพราะหากมีคนเก่ง แต่รูปแบบการทำงานไม่เอื้ออำนวยคนเก่งเหล่านี้ก็อาจอำลาองค์กรอย่างรวดเร็ว หรือไฟในการทำงานที่ลุกโชนก็อาจมอดไหม้ได้ง่ายๆ

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากผลวิจัยเรื่องอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อคนทำงานในองค์กรในปีที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 1,208 คน เนื่องจากเล็งเห็นว่าโซเชียลมีเดียจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง จึงต้องการให้องค์กรปรับรูปแบบการทำงานเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่

จากการสำรวจพบว่า มนุษย์เงินเดือนใช้โซเชียลมีเดียในวันและเวลาทำงานมากกว่าวันเสาร์-อาทิตย์ โดยใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก และนิยมใช้ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน รวมทั้งยังพบว่าคนทำงานจะใช้โซเชียลมีเดียทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียทดแทนการใช้เวลากับสื่อหลัก เช่นทีวีและสื่อสิ่งพิมพ์อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ คนทำงานมองว่าการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงานมีข้อดี คือ สามารถสื่อสารข้อมูลไปสู่ผู้คนจำนวนมากได้รวดเร็ว และสะดวก 86.17% รองมาคือ ทำให้เกิดการรวมตัวกันในการทำกิจกรรมดีๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว 54.38% ลดช่องว่างการสื่อสาร 53.39% สามารถใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ความรู้แก่พนักงานในองค์กร 53.14% เป็นต้น

ในทางกลับกันคนทำงานก็มองเห็นข้อเสียของการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงานอันดับแรก คือ หลายคนไม่ระวังการใช้ทำให้ผู้อื่นได้รับข้อมูลไม่เป็นสาระหรือเชิงลบ 71.27% รองลงมามองว่ายังมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล 61.09% และเวลาในการทำงานน้อยลง 59.85%

ขณะที่ผลกระทบที่คนทำงานเคยได้รับจากการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงาน อันดับแรกคือ มีปฏิสัมพันธ์ลดลง 56.45% เจอนักเลงคีย์บอร์ด ทั้งคำหยาบ คำด่า 30.21% ไขว้เขวจากเป้าหมายที่วางไว้ 28.8%ผลกระทบอื่นๆ ได้แก่ ไม่มีความเป็นส่วนตัวข้อมูลอาจถูกค้นหา 24.75% นอนหลับยากขึ้น 24.17% เรียกร้องความสนใจมากขึ้น เป็นต้น

ผลสำรวจนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า คนทำงานส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้โซเชียลมีเดียในที่ทำงาน เช่น ช่วยทำให้การติดต่อสื่อสารทำงานสะดวกขึ้น ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน ทำให้เกิดการทำงานเร็วขึ้น แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับอิทธิพลของโซเชียลมีเดียในบางประเด็น เช่น ไม่เห็นด้วยกับการใช้ในการส่งเสริมการขายสินค้า ใช้ในการโฆษณา ทำให้เกิดความตั้งใจในการทำงานได้มากขึ้น มีผลต่อสมาธิในการทำงาน เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมในการทำงาน

สุธิดา กล่าวว่า กลุ่มคนทำงานยุคนี้ผ่านการรับสื่อโซเชียลมีเดียมาเกิน 10 ปีแล้วจึงเริ่มรู้เท่าทันว่าสื่อประเภทนี้เอื้อประโยชน์ใดกับตนและสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างชัดเจน รู้จักเลือกใช้ ตามอรรถประโยชน์ จึงเป็นข้อสังเกตว่า ภาครัฐควรสนับสนุนงานวิจัยที่ศึกษาปฏิกิริยาต่อข่าวสารแต่ละประเภทที่ส่งผ่านมาทางโซเชียลมีเดีย ในส่วนขององค์กรที่กำลังทำงานกับคนทำงานกลุ่มมิลเลนเนียลอายุ 20-34 ปี ที่มีข้อมูลข่าวสารอยู่เต็มมือและเป็นกลุ่มที่พร้อมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ของสังคมหรือองค์กรตลอดเวลา ก็ควรเปลี่ยนบทบาทองค์กรให้เป็นนักส่งเสริม

ทั้งนี้ เพราะคนทำงานยุคนี้ไม่ใช่แค่แรงงาน แต่เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ การกำหนดนโยบายและเงื่อนไขการทำงานใดๆ จึงต้องพร้อมรองรับความคิดที่แตกต่างฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กรต้องพร้อมและมีความแม่นยำต่อข้อมูลที่จะตอบคำถามหรือสนับสนุนนโยบายต่างๆ ขององค์กรอย่างน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ องค์กรต้องสร้างการสื่อสารนโยบายและแนวทางการทำงานขององค์กรผ่านโซเชียลมีเดีย ต้องกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับศักยภาพ สร้างแรงจูงใจในการทำงานร่วมกันสอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานมากขึ้น เพราะแนวโน้มการเปลี่ยนงานอาจสูงขึ้น จากการที่คนทำงานเปิดเผยศักยภาพอันโดดเด่นของตัวเองได้มากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย รวมทั้งต้องพร้อมรองรับการทำงานที่สื่อสารกันได้ตลอดเวลาและพร้อมให้ค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์จูงใจคนทำงานต่างออกไปจากรูปแบบเดิม

ท้ายนี้อยากฝากถึงภาครัฐว่า การที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดใดๆ ออกมาเกี่ยวกับเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย อาจกลายเป็นโจทย์ให้คนไม่พอใจและต่อต้านได้ ดังนั้นหากจะมีนโยบายใดๆ ออกมา ก็ควรแบ่งนโยบายออกไปตามกลุ่มผู้ใช้งาน และที่สำคัญที่สุดรัฐบาลแต่ละประเทศควรมีกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ทำงานอิสระสร้างธุรกิจบนโซเชียลมีเดียได้โดยไม่ติดเงื่อนไขอะไรมากมาย

แนวทางที่คนทำงาน องค์กร และรัฐบาลต้องปรับตัวทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับอิทธิพลโซเชียลมีเดียที่มาแรง และเป็นแนวทางที่จะนำประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง

 

“ศึกมาร์เก็ตเพลส” ชิงภาพอเมซอนเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482689

"ศึกมาร์เก็ตเพลส" ชิงภาพอเมซอนเมืองไทย

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เมื่อรายใหญ่พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอี-คอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลสในไทย ทั้งลาซาด้าภายใต้เงาของอาลีบาบา อีเลฟเว่น สตรีท จากเกาหลี หรือกระทั่งกลุ่มเซ็นทรัลกำลังซุ่มเปิดตัวมาร์เก็ตเพลส ส่งผลให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซฝุ่นตลบ รายเล็กต้องปรับตัว เป็นยุคของการต่อสู้รายใดเงินหนาถึงมีความได้เปรียบ

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม (Tarad.com) เปิดเผยว่า การแข่งขันอี-คอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลส ปีนี้มีความรุนแรงด้านการลงทุน โดยเฉพาะการใช้เงินสำหรับการทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้ามากกว่าจะไปซื้อจากคู่แข่ง และการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านการสื่อสารช่องทางต่างๆ สร้างการรับรู้ในวงกว้างและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ธุรกิจมาร์เก็ตเพลส ยังโดนช่วงชิงกำลังซื้อจากโซเชียลคอมเมิร์ซไปด้วยเช่นกัน ขณะนี้จึงเหลืออี-คอมเมิร์ซมาร์เก็ตเพลสของไทยไม่เกิน 10 ราย อาทิ ตลาดดอทคอมวีเลิฟช็อปปิ้ง จากนี้เป็นต้นไปเกมการแข่งขันมาร์เก็ตเพลส หัวใจสำคัญ คือ งบประมาณ หากใครมีสายป่านยาวได้ระยะ 1-2 ปี จะอยู่รอดบนตลาดที่มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับภาพรวมอี-คอมเมิร์ซ มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 20%ต่อปี

“ในอนาคตผู้ประกอบการไทยทำมาร์เก็ตเพลส จะเหลือต่ำกว่า 5 รายเท่านั้น โดยมีเว็บไซต์ที่มีความแอ็กทีฟหรือมีความเคลื่อนไหวทางตลาดราว 2-3 ราย และหลังจากนั้นรายเล็กล้มหายตายจากตลาดไปแล้ว การแข่งขันด้านสงครามราคาจะเหลือน้อยลง มาสู้กันที่ระบบคลังสินค้า การขนส่ง การทำตลาดอยากให้รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการมาร์เก็ตเพลสคนไทย จากที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนการเข้ามาทำธุรกิจของอาลีบาบา แต่ไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบของธุรกิจไทย” ภาวุธ กล่าว

ความร้อนแรงมาร์เก็ตเพลสปีนี้ ต้องจับตาการเข้ามาของกลุ่มเซ็นทรัลที่กำลังเปิดตัวเว็บไซต์ในเร็วๆ นี้ โดย วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล ได้กล่าวไว้ว่า จะเปิดประมาณปลายเดือน ก.พ.หรือต้น มี.ค. ความเคลื่อนไหวกำลังอยู่ระหว่างดีลกับพันธมิตรร้านค้า อาทิ เทพช็อป เพิ่มเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงามาร์เก็ตเพลสของกลุ่มเซ็นทรัล เพราะแม่เหล็กสำคัญคือ ต้องมีร้านค้าหลากหลายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ายิ่งขึ้น

เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลลงมาเล่นสมรภูมิมาร์เก็ตเพลส ยิ่งสร้างความสะเทือนให้กับรายกลางและเล็ก การจัดเต็มของสินค้าในเครือทั้งจากบีทูเอส ซูเปอร์สปอร์ต และยังรวมถึงการรวบร้านค้าในส่วนของพลาซ่าเข้ามาเป็นพันธมิตร ความแข็งแกร่งของเว็บไซต์ซาโลร่า (ZALORA) ด้านทางสินค้าแฟชั่น เป็นศึกของการช่วงชิงตำแหน่งผู้นำ เพราะยังไม่มีใครเป็นเจ้าตลาดอย่างจริงจัง เหมือนเช่นอเมริกา ไม่ว่าใครจะซื้อสินค้าอะไรก็ต้องนึกถึงอเมซอน มาร์เก็ตเพลสอันดับหนึ่งในตลาด

ทางด้านวีเลิฟช็อปปิ้ง (Welove) การเข้ามาของกลุ่มเซ็นทรัลส่งผลให้มาร์เก็ตเพลสที่มีความแข็งแกร่งทางด้านสินค้าแฟชั่นต้องปรับแผนการทำตลาด ธนานันท์ อรุณรักษ์ติชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการบริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสวีเลิฟ กล่าวว่า แผนระยะ 3-5 ปี บริษัทให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มวีมอลล์ (Wemall) หรือเป็นช่องทางให้ร้านค้าที่มีแบรนด์เข้าจำหน่าย หรืออยู่ในระดับกลาง-บน รองรับกับผู้ซื้อที่ต้องการความเชื่อมั่นและซื้อสินค้ามีแบรนด์ และสร้างความแตกต่างจากวีเลิฟ หรือมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ที่จำหน่ายสินค้าตั้งแต่ระดับแมสขึ้นไป

“การแข่งขันมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ยุคนี้ ใช้กลยุทธ์ราคา การทำโปรโมชั่น เชื่อว่า อีกไม่กี่ปีจะเหลือผู้เล่น 2-3 ราย และต่อไปการดึงร้านค้าเข้ามาจำหน่าย จะไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม แต่มาร์เก็ตเพลสมีรายได้จากโฆษณาเหมือนเช่นเถาเปาในจีนเปิดให้ร้านค้าเข้ามาจำหน่ายฟรี สำหรับวีมอลล์ปีนี้วางแผนเพิ่มร้านค้าจาก 300 ร้านค้า เป็น 500-600 ร้านค้าและตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้ 50% ในอีก5 ปี ส่วนวีเลิฟสัดส่วน 50%”ธนานันท์กล่าว

สำหรับผู้ให้บริการหน้าร้านออนไลน์ฟรีเว็บไซต์เทพช็อปดอทคอม ณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยู กล่าวว่า การเติบโตของมาร์เก็ตเพลสเป็นโอกาสอันดีที่บริษัทนำร้านค้าที่มีอยู่ 4.8 แสนร้านค้าเข้าไปจำหน่ายสินค้าในแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส เบื้องต้นร้านค้าจำหน่าย 1,000 ร้านค้าบนอีเวฟเว่นสตรีท โดยทำการเชื่อมต่อกับระบบของเทพช็อป คาดว่าระบบดังกล่าวเปิดตัวกลางเดือน ก.ค. และกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับอีกหลายราย อีกทั้งยังเตรียมเปิดบริการอี-คอมเมิร์ซเซอร์วิสเพื่อรองรับการเติบโต อาทิ ระบบแพ็กสินค้า การจัดส่ง การชำระเงิน

ภาพรวมตลาดมาร์เก็ตเพลสปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ด้วยมูลค่าตลาดสูงและยังไร้ผู้นำชัดเจน ต้องจับตาก้าวเดินของ 3 ค่ายใหญ่ ลาซาด้าเซ็นทรัล อีเลฟเว่น สตรีท ว่าใครจะสร้างตัวเองให้เป็นอเมซอนเมืองไทย ซึ่งต้องวัดขุมพลังกันหลายยกจากแบ็กอัพใหญ่จากจีน เกาหลี และยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเมืองไทยอย่างเซ็นทรัล

 

คนขับรถมีหนาว! สตาร์ทอัพทดสอบรถบรรทุกอัจฉริยะไร้คนขับผ่านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482686

คนขับรถมีหนาว! สตาร์ทอัพทดสอบรถบรรทุกอัจฉริยะไร้คนขับผ่านฉลุย

รถบรรทุกอัจฉริยะไร้คยขับโดยบริษัท Embark ทำการทดสอบวิ่งจริงไปแล้วในรัฐเนวาดา ด้วยเป้าหมายช่วยให้บรรดาคนขับรถทำงานง่ายขึ้น

Alex Rodrigues และทีมงานของเขาจากบริษัท Embark สตาร์ทอัพน้องใหม่ มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งสินค้าข้ามเมือง ด้วยรถบรรทุกอัจฉริยะไร้คนขับ ปัจจุบันรถบรรทุก และรถพ่วงเหล่านี้ทำหน้าที่รับผิดชอบการขนส่งสินค้าในสหรัฐคิดเป็น 60% จากการขนส่งในหลายรูปแบบ และสร้างงานให้แก่บรรดาคนขับรถราว 1.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่ง Embark เป็นความหวังใหม่ของธุรกิจการขนส่งที่ใช้หุ่นยนต์ขับเคลื่อนแทนแรงงานคน ในขณะเดียวกันก็เป็นฝันร้ายของบรรดาคนงานทั้งหลายที่อาจต้องตกงานในอนาคต

ในอนาคต รถยนต์อัจฉริยะจะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในหลายธุรกิจ และอุตสาหกรรม

หลังผ่านการซุ่มดำเนินการมานานหลายปี ในทึ่สุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางบริษัทก็ได้ประกาศอัพเดทเทคโนโลยีของเขา และพร้อมเต็มที่สำหรับการเข้ามาสู่สังเวียนของการแข่งขันรถยนต์อัจฉริยะเพื่ออนาคตนี้

ทางบริษัทได้ทดลองระบบอัจฉริยะที่สามารถขับเคลื่อนด้วยตนเองไปแล้ว กับรถบรรทุกคันแรกของเขาที่มีชื่อว่า Peterbilt บนทางหลวงท้องถิ่น ในรัฐเนวาดา หลังจากได้รับใบอนุญาตในการทดสอบ

แทนที่จะมุ่งประเด็นไปที่การสูญเสียงานหลายตำแหน่งในอนาคต ทาง Embark มองเห็นถึงคุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้น จากเทคโนโลยีดังกล่าว และช่วยให้ผู้คนทำงานในระยะเวลาที่สั้นลง แทนที่จะต้องขับรถเองลากยาวทั้งคืนเช่นระบบการขนส่งในปัจจุบัน เนื่องจากรถยนต์อัจฉริยะนั้นไม่จำเป็นต้องหยุดพัก หรือแวะเติมน้ำมัน (น้ำมันที่ถูกเติมในรถถูกคำนวณให้สามารถวิ่งได้ด้วยคาวมเร็วมาตรฐานาน 12 ชั่วโมง) รวมไปถึงการทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานขับรถในปัจจุบัน แก่หลายธุรกิจอีกด้วย

เทคโนโลยีของเซนเซอร์อัจฉริยะ และกล้องช่วยให้รถบรรทุกสามารถตัดสินใจได้เอง

ด้วยเทคโนโลยีของเซนเซอร์เรดาร์ กล้อง และ Lidar (เทคโนโลยีการสำรวจงานภูมิประเทศแบบใหม่ ที่วัดระยะจากระยะเวลาในการเดินทางของลำแสงเลเซอร์จากเซนเซอร์ไปยังวัตถุเป้าหมาย และเดินทางกลับมายังเซนเซอร์) จะช่วยให้รถบรรทุกของ Embark รับรู้สภาพแวดล้อมของโลกภายนอก รวมถึงเส้นทางที่กำลังเดินทาง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งให้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์เพื่อออกคำสั่งว่าระบบการขับขี่ของรถยนต์ควรทำสิ่งใดต่อไปเช่น การเร่งความเร็ว ลดความเร็ว หรือการแซงเป็นต้น

อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ได้ตั้งใจที่จะปล่อยรถบรรทุกคันเปล่าๆให้เดินทางแต่เพียงลำพัง พวกเขาวางนโยบายให้มีเจ้าหน้าที่ผู้ขับรถยนต์ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งคนขับรถอาจจะงีบหลับ หรือทำอย่างอื่นในขณะที่รถบรรทุกกำลังเดินทางบนไฮเวย์ และเมื่อรถบรรทุกเริ่มเข้าสู่เขตเมือง จึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะช่วยควบคุมรถ เนื่องจากการขับรถในเมืองที่วุ่นวายนั้นมีความซับซ้อน และเสี่ยงอันตรายสำหรับระบบอัจฉริยะ

ซีอีโอของบริษัทปีนเข้าไปในรถ เพื่อร่วมการทดสอบด้วย

“ไม่มีใครอยากจากบ้านไปนานๆเป็นสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาคนรุ่นใหม่” Alex Rodrigues ซีอีโอของ Embark กล่าว “ฉะนั้นแล้วผมจึงคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะข่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับตัวของ Rodrigues ซีอีโอนั้น ตัวเขาคลุกคลีอยู่กับเทคโนโลยีหุ่นยนต์มานาน ในตอนที่เขาอายุ 13 ปี เขาสร้างหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง และสามารถคว้ารางวัลการแข่งขันระดับนานาชาติ ในแคลิฟอร์เนียมาได้ สตาร์ทอัพ Embark ที่เขาก่อตั้งขึ้นนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของคนระดับหัวกะทิในวงการเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น SpaceX, StanfordAI และ Audi’s self-driving team และทางบริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะขยายทีมงานของพวกเขาเพิ่มเป็น 4 เท่าในปีหน้า พร้อมเตรียมการทดสอบรถบรรทุกอัจฉริยะบนทางหลวงระดับชาติต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีของเขานั้นใช้ได้จริง

 

 

โซเชียลเพิ่มลูกเล่นหวังเชื่อมผู้ใช้มือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482617

โซเชียลเพิ่มลูกเล่นหวังเชื่อมผู้ใช้มือถือ

โซเชียลแข่งเชื่อมคนทั่วโลก เฟซบุ๊กเร่งพัฒนาสู่เอไอ โมบายวีอาร์ รับอนาคต ส่วนไลน์เพิ่มบริการในแอพมากขึ้น

น.ส.รัตติยา อิสระชัยกุล หัวหน้าฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของเฟซบุ๊กต้องการใช้แพลตฟอร์มเชื่อมโยงคน 7,000 ล้านคนทั่วโลกผ่านเครือข่ายแพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก วอตส์แอพ อินสตาแกรม เมสเซนเจอร์ โดยในยุค 10 ปีของเฟซบุ๊ก บริษัทพัฒนาโซลูชั่นไปสู่เอไอหรือ ปัญญาประดิษฐ์ และเออาร์/วีอาร์ หรือโลกเสมือนจริง เช่น โมบายวีอาร์ โซเชียลวีอาร์

ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาเครื่องบินใช้พลังงานแสงอาทิตย์ชื่อว่า “อากีลา” โดยเป็นเครื่องที่ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต เปิดตัวครั้งแรกปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยทำให้ผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น หลังจากพบว่าคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพียง 50% ยังมีพื้นที่อีกจำนวนมากที่อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง เพราะเฟซบุ๊กต้องการให้พลังผู้คนแบ่งปัน อินสตาแกรมความสัมพันธ์ผู้คนให้เข้มแข็ง บริษัทจึงต้องพัฒนาและเชื่อมโยงให้กับผู้คน

“เรามุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ต่อเนื่อง เมื่อปีที่ผ่านมามีแชตบอต ระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อให้บริการธุรกิจที่เข้ามาใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้า เรามองว่าไม่ได้เข้ามาแย่งงานคน แต่ทำให้ระบบการบริหารงานได้ดีขึ้นในส่วนอื่นๆ อาทิ การบริการขาย เป็นเครื่องมือที่เข้ามาลดความซ้ำซ้อนการทำงาน นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงปัญหาการใช้บริการได้เร็วยิ่งขึ้น” น.ส.รัตติยา กล่าว

สำหรับปัจจุบันมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กประมาณ 1,800 ล้านราย วอตส์แอพมากกว่า 1,000 ล้านราย เมสเซนเจอร์มากกว่า 1,000 ราย อินสตาแกรมมากกว่า 500 ล้านราย ส่วนไทยผู้ใช้งานผ่านทางเฟซบุ๊ก 44 ล้านราย และใช้ผ่านโทรศัพท์ มือถือ 98% โดยเฟซบุ๊กมองว่าในอนาคตแบรนด์และสินค้าต่างๆ จะหันมาใช้งบโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์มือถือมากขึ้น จากปีนี้คาดว่ามีสัดส่วน 7.5% ของอุตสาหกรรมโฆษณา

นายอริยะ พนมพงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ประเทศไทย กล่าวถึงอนาคตไลน์ในไทยว่า จากปัจจุบันมีผู้ใช้ไลน์ 33 ล้านคน บริษัทต้องการเป็นมากกว่าแอพพลิเคชั่นสำหรับแชตธรรมดา แต่ด้วยปริมาณแอพพลิเคชั่นที่มีเพิ่มขึ้นและโซลูชั่นที่ไลน์มีให้บริการหลากหลาย แนวโน้มในอนาคตบริษัทจะรวมการให้บริการต่างๆ ให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อีก 2 ปีข้างหน้า ปริมาณการดูทีวีจะลดลง ซึ่งเป็นโอกาสเติบโตของไลน์ทีวี ส่วนในช่องทางจำหน่ายสินค้า แม้ว่าจะเข้าสู่โลกดิจิทัล แต่พฤติกรรมของคนยังพยายามเชื่อมโยงระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์มากขึ้นหรือยุคโอทูโอ เช่น วงใน เชื่อมโยงกับโอทูโอโดยให้ผู้ใช้บริการค้นหาร้านอาหารที่ต้องการและให้แชร์โลเกชั่น ของผู้ใช้งาน และนำทางไปร้านอาหารดังนั้นการทำตลาดก็ต้องเชื่อมโยง

 

ทีโอทีถอดชื่อฟอร์ทชวดจัดซื้ออุปกรณ์เหตุไม่มีมอก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482509

ทีโอทีถอดชื่อฟอร์ทชวดจัดซื้ออุปกรณ์เหตุไม่มีมอก.

AIT ควง SVOA คว้าสัญญาจัดซื้ออุปกรณ์ทีโอทีวงเงิน 4.27 พันล้านบาท – เผย ถอดชื่อFORTH เหตุไม่มี มอก.

นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจขายและบริการลูกค้าองค์กร บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประมูลโครงการจัดซื้ออุปกรณ์รองรับโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จำนวน 5 ประเภทอุปกรณ์ วงเงินรวมประมาณ 3,226 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 1,049 ล้านบาทหรือคิดเป็น 25% จากราคากลาง 4,275 ล้านบาท โดยจะเร่งรัดลงนามสัญญาโครงการดังกล่าวให้ได้ภายในวันที่ 8 มีนาคม คาดว่าจะส่งมอบอุปกรณ์ได้ภายในเดือนเมษายน เพื่อเร่งดำเนินการติดตั้งต่อไป รวมทั้งสิ้น 5 สัญญางาน ประกอบด้วย

สัญญาที่ 1 จัดซื้อสายเคเบิลใยแก้วนำแสง วงเงิน 2,030 ล้านบาท ได้แก่ 1.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ARSS ขนาด 12 Core วงเงิน 1,583 ล้านบาท ผู้ชนะคือ บริษัท The consortium of B&K เสนอราคา 1,468 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 115 ล้านบาทคิดเป็น 7.3% 2.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ARSS ขนาด 24 Core วงเงิน 442 ล้านบาท ผู้ชนะคือ บริษัทฟู่หยวน บิซิเนส จำกัด เสนอราคา 418 ล้านบาทต่ำกว่าราคากลาง 23 ล้านบาทคิดเป็น 5.3% 3.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ADSS ขนาด 12 Core วงเงิน 4.3 ล้านบาท ผู้ชนะคือ กิจการร่วมไฟเบอร์ออฟติคไทย เสนอราคา 4.5 ล้านบาทสูงกว่าราคากลาง 2 แสนบาทคิดเป็น 5.26% 4.สายเคเบิลใยแก้วนำแสง ADSS ขนาด 24 Core วงเงิน 1.75 ล้านบาท ผู้ชนะคือ กิจการร่วมไฟเบอร์ออฟติคไทย เสนอราคา 1.84 ล้านบาทสูงกว่าราคากลาง 9 หมื่นบาทคิดเป็น 5.24% ส่วนงานสายกระจายเคเบิลใยแก้วนำแสงแบบกลมยกเลิกไปเนื่องจากเอกชนเสนอราคาสูงกว่าราคากลางมากเกินไป  อย่างไรก็ตามงานจัดซื้อที่ได้ยกเลิกไปจะเร่งเปิดประกวดราคาใหม่เพื่อเร่งดำเนินการให้ทันกับกรอบแผนงานที่ได้วางไว้

สัญญาที่ 2 งานจัดซื้ออุปกรณ์ข่ายสาย (ODN) วงเงิน 310,298,930 บาท ประกอบด้วย 1.อุปกณ์ Aerial Outdoor Splitter (ตู้พัก SDP) วงเงิน  244 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท ลี้ คิม เทรดดิ้ง จำกัด เสนอราคา 198 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 46 ล้านบาทคิดเป็น 18.83% 2.อุปกรณ์ Aerial Straight Joint Closure วงเงิน 63 ล้านบาท ผู้ชนะได้แก่ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 39 ล้านบาทต่ำกว่าราคากลาง 23 ล้านบาทคิดเป็น 38.05% 3. อุปกรณ์ Fiber Distribution Frame (FDF) วงเงิน 2.5 ล้านบาท ผู้ชนะคือ บริษัทโกลบอล เมช จำกัด เสนอราคา 1.86 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 7แสนบาท คิดเป็น 27.67%

สัญญาที่ 3 งานจัดซื้ออุปกรณ์ Optical Line Terminal (OLT), ONU, Enclosure และ Rack วงเงินงบประมาณในการจัดหา 1,395 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (มหาชน) เสนอราคา 684 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 711 ล้านบาทคิดเป็น 51%

สัญญาที่ 4 จัดซื้ออุปกรณ์ Switch ทั้งภายนอกและภายใน วงเงิน 286 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (มหาชน) เสนอราคา 169 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 116 ล้านบาทคิดเป็น 41%

สัญญาที่ 5 จัดซื้ออุปกรณ์กระจายสัญญาณแบบไร้สาย (Wireless Access Point) POE Injector และระบบควบคุมเครือข่ายไร้สาย (Wireless Controller) วงเงิน 251 ล้านบาท ผู้ชนะคือบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 239 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 11 ล้านบาทคิดเป็น 5%

ทั้งนี้ การประกวดราคาจัดซื้ออุปกรณ์รองรับโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมฯ ทีโอที ได้ประกาศขายแบบระหว่างวันที่ 23 มกราคม ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2560 และได้จัด Bidder Conference เมื่อวันที่ 7ก.พ.2560 โดยเชิญผู้ที่มีความประสงค์จะเสนอราคาร่วมประชุมเพื่อตอบข้อซักถามต่าง ๆ และกำหนดยื่นเอกสารเสนอราคาในวันนี้ (10 ก.พ.2560) พร้อมลงนามข้อตกลงคุณธรรมทุกรายที่ยื่นเอกสารเสนอราคาโดยสัญญาที่ 1 มีผู้ยื่นเสนอราคาจำนวน 5 ราย สัญญาที่ 2  มีผู้ยื่นเสนอราคาจำนวน 9 ราย สัญญาที่ 3 มีผู้มายื่นเอกสาร จำนวน 5 ราย สัญญาที่ 4 มีผู้มายื่นเอกสาร จำนวน 8 ราย และสัญญาที่ 5 มีผู้มายื่นเอกสาร จำนวน 4 ราย

นายมรกต กล่าวต่อว่า คณะกรรมการได้เห็นชอบให้ถอดถอนบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น ออกจากรายชื่อผู้เสนอราคาประมูลโครงการจัดซื้ออุปกรณ์รองรับโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 4,275 ล้านบาท เนื่องจากทางบริษัทไม่ทำตามเงื่อนไขที่ได้ยื่นไว้กับทีโออาร์คือไม่ระบุกำลังการผลิตในเอกสารที่จัดส่งให้ทีโอที อีกทั้งการอุปกรณ์บางรายการที่ทางบริษัทเสนอมายังไม่มีใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งถือเป็นเงื่นอไขสำคัญในการเข้าประมูลโครงการดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามจะไม่ปิดโอกาสหรือกีดกันหากบริษัทต้องการเข้าร่วมประมูลงานกับทีโอทีในอนาคต

 

 

ทีโอทีแจงทีทีแอนด์ทีและทรูหมดสัมปทานลูกค้ายังใช้บริการได้ตามปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482504

ทีโอทีแจงทีทีแอนด์ทีและทรูหมดสัมปทานลูกค้ายังใช้บริการได้ตามปกติ

ทีโอทีแจงทีทีแอนด์ทีและทรูใกล้หมดสัมปทานลูกค้าใช้บริการได้ปกติไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์-ลงทะเบียนใหม่ – เล็งต่อยอดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า Fixed line

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การให้บริการโทรศัพท์ประจำ (Fixed Line) ของบมจ.ทีทีแอนด์จะยุติลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์หลังจากนั้นจะโอนทรัพสินย์ดังกล่าวกลับมาแล้ว ทีโอที จะเป็นผู้เข้าดำเนินการแทน ตามที่มติของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งมีลูกค้าอยู่ในระบบดังกล่าวราว 3.5 แสนราย

ดังนั้นทีโอทีจะส่งจดหมายชี้แจงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแนบไปกับบิลค่าใช้จ่ายรายเดือนเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ลูกค้าเก่าบนเครือข่ายทีทีแอนด์ทีสามารถใช้หมายเลขดังกล่าวต่อได้ตามปกติ

อีกทั้งการหักค่าใช้จ่ายรายเดือนยังเป็นไปตามบัญชีที่ลงทะเบียนไว้เดิมแบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามด้วยทีทีแอนด์ทีจะปิดศูนย์บริการทั่วประเทศดังนั้นผู้ใช้บริการรายเดิมสามารถติดต่อสอบถามหรือชะรำค่าใช้จ่ายได้ที่ศูนย์บริการทีโอทีทั่วประเทศแทนหรือติดต่อได้ที่สายด่วน 1100ตลอดจนเว็บไซต์และเฟซบุ๊กขององค์กร ทั้งนี้ทีโอทีจะคงอัตราค่าบริการเดิมไว้ทั้งหมดก่อน จากนั้นในเดือนเมษายนจะเริ่มจัดแพคเกจลดราคาเพื่อจูงใจผู้ใช้มากขึ้น

นายมนต์ชัย กล่าวต่อว่าส่วนทางด้านสัญญาสัมปทานโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์ประจำบ้าน ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานลงในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เบื้องต้นได้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนแล้ว ซึ่งทีโอทีพร้อมบริการลูกค้าจำนวน 1.3 ล้านรายบนเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หรือลงทะเบียนใหม่เช่นเดียวกับทีทีแอนด์ที

นายมนต์ชัย กล่าวอีกว่าทั้งนี้การได้รับเครือข่ายโทรศัพท์ประจำ (Fixed Line คืนจากผู้ประกอบการทั้งสองเจ้าส่งผลดีต่องานบริการของทีโอทีในอนาคต เนื่องจากสามารถพัฒนาคุณภาพและบริการได้อย่างมีเอกภาพจนนำไปสู่ค่าบริการที่ถูกลงกว่าเดิม โดยใสอนาคตอาจนำโปรโมชั่นคิดค่าใช้จ่ายรายเดือน 50 บาทสำหรับเบอร์ที่อยู่โครงข่าย Fixed line เพื่อกระตุ้นยอดใช้งาน ตลอดจนพัฒนาระบบชำระเงินแบบบิลเดียว (One Billing) แต่ชำระค่าบริการได้ทุกเบอร์อีกด้วย ส่วนด้านรายได้ขณะนี้ทีโอทีมีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานราว 7,000 ล้านบาทต่อปี และมีรายได้จากคู่สัญญาสัมปทานทีทีแอนด์ทีราว 1,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงทรู คอร์ปอเรชั่นอีกราว 7,000 ล้านบาทต่อปี

 

เมื่อกูเกิลห้าม หูฉลามโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 22:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482430

เมื่อกูเกิลห้าม หูฉลามโฆษณา

โดย….กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

อาทิตย์ที่แล้ว Google ประกาศว่า สินค้าประเภทหูฉลามห้ามทำโฆษณาใน Google ! งง ใช่มั้ยครับ

ปกติใครเคยทำโฆษณากับ Google หรือผู้ให้บริการทำโฆษณา Google จะรู้ว่าGoogle มีสินค้าหลายประเภทมากที่ไม่สามารถทำโฆษณาได้ อาทิ สินค้าผิดกฎหมาย อาวุธ (ขนาดมีดปอกผลไม้ก็ไม่ได้) สินค้าเสริมอาหารที่ไม่ผ่าน อย.

บางประเภททำโฆษณาได้ แต่ต้องแก้ไขข้อมูลภายในเว็บ เช่น สินค้าประเภทเสริมอาหารห้ามระบุการรักษาโรค เจ้าของเว็บก็กลับไปลบคำที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคออกก็จะทำโฆษณาต่อได้

ที่ทุกคนงงคือ ทำไม Google ต้องห้ามทั้งที่ตัวเองไม่เกี่ยวข้อง แถมทำให้ตัวเองเสียรายได้อีก

จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ Google ที่ห้าม Facebook ก็ห้าม แต่อาจไม่เข้มงวดเท่า Google

สิ่งที่สื่อออนไลน์ระดับโลกคิดและกังวลมีหลักๆ อยู่ 2 ประเด็นครับ

1.ป้องกันให้ตัวเองไม่เกี่ยวข้องสิ่งผิดกฎหมาย หรือมีโอกาสผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกี่ยวพันเมื่อมีการฟ้องร้อง เพราะถึงแม้ว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง หรือสุดท้ายชนะคดีในศาล แต่สิ่งที่เสียไปเลยแล้วเรียกกลับมายากมากคือ “ชื่อเสียง” ซึ่งมีผลโดยตรงกับรายได้และภาพลักษณ์ที่ตัวเองสั่งสมมา อย่าลืมนะครับว่า ยิ่งแบรนด์ใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งถูกจับตามองมากเท่านั้น พอเวลาเป็นข่าวด้านลบ แบรนด์ระดับนี้ดังเร็วและดับเร็วมาก

2.เพื่อให้เกิด User Experience (ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน) ที่ดี เพราะสิ่งนี้แบรนด์ระดับโลกให้ความสำคัญมากครับ เราลองคิดดูง่ายๆ ถ้าเราค้นหาสินค้าใน Google แล้ว Search เจอสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ขายยาบ้า คุณจะรักหรือจะศรัทธาในแบรนด์ Google หรือไม่ หรือถ้ามีโฆษณาขายสินค้าประเภทเสริมอาหาร แต่โฆษณาเกินจริงหรือโฆษณาระบุเลยว่ารักษามะเร็งหาย คุณจะเชื่อถือสินค้าที่มาลงโฆษณา Google หรือไม่ เมื่อคุณไม่เชื่อสินค้าที่โฆษณา Google สิ่งที่ตามมาคือ คุณจะไม่เชื่อว่า Google เป็นแหล่งค้นหาสินค้าที่ดี ถูกต้องมั้ยครับ Facebook ก็เช่นกัน หากวันดีคืนดีคุณเห็นโฆษณาขายปืนใน Facebook คุณจะรู้สึกอย่างไร หรือเห็นภาพอนาจารแล้วโฆษณาขายครีมคุณคิดอย่างไร

หูฉลามเช่นกัน เราได้ยินมานานว่ามีการรณรงค์งดกินหูฉลาม เพราะเป็นการทารุณสัตว์และอาจทำให้ฉลามสูญพันธุ์ จึงเป็นที่มาว่าทำไม Google จึงสั่งระงับโฆษณาสินค้าประเภทนี้ไป

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Google และ Facebook ระงับทำโฆษณาสินค้าบางประเภท

 

ดิจิทัลทีวีช่องไหน ถูกใจชาวโซเชียลที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 22:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482429

ดิจิทัลทีวีช่องไหน ถูกใจชาวโซเชียลที่สุด

โดย…โธธโซเชียล

โธธ โซเชียล เก็บข้อมูลเฟซบุ๊กแฟนเพจของดิจิทัลทีวีช่องต่างๆ เกี่ยวกับจำนวนแฟน จำนวนเอนเกจเมนต์ และการแชร์ต่างๆ ในช่วงเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยนับเฉพาะ Official Fanpage ตามที่ขึ้นบนเว็บไซต์ ได้ผลออกมาดังนี้

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นโลกออนไลน์ ช่อง 7 ก็ยังคงเป็นช่องที่มีฐานแฟนมากที่สุด และตามติดมาด้วยเวิร์คพอยท์ ส่วนช่องที่ได้รับค่าปฏิสัมพันธ์เฉลี่ยต่อโพสต์มากที่สุดกลับเป็นของเวิร์คพอยท์ จากรายการทีวีที่ค่อนข้างถูกใจและกลยุทธ์การสื่อสารบนโซเชียลมีเดียอย่างได้ผลโดยห่างจากที่ 2 อย่าง GMM25 ถึงเท่าตัว

ขณะที่ช่อง GMM25 ได้รับการแชร์โดยเฉลี่ยมากที่สุด คาดว่าเป็นเพราะเป็นช่องที่มีรายการและละครที่มีคนดูหลักเป็นกลุ่มคนเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับคนบนเฟซบุ๊ก รวมถึงกลยุทธ์การสื่อสารบนโซเชียลมีเดียที่โพสต์ไม่เยอะ แต่เน้นให้แต่ละโพสต์ถูกใจกลุ่มแฟนมากที่สุด และตามติดมาด้วยเวิร์คพอยท์

รับรองว่าวงการทีวีปีนี้คงมีเรื่องให้เราติดตามอย่างเมามันครับ

 

เฟซบุ๊กลุยเชือดเพจเก๊ ฉกรูปเรี่ยไรทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/482421

เฟซบุ๊กลุยเชือดเพจเก๊ ฉกรูปเรี่ยไรทรัพย์

เฟซบุ๊กเดินหน้าปิดเพจที่นำภาพผู้ป่วยไปแอบอ้างเรียกยอดแชร์-ยอดไลค์ หวังนำเพจไปขายต่อ

หลังจากประเดิมกำจัดข่าวลวงป่วนการเลือกตั้งในประเทศต่างๆ ตอนนี้เฟซบุ๊คต้องหันมาสู้รบปรบมือกับเพจที่กุเรื่องเศร้าเล่าความเท็จ เพื่อเรี่ยไรเงินจากคนขี้สงสาร เพจจำพวกนี้ไม่ได้มีแพร่หลายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศตะวันตกก็ยังมีมิจฉาชีพใช้มุขนี้หากิน จนร้อนไปถึงเจ้าของเครือข่ายต้องออกมาใช้ไม้ตายในที่สุด

เฟซบุ๊คเพิ่งจะปิด 2 เพจที่นำภาพของเด็กน้อยชาวอังกฤษที่ป่วยด้วยอาการแพ้วัคซีนโรคอีสุกอีใส มาอ้างว่าเป็นภาพของเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และขอแรงให้ชาวเน็ตช่วยกันแชร์ช่วยกันไลค์ ได้มากเท่าไหร่ เฟซบุ๊คจะบริจาคเงินช่วยเหลือเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วเป็นคำลวง เพราะนอกจากเฟซบุ๊คจะไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยแล้ว การเรียกไลค์เรียกแชร์ในลักษณะนี้ เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเพจเอง เพื่อการขายเพจต่อไป

หลังจากที่มิจฉาชีพกลุ่มนี้ป่าวประกาศออกไป มีผู้เข้ามาไลค์และแชร์ถึงกว่า 1 ล้านราย ในช่วงเวลาเพียงครึ่งเดือน แต่แม่ของเด็กซึ่งเป็นเจ้าของรูปตัวจริงเห็นแล้วไม่สามารถอยู่เฉยได้ จึงแจ้งให้เฟซบุ๊คจัดการ ซึ่งจะค่อนข้างเฉื่อยชากับคำขอในช่วงแรก แต่ในที่สุดก็จัดการลบโพสต์ข่าวลวง และต่อมายังช่วยลบเพจเจ้าปัญหาดังกล่าวทิ้งไปในที่สุด

กรณีที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ขบวนการปล่อยข่าวเหยื่อที่น่าสงสาร (หรือแม้แต่เรื่องความเชื่อส่วนบุคคล) เพื่อเก็บเกี่ยวยอดไลค์ หรือ Like Farming เป็นปัญหาที่บีบคั้นเฟซบุ๊คมากขึ้น และในอนาคตอาจจะต้องจริงจังกับโพสต์หรือเพจทำนองนี้มากขึ้น พอๆ กับการจัดการกับข่าวลวงเพื่อหวังผลทางการเมือง

ที่มา www.m2fnews.com