เปลี่ยนคาร์บอนในอากาศเป็นเครื่องประดับ ด้วยตึกฟอกอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478366

เปลี่ยนคาร์บอนในอากาศเป็นเครื่องประดับ ด้วยตึกฟอกอากาศ

พบกับเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ช่วยทำความสะอาดอากาศให้บริสุทธิ์อีกครั้ง โดยนักประดิษฐ์ชาวเนเธอร์แลนด์

เมื่อเร็วๆนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำเพิ่งจะตัดสินใจปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ DoomsDay Clock ให้เข้าใกล้เส้นตาย หรือเวลาเที่ยงคืนเร็วขึ้น โดยเหลือเวลาอีกเพียง 2 นาที กับอีก 30 วินาทีเท่านั้น ที่นาฬิกาเชิงสัญลักษณ์นี้กำหนดให้เป็นจุดจบของมนุษยชาติ แต่คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจเป็นกระต่ายตื่นตูมไป เพราะท่ามกลางภาวะโลกร้อน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไปจนถึงการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ฆ่าคุณ แต่เป็นมลพิษในอากาศต่างหาก

มลพิษในอากาศเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในจีน, อินเดีย และเม็กซิโก ซึ่งหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ผลจากการศึกษาโดยศูนย์บริการข้อมูลทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คาดการณ์ไว้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คือภายในปี 2050 ปัญหามลพิษในอากาศจะกลายมาเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนหลากหลายประเทศ

หน้าตาของ Smog Free Tower สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์อีกครั้ง

ขณะนี้คือปี 2017 และนับว่าเป็นโชคดีอยู่บ้าง ที่มนุษยชาติยังมีความหวัง เชิญพบกับ Smog Free Project โครงการช่วยโลก โดย  Daan Roosegaarde นักออกแบบชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องการกู้สภาพอากาศของโลกให้กลับมาสะอาดบริสุทธิ์อีกครั้ง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อหลายปีก่อน Roosegaarde เดินทางไปยังประเทศจีน แต่เมื่อเขามองมาจากหน้าต่างของโรงแรมและพบกับวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ทำให้เขาคิดว่า เขาจะทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ของผู้คนสามารถดีขึ้นกว่านี้ได้ โดยไม่ต้องรอความหวังจากรัฐบาล หรือบริษัทขนาดใหญ่ยักษ์

หลังการพัฒนาหลายปี Roosegaard ได้สร้าง Smog Free Tower ขึ้น เจ้าสิ่งประดิษฐ์ที่ว่านี้เปรียบเสมือนเครื่องฟอกอากาศขนาดสูง 23 ฟุต หรือเรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดอากาศรอบๆได้มากถึง 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และปลดปล่อยอากาศดีออกมาแทน ด้วยการทำงานแบบ 360 องศา

หลังประสบความสำเร็จจากการระดมทุนบน Kickstarter ตัวเขาได้สร้าง Tower นี้ติดตั้งในเมืองรอตเทอร์ดาม บ้านเกิด เจ้าสิ่งประดิษฐ์กู้โลกนี้เตะตารัฐบาลจีนเข้าอย่างแรง จน Roosegaarde ได้รับคำเชิญชวนให้สร้าง Tower ขึ้นในกรุงปักกิ่ง หนึ่งในเมืองที่ได้ชื่อว่ามีค่ามลพิษในอากาศมากที่สุดติดอันดับต้นๆของโลก ซึ่งหลังการติดตั้ง พบว่า Smog Free Tower ช่วยให้อากาศบริเวณที่เครื่องนี้ถูกติดตั้ง มีความสะอาดเพิ่มมากขึ้นถึง 55%

มลพิษในอากาศถูกแปรสภาพกลายเป็นผงสีดำ

นอกจากนั้นสิ่งประดิษฐ์ของเขาจะดูดอากาศเสีย คืนอากาศดีกลับคืนสู่โลกแล้ว ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ Smog Free Tower ยังสามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ให้กลายสภาพเป็นผงสีดำ และแปรรูปให้กลายเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์สีดำขนาดเล็ก เคลือบด้วยเรซิน เป็นเครื่องประดับเก๋ไก๋ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกด้วย

เครื่องประดับที่ได้จากกระบวนการฟอกอากาศ(ซ้าย) และ Daan Roosegaarde เจ้าของไอเดีย

Roosegaarde คาดหวังว่าสิ่งประดิษฐ์ของเขาจะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่โลกใบนี้ อย่างไรก็ตามการจะทำความสะอาดอากาศให้กลับมาดีอย่างเดิมนั้น อาจต้องใช้เวลานาน 10 – 15 ปี กว่าจะถึงเวลาที่ธรรมชาติสามารถคงอยู่ได้ด้วยตัวเองนั้น โลกยังคงต้องพึ่งพาสิ่งประดิษฐ์ของเขาต่อไป ซึ่งหากใครก็ตามที่สนใจอยากช่วยสนับสนุนล่ะก็ สามารถซื้อเครื่องประดับที่ถูกสร้างขึ้นจากมลพิษได้ รายได้ก็จะถูกนำไปสร้าง Smog Free Tower มากขึ้น ซึ่งคาดหวังกันว่าจะถูกนำไปติดตั้งยังเมืองอื่นๆในอนาคต ที่เผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศเช่นกัน อย่าง มุมไบ หรือรีโอเดจาเนโร เป็นต้น

 

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.studioroosegaarde.net/project/smog-free-project/

 

“สามารถ” ทรานสฟอร์ม ลดเสี่ยง-หนีแข่งดุ-อยู่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478292

"สามารถ" ทรานสฟอร์ม ลดเสี่ยง-หนีแข่งดุ-อยู่ยั่งยืน

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

“การทำธุรกิจปัจจุบันต้องเปลี่ยนเยอะเพราะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจต้องมองในทุกมิติ ต่อไปถ้าพูดถึงสามารถ จะนึกถึงเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้ต่างจากเดิม แต่เปลี่ยนวิธีคิดมุ่งสู่ดิจิทัล และสร้างรายได้ระยะยาวมากกว่าการซื้อมาขายไป”

คำพูดของหัวเรือใหญ่ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น ในวันประกาศทิศทางธุรกิจปี 2560 ที่ว่า “SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond” สะท้อนถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของกลุ่มสามารถ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ยุค 4.0

แต่อีกนัยสำคัญยังสะท้อนได้ถึงการดิ้นรนปรับธุรกิจเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขันในธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญ คือ ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว

จุดพลิกผันสำคัญของกลุ่มสามารถภายใต้ทิศทางใหม่นี้ ไฮไลต์อยู่ที่บริษัท สามารถ-ไอโมบายที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงโมเดิลธุรกิจมากที่สุด แม้ว่าวัฒน์ชัยจะยังไม่ยอมเผยรายละเอียด เนื่องจากจะมีการเปิดแถลงข่าวการเปลี่ยนแปลงของสามารถ-ไอโมบายในเดือน มี.ค.นี้ แต่สิ่งที่เห็นชัด คือ การพลิกจากตลาดแมสมาเจาะตลาดนิชมาร์เก็ต เพื่อหนีการแข่งขันในตลาดเรดโอเชียนไปสู่ตลาดใหม่หรือบลูโอเชียน จะเป็นสิ่งที่เปิดขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้ แม่ทัพกลุ่มสามารถยอมรับว่า รายได้ของสามารถไอ-โมบายหดหายลงไปเกินครึ่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8,000 ล้านบาท เมื่อต้นปี 2559 แม้จะไม่บอกเป็นตัวเลขชัดๆ แต่สามารถประเมินได้จากยอดขายเครื่องโทรศัพท์มือถือที่เคยทำได้ปีละ 4 ล้านเครื่อง เหลือเพียง 1 ล้านเครื่องเท่านั้น

ก่อนหน้านี้หรือประมาณต้นปี 2559 กลุ่มสามารถเคยประกาศปรับธุรกิจสามารถ-ไอโมบายมาแล้ว ด้วยการแบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับมือถือและธุรกิจที่ไม่ใช่มือถือ การพลิกโฉมช็อปที่เปลี่ยนชื่อจาก ไอโมบาย เป็น โอเพ่น (Open) เพื่อทลายข้อจำกัดสู่การขยายตลาดสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ บริการเติมเงินเปิดศูนย์ซ่อมมือถือ ฯลฯ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เห็นความชัดเจนมากนัก

ขณะที่การปรับสามารถไอ-โมบายครั้งใหม่ปีนี้ ได้แบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย กลุ่ม Mobile & Security ที่เน้นการหนีตลาดที่แข่งขันสูงไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือนิชมาร์เก็ตประเดิมด้วยการเปิดตัวแบล็กโฟนทู โทรศัพท์ที่เน้นความปลอดภัย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเจรจากับพันธมิตรเพื่อจำหน่ายโทรศัพท์อินเตอร์แบรนด์อีก 1-2 ราย ตลอดจนการทำมือถือเฮาส์แบรนด์

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโอเปอเรเตอร์และอินฟราสตรัคเจอร์ ได้แก่ ธุรกิจ MVNO บนเครือข่ายแคท ภายใต้ชื่อ Open MVNO ที่จะเดินหน้าต่อและเพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงการเตรียมเปิดตัวเครื่องมือสื่อสารเฉพาะกลุ่ม หรือทรังก์ โมบาย (Trunked Mobile) ซึ่งมองว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ยังไร้คู่แข่งชัดเจน เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กร ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

กลุ่มที่ 3 กลุ่มดิจิทัล อี-คอมเมิร์ซ เริ่มจากการเปิดตัวบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Zazzet ที่จะเปิดให้บริการในเดือน มี.ค.นี้ รวมถึงการมองเป้าหมายรุกธุรกิจฟินเทคใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเห็นแนวโน้มการเติบโต

ปิดท้ายด้วย กลุ่มที่ 4 ธุรกิจไอ-สปอร์ต ที่ปัจจุบันมีรายได้จากการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกปีละหลายร้อยล้านบาท จะต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวกับกีฬา เช่น การจัดทัวร์จัดอีเวนต์ เป็นต้น พร้อมทั้งมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณไตรมาส 3 ปีนี้ด้วย โดยทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของสามารถไอ-โมบาย คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 4,500 ล้านบาท ในปีนี้

แม้ว่าธุรกิจของสามารถไอ-โมบายจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่กลุ่มสามารถยังมีความหวังจากธุรกิจสำคัญขาอื่นๆ โดยเฉพาะบริษัท สามารถเทเลคอม โดยที่วัฒน์ชัยออกปากว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีทองและโดดเด่นที่สุดของสามารถเทเลคอม เพราะงบประมาณลงทุนจากภาครัฐและการปรับตัวไปสู่ธุรกิจอื่นๆ จึงคาดว่าปีนี้น่าจะมีการเซ็นสัญญากับภาครัฐมากที่สุด และยังมีงานที่เซ็นสัญญาและรอรับรู้รายได้จากปี 2559 แล้ว 9,000 ล้านบาท

จาก 3 กลุ่มธุรกิจของสามารถเทเลคอม คือ ธุรกิจเน็ตเวิร์กอินฟราสตรัคเจอร์ ธุรกิจเทคโนโลยีประยุกต์ด้านไอซีที และธุรกิจแอพพลิเคชั่นด้านบริการ ภาพรวมทั้งหมดจากเดิมที่เน้นไอซีทีโซลูชั่น จะขยายไปสู่ไอซีทีโซลูชั่นและเซอร์วิสมากขึ้น เพื่อเน้นการบริการและขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้นลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก รวมทั้งจะมีการซินเนอร์จีหรือใช้ความแข็งแกร่งของธุรกิจที่มีอยู่มาร่วมกันสร้างสรรสินค้าและการให้บริการลูกค้า ภายใต้เป้าหมายเพื่อยกระดับตัวเองสู่เวิลด์คลาส โซลูชั่น เซอร์วิส

ที่สำคัญ คือ โครงการภาครัฐที่คาดว่าจะมีการเปิดประมูลไม่ต่ำกว่า 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท ปีนี้ สามารถเทเลคอมมองว่าจะสามารถชิงชัยมาได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดว่าปีนี้จะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท แน่นอน

ในส่วนของธุรกิจ U-trans ซึ่งประกอบด้วย CATS, Kampot Power Plant และTeda ปีนี้ ตั้งเป้ารายได้รวม 4,200 ล้านบาทโดยนอกจากรายได้ประจำจาก CATS ประมาณ1,800 ล้านบาท/ปีแล้ว ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจสายส่งไฟฟ้า โดยล่าสุด Teda ได้เซ็นสัญญาจัดหาและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมมูลค่า
โครงการ 1,200 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือ 2,000 ล้านบาท

ด้านธุรกิจพลังงาน ก็ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนอีกหลายโครงการ อาทิ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศลาว โครงการสายส่งไฟฟ้าที่ประเทศเมียนมา โรงไฟฟ้าขยะ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนนับแสนล้านที่ประเทศกัมพูชา และมีแผนเข้าประมูลในโครงการอื่นๆ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

ปิดท้ายด้วยสายธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ตั้งเป้ารายได้รวม 2,300 ล้านบาท มาจาก บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ ที่ปัจจุบันให้บริการคอลเซ็นเตอร์ 4 ภาษาครอบคลุม 14 อุตสาหกรรม คาดการณ์รายได้ปีนี้ 1,300 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือแล้วกว่า900 ล้านบาท รวมทั้งตั้งเป้ารายได้ในอีก 4 ปีข้างหน้าถึง 2,500 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายได้อีก 1,000 ล้านบาท ในปีนี้จะมาจากบริษัท วิชั่น แอนด์ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็มผู้ดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจกล้องวงจรปิด และบริษัท สามารถวิศวกรรม ในสัดส่วนเท่ากัน คือ 500 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า การปรับตัวครั้งใหญ่ของกลุ่มสามารถครั้งนี้ เป็นการปรับเพื่ออยู่รอดในธุรกิจที่ย่ำแย่ และช่วงชิงโอกาสในธุรกิจที่ยังคงเป็นดาวรุ่งสร้างรายได้ ซึ่งอย่างน้อยวัฒน์ชัยเชื่อมั่นว่า จะทำให้รายได้รวมทั้งกลุ่มปี 2560 นี้ ทำได้ 2 หมื่นล้านบาทแน่นอน แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายปี 2559 ที่ตั้งไว้ 2.4 หมื่นล้านบาทก็ตาม หากแต่เป้าหมายสำคัญ คือ การที่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวนั่นเอง

 

โยนกสท.ชี้แผนเยียวยาหารือทรูฯล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478105

โยนกสท.ชี้แผนเยียวยาหารือทรูฯล่ม

เจรจาทรู วิชั่นส์ไม่เป็นผลโยน กสท. ตัดสินอีกครั้งวันที่ 6 ก.พ. หลังไร้แผนเยียวยาเพิ่มเติม เมินผู้บริโภคฟ้อง

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือทรู วิชั่นส์ กรณีมีการยกเลิกการให้บริการช่องรายการของเอชบีโอจำนวน 6 ช่อง ว่าทางทรู วิชั่นส์ ยังยืนยันใช้แผนเยียวยาเดิมให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมองว่าแนวทางการชดเชยเยียวยาดังกล่าวยังไม่มีความเป็นธรรม

ทั้งนี้ เตรียมยื่นรายละเอียดในการเจรจาในครั้งนี้แก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในวันที่ 6 ก.พ.ต่อไป เพื่อพิจารณาโดยทิศทางมติของ กสท.จะเป็นอย่างไรต้องติดตามอีกครั้ง ซึ่งหาก กสท.ไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการบังคับตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่การรวบรวมรายชื่อในเว็บไซต์ ฟ้องได้ดอทคอม ขณะนี้มีจำนวนผู้ลงชื่อร้องเรียนประมาณ 1,300 ราย แต่ยังไม่ได้มีการรวบรวมรายชื่อผู้บริโภคที่ต้องการฟ้องแน่นอน คาดจะมีความชัดเจนในจำนวนอีกครั้ง เมื่อผู้บริโภคทราบทิศทางของ กสท.

นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านการพาณิชย์และหัวหน้าสายงานการพาณิชย์ และพัฒนาธุรกิจทรู วิชั่นส์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูฯ ยังคงยึดแผนเยียวยาเดิมที่เคยเสนอแก่ กสท. โดยไม่ได้เสนอแผนเยียวยาเพิ่มเติม มองว่ามีความเป็น ธรรมแล้ว พยายามดูแลลูกค้าอย่างดี ที่สุด และในอนาคตอันใกล้มีแผนเพิ่ม อีก 1 ช่องรายการ แก่สมาชิกโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย ซึ่งอยู่ในช่วงสรรหายังไม่มีข้อสรุปว่าเป็นช่องรายการลักษณะใด รวมเป็น 8 ช่องรายการ มาแทนช่องเอชบีโอเดิม 6 ช่อง ที่ถอดออกไป ซึ่งข้อมูลล่าสุดกลุ่มลูกค้าระดับแพลตินัมของทรู วิชั่นส์ มีการแจ้งยกเลิกการใช้บริการแล้ว 700 ราย จากลูกค้าแพลตินัมทั้งหมด 3 แสนราย

 

สู้ศึกตู้เติมเงินเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 06:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478036

สู้ศึกตู้เติมเงินเดือด

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ตู้เติมเงิน กลายเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับปีนี้ หลังจากค่ายทรูประกาศศึกลงสมรภูมิ เพื่อหวังกินรวบธุรกิจ นั่นคือความท้าทายของตู้เติมเงินบุญเติมในฐานะผู้นำตลาด จึงเดินหน้าชูแผนขยับสู่ผู้ให้บริการเติมเงินครบวงจร

สมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส ผู้ให้บริการเติมเงินออนไลน์บุญเติม เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของบริษัทวางเป้าหมายเป็นผู้เติมเงินครบวงจร ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2560-2562) ใช้งบลงทุน 2,400 ล้านบาท หรือโดยเฉลี่ยปีละ 700-800 ล้านบาท เพื่อขยายตู้เติมเงินมากกว่า 9 หมื่นตู้ เป็น 1.7 แสนตู้ ในปี 2562 เพิ่มขึ้น 20% ต่อปี หรือมียอดเติมเงิน 4 หมื่นบาท โดยในปีนี้เพิ่มเป็น 1.2 แสนตู้

ทั้งนี้ ปีนี้บริษัททำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น เพื่อรองรับกับการแข่งขันรุนแรง หลังจากมีคู่แข่งรายใหม่อย่าง ตู้เติมเงินทรู จำนวน 4 หมื่นเครื่อง เข้ามาทำตลาด ในขณะที่การเซ็นสัญญาการตั้งตู้ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นปีต่อปีเท่านั้น อย่างไรก็ตามบริษัทไม่มีความกังวลมากนัก เนื่องจากตู้เติมเงินบุญเติมที่ตั้งเซเว่นอีเลฟเว่นราว 8,000 ตู้ ถือว่าไม่ถึง 10% ของจำนวนตู้บุญเติมทั้งหมดทั่วประเทศ และปีนี้มีแผนขยายไปสู่ช่องทางปั๊มน้ำมันและตลาดต่างจังหวัด

ขณะที่การขยับตัวของบุญเติมสู่การเป็นผู้ให้บริการเติมเงินครบวงจร โดยเดือน ก.พ.บริษัทได้แอพพลิเคชั่นอีวอลเลท หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ “บี วอลเลท” บนสมาร์ทโฟน เพื่อให้บริการเติมเงิน รับชำระบิล และบริการอื่นๆ รวมทั้งการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น และยังสามารถซื้อสินค้าจากตู้ขายเครื่องดื่มของ 4,000 ตู้ โดยแผน 3 ปีข้างหน้า คาดว่าเพิ่มเป็น 1 หมื่นตู้ เพื่อทำให้บริษัทมีบริการครอบคลุมจากปัจจุบันให้บริการ 59 รายการ

“ช่วงปลายปีนี้บริษัทเปิดตัวเครื่องชาร์จไฟฟ้า ระบบชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นออกมาตามจุดต่างๆ รองรับกับเทรนด์รถยนต์ระบบไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับปีนี้บริษัทได้ให้ความสำคัญกับบริการธุรกรรม เบื้องต้นได้เตรียมเปิดบริการโอนเงินและชำระเงินเพิ่ม 1 ราย เป็นอย่างน้อย จากปัจจุบันลูกค้าสามารถโอนเงินกับธนาคารกรุงไทยและกสิกรไทยยอดการใช้บริการ 8,000 รายการ/วัน นั่นคือแผนที่บริษัทจะก้าวเดินไปข้างหน้า ตอบโจทย์ครบทุกอย่าง”

สำหรับภาพรวมตลาดเติมเงิน มือถือในปีนี้ คาดว่ามีอัตราการเติบโตเล็กน้อย จากเมื่อปีที่ผ่านมามีมูลค่า 1.3 แสนล้านบาท เติบโต 5% เนื่องจาก ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือยังมี การแข่งขันเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งจากตลาดเติมเงินมือถือเป็นหลัก ด้วยการจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้า ต่างจากปีก่อนหน้านี้เน้นจัดโปรโมชั่นแจกโทรศัพท์มือถือ เพื่อดึดดูงให้เปลี่ยนเครือข่ายจาก 2จี ไปยัง 3จี ส่วนบุญเติม จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายการจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันตู้เติมเงินบุญเติมยังเป็นผู้นำตลาด โดยรอบเดือน ม.ค.-พ.ย. 2559 มีส่วนแบ่ง 14% สำหรับยอดการเติมเงินผ่านตู้บุญเติม 3 หมื่นบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมากว่า 2 หมื่นตู้ แบ่งเป็น ยอดการเติมเงินมือถือจาก 95% เป็นเหลือ 90% เนื่องจากสัดส่วนยอดเติมเงินอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น บริการโอนเงินที่ผ่านมามีราว 1.9% บริการชำระบิล 1.8% ที่เหลือเป็นอื่นๆ อย่างไรก็ตามหลังจากเปิดบริการอีวอลเลทวางเป้าหมาย 3 ปี มีรายได้ราว 10%

ในเวลานี้ ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส กำลังเดินหน้าขยายการให้บริการที่หลากหลาย เสมือนเป็นการตอกย้ำว่า “บุญเติม” ผู้ให้บริการเติมเงินครบวงจร ทั้งทางด้านการเติมเงินโทรศัพท์มือ การจองตั๋ว ทำธุรกรรมการเงิน และรวมถึงการเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่านึกถึงบุญเติมก็จบครบในทีเดียว

 

MRT เปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่ให้ดาวน์โหลดฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 22:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478002

MRT เปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่ให้ดาวน์โหลดฟรี

“Bangkok MRT Application” เปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่ พร้อมดาวน์โหลดฟรี!

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แนะนำ Bangkok MRT Application ที่ทำให้การเดินทาง เป็นเรื่องง่าย พร้อมเปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่ MRT Club เพียงสมัครสมาชิกผ่านแอพลิเคชั่น ก็สามารถลุ้นรับสิทธิพิเศษมากมาย

อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่น Around MRT ที่สามารถค้นหาสถานที่รายรอบเส้นทางและสถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วงใกล้ตัวเพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายๆ แค่ปลายนิ้วสำหรับคุณ

นอกจากนี้ Bangkok MRT Application ยังสามารถรองรับผู้โดยสารที่ใช้สมาร์ทโฟนทั้งระบบ iOS และ Android สามารถดาว์โหลดฟรี! ได้แล้ววันนี้ ที่ App Store และ Google play

สอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการข้อมูล 0-2624-5200 เฟสบุ๊ค www.facebook.com/BEM.MRT ทวิตเตอร์ www.twitter.com/bem_mrt และบไซต์ www.bemplc.co.th เดินทางรวดเร็ว สะดวก ปลอดภัยด้วยรถไฟฟ้า MRT เพียงแค่มี Bangkok MRT Application

 

ทำไม “Google” ยังอยู่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 20:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477870

ทำไม "Google" ยังอยู่ได้

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ ไอท้อปพลัส

Google เปิดบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 2541 ซึ่งถึงวันนี้เปิดให้บริการมาแล้ว 19 ปี สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี การอยู่ในตลาดได้ถึงเกือบ 20 ปี นับว่ายาวนานมากนะครับ เคยคิดมั้ยครับว่า อะไรที่ทำให้ Google อยู่ในตลาดได้นานขนาดนี้ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะเสื่อมความนิยมลงเลย

เพราะ Google ทำให้เว็บไซต์ตนเอง เป็นมากกว่าแค่เว็บไซต์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เวลาเราต้องการค้นหาอะไร ต้องไปหาที่ Google และสิ่งที่ปรากฏในหน้าเว็บ Google จะเป็นสิ่งที่เราค้นหาจริงๆและวันนี้เทคโนโลยีของ Google ได้พัฒนาไปไกลมากจนรู้ได้ว่า ตอนนี้คนกำลังสนใจเรื่องอะไร เนื้อหาแบบไหน แล้วจะปรากฏอยู่ในตำแหน่งแรกๆ ตลอดเวลา

สำหรับนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่ Google ตอบสนองได้ดีที่สุด คือ Googleสามารถทำให้เวลาที่คนต้องการซื้อสินค้า มาค้นหาผู้ขายได้ที่หน้าเว็บ Google แล้วทำให้เกิดการติดต่อซื้อขายได้ หรือพูดง่ายๆ Google “กำ” ยอดขายของธุรกิจคุณไว้นั่นเอง

จริงๆ แล้ว Google สำหรับผมเป็นมากกว่าสื่อโฆษณาไปนานแล้ว เพราะหากเป็นแค่สื่อโฆษณาคุณจะลงโฆษณาเป็นช่วงๆ ตาม Campaign ที่จะออกในช่วงนั้นๆ แต่ Google เป็นสื่อโฆษณาที่ให้ทุกธุรกิจมองว่าคือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนในรูปแบบของยอดขาย หรือจำนวนลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกธุรกิจ นั่นหมายความว่า Google กำลังทำตัวเองให้เป็นสื่อโฆษณาที่คุณขาดไม่ได้ และต้องลงโฆษณาตลอดเวลา

ปัจจุบันผมเองก็เป็นหนึ่งในตัวแทนผู้ให้บริการ Google อย่างเป็นทางการ ที่มีทีมงาน Google เข้ามาสนับสนุนตลอดเวลา

สิ่งที่ Google วัดผลการให้บริการของทีมงานผมว่าดีหรือไม่ Google วัดอยู่ 2 สิ่งหลักๆ ครับ

1.ยอด Spending หรือยอดใช้จ่ายค่าโฆษณา Google มองว่าหากเราทำโฆษณาถูกต้อง ลูกค้าประสบความสำเร็จนั่นหมายความว่า ลูกค้าที่เราบริการอยู่จะต้องมียอดขายเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อลูกค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นจากโฆษณา ลูกค้าย่อมต้องการเพิ่มค่าโฆษณาเพราะลูกค้าย่อมอยากได้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีก

2.อัตราการยกเลิกการใช้บริการ Google จะให้ความสำคัญมากว่าเมื่อคุณให้บริการถูกต้อง ลูกค้าจะต้องใช้บริการต่อไปเรื่อยๆ เพราะ Google ไม่เชื่อว่าคนเราเวลาทำโฆษณาแล้วธุรกิจดีขึ้นเรื่อยๆ จะหยุดโฆษณา

ดังนั้น ตราบใดที่พฤติกรรมของผู้ใช้บริการที่อยากค้นหาเรื่องราวใดๆ หรือค้นหาสินค้าใน Google ยังไม่เปลี่ยน ตราบนั้น Google ก็ยังไม่ตายครับ

 

ผู้ใช้มือถือมีสิทธิย้ายค่ายเบอร์เดิม แม้ติดสัญญาซื้อเครื่องให้ใช้บริการยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 18:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477802

ผู้ใช้มือถือมีสิทธิย้ายค่ายเบอร์เดิม แม้ติดสัญญาซื้อเครื่องให้ใช้บริการยาว

สำนักกฎหมายโทรคมฯชี้ผู้ใช้บริการมีเสรีภาพบอกย้ายเครือข่ายได้ตามกฎหมาย โดยผู้ให้บริการไม่สามารถอ้างสัญญาจากการซื้อเครื่องราคาพิเศษได้

สืบเนื่องจากการประชุม กทค. ครั้งที่ 28/2559 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2559 ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภครายหนึ่งที่มีความประสงค์ต้องการโอนย้ายเครือข่ายผู้ให้บริการ (ย้ายค่ายเบอร์เดิม) แต่ผู้ให้บริการ แจ้งว่าติดสัญญาใช้บริการเป็นเวลา 12 เดือน หากผู้ใช้บริการต้องการยกเลิกการใช้บริการหรือโอนย้ายเครือข่ายก่อนครบกำหนดเวลา ผู้ใช้บริการก็ต้องชำระส่วนต่างค่าเครื่องโทรศัพท์ หลังจากนั้นผู้ให้บริการจึงจะดำเนินการโอนย้ายเครือข่ายให้

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว กทค. มีความเห็นแตกเป็นสองทาง ทางหนึ่งเห็นว่าการจะย้ายเครือข่ายคือการบอกเลิกสัญญาที่มีต่อกัน ต้องกระทำให้ครบตามสัญญานั้น ไม่ว่าจะเป็นการชดใช้ค่าเสียหายหรือใช้หนี้ แล้วถ้ามีเหตุอันควรแก่การบอกเลิกสัญญาก็เลิกสัญญาได้ เมื่อเลิกสัญญาแล้วก็สามารถย้ายเครือข่ายได้ ขณะที่ความเห็นของกรรมการอีกทางหนึ่ง เห็นว่าสัญญาแลกซื้อเครื่องโทรศัพท์ไม่ใช่สัญญาบริการโทรคมนาคม จึงไม่อยู่ในอำนาจกำกับดูแลของ กสทช. อีกทั้งผู้ร้องเรียนไม่ได้เป็นหนี้จากการค้างชำระค่าบริการ จึงไม่เข้าเหตุที่บริษัทฯ จะปฏิเสธคำขอการโอนย้ายเลขหมายได้ ในที่สุดที่ประชุม กทค. จึงมีมติมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำข้อสังเกตเหล่านี้ไปหารือกับฝ่ายกฎหมาย และนำเสนอที่ประชุม กทค. เพื่อพิจารณาอีกครั้ง

ล่าสุด สำนักกฎหมายโทรคมนาคมได้มีหนังสือลงวันที่ 19 ม.ค. 2560 เพื่อตอบข้อหารือของ กทค. โดยได้ให้ความเห็นทางกฎหมาย สรุปสาระสำคัญได้ว่า

1) สถานะของข้อตกลงเกี่ยวกับการแลกซื้อเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ในราคาพิเศษนั้น มีเจตนามุ่งหมายให้เกิดนิติกรรมการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสำคัญ จึงมิใช่เป็นการกำหนดเงื่อนไขหรือข้อสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรคมนาคมระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ ข้อตกลงนี้จึงมิใช่เป็นสัญญาให้บริการโทรคมนาคมที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก กสทช. แต่อย่างใด

2) แม้ข้อตกลงจะมีการกำหนดให้ผู้แลกซื้อจะต้องใช้บริการต่อเนื่องภายในระยะเวลาที่กำหนดก็ตาม แต่ข้อตกลงไม่ได้กำหนดห้ามหรือจำกัดสิทธิของผู้แลกซื้อในการยกเลิกสัญญาให้บริการโทรคมนาคมแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้แลกซื้อก็ยังคงมีสิทธิในการยกเลิกสัญญาใช้บริการโทรคมนาคมได้ตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งเป็นไปตามประกาศ กทช. เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549

3) แม้ข้อตกลงจะมีการกำหนดให้ผู้แลกซื้อเครื่องจะต้องใช้บริการต่อเนื่องภายในระยะเวลาที่กำหนดก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ได้กำหนดห้ามหรือจำกัดสิทธิของผู้แลกซื้อในการใช้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด ดังนั้นผู้แลกซื้อจึงยังคงมีสิทธิ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” ได้ตามประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ฯ

4) ตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กสทช. มีอำนาจเพียงเฉพาะการสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเมื่อปรากฏเรื่องร้องเรียนว่า ผู้รับใบอนุญาตกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เงื่อนไขการอนุญาต สัญญาการให้บริการ หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการที่ดี ในทางกลับกัน การพิจารณาเรื่องร้องเรียน กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ กสทช. มีอำนาจในการสั่งให้ผู้ใช้บริการจะต้องดำเนินการใดๆ เหมือนเช่นกรณีของผู้รับใบอนุญาต ดังนั้น กทค. จึงไม่มีอำนาจในการสั่งให้ผู้ใช้บริการจ่ายค่าปรับหรือชดใช้ราคาเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่บริษัทฯ

ด้านนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน แสดงความเห็นว่า กรณีนี้ไม่ใช่การผ่อนค่าเครื่องโทรศัพท์ แต่เป็นการใช้โปรโมชั่น และหากต้องการยกเลิกสัญญาต้องชำระส่วนลดค่าเครื่องคืน จึงชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หนี้ค่าบริการที่อยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. สัญญานี้จึงไม่ใช่สัญญาในอำนาจของ กสทช. ผู้ให้บริการจึงต้องไปดำเนินการฟ้องเอง และยืนยันว่าในเรื่องการโอนย้ายเครือข่ายจะต้องชำระหนี้ที่เกิดขึ้นก่อน แต่กรณีนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากการผิดสัญญา จึงเกิด ณ วันที่ยกเลิกสัญญา หมายความว่าหนี้ค่าเครื่องจะยังไม่เกิดจนกว่ามีการโอนย้ายค่าย และผู้ใช้บริการมีความรับผิดที่ต้องจ่าย แต่ผู้ให้บริการไม่สามารถบอกว่าต้องจ่ายก่อนจึงจะย้ายค่ายได้ ดังนั้นถ้าบริษัทบอกว่าต้องชำระหนี้นี้ก่อน ก็เท่ากับเป็นการกีดกันไม่ให้ย้ายค่าย ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย

“เรื่องนี้เป็นเรื่องทำนองเดียวกับการใช้สิทธิย้ายค่ายเบอร์เดิมของผู้ใช้บริการในระหว่างรอบบิล กล่าวคือหนี้รอบบิลสุดท้ายเป็นเรื่องที่เกิดก็ต่อเมื่อมีการยกเลิกสัญญา แน่นอนว่าเป็นหนี้ที่ผู้ใช้บริการยังคงต้องรับผิดชอบ แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ให้บริการจะใช้เป็นข้ออ้างหรือเงื่อนไขในการที่ปฏิเสธการขอย้ายค่ายของผู้ใช้บริการได้”นายประวิทย์กล่าว

 

Spaceworks เอาจริงเตรียมพัฒนาระบบจำศีล ส่งมนุษย์เดินทางข้ามอวกาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 17:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477789

Spaceworks เอาจริงเตรียมพัฒนาระบบจำศีล ส่งมนุษย์เดินทางข้ามอวกาศ

โครงการพัฒนายานจำศีลของ Spaceworks จะเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 นี้ โดยทดลองกับสัตว์ ก่อนจะลองใช้มนุษย์จริง

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2006 มิตสุตากะ ยูชิโคสึ เดินทางลงจากภูเขาร็อคโคะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น หลังกลับจากปาร์ตี้บาร์บีคิว ตัวเขาตัดสินใจเดินเท้าลงมา แทนที่จะนั่งรถเคเบิลโดยสาร ลงมาพร้อมกับเพื่อนๆของเขา เขาหลงทาง พลัดลื่นล้ม และได้รับบาดเจ็บจนหมดสติไป ในบริเวณที่ไม่มีใครเห็น

24 วันผ่านไป นักปีนเขาคนหนึ่งพบกับยูชิโคสึเข้าโดยบังเอิญ อุณหภูมิร่างกายของเขาลดต่ำลงมาถึง 22 องศาเซลเซียส (ปกติแล้วจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส) ชีพจรของเขาอ่อนมาก ระบบการเผาผลาญเกือบจะหยุดนิ่ง เขาเสียเลือด และอวัยวะภายในได้รับความเสียหาย อดน้ำและอาหารติดต่อกันนานเกือบเดือน แต่ไม่น่าเชื่อเขารอดชีวิต และอาการดีขึ้นเรื่อยๆ

ชายชาวญี่ปุ่นผู้รอดจากการถูกแช่แข็งนาน 3 สัปดาห์

ยูชิโคสึกลายเป็นบุคคลแรกที่ผ่านการจำศีล และรอดชีวิต เรื่องราวของเขาจุดประกายความสนใจในวงการแพทย์ และสร้างความหวังที่จะนำมาซึ่งกระบวนการรักษาใหม่ๆ

ในหมู่ผู้ที่สนใจคือ John A. Bradford ประธานบริษัท Spaceworks บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสำรวจอวกาศ จากแอตแลนต และจอร์เจีย Bradford ต้องการหาวิธีให้นักบินอวกาศสามารถจำศีลเป็นเวลานาน ในกรณีที่ต้องเดินทางเป็นระยะยาวได้

Bradford และทีมพยายามหาวิธีที่จะรักษาอุณหภูมิของร่างกายเอาไว้ ปกติแล้ววิธีการทำนองนี้ถูกใช้ในหลายโรงพยาบาลทั่วโลกสำหรับการรักษาร่างกายของผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น หรือได้รับบาดเจ็บที่สมองรุนแรง อุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยจะลดลงอยู่ที่ราว 32 – 34 องศาเซลเซียส อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันเลือดจะลดลง เพื่อยึดเวลาให้ทีมแพทย์รักษาผู้ป่วย ปกติผู้ป่วยจะสามารถคงอยู่ในสภาพนั้นได้ 2 – 4 วัน แต่ก็มีกรณีที่แพทย์เคยเก็บผู้ป่วยเอาไว้ได้นานถึง 2 สัปดาห์ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ และกรณีที่เกิดขึ้นกับยูชิโคสึนั้น พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เป็นไปได้

ทาง Spaceworks เตรียมพัฒนาห้องจำศีล แบบเดียวกับที่คุณผู้อ่านเคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟ โดยมีความพิเศษตรงที่ระบบเครื่องจำศีลของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกัน และสามารถควบคุมเป็นรายบุคคลได้ ซึ่งระบบทั้งหมดจะถูกดำเนินการโดยหุ่นยนต์ ที่จะคอยเฝ้าตรวจสอบผู้โดยสารที่ถูกจำศีลตลอดเวลา และที่ตัวของผู้จำศีลเองจะถูกเชื่อมต่อกับท่อขนาดเล็ก ที่ให้ความเย็น และสามารถให้ความอบอุ่นได้ ในกรณีที่ต้องปลุกพวกเขาขึ้นมา

รูปแบบของระบบจำศีลที่ทาง Spaceworks ออกแบบไว้

อย่างไรก็ตามความแตกต่างจากภาพยนตร์ก็คือ ผู้ถูกจำศีลจะไม่หลับไปในระยะยาว โดยมีเพียงหุ่นยนต์ควบคุมทั้งยาน ยังคงมีทีมงานจาก Spaceworks ที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบจำศีลด้วยคอยดูแล ทั้งนี้เนื่องจากการสอบถามบรรดาแพทย์ชั้นนำพวกเขาให้วคามเห็นตรงกันว่า การหลับจำศีลเป็นระยะเวลาสั้นๆนั้น ปลอดภัยกว่าระยะยาว ดังนั้นผู้จำศีลจึงจำเป็นต้องถูกปลุกขึ้นมาเป็นระยๆ

ทั้งนี้ร่างกายของมนุษย์เรานั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ชีวิตท่ามกลางอวกาศ การใช้ชีวิตโดยปราศจากแรงโน้มถ่วงนานๆนั้น จะส่งผลให้ไม่ต่างจากคนพิการ นักบินอวกาศจำนวนมากที่ต้องทรมาณจากอาการป่วยที่เกิดขึ้นจากความดันโลหิตผิดปกติ ฉะนั้นแล้วทาง Spaceworks มีแผนที่จะสร้างแรงโน้มถ่วงเทียมขึ้น แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายอันมหาศาล และสร้างไปก็ไม่มีผู้ถูกจำศีลคนใดลุกขึ้นมาออกกำลังกายอยู่ดี พวกเขาจึงเปลี่ยนไอเดียใหม่ เป็นการช๊อตไฟฟ้า

ระหว่างที่ผู้จำศีลกำลังหลับ ยังคงมีทีมงานที่คอยควบคุมยาน

ในขณะที่ผู้ถูกจำศีลกำลังหลับปุ๋ย ทางทีมงานจะคอยช๊อตไฟฟ้าเล็กๆที่กล้ามเนื้อของคุณ เพื่อกระตุ้นให้มันเกิดการหดตัว และคลายออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อลีบ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กับผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว หรือต้องนอนติดเตียงมาแล้ว

ฟังดูทั้งหมดนี้เหมือนเป็นไอเดียที่หลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง แต่ Spaceworks เอาจริง โดยจะเริ่มการทดลองจำศีลกับสัตว์ในปี 2018 นี้ และพัฒนาสู่การทดลองกับมนุษย์ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งการทดลองอาจเกิดขึ้นบนสถานีอวกาศนานาชาติ

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าโครงการดังกล่าวจะออกมามีหน้าตาเป็นอย่างไร คุณผู้อ่านคงเห็นตัวอย่างการจำศีลในภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่องมาแล้ว ซึ่งทางทีมผู้สร้างกล่าวว่า โลกแห่งความจริงนั้นยิ่งกว่า เพราะหากมนุษย์ต้องการจำศีลเพื่อเดินทางไปสร้างอาณานิคมใหม่ยังดาวดวงอื่นล่ะก็ ไม่ใช่แค่การจำศีลเพียงร้อย สองร้อยปีเท่านั้นจึงจะเพียงพอ แต่เป็นหลายร้อย จนถึงหลายพันปีเลยทีเดียว

 

เฟซบุ๊กปั้นรายได้ ดันใช้โมบายมาร์เก็ตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 06:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477669

เฟซบุ๊กปั้นรายได้ ดันใช้โมบายมาร์เก็ตติ้ง

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

โลกเข้าสู่ยุคโมบายอย่างเต็มตัว คนทั่วโลกต่างดูหนัง ฟังเพลง ทำธุรกรรมการเงิน ติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือกระทั่งการช็อปปิ้งซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือแทบทั้งสิ้น พบว่า 62% ของคนทั่วโลกมีการเช็กโทรศัพท์มือถือมากกว่า 30 ครั้ง/วัน สำหรับไทยมีผู้ใช้เวลาบน สมาร์ทโฟนเฉลี่ย 160 นาที/วัน

จอห์น แวกเนอร์ กรรมการ ผู้จัดการ สำนักงานเฟซบุ๊กในประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนการตลาดเฟซบุ๊ก เดินหน้าชูแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เพื่อสร้างการเติบโตทางด้านรายได้ มองว่าขณะนี้ธุรกิจไทยต้องขับเคลื่อนด้วยการใช้โมบายมาร์เก็ตติ้ง ผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เพื่อเข้าถึงผู้คนในทุกที่ เฟซบุ๊กถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับการสร้างแบรนด์สินค้า กระตุ้นความต้องการซื้อ การสร้างชุมชน และสามารถสร้างยอดขายผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

ทั้งนี้ พฤติกรรมคนไทย การใช้งานเฟซบุ๊กบนโทรศัพท์มือถือ 42 ล้านคน/เดือน และใช้งาน 29 ล้านคน/วัน และเกิดโรคกลัวไม่มีโทรศัพท์ติดตัวเพราะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ ผู้บริโภค ขณะที่เทรนด์การใช้งานโทรศัพท์มือถือของคนทั่วโลกเมื่อปี 2559 พบว่าการรับชมวิดีโอเติบโตเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2558  ซึ่งพบว่าคนไทยรับชมวิดีโอบนโทรศัพท์มือถือ 105 นาที การขยายตัวสูงถึง 40% เมื่อเทียบกับอัตราการใช้ของคนทั่วโลก 65 นาที ส่วนฟิลิปปินส์ 95 นาที

ปัจจัยที่เฟซบุ๊กให้ความสำคัญตลาดไทยคือ อัตราการใช้งบดิจิทัลมีเดีย 1% ขณะที่องค์กรธุรกิจยังคงใช้งบผ่านสื่อโฆษณาทีวี 69% สวนกระแสกับพฤติกรรมของผู้บริโภคดูทีวีน้อยลง จึงยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากอีก 5 ปีข้างหน้ามูลค่าดิจิทัลมีเดียเพิ่มเป็นกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท โต 22% เป็นอันดับสองในกลุ่มอาเซียน และเฟซบุ๊กถือว่าเป็นสื่อโฆษณาทางออนไลน์ที่มีศักยภาพ เนื่องจากสามารถเข้าถึงคนไทยจากการใช้งานเฟซบุ๊ก 44 ล้านคน/เดือน

ด้านพฤติกรรมซื้อสินค้าเป็นการผสมผสานระหว่างช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์ (Omni-Channel) โดยธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไทยปี 2563 ขยายตัวมากกว่า 3 เท่า หรือจาก 2.3-2.4 แสนล้านบาท ของปี 2559 เพิ่มเป็น กว่า 3.7 แสนล้านบาท แนวโน้มตลาดการค้าออนไลน์คาดว่ามีสัดส่วน 15% ของธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดในประเทศภายในปี 2567 ส่วนหนึ่งมาจากการปฏิรูปประเทศสู่วิสัยทัศน์ดิจิทัลไทยแลนด์

ขณะที่ธุรกิจไทยจำเป็นต้อง ปรับตัวให้เร็วขึ้น ด้วยการใช้โมบายมาร์เก็ตติ้งผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยกตัวอย่าง สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ร่วมมือกับเฟซบุ๊ก ครีเอทีฟ ช็อป ปรับแต่งโฆษณาทางโทรทัศน์ให้เหมาะสมกับการรับชมบนมือถือโดยเฉพาะ โดย นำเสนอคอนเทนต์ที่กระชับได้ใจความ 15 วินาที ส่งผลให้การรับชมจนจบ 65% เทียบกับเวอร์ชั่นบนเฟซบุ๊ก 60 วินาที การรับชมจนจบมี 25% สามารถเข้าถึง 14 ล้านคน และยอดรับชมวิดีโอ 16.5 ล้านวิวภายในไม่ถึง 7 สัปดาห์

องค์กรธุรกิจจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “โมบาย” กลายเป็นช่องทางทุกสิ่ง ทุกอย่าง และโมบายมาร์เก็ตติ้งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักสำหรับการเข้าถึงลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยการนำเสนอโซลูชั่นเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือหนึ่งช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ยในุคดิจิทัล

 

ทรูมูฟผนึกอีริคสันทดสอบระบบส่งสัญญาณ5Gในไทยสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 19:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477655

ทรูมูฟผนึกอีริคสันทดสอบระบบส่งสัญญาณ5Gในไทยสำเร็จ

ทรูมูฟ เอช ผนึกอีริคสัน ทดสอบเทคโนโลยีต้นแบบระบบส่งสัญญาณ 5G ได้สำเร็จในไทย เผยเปิดให้บริการเครือข่ายในเร็วๆนี้

นายอดิศักดิ์ ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าคณะผู้บริการด้านปฏิบัติการโครงข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทรูมูฟ เอช ในฐานะผู้ให้บริการที่มีครบทุกย่านความถี่ ทั้ง 900/850/1800 และ 2100 MHz และมีสถานีฐาน 4.5G จำนวนมากที่สุดในไทย ได้เปิดให้บริการ 4.5G เชิงพาณิชย์ภายใต้ชื่อ “ทรูมูฟ เอช 4G Plus” ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559 เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานดาต้าที่ดีที่สุด และเรายังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายให้มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ สำหรับตัวต้นแบบเทคโนโลยี 5G ที่เราได้ร่วมมือกับอีริคสัน ในการพัฒนาและออกแบบโครงข่ายเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สายระบบ 5G สำเร็จเป็นเครื่องแรกในไทยนี้ เป็นระบบส่งสัญญาณ 5G ตัวต้นแบบ ที่ส่งสัญญาณได้ด้วยความเร็ว มากกว่าการให้บริการ 4.5G ในปัจจุบันถึง 20 เท่า โดยใช้เทคโนโลยีตัวส่งสัญญาณแบบ Massive MIMO TDD ย้ำถึงความพร้อมของทรูมูฟ เอช ที่จะเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ได้ในเร็ว ๆ นี้

นางนาดีน อัลเลน ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อีริคสัน ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและบริการต่าง ๆ และเป็นพันธมิตรที่สำคัญด้านเทคโนโลยีของทรูมูฟ เอช เราภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย และมอบประสบการณ์การสื่อสารความเร็วสูงให้กับผู้บริโภคชาวไทย ความสำเร็จจากการร่วมมือกับทรูมูฟ เอช ในการพัฒนาและทดสอบระบบส่งสัญญาณต้นแบบ 5G ในครั้งนี้ จะส่งผลให้นักธุรกิจและประชาชนชาวไทยสามารถใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ นำไปสู่วิถีชีวิตในอนาคตที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น