ปั่นให้ชัวร์ ต้องสวมหมวกติดไฟเลี้ยว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481695

ปั่นให้ชัวร์ ต้องสวมหมวกติดไฟเลี้ยว!

หมวกนิรภัย Lumos ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักปั่นจักรยานมากขึ้นด้วยไฟสัญญาณบ่งบอก เมื่อต้องการเลี้ยว หรือหยุดรถ

รถยนต์ยังมีไฟเลี้ยว ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมจักรยานจะมีไฟเลี้ยวบ้างไม่ได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับการขับขี่จักรยานบนถนนที่ไม่มีเลนจักรยานเอื้อให้แก่บรรดานักปั่นอย่างเมืองไทย และในหลายประเทศแล้ว อุปกรณ์ต่อไปนี้จำเป็นอย่างที่สุด!

หมวกนิรภัย Lumos หมวกป้องกันศีรษะสำหรับการปั่นจักรยานที่ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยให้แก่คุณผู้อ่าน และบรรดาเพื่อนร่วมเดินทาง ตัวหมวกมีไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่จะสว่างขึ้นเมื่อเบรก และไฟสีเหลืองด้านซ้ายและขวา เพื่อบ่งบอกสัญญาณยามเมื่อคุณผู้อ่านต้องการที่จะเลี้ยว ไม่ต่างจากรถยนต์เลยทีเดียว

หมวกนิรภัย Lumos ที่เปิดปิดไฟเลี้ยวได้ไม่ต่างจากรถยนต์

อุปกรณ์ไอเดียเจ๋งนี้ถูกออกแบบโดย Jeff Chen และ Ding Eu-wen อดีตนักศึกษาวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยแต่เดิมไอเดียนี้เป็นเพียงแคมเปญใน Kicistarter เท่านั้น เมื่อเดือนกรกฎาคม เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยทุนสนับสนุนบนโลกออนไลน์จำนวน 800,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

การทำงานของหมวกนั้นถูกบังคับโดย อุปกรณ์ขนาดเล็กที่จะทำหน้าที่เหมือนรีโมท ซึ่งสามารถติดตั้งไว้ที่แฮนด์จักรยานของคุณได้ หลักการใช้ก็ไม่ต่างจากเมื่อคุณผู้อ่านขับรถยนต์ เพียงแค่กดปุ่ม L หรือ R ไฟบนหมวกก็จะสว่างขึ้น เพื่อบอกทางให้แก่ผู้ร่วมใช้ถนนคนอื่นๆ ส่วนไฟสีแดงสำหรับเบรกนั้น เจ้ารีโมทจะสั่งให้ไฟสีแดงสว่างวาบขึ้นหากรับรู้การชะลอตัวของความเร็วที่ลดลงในทันที ด้วยสัญญาณ Wireless

ไฟสัญญาณบนหมวก เป็นตำแหน่งที่ผู้ขับขี่รถยนต์คันอื่นๆมองเห็นได้ง่าย

 นอกจากนั้นทางบริษัทผู้ผลิตยังระบุว่า ตัวอุปกรณ์สามารถติดตั้งลงในระบบ iOS ของสมาร์ทโฟน เพื่อเช็คระดับของแบตเตอรี่ และทางระบบเองจะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานอัตโนมัติด้วย เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องชาร์ตไฟให้พวกมัน ก่อนที่จะออกเดินทาง ซึ่งในการชาร์ตแต่ละครั้งนั้น อุปกรณ์สามารถใช้งานได้รวม 2 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้สนนราคาอยู่ที่ 169 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6,000 บาท

อย่างไรก็ดีขณะนี้แคมเปญดังกล่าวยังคงไม่ได้ถูกผลิตออกมาจริง เช่นเดียวกับหลายแคมเปญที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนบน Kickstarter ซึ่งทาง Ding อธิบายว่าทางบริษัทของพวกเขานั้นยังไม่ได้มีสินค้าเตรียมพร้อมเอาไว้ และขณะนี้สินค้ากำลังอยู่ในช่วงพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นความไวของเซนเซอร์เมื่อรถเบรก เป็นต้น

ตรวจเช็คข้อมูลของแบตเตอรี่ หรือปรับความสว่างของสัญญาณไฟได้จากสมาร์ทโฟน

และในอนาคตทาง Lumos เองวางแผนไว้ว่า พวกเขาจะสร้างอุปกรณ์บันทึก และติดตามข้อมูลการปั่นจักรยาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ และช่วยในการวางแผนเส้นทางการปั่นที่ดีขึ้น แก่บรรดานักปั่นทั้งหลาย

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://lumoshelmet.co/

 

กสทช.เชิญทรูวิชั่นส์เจรจาแผนเยียวยาปมเลิกช่องHBOจันทร์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481665

กสทช.เชิญทรูวิชั่นส์เจรจาแผนเยียวยาปมเลิกช่องHBOจันทร์นี้

กสทช.เรียกทรูวิชั่นส์เจรจาแผนเยียวยาในที่ประชุมบอร์ดจันทร์นี้  จ่อสรุปบทลงโทษฐานเอาเปรียบผู้บริโภคยกเลิกช่องไม่แจ้ง

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ กสท. เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2560 มีมติให้สำนักงาน กสทช. เชิญผู้แทน บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด มาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุม กสท. ครั้งที่ 6/60 วันจันทร์ที่ 20 ก.พ. นี้ เรื่องแผนการชดเชยเยียวยาผู้ใช้บริการ กรณีขอยกเลิก HBO  6 ช่องรายการ ซึ่งจะพิจารณาข้อเท็จจริงว่าได้แจ้งให้ผู้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากแจ้งน้อยกว่า 30 วัน จะพิจารณาให้มีคำสั่งทางปกครองเนื่องจาก ถือเป็นการกระทำผิดตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก พ.ศ.2556 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการให้บริการที่บริษัทฯ ได้ตกลงไว้กับผู้ใช้บริการโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคฯ โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตามข้อ 5 (7) ของประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ทั้งในฐานะที่บริษัททรูฯ เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการช่องรายการ และโครงข่ายที่ให้บริการ

นอกจากนี้ กสท. จะพิจารณาว่าแผนเยียวยาที่ทรูส่งมาให้มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่  โดยก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเคยเสนอความเห็นต่อ กสท.ว่าแผนเยียวยาดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

น.ส.สุภิญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กสท.ได้เชิญตัวแทนบริษัทมาเจรจาแผนเยียวยาผู้ใช้บริการในบอร์ดวันจันทร์นี้ ส่วนตัวหวังว่าอย่างน้อยบอร์ดต้องมีมาตรการลงโทษที่แจ้งสมาชิกน้อยกว่า 30 วัน และยื่นข้อเสนอกับทรูวิชั่นส์เรื่องแผนเยียวยา 3 แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่ 1 หากนำช่องรายการมาทดแทนช่องที่ถูกยกเลิกไปจะต้องมีคุณภาพไม่น้อยไปกว่าช่องเดิม แต่หากมีจำนวนช่องและคุณภาพที่น้อยกว่าจะต้องลดค่าแพ็คเกจ หรือต้องหาวิธีการชดเชยเยียวยาอื่น เช่น ปรับระดับแพ็คเกจหรือโปรโมชั่นเสริมอื่นๆ เป็นต้น แนวทางที่ 2 หากไม่นำช่องรายการมาทดแทนควรจะต้องลดค่าแพ็คเกจและหาวิธีการอื่น หรือโปรโมชั่นเสริมชดเชย โดยให้คำนวณมูลค่าเต็มจากช่องรายการไม่หักสัดส่วนเนื่องจากไม่มีช่องมาทดแทน และแนวทางที่ 3 ลดค่าแพ็คเกจตามสัดส่วนหรือชดเชยด้วยวิธีการอย่างอื่นหรือเสริมโปรโมชั่นตลอดอายุสัญญาของผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นการชดเชยเพิ่มเติมจากมูลค่าที่เสียไป เป็นต้น

 

อุ๊คบีมอลล์โบกมือลาไทย สะท้อนจุดเดือดอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481516

อุ๊คบีมอลล์โบกมือลาไทย สะท้อนจุดเดือดอี-คอมเมิร์ซ

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA(เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาดการณ์ของปี 2559 ไว้ว่าจะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 12.42% หรือมูลค่ารวมกว่า 2.52 ล้านล้านบาท

แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่กวาดส่วนแบ่งตลาดไปได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นรายใหญ่จากต่างประเทศและการขายผ่านโซเชียลมีเดียที่ไม่สามารถเก็บตัวเลขชัดเจนได้ การแข่งขันอย่างดุเดือดนี้ทำให้เว็บไซต์ขายสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น อย่างอุ๊คบี มอลล์ (Ookbee Mall) ตัดสินใจปิดตัวลง เพื่อลดภาระต้นทุนและการแข่งขันที่ต้องเผาเงินแข่งกันอย่างมหาศาล

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี เปิดเผยถึงการประกาศปิดให้บริการเว็บไซต์อุ๊คบี มอลล์ ว่า บริษัทปิดแค่หน้าเว็บไซต์ที่ให้บริการสั่งซื้อสินค้าทั่วไป แต่ยังมีช่องทางการซื้อขายสินค้าแบบอี-คอมเมิร์ซอยู่

ตัวอย่างเช่น ถ้าจะสั่งซื้อหนังสือ ก็ยังสามารถสั่งผ่านอุ๊คบีได้ หรือถ้าต้องการซื้อเครื่องสำอางก็สั่งจาก C Channel ได้ เพียงแต่ไม่ได้มีแคมเปญหรือโปรโมชั่นแจ้งไปยังอีเมลของลูกค้า หรือโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ ในชื่อของอุ๊คบี มอลล์ แล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ ณัฐวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพจะปิดยูนิตการขายใดในระบบแบบเงียบๆ ก็ได้ แต่ด้วยความที่เราต้องการความชัดเจนในการทำธุรกิจแบบเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตจึงอยากจะซื่อสัตย์กับลูกค้าไม่ใช่หายไปเฉยๆ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทเราด้วยว่าจะไม่หนีหายไป

สำหรับการประกาศครั้งนี้เป็นการแจ้งลูกค้าล่วงหน้า 3 เดือน และแจ้งทีมพนักงานกว่า 90 คน ก่อนล่วงหน้า โดยคนที่สมัครใจทำงานในตำแหน่งอื่นๆ ของบริษัทก็ยังคงร่วมงานกันต่อ แต่ถ้าสมัครใจลาออก ทางเราก็จ่ายเงินชดเชยอย่างเหมาะสม

“การประกาศปิดเว็บไซต์อุ๊คบี มอลล์นั้น ไม่ใช่เพราะเราขาดทุนหรือไม่มีเงินทำธุรกิจต่อ แต่มองว่า ถ้าใช้เงินทุนในจำนวนที่เท่ากันสานต่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในยุคที่การแข่งขันสูงและมีรายใหญ่เข้ามาในตลาด อาจจะไม่คุ้มเท่ากับการใช้เงินทุนที่เท่ากันเดินหน้าธุรกิจดิจิทัลที่มีการเติบโตที่ดีกว่า” ณัฐวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ ไม่อยากให้มองว่าการปิดเว็บไซต์อุ๊คบี มอลล์ เป็นสัญญาณบอกว่าอี-คอมเมิร์ซกำลังถึงทางตันเพราะอุ๊คบี มอลล์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจในเครืออุ๊คบี ที่ต้องการจับตลาดเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งไม่ต้องการที่จะไปแข่งขันกับรายใหญ่ในตลาดที่เป็นแพลต ฟอร์มขายสินค้าแบบเดียวกัน

ตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยมีการเติบโตมาก อีกทั้งการแข่งขันก็ยังถือว่ารุนแรงจากการเข้ามาของรายใหญ่ทั้งอาลีบาบา อเมซอน หรือราคูเท็น ซึ่งทุกประเทศมีทั้งสำเร็จและล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา เพราะต่างก็ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลในการทำตลาดของแต่ละประเทศเช่นกัน

ดังนั้น จะใช้กรณีอุ๊คบี มอลล์ มาตัดสินว่าภาพรวมอี-คอมเมิร์ซกำลังไปไม่รอดก็คงไม่ได้ เพราะภาพใหญ่ของตลาดอี-คอมเมิร์ซยังมีตัวเลขการเติบโตทุกปี

ขณะที่การทำธุรกิจแบบนี้ต้องมีเงินทุนในการอุดหนุน (Subsidise) สินค้าที่จะนำมาขายในเว็บ เพราะคนที่เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์ย่อมคาดหวังว่าต้องได้สินค้าราคาถูกกว่าหน้าร้าน ถ้าแพงกว่าหรือเท่ากันลูกค้าจะเลือกไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้าดีกว่า เพราะได้ของทันที ทั้งยังได้เห็นและจับสินค้าจริงก่อนใช้งาน หากการขายออนไลน์ไม่มีโปรโมชั่นหรือส่วนลดที่ดึงดูดใจก็ยากที่จะขายสินค้าได้

ดังนั้น แม้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซยังมีโอกาสมากก็จริง แต่ถ้าทำเป็นแพลตฟอร์มกลางแบบรายใหญ่ ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสเติบโตเหมือนกันทั้งหมด หากมีรายใดเติบโตก็เท่ากับว่ารายอื่นต้องมีส่วนแบ่งตลาดลดลง ดังนั้นถ้ารายใดมีเงินทุนน้อยกว่าไปต่อไม่ได้ก็อาจต้องปิดตัวลง

ในขณะที่รายย่อยที่เป็นเจ้าของสินค้าเองและขายในโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊กนั้น ยังคงอยู่ได้อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นเจ้าของกิจการระดับเอสเอ็มอีมาทำเองเพราะต้นทุนไม่สูง ไม่ต้องแบ่งรายได้ให้แก่ใคร รวมทั้งไม่ต้องลงทุนเรื่องเทคโนโลยีมหาศาลเท่ากับเจ้าของแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ ถ้าอยากอยู่รอดสำหรับรายใหม่ที่จะเข้ามาในตลาด หรือรายที่มีอยู่เดิม อาจต้องปรับตัวหาจุดแข็งให้ชัดเจนต่างจากรายใหญ่ ต้องจับตลาดเฉพาะกลุ่มให้ตรงจุดเพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อของนึกถึงร้านค้าเราก่อนแพลตฟอร์มอื่นๆ

อุ๊คบี มอลล์

ด้าน ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า กล่าวว่า การปิดกิจการอุ๊คบี มอลล์ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่มีความแข็งแกร่ง ต้องยอมรับว่าอุ๊คบีมีความแข็งแกร่งที่คอนเทนต์ หรือว่าตัวเองเป็นร้านหนังสือออนไลน์ บริการผ่านทางแอพพลิเคชั่นให้ลูกค้าดาวน์โหลดเพื่ออ่านคอนเทนต์ที่ต้องการ

ขณะที่สินค้าที่อุ๊คบี มอลล์ จำหน่ายจากกลุ่มทุนญี่ปุ่น เชื่อว่าไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในไทย การตอบรับหรือรายได้จึงน้อย

ประเด็นที่ต้องจับตามองนับจากนี้ไป คือ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท เป็นตลาดที่แข่งขันรุนแรง จากผู้เล่นรายใหญ่ที่ต่างปักธงเข้ามาทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นอาลีบาบาเข้ามาซื้อกิจการลาซาด้า กลุ่มเซ็นทรัลซื้อกิจการเว็บไซต์สินค้าแฟชั่นซาโลร่า

นอกจากนี้ ยังมีค่ายเกาหลีภายใต้ชื่อ อีเลฟเว่นสตรีท แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเกาหลี เข้ามาร่วมวงแข่งขัน ทำให้รายเล็กหรือกลุ่มสตาร์ทอัพที่ไม่มีความแข็งแกร่งต้องปิดกิจการ และปีนี้คาดว่าจะมีหลายรายเริ่มได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว จากแนวโน้มการพัฒนาของเทคโนโลยี การใช้มือถือที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคครอบคลุมในชีวิตประจำวัน ย่อมส่งอานิสงส์ให้ภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซยังเติบโตต่อเนื่องต่อไป ในขณะที่การแข่งขันก็จะรุนแรงดุเดือดตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจที่จะทำให้อยู่รอดและแข่งขันได้นั่นเอง

 

“Logbar” กับแท่งแปลภาษาพริบตาเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481514

"Logbar" กับแท่งแปลภาษาพริบตาเดียว

โดย… http://www.m2fnews.com

หากจะจัดอันดับแก็ดเจ็ทล้ำๆ ของโดราเอมอนที่แฟนๆ การ์ตูนอยากครอบครองมากที่สุด เชื่อว่าหนึ่งในนั้นคงจะมี “วุ้นแปลภาษา” รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

วุ้นแปลภาษาเป็นสิ่งประดิษฐ์ในจินตนาการจากการ์ตูนดัง เมื่อใดก็ตามที่เรากินมันเข้าไป เราจะสามารถเข้าใจและพูดทุกภาษาในโลกได้แบบคล่องปรื๋อ แต่หลายคนอาจคิดว่าของอย่างนี้มันมีที่ไหนในโลก? ยกเว้นในนิยาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในอดีตเริ่มเป็นไปได้มากขึ้น แม้แต่อุปกรณ์แปลภาษาระดับเบสิกอย่าง Google Translation ที่เคยถูกเย้ยหยันว่าแปลมั่วได้ใจแถมยังกลายเป็นตัวตลกในบางครั้ง ทุกวันนี้ก็ยังทำงานได้ละเอียดและแปลได้ใจความมากขึ้น จนไม่แน่ว่าในอนาคตกาลข้างหน้าปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจทำงานแปลได้เนี้ยบยิ่งกว่าคนก็ได้ ใครจะรู้?

แต่กว่าจะถึงวันนั้น เวลานี้มีแก็ดเจ็ทตัวหนึ่งซึ่งทำงานคล้ายๆ วุ้นแปลภาษา สามารถแปลประโยคง่ายๆ ได้แบบทันใจ จนใครๆ ต้องอุทานด้วยความประหลาดใจในความฉลาดล้ำ เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่วุ้นและยังแปลได้แค่ภาษาเดียว เจ้าสิ่งนี้คือ “ili”

แท่งแปลภาษา illi

 

Ring ZERO

ili (อีลี่) เป็นผลงานของบริษัท Logbar สตาร์ทอัพจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ด้านนวัตกรรมมาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว โดยสินค้าตัวแรกๆ จากบริษัทนี้ที่ทำให้ชาวโลกเริ่มชะม้ายตาหันมามองคือ Ring ZERO อุปกรณ์เชื่อมต่อข้อมูลในรูปแหวนที่สวมใส่ได้ สามารถสั่งการอุปกรณ์ต่างๆ ได้เพียงแค่ขยับนิ้วที่สวมแหวนอิเล็กทรอนิกส์

Ring ZERO เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เคยเสนอตัวระดมทุนผ่านเว็บไซต์ Kickstarter จนสร้างความฮือฮาไปเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ด้วยเงินระดมทุนถึง 880,998 เหรียญสหรัฐ และยังได้รับรางวัลเกียรติยศจากงานนวัตกรรม CES 2015

แต่ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเทคสตาร์ทอัพรายนี้ ณ ปัจจุบัน คือ “แท่งแปลภาษา” ซึ่งได้รับรางวัลเกียรติยศ CES 2016

แท่งแปลภาษา ili มีลักษณะคล้ายกับ USB ขนาดใหญ่ หรือ iPod รุ่นเก๋า หรือไม่ก็เครื่องบันทึกเสียงของนักข่าวยุคก่อนกาลมาถึงของสมาร์ทโฟนที่นิยมใช้กัน แต่อย่าให้รูปร่างหน้าตาที่เรียบๆ และไร้จุดเด่นมาหลอกตาเราได้ เพราะศักยภาพของมันทำให้หลายคนถึงกับตะลึงมานักต่อนักแล้ว

ili ใช้งานง่ายแค่กดปุ่มใหญ่ที่ปลายด้านหนึ่งแล้วเริ่มพูดภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น ด้วยประโยคที่ไม่ซับซ้อน มันจะทำการแปลเป็นภาษาตรงกันข้ามแทบจะในทันที ด้วยระบบการแปลอัตโนมัติแบบฉับพลัน หรือ STREAM ซึ่งเวลาในการแปลเพียง 0.2 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ ยังไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องต่อไวไฟ จะใช้ที่ไหนก็ได้

แถมแบตเตอรี่ยังใช้ได้นานถึง 24 ชม. ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดา เพราะไมโครโปรเซสเซอร์ทำงานอย่างซับซ้อนแล้วไหนจะมีคลังคำศัพท์อีกมหาศาล ซึ่งน่าจะกินแบตเตอรี่พอสมควร แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

โปรเจกต์ ili เปิดตัวมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว แต่ไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากนัก จนกระทั่งช่วงต้นปีนี้เริ่มอยู่ในกระแสความสนใจ เพราะคงใกล้ที่จะวางจำหน่ายตามกำหนดการเดือน มิ.ย. 2017

แต่ก่อนที่จะวางจำหน่าย บริษัท Logbar ก็ประสบความสำเร็จไปล่วงหน้าแล้ว หลังจากสำนักงานท่องเที่ยวฮาวายประจำประเทศญี่ปุ่นได้เลือก ili ให้เป็นแก็ดเจ็ทอย่างเป็นทางการ เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยให้การท่องเที่ยวฮาวายของชาวญี่ปุ่นรื่นรมย์ยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถึงจะรู้ภาษาอังกฤษ แต่มักไม่นำมาใช้พูดคุยติดต่อสื่อสารกันมากนัก

เมื่อไม่นานมานี้ Logbar เปิดตัวคลิปโปรโมทแท่งแปลภาษา ซึ่งนำไปทดลองใช้ที่ฮาวายโดยชาวญี่ปุ่นและคนท้องถิ่น ปรากฏว่าสร้างความพอใจให้กับผู้ทดลองใช้เป็นอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะถูกเลือกให้เป็น Official Product ของสำนักงานท่องเที่ยวฮาวาย

ทั้งๆ ที่ปล่อยสินค้าเด็ดๆ ออกมาเพียงแค่ 2 ตัวในช่วง 2-3 ปี แต่ Logbar กลับเป็นสตาร์ทอัพที่สร้างปรากฏการณ์ได้ไม่แพ้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเลย

คลิปการทำงานของแท่งแปลภาษา ili

 

ธุรกิจลุยใช้ “เอไอ” รับคน พลิกโฉมงานทรัพยากรบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481341

ธุรกิจลุยใช้ "เอไอ" รับคน พลิกโฉมงานทรัพยากรบุคคล

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ได้รับการนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางทั้งในภาคการผลิตและงานบริการลูกค้า ซึ่งนอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังลดรายจ่ายของบริษัทได้อย่างมหาศาล โดยสถาบันวิจัยของบิซิเนส อินไซเดอร์ เปิดเผยว่า การนำเอไอมาใช้ในงานบริการลูกค้า ช่วยลดรายจ่ายบริษัทได้ถึง 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8 แสนล้านบาท) ต่อปี

นอกเหนือจากภาคส่วนดังกล่าวแล้ว ภาคธุรกิจได้ทดลองนำเอไอมาใช้งานในด้านที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้นึกถึง อย่างด้านทรัพยากรบุคคล

การทดลองนำเอไอมาใช้รับสมัครพนักงานจริง เริ่มต้นขึ้นที่บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีด้านทรัพยากรบุคคลในเมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐชื่อ เฟิร์สจ็อบ ที่นำ ไมยา (Mya) เอไอแชตบอตที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาใช้ช่วยคัดกรองและสรรหาผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเมื่อปีที่แล้ว โดยหลังการทดลองใช้งานระยะหนึ่ง บริษัทพบว่า เอไอดังกล่าวช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการรับสมัครงานได้ถึง 75% รวมถึงยังเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองบุคลากรได้ 38% และช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้สมัครได้มากถึง 150%

ประสิทธิภาพในการรับสมัครงานของไมยา มาจากความสามารถในการโต้ตอบกับผู้สมัครได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ ทั้งผ่านแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดีย อีเมล และข้อความทางโทรศัพท์ โดยในขั้นแรก ไมยาจะสอบถามและประเมินคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครก่อน เช่น วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน หลังการประเมินผลขั้นแรก ไมยาจะส่งข้อความแจ้งผู้สมัครทั้งที่ผ่านการคัดเลือกและไม่ผ่าน โดยผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกสามารถแชตกับไมยาได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสอบถามรายละเอียดการทำงาน สวัสดิการและข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ เกี่ยวกับบริษัท

ทั้งนี้ ไมยาไม่ใช่เอไอตัวแรกที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับสมัครงาน โดยก่อนหน้านี้ ทารา (TARA) เอไอทดลองที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในรัฐแคลิฟอร์เนียพัฒนาร่วมกัน ได้ช่วยบริษัทสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กคัดเลือกนักพัฒนาซอฟต์แวร์จากจำนวนผู้สมัครกว่า 5 หมื่นราย ผ่านช่องทางแชตออนไลน์

การพัฒนาเอไอเพื่อใช้ในการรับสมัครบุคลากร ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงสตาร์ทอัพขนาดเล็กหรือบริษัทด้านทรัพยากรบุคคลเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างไอบีเอ็มด้วยเช่นกัน โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ไอบีเอ็มได้พัฒนา ไอบีเอ็ม วัตสัน ทาเลนท์ ซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ สำหรับการใช้งานด้านทรัพยากรบุคคลโดยเฉพาะ โดยสามารถทำงานครอบคลุมทั้งด้านการรับสมัครพนักงาน การฝึกอบรม วิเคราะห์ข้อมูลพนักงานบริษัท แนะนำโปรแกรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะพนักงาน รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับสวัสดิการและข้อมูลต่างๆ ของบริษัท โดยไอบีเอ็มวางแผนจำหน่ายซอฟต์แวร์ดังกล่าวภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

ทั้งนี้ ยังคาดว่า เอไอจะช่วยลดรายจ่ายของบริษัทในการรับสมัครพนักงานได้ในอนาคต โดย โซไซตี้ ออฟ ฮิวแมน รีซอร์ส แมเนจเมนต์ (เอสเอชอาร์เอ็ม) สมาคมด้านทรัพยากรบุคคลในสหรัฐ เปิดเผยผลการสำรวจปี 2016 ว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการรับสมัครพนักงาน 1 คน อยู่ที่ 4,129 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.44 แสนบาท)

แม้ขณะนี้ เอไอยังไม่อาจทำงานแทนที่มนุษย์ในด้านการรับสมัครบุคลากรได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากพนักงานยังต้องช่วยเอไอตอบคำถามบางส่วน และต้องตัดสินใจคัดเลือกพนักงานในขั้นสุดท้ายด้วยตัวเอง แต่ความก้าวหน้าของเอไอก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และอาจพลิกโฉมระบบการทำงานด้านทรัพยากรบุคคลในเวลาต่อไป

ภาพ…เอเอฟพี

 

ไทยที่1คอมเมนต์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481316

ไทยที่1คอมเมนต์โลก

แมคแคนฯ เปิดผลวิจัยทีนเอจทั่วโลก พบวัยรุ่นไทย คว้าอันดับ 1 ชอบคอมเมนต์โซเชียลมีเดียด้านลบ

น.ส.ชญาภา จูตระกูล เจ้าหน้าที่วางแผนกลยุทธ์ บริษัท แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมและความคิดของกลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่อายุ 16-20 ปี จำนวน 3 หมื่นคน ใน 18 ประเทศ หัวข้อ Truth About Youth ภายใต้ธีม Kaleiduscope kid หรือตัวแทนวัยรุ่นทุกๆ คนที่เปิดรับแรงบันดาลใจที่แตกต่างจากทั่วทุกมุมโลก พบว่า พฤติกรรมของวัยรุ่นไทยชอบเข้าไปคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียชิงลบมากเป็นอันดับ 1 ของโลก หรือคิดเป็นสัดส่วน 67% ของวัยรุ่นทั้งหมดที่ทำการสำรวจ

ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวถือว่าสูงกว่าภาพรวมวัยรุ่นทั่วโลกที่ชอบเข้าไป คอมเมนต์ในโซเชียลเชิงลบ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเพียง 16% เท่านั้น

นอกจากนั้น ยังพบว่าวัยรุ่นนิยมใช้พื้นที่ในโลกออนไลน์ทดสอบตัวเอง ด้วยการใช้จำนวนยอดไลค์ประเมินคุณค่าของตัวเอง เช่น 67% ของการโพสต์สเตตัสถ้ามียอดไลค์ไม่ถึง 50 ไลค์ จะทำการลบโพสต์สเตตัสนั้นไป และ 70% ของการโพสต์รูปภาพ ถ้ามียอดขายไม่ถึง 50 ไลค์ จะลบโพสต์รูปภาพนั้นทิ้ง

จากปัจจัยดังกล่าวกลุ่มวัยรุ่นยุคนี้จึงต้องการทำให้ตัวเองดูดี โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ จากผลการวิจัยพบว่า 78% ของวัยรุ่นทั้งหมดใช้แอพพลิเคชั่นในการแต่งรูปก่อนที่จะโพสต์ลงในสื่อโซเชียลมีเดีย และ 86% ของวัยรุ่นทั้งหมด ยังไม่พอใจกับรูปภาพที่โพสต์ลงในสื่อโซเชียล มีเดีย เนื่องจากมองว่ารูปที่โพสต์ไปยังไม่ดูดีหรือสวยพอ

“สื่อโซเชียลมีเดียที่กลุ่มวัยรุ่นทั่วโลกมีการใช้มากที่สุด คือ อินสตาแกรม และจากพฤติกรรมและความต้องการที่หลากหลาย ส่งผลให้กลุ่มวัยรุ่นมีบัญชีการใช้งานในสื่อโซเชียลมีเดียกว่า 1 บัญชี โดยบัญชีแรกตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนทั่วไปได้เห็น ส่วนอีกบัญชีจะให้เฉพาะแค่กลุ่มเพื่อเห็นเท่านั้น” น.ส.ชญาภา กล่าว

น.ส.มานิชา สัจจะนันตานี เจ้าหน้าที่วางแผนกลยุทธ์ บริษัท แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้วัยรุ่นในยุคนี้จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก แต่เวลามีปัญหา 57% ยังคงเลือกที่จะปรึกษาพ่อแม่ และ 43% เลือกที่จะปรึกษาเพื่อน โดยในส่วนของเรื่องที่วัยรุ่นจะเลือกปรึกษาเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ คือ ปัญหาเรื่องความรัก เนื่องจากวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า เพื่อนจะมีความเข้าใจความรักของคนวัยเดียวกันได้มากกว่าพ่อแม่

ภาพประกอบข่าว

 

กสทช.ลั่นทีวีดิจิทัลรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481307

กสทช.ลั่นทีวีดิจิทัลรุ่ง

กสทช.เผยเทรนด์ทีวีดิจิทัล แนวโน้มรุ่ง คาดปี 2560 เม็ดเงินหมุนเวียนเกือบ 5,000 ล้าน โฆษณาพุ่ง 40%

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองประธาน กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลในปีนี้ มีทิศทางเป็นบวกจากการออกมาตรการเพื่อส่งเสริมกิจการของผู้ประกอบการ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ทั้งการขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามประกาศมัสต์แครี่ เป็นระยะเวลา 3 ปี

ทั้งนี้ จะส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละรายมีค่าใช้จ่ายลดลงชัดเจนในปีนี้ และมีเงินทุนหมุนเวียนในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงถึง 12,615 ล้านบาท (ในระยะเวลา 3 ปี) โดยเฉพาะในปี 2560 ผู้ประกอบการจะมีเงินลงทุนหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 4,984 ล้านบาท ส่งผลให้แต่ละช่องสามารถนำเงินมาลงทุนพัฒนาช่องรายการ และลงทุนคอนเทนต์ได้มากขึ้น

สำหรับความนิยมด้านเนื้อหารายการของทีวีดิจิทัลในปี 2560 ใน 3 อันดับแรก ได้แก่ รายการกีฬา ละคร ตามช่วงเวลา และรายการข่าว เพราะเป็นรายการที่ผู้ชมต้องการความสดใหม่ ที่ผู้ชมต้องการรับชมได้แบบเรียลไทม์ ไม่สามารถทดแทนด้วยการเปิดชมย้อนหลังได้ จึงทำให้ทั้ง 3 รายการ ยังเป็นที่นิยม

นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าการเติบโตของจีดีพี ในปี 2560 นี้ จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการใช้งบประมาณในการโฆษณาเพิ่มขึ้น คาดว่างบโฆษณาผ่านสื่อทีวีดิจิทัลในปีนี้ จะเพิ่มขึ้น 40% จากปี 2559

ด้านสัดส่วนผู้ชมรายการ ในปี 2559 สัดส่วนผู้ชมช่องรายการเดิมลดลงตลอดทั้งปี จากเดิมเดือน ม.ค.อยู่ที่ 61.1% ลดเหลือ 46.8% ในเดือน ธ.ค. สวนทางกับสัดส่วนผู้ชมในช่องรายการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดือน ม.ค.อยู่ที่ 38.9% เพิ่มเป็น 53.2% ในเดือน ธ.ค.โดยสิ้นปี 2560 คาดว่าการขยายโครงข่ายทีวีดิจิทัลจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศถึง 95%

ขณะที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับทีวีดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อรับชมรายการโทรทัศน์ หรือโอทีที ทีวีโฮมช็อปปิ้ง และโมบาย ดีทีวี ซึ่งเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่ทำให้ผู้ชมรับชมเนื้อหาได้ไม่จำกัด

“ถ้าหากมองในแง่บวก โอทีทีเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่ผลิตเนื้อหาได้เอง มีช่องทางออนแอร์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กสทช.ยังไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลเนื้อหาในส่วนนี้ ต้องพิจารณาเวลาที่เหมาะสม” พ.อ.นที กล่าว

 

Wi-Fi สาธารณะใครว่าปลอดภัย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481276

Wi-Fi สาธารณะใครว่าปลอดภัย?

โดย…welivesecurity

เป็นเรื่องที่หลายคนรู้หลายคนไม่รู้ว่า Wi-Fi สาธารณะนั้นไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นักถ้าหากคุณต้องทำการซื้อขายออนไลน์เราแนะนำให้คุณหาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่คิดว่าปลอดภัยมากพอที่จะทำ

ทาง ESET จึงรวบรวมวิธีเลือกเครือข่ายWifiที่ปลอดภัยมาให้เป็นแนวทาง

อ่านชื่อให้แน่ใจว่า Free Wi-Fi ที่เห็นเป็นของจริง

ก่อนที่คุณเลือกเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างร้านอาหารตรวจสอบชื่อWifiของร้านให้แน่ใจก่อนส่วนมากมักใช้เป็นชื่อร้านหรือสถานที่ใกล้เคียงเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีแฮกเกอร์ออกมาสร้างเครือข่ายปลอมให้เราเข้าใช้หรือเปล่า

โดยเฉพาะชื่อ “Free Wi-Fi” ห้วนๆเพราะคุณอาจจะหลงไปอยู่ในเครือข่ายที่ต้องการให้สมัครสมาชิกอะไรสักอย่างและอาจเผลอกรอกข้อมู,ส่วนตัวให้ับแฮกเกอร์ไป

Mark James ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ ESET บอกว่า “ถ้าหากคุณไม่ได้อยู่ในสถานที่ๆมี Free-Wifiแน่นอนอย่างร้าน McDonalds หรือ Starbucks ให้ถามกับพนักงานในร้านก่อนและอย่าเลือกอันแรกที่เห็นเสมอ”

เช็คอีเมล์และเล่น Facebook ด้วยคอมพิวเตอร์ปลอดภัยกว่า

หลังจากที่คุณเลือกเครือข่ายที่ปลอดภัยได้แล้วถ้าหากคุณมีภารกิจต้องเช็คอีเมล์เราแนะนำให้คุณใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลอดภัยกว่าเพราะคุณสามารถสังเกตสัญลักษณ์รูปกุญแจบนแถบ Address Bar หรือตัวอักษรนำหน้าลิงก์อย่าง HTTPS ได้

เนื่องจากแฮกเกอร์มักดักรอโอกาสที่จะมีคนพิมพ์รหัสผ่านอีเมล์หรือโซเชียลมีเดีย

Mark James ยกตัวอย่างของตัวเองว่า “ส่วนตัวผมมักจะไม่ทำกิจกรรมที่ต้องกรอกรหัสในตอนใช้ Wi-Fi สาธารณะแต่ถ้าเป็นบนมือถือที่ล็อคอินอัตโนมัติก็โอเค”

สมาร์ทโฟนมีการป้องกันเครือข่ายสาธารณะน้อยกว่าอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์หรือเครื่อง Mac อย่างเบราว์เซอร์ใน PC ก็ปลอดภัยกว่า

“การใช้แอปพลิเคชันอีเมล์บนมือถือไม่ปลอดภัยเท่ากับบนเว็บไซต์ที่เป็น HTTPS” คุณ Mark James บอก

เพราะ “สำหรับ E-mail ระบบ HTTPS สามารถรักษาความปลอดภัยได้ดีกว่า pop3”

อะไรไม่ควรส่งระหว่างที่ใช้ Wi-Fi สาธารณะ

Wi-Fi สาธารณะก็เหมือนกับแม่น้ำสายหนึ่งที่มีแฮกเกอร์กำลังรอดักข้อมูลที่กำลังไหลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

เพราะฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวกับการเงินหรือองค์กรธุรกิจห้ามเด็ดขาดอย่างรหัสบัตรต่างๆและไม่ซื้อของออนไลน์หรือเข้าใช้เว็บไซต์ธนาคาร

ถ้าหากมีความจำเป็นต้องใช้เร่งด่วนให้ใช้ VPN หรือ (Virtual Private Network) แทนจะปลอดภัยที่สุด

Forget the Network ทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ

ข้อนี้สำหรับนักท่องเที่ยวเหตุผลก็คือ 1. คุณคงไม่ได้มีโอกาสมาเที่ยวในสถานที่เดิมๆบ่อยมากนัก 2. ป้องกันไม่ให้มีการเชื่อมต่ออัตโนมัติเพราะสมาร์ทโฟนสามารถส่งผ่านข้อมูลจำนวนมากได้ทันทีเพียงคุณเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแม้คุณไม่ได้ใช้มันอยู่

อีกหนึ่งเหตุผลก็คือในกรณีที่เครือข่ายนั้นเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีรหัสผ่านแล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เจอเครือข่ายใหม่แต่กลับใช้ชื่อเดียวกันสมาร์ทโฟนอัจฉริยะของคุณก็จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายใหม่นั้นทันทีโดยไม่ถามคุณสักคำ

*********************

ที่มา http://www.welivesecurity.com/2014/11/14/public-wi-fi-hotspots-know-risks/

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/

 

สร้างแบรนด์มัดใจวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 05:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481277

สร้างแบรนด์มัดใจวัยรุ่น

โดย…จะเรียม สำรวจ

กลุ่มวัยรุ่นถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่สำคัญของการทำตลาดในยุคนี้ เพราะนอกจากจะเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญในอนาคต หากแบรนด์สินค้าสามารถเจาะเข้าไปถึงความต้องการได้สำเร็จ สินค้า แบรนด์นั้นๆ ก็จะอยู่ในใจของผู้บริโภคกลุ่มนี้ตลอดไป และนำมาซึ่งผลตอบรับในด้านยอดขายที่ยาวนาน

แต่ก่อนที่จะวางแผนการตลาดนักการตลาดควรมีการทำความเข้าใจพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภค ในกลุ่มวัยรุ่นให้เป็นอย่างดีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว หาก ไม่ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง แผนการตลาดที่ทำไปอาจไม่ตรงจุดความต้องการ ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้

บริษัท แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมและความคิดของกลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีอายุระหว่าง 16-20 ปี จำนวน 3 หมื่นคน ใน 18 ประเทศ ในหัวข้อ Truth About Youth ภายใต้ธีม Kaleiduscope kid หรือตัวแทนวัยรุ่นทุกๆ คนที่เปิดรับแรงบันดาลใจที่แตกต่างจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งก่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักการตลาดในการวางแผนทำการตลาดสินค้านั้นๆ

จากผลการสำรวจพบว่า วัยรุ่นในยุคนี้ หรือเจนวายค่อนข้างมีความแตกต่างจากยุคก่อนๆ หรือเจนเอ็กซ์ค่อนข้างมาก เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นยุคนี้ไม่ใช่แค่หนุ่มสาวธรรมดาอีกต่อไป แต่พวกเขาคือ Kaleiduscope kid ที่มีความชื่นชอบในการแสดงตัวตนของตัวเองออกมาให้ผู้ชมที่เข้ามาติดตามในโลกโซเชียลมีเดียได้รับรู้

สำหรับกิจกรรมที่กลุ่มนี้ชื่นชอบมากที่สุดคือ การทำไลฟ์สตรีม เพราะทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังและเปลี่ยนชีวิต พร้อมกับสร้างอาชีพให้กับผู้ที่ทำกิจกรรมนี้ โดยสื่อโซเชียลมีเดียที่วัยรุ่นนิยมใช้มากที่สุดคือ ไลน์ อินสตาแกรม และสแนปแชต

นอกจากนี้ ยังพบว่าสิ่งที่วัยรุ่นต้องการมีอยู่ 3 อย่าง คือ ต้องการบ่งบอกความเป็นตัวตน ต้องการกลุ่มที่ใช่ในการเข้ากลุ่มเพื่อน และต้องการพื้นที่ของตัวเอง พร้อมกันนี้ในส่วนของวิธีคิดในการเลือกอาชีพของวัยรุ่นยุคนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมากคือ จากเดิมวัยรุ่นจะมองพ่อแม่เป็นแบบอย่างในการเลือกอาชีพเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นหมอลูกก็จะเป็นหมอตาม แต่ปัจจุบัน วัยรุ่นจะหว่านหาไปในหลายๆ อาชีพ เพื่อเลือกในสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดเป็นอาชีพ ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวสัดส่วนวัยรุ่น 86% จึงมองว่าเมื่อเป็นผู้ใหญ่ควรมีอาชีพที่หลากหลาย และมีเพียง 14% เท่านั้นที่มองว่าควรทำเพียงอาชีพเดียว

ยุพิน มันท์ซิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของ วัยรุ่นยุคนี้ ทำให้การแสดงความเป็นตัวตนถึงการเป็นผู้ใหญ่ค่อนข้างเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากวัยรุ่นปัจจุบันไม่ได้แสดงตัวว่าเริ่มเป็นผู้ใหญ่ผ่านเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ แต่จะสร้างสัญลักษณ์เล็กๆ เพื่อเป็นตัวตนบ่งบอกว่าพวกเขาว่าได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เช่น การมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง การได้ไปเที่ยวที่ต่างๆ คนเดียว การมีแฟนเป็นคนแรก การพาครอบครัวไปเลี้ยงอาหารมื้อดีๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และการออกไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปดังกล่าวทำให้แบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ต้องการจะเข้าไปทำการตลาด เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นต้องปรับตัวตามให้ทัน เนื่องจากคาแรกเตอร์ของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้มีหลายแบบ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการรับอิทธิพลมาจากโลกออนไลน์ จึงทำให้เกิดมุมมองและแนวคิดที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น แบรนด์สินค้าที่ต้องการจะเข้าไปถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ จึงต้องทำความเข้าใจความต้องการให้ลึกซึ้ง ขณะเดียวกันยังต้องสื่อถึงความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และแสดงตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ เพื่อซื้อใจของลูกค้าวัยรุ่นให้อยู่กับสินค้าแบรนด์นั้นๆ ได้อย่างยาวนาน

 

ชื่อเว็บกับปัญหา ที่ไม่ควรเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 21:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/481266

ชื่อเว็บกับปัญหา ที่ไม่ควรเกิด

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส จำกัด

ทุกเดือนทีมผมจะพบปัญหาของลูกค้าหลายรายที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว ต้องการย้ายบริการมาใช้งานกับผม แต่ที่ติดปัญหา คือ ไม่สามารถย้าย “ชื่อเว็บเดิม” มาได้ ปัญหาหลักๆ เกิดจาก 2 เรื่อง คือ

1.ติดต่อผู้ให้บริการรายเดิมไม่ได้ อาการนี้มักจะเกิดจากตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์ ไปจ้างผู้ให้บริการไม่ได้มาตรฐาน หรือที่เรียกกันว่า ฟรีแลนซ์ ซึ่งผู้ให้บริการเหล่านี้มักจะแนะนำให้จดชื่อเว็บไซต์ไว้ทีละหลายๆ ปี จะได้หมดปัญหาไม่ต้องตามกันบ่อยๆ

แต่พอเวลาผ่านไป ฟรีแลนซ์มักจะเลิกอาชีพนี้ และมีอาชีพใหม่ที่ดีกว่า ทำให้การย้ายชื่อเว็บเป็นไปได้ยากมาก เพราะฟรีแลนซ์เหล่านั้นมักจะลืมไปแล้วว่าตัวเองจดชื่อเว็บไว้ที่ไหน และใช้อีเมลอะไรในการจดชื่อ สุดท้ายต้องทิ้งเว็บชื่อเดิมไป แล้วต้องจดชื่อเว็บใหม่

2.ติดต่อผู้ให้บริการรายเดิมได้ แต่ไม่ยอมย้ายให้ อยากย้ายต้องจ่ายค่าย้ายโดเมนในราคาสูงมาก (ที่ผมเคยเจอ สูงสุดที่โดน คือ 1 หมื่นบาท ทั้งที่จริงแล้วเสียไม่เกิน 500 บาท) อาการนี้จะเจอกับผู้ให้บริการที่ไม่ได้มาตรฐานเช่นกัน ยังทำอาชีพนี้อยู่ แต่ไม่ยอมย้ายให้เพราะตัวเองเสียผลประโยชน์ สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ เจ้าของเว็บก็ต้องเปลี่ยนชื่อเว็บอยู่ดี

แล้วถ้าคุณไม่อยากติดปัญหาเรื่องนี้ จะต้องทำอย่างไร

สิ่งแรกที่เราควรรู้ก่อนว่า การจดชื่อเว็บไซต์ เขาจดและเป็นเจ้าของสิทธิในชื่อเว็บไซต์นั้นทำกันอย่างไรการจดชื่อเว็บ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเอาชื่ออีเมลตัวเองไปจดชื่อเว็บที่เราต้องการและยังว่างอยู่ พร้อมจ่ายเงินค่าจดชื่อเว็บเท่านั้นเอง

ดังนั้น เจ้าของสิทธิจะถูกกำหนดโดยชื่ออีเมลเท่านั้น ซึ่งโดยปกติเจ้าของเว็บไซต์จะให้ผู้ให้บริการรับทำเว็บของตัวเองเป็นคนจดให้ และคนรับทำเว็บก็ใช้อีเมลตัวเองในการจดเพราะสะดวก เหตุการณ์สุดท้ายจึงเป็นแบบนี้

ทีนี้ถ้าเราอยากแก้ไขปัญหา จะทำอย่างไรได้บ้าง

1.จดชื่อเว็บโดยใช้อีเมลตัวเอง ข้อดี คือ ชื่อเว็บเป็นของเราแน่นอน แต่วิธีนี้ผมกลับไม่แนะนำ เพราะเจ้าของเว็บโดยส่วนใหญ่ พอเวลาผ่านไปนานๆ จะลืมว่าตัวเองใช้อีเมลอะไรในการจดชื่อเว็บ และสุดท้ายชื่อเว็บไซต์ก็จะหายไปเช่นกัน

2.จดชื่อเว็บกับผู้ให้บริการมาตรฐาน หรือบริษัทที่ทำอาชีพนี้จริงจัง แบบนี้คุณจะสบายใจได้ว่า ชื่อเว็บคุณจะมีคนดูแล โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ทำกันทั่วโลก ปัญหามีอย่างเดียว คือ “คุณหาผู้ให้บริการมาตรฐานเจอหรือเปล่า”