ไม่หลงทางอีกต่อไปเมื่อสวมใส่ยีนส์อัจฉริยะ บอกทางได้ด้วยการสั่น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475835

ไม่หลงทางอีกต่อไปเมื่อสวมใส่ยีนส์อัจฉริยะ บอกทางได้ด้วยการสั่น!

นวัตกรรมใหม่จากฝรั่งเศส กางเกงยีนส์ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ และบอกทางด้วยการสั่นสะเทือน ว่าเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา

คุณผู้อ่านเคยประสบปัญหาหลงทาง แม้จะพยายามเดินตามแผนที่แล้วก็ตามหรือไม่? ปัญหาที่น่าเบื่อนี้จะไม่มีอีกต่อไป หากคุณผู้อ่านสวมใส่กางเกงยีนส์อัจฉริยะ ที่ถูกผลิตโดยฝรั่งเศสนี้ เพราะกางเกงตัวนี้สามารถบอกทางได้ด้วยการสั่นสะเทือน!

ดูเป็นไอเดียที่ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเข้ากันได้ระหว่างการสื่อสารด้วยการสั่น กับเสื้อผ้าอย่างยีนส์ ไอเดียผนวกแฟชั่น และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันนี้เป็นของ Spinalli Design บริษัทฝรั่งเศส ที่ก่อนหน้านี้เคยผลิตชุดว่ายน้ำอัจฉริยะมาแล้ว โดยจะแจ้งเตือนไปยังผู้สวมใส่หากเขาอยู่กลางแดดมากเกินไป

สำหรับสินค้าตัวใหม่นี้ เจ้ากางเกงตัวพิเศษจะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ เมื่อต้องการใช้งาน ผู้สวมใส่เพียงแค่เลือกจุดหมายปลายทางของสถานที่ที่ต้องการไป คล้าย Google Map และออกเดินทางได้! ซึ่งกางเกงจะส่งแรงสั่นสะเทือนบอกเองว่า ให้ผู้ใช้นั้นเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา

ก่อนออกเดินทางเพียงตั้งจุดหมาย ให้กางเกงยีนส์ทราบ

เมื่อถึงทางแยก กางเกงยีนส์จะบอกทางให้ผู้ใช้งาน โดยไม่ต้องก้มดูสมาร์ทโฟน

ไอเดียนี้มีขึ้นเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบรรดาผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหลาย ที่ต้องก้มมองโทรศัพท์ตลอดเวลาขณะเดินตามแผนที่ หากมีกางเกงตัวนี้ล่ะก็ เก็บโทรศัพท์ของคุณลงกระเป๋าไปได้เลย และเดินตามทางที่กางเกงบอก รับรองว่าถึงยังที่หมายอย่างแน่นอน! ซึ่งหากผู้ใช้เลี้ยวผิดทางล่ะก็ กางเกงยีนส์ก็จะเตือนด้วยการสั่นสะเทือนพร้อมๆกันทั้งสองข้าง

“เทคโนโลยี้นี้จะช่วยให้ชีวิตของคุณนั้นง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการเดินทางไปยังสถานที่ประชุม ที่คุณไม่เคยไปเป็นต้น” เว็บไซต์ Spinalli Design อธิบายเทคโนโลยีใหม่อันแสนสะดวกสบายนี้เอาไว้

นวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยี และแฟชั่นเข้าด้วยกัน

และที่พิเศษไปกว่านั้น แบตเตอรี่ที่ใช้งานในกางเกงยีนส์นี้ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟเลย ทางบริษัทระบุว่ากางเกงยีนส์ของพวกเขามีอายุการใช้งานนานถึง 4 ปี เลยทีเดียว หากผู้สวมใส่ใช้มันเพื่อนำทางอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทั้งนี้หากใช้งานน้อยกว่า ก็เท่ากับยึดอายุการทำงานของระบบเซ็นเซอร์ และแบตเตอรี่ให้นานขึ้นอีก

นอกจากนั้นแล้วผู้ใช้ยังสามารถตั้งค่าให้การสั่นนั้น เป็นการสั่นแจ้งเตือนนอกเหนือจากการนำทาง เช่น ให้สั่นเมื่อมีอีเมล์ หรือข้อความเข้าได้อีกด้วย

หากอ่านมาถึงบรรทัดนี้ แล้วคุณผู้อ่านเกิดรู้สึกสนใจอยากที่จะเป็นเจ้าของกางเกงยีนส์อัจฉริยะตัวนี้ ข่าวดีขณะนี้มีขายแล้วที่บนเว็บไซต์ของบริษัท และมีหลากหลายรูปทรงของกางเกงให้เลือกไม่ว่าจะเป็นขาสั้น และขายาว สนนราคาอยู่ที่ราว 90 – 200 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,000 – 7,000 บาท

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.spinali-design.com/collections/

 

หุ่นยนต์กรุยทางอาชีพใหม่ พลิกโฉมตลาดแรงงานจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475609

หุ่นยนต์กรุยทางอาชีพใหม่ พลิกโฉมตลาดแรงงานจีน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการนำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้งานในหลายภาคอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดความวิตกว่าประชากรโลกจำนวนมากจะโดนแย่งงาน อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวกลับเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมตลาดแรงงาน และนำไปสู่การจ้างงานมากยิ่งขึ้นในภาคส่วนใหม่ๆ

บริษัทที่ปรึกษาบอสตัน คอนซัลติ้ง (บีซีจี) จากสหรัฐ และบริษัทวิจัยอาลีรีเสิร์ช อินสติติว เครือบริษัทอาลีบาบา ยักกษ์อี-คอมเมิร์ซในจีน คาดการณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล มีแนวโน้มสร้างงานในจีนเพิ่มขึ้นถึง 415 ล้านอัตรา ภายในปี 2035 และภาคธุรกิจเทคโนโลยีคาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วน 48% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

แม้ในช่วงแรก เอไอและนวัตกรรมต่างๆ ทำให้งานที่ใช้ทักษะน้อยและการทำงานซ้ำซากหายไป แต่ก็จะสร้างงานในภาคส่วนใหม่ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการณ์ว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานใช้ทักษะน้อยในจีนราว 55-77% ขณะที่แรงงานทักษะสูงมีแนวโน้มไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ทั้งนี้ จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่เอไอจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานในอนาคต โดยบีซีจีเปิดเผยผลการศึกษาในเยอรมนี ระบุว่า แม้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนและเอไอจะส่งผลให้งานไม่มีทักษะในโรงงานราว 6.10 แสนอัตรา หายไปภายในปี 2025 แต่จะช่วยเพิ่มการจ้างงาน 9.60 แสนอัตรา ในภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ

“ผมขอยกตัวอย่างบริษัท ซีเมนส์ ในเยอรมนี ที่ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 3 แสนราย โดยตำแหน่งงานในบริษัทจะหายไปในสัดส่วนราว 2 ใน 3 แต่ภายในระยะเวลาราว 10 ปี การจ้างงานในภาคส่วนใหม่ๆ ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นมาถึง 3 ส่วน” หรวน ฟาง ผู้อำนวยการบริหารของบีซีจี กล่าว

ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ หลังบริษัทลงทุนพัฒนาเอไอรายใหญ่ 2 แห่ง เปิดเผยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเอไอ โดยบริษัทดีปมายด์ในเครือกูเกิล ซึ่งพัฒนาเอไอชื่อ อัลฟาโก ระบุว่า อัลฟาโกสามารถเอาชนะผู้เล่นหมากล้อมในจีนได้ถึง 60 แมตช์ ด้านไป่ตู้ บริษัทไอทีรายใหญ่ในจีน ทดลองส่งเอไอไปร่วมในรายการเกมโชว์ ซึ่งสามารถแก้ปริศนาซับซ้อนต่างๆ ในรายการได้

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาระบุว่า แม้หุ่นยนต์จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้ แต่ยังไม่อาจเข้ามาทำงานที่ต้องใช้อารมณ์และความคิดสร้างสรรค์สูงได้ในขณะนี้

มุ่งสู่ยุคแห่งงานพาร์ตไทม์

อาลีรีเสิร์ช เปิดเผยว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้คนสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ผ่านอินเทอร์เน็ต และคาดการณ์ว่าชาวจีนราว 400 ล้านคน จะเลิกทำงานประจำและหันไปทำงานเป็นนายตัวเองภายในปี 2036

ผลการศึกษายกตัวอย่าง ตีตี้ ชูซิ่ง ธุรกิจแท็กซี่ออนไลน์ในจีน ที่ช่วยให้ชาวจีนที่มีใบขับขี่ราว 15 ล้านคน สามารถทำงานพาร์ตไทม์เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ เถาเป่า แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ของอาลีบาบา ซึ่งทำให้ผู้ค้าขายหลายแสนรายมีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่ม และสร้างงานด้านโลจิสติกส์อีกราว 3 ล้านอัตรา

ด้าน เฮาเจี้ยน หัวหน้าที่ปรึกษาจาก เจาปินดอทคอม บริษัทจัดหางานออนไลน์รายใหญ่ในจีน เปิดเผยว่า แนวโน้มการหางานเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากการหางานประจำแบบเดิม ไปสู่การทำงานพาร์ตไทม์ผ่านอินเทอร์เน็ต

“ความต้องการทำงานพาร์ตไทม์ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นถึง 113% เมื่อปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับตำแหน่งงานประจำ 60 ประเภท บนเว็บไซต์ของเจาปิน” เฮาเจี้ยน กล่าว

อียูเล็งให้สถานะบุคคลเอไอ

เดอะ การ์เดี้ยน รายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป เตรียมอภิปรายและลงมติร่างกฎหมายว่าด้วยกฎระเบียบเกี่ยวกับเอไอในเดือน ก.พ. ซึ่งเสนอให้หุ่นยนต์และเอไอในยุโรป ได้รับสถานะบุคคลอิเล็กทรอนิกส์

ร่างกฎหมายดังกล่าวยังจะมุ่งเพิ่มความชัดเจนใน 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ข้อกำหนดในการสร้างเอไอในยุโรป คำจำกัดความทางกฎหมายของเอไอ ระเบียบปฏิบัติทางจริยธรรม การผลิต และการใช้งานเอไอสำหรับวิศวกรหุ่นยนต์ การกำหนดให้บริษัทพัฒนาเอไอรายงานผลกระทบจากเอไอต่อเศรษฐกิจและสังคม และแผนประกันภัยแบบใหม่สำหรับบริษัทต่างๆ ในการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเอไอ

ทั้งนี้ หลักจริยธรรมในการออกแบบเอไอ ยังครอบคลุมถึงการเสนอให้วิศวกรเพิ่มปุ่ม “ทำลายตัวเอง” เข้าไปในหุ่นยนต์สำหรับกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการกำหนดให้สามารถตั้งโปรแกรมเอไอใหม่ กรณีที่ไม่สามารถใช้งานได้ตามต้องการ

“ชีวิตประจำวันของมนุษย์เริ่มได้รับผลกระทบจากเอไอมากขึ้นทุกที เราจึงจำเป็นต้องวางระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในยุโรปเพื่อจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่ต้องสร้างความมั่นใจว่า เอไอได้รับการออกแบบมาเพื่อทำงานให้มนุษย์” มาดี้ เดลโว สมาชิกคณะกรรมาธิการยุโรปจากลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว ระบุ

 

ทรูฯต่อยอดโปเกม่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475571

ทรูฯต่อยอดโปเกม่อน

ทรูวิชั่นส์ เผยอานิสงส์เกมโปเกม่อนโก หนุนแฟนการ์ตูนโปเกม่อนเพิ่ม เร่งทำตลาดต่อยอดรายได้

นายธานินทร์ ติรณสวัสดิ์ ผู้ช่วย ผู้อำนวยการ ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์กีฬาและเด็ก บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการเปิดตัวเกมโปเกม่อนโกในประเทศไทยเมื่อช่วงไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การ์ตูนโปเกม่อน ซึ่งบริษัทเป็นผู้บริหารลิขสิทธิ์มีแฟนที่ติดตามการ์ตูนดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากเกมโปเกม่อนโกมีการนำคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนเข้ามาใส่ไว้ในเกมจำนวน 150 คาแรกเตอร์ จากทั้งหมดกว่า 800 คาแรกเตอร์

ทั้งนี้ จากจำนวนแฟนการ์ตูนโปเกม่อนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปี 2559 ที่ผ่านมามียอดผู้ชมการ์ตูนโปเกม่อนมากถึง 100 ล้านวิว เพราะนอกจากจะนำการ์ตูนโปเกม่อนออกอากาศผ่านทีวี 5 ช่องแล้ว ยังได้นำการ์ตูนโปเกม่อนเข้าไปฉายในโรงภาพยนตร์ทุกเดือน ต.ค.ด้วย

“ในส่วนของการ์ตูนโปเกม่อนตอนนี้เรามีการนำมาออกอากาศในทีวีตลอดทั้ง 7 วัน ใน 5 ช่อง ประกอบด้วย ช่อง 9 ช่องทรูโฟร์ยู ช่องของทรูวิชั่นส์ และช่องการ์ตูนคลับ ส่วนพันธมิตรอีก 1 ช่องยังเปิดเผยไม่ได้ตอนนี้” นายธานินทร์ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจลิขสิทธิ์การ์ตูนโปเกม่อนในปีนี้นั้น บริษัทยังคงเดินหน้าใช้งบ 30-40 ล้านบาท ทำกิจกรรมการตลาดร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายรู้จักคาแรกเตอร์ของการ์ตูนโปเกม่อนมากขึ้น เนื่องจากรายได้หลักของการบริการลิขสิทธิ์การ์ตูนโปเกม่อนยังคงเป็นในส่วนของการขายสินค้าลิขสิทธิ์คิดเป็นอัตราส่วน 80% ส่วนที่เหลืออีก 20% เป็นรายได้ที่มาจากการทำกิจกรรม

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะจับมือกับร้านอาหารต่างๆ เพื่อทำการตลาดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมนูอาหารที่เกี่ยวกับคาแรกเตอร์การ์ตูนโปเกม่อนให้เป็นเมนูพิเศษ หรือการทำกิจกรรม ส่งเสริมการขายแจกสินค้าคาแรกเตอร์การ์ตูนโปเกม่อน

อย่างไรก็ดี หลังจากบริษัทออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายมากขึ้น คาดว่าสิ้นปี 2560 นี้ จะมีรายได้จากการบริหารลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์การ์ตูนโปเกม่อนเติบโตจากปี 2559 ไม่ต่ำกว่า 10% ส่วนภาพรวมรายได้ในปี 2559 ที่ผ่านมา ยอมรับว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้เล็กน้อย เนื่องจากมีปัจจัยลบช่วงต้นไตรมาส 4 ส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว

นายธานินทร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนโปเกม่อนที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ

 

ออนไลน์บูมสนั่นสินค้าเร่งปรับรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 06:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475364

ออนไลน์บูมสนั่นสินค้าเร่งปรับรับมือ

โดย…จะเรียม สำรวจ

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันสื่อออนไลน์กลายเป็นสื่อที่ผู้บริโภคใช้งานนานที่สุดมีอัตราเฉลี่ย อยู่ที่ 4.2 ชั่วโมง/วัน ขณะที่สื่อทีวีมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 ชั่วโมง/วัน สื่อวิทยุมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 13 นาที/วัน สื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสารมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 5 นาที/วัน

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปส่งผลให้ ผู้บริโภคหันมาศึกษาและค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อสินค้าในแต่ละชิ้น ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องหันมาปรับตัวตามพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคให้ทันไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค หรือการรับมือกับพันธมิตรเพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

นอกจากนี้ สื่อโซเชียลมีเดียก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของสื่อออน ไลน์ที่ผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องนำมาเป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมการตลาด และสื่อสารกับผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นไลน์หรือเฟซบุ๊ก

ประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ หรือการนำมา ให้บริการลูกค้า และเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี บริษัทได้มีการพัฒนา ระบบการสั่งซื้ออะไหล่ของเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ ผ่านช่องทางออนไลน์สำหรับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายด้วยเว็บไซต์ www.MKYSPAREPART.COM เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความถูกต้องในการสั่งซื้ออะไหล่ เพราะบริการหลังการขายที่ดีคือ หัวใจหลักของการทำธุรกิจ

พร้อมกันนี้ในด้านของการทำการตลาดมิตซูบิชิก็จะให้ความสำคัญกับ การทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจสื่อออนไลน์มากขึ้น

สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการควบคุมประสิทธิภาพในการทำงานและการทำการตลาดในอนาคต เพื่อเดินตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐ

บัณฑิต ศรีวัลลภานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปบริษัทจะ ให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น เริ่มจากการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ทางร้านค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการส่งมอบสินค้าและการบริการหลังการขาย

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนที่จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำรวจการใช้บริการของลูกค้าบนสมาร์ทโฟน เพื่อให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้า ซึ่งในส่วนของข้อมูลที่ได้ก็จะมีการนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะในด้านของการบริการหลังการขาย ซึ่งหากสินค้ามีปัญหาต้องทำการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน

อีกหนึ่งผู้ประกอบการที่ออกมาประกาศว่าจะใช้สื่อออนไลน์มาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการทำการตลาด กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าคือ ซัมซุง

วรรณา สวัสดิกูล รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้บริษัทจะหัน มาโฟกัสช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ด้วยการเพิ่มการสื่อสารและแนะนำสินค้าใหม่ผ่านสื่อดิจิทัลทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก และ ไลน์ รวมไปถึงการพัฒนาไอบีคอน และแอพพลิเคชั่น เพื่อเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลข่าวสารและคูปองส่วนลด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้บริโภคจะ เสพติดสื่อออนไลน์ แต่ในด้านของสื่อออฟไลน์ก็ยังคงเป็นช่องทางหลักของการขาย เพราะคนไทยก็ยังมีพฤติกรรมชอบชมและจับต้องสินค้าก่อนตัดสินใจซื้ออยู่เช่นเดิม

 

ทรูวิชั่นส์ปรับแผนลุยเจาะคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 06:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475362

ทรูวิชั่นส์ปรับแผนลุยเจาะคนรุ่นใหม่

ทรูวิชั่นส์เผยทิ้งเอชบีโอลูกค้าหายแค่ 500 ราย จาก 3 แสน เร่งลุยคอนเทนต์ใหม่เพิ่มฐานวัยรุ่น

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทออกมาประกาศยุติการออกอากาศช่องรายการในเครือเอชบีโอเมื่อปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา จนถึง ขณะนี้มีลูกค้ามาขอยกเลิกแพ็กเกจเพียง 500 ราย จากฐานสมาชิกกว่า 3 แสนรายเท่านั้น หรือคิดเป็นอัตราส่วน 0.166% เนื่องจากบริษัทมีการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ด้วยการนำช่องรายการใหม่ๆ มาออกอากาศทดแทน พร้อมกับออกมาตรการเยียวยาลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนแพ็กเกจหรือยกเลิกการรับชม

สำหรับช่องรายการใหม่ที่บริษัทนำมาออกอากาศจำนวน 7 ช่องรายการ คือ ox Action Movies HD, Warner TV, Paramount Channel HD, Sony Channel, Food Network, Celestial Classic Movies และ True Film HD 2 พบว่าลูกค้าให้ผลการตอบรับที่ดี ส่งผลให้การยกเลิกแพ็กเกจมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

“การปรับปรุงคอนเทนต์ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการทำตลาด เพื่อให้ลูกค้าชมรายการที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังถือเป็นกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 25-35 ปี จากเดิมฐานสมาชิกหลัก ของทรูวิชั่นส์จะมีอยู่เฉลี่ยที่ 35 ปีขึ้นไป” นายพีรธน กล่าว

อย่างไรก็ดี หลังจากบริษัทได้ลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษกลับมาออกอากาศตามเดิม ส่งผลให้มีสมาชิกเข้ามาสมัครแพ็กเกจเสริม เพื่อดูกีฬาดังกล่าวเพิ่มถึง 2 แสนราย ใน 3 เดือน ทำให้ฐานสมาชิกในไตรมาส 3 ปี 2559 เพิ่มขึ้นถึง 12%

 

Facebook Live จะทำอะไรให้รีบทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 20:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475357

Facebook Live จะทำอะไรให้รีบทำ

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ ไอท้อปพลัส

วันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเฟซบุ๊กไลฟ์ เพราะเราเริ่มเห็นการถ่ายทอดสดในหน้าเฟซบุ๊กทุกวัน ทั้งจากดารา พิธีกร เพื่อน หรือจากแบรนด์สินค้าต่างๆ

เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเฟซบุ๊กเริ่มมีฟีเจอร์ใหม่ที่ให้คนดาวน์โหลดวิดีโอบนหน้าเฟซบุ๊กแล้วแชร์ให้เพื่อนๆ ดูได้ และพบว่าคอนเทนต์ประเภทวิดีโอจะมีคนกดคลิกเข้าไปดูมากกว่าปกติ ยอดคลิกไลค์ คอมเมนต์หรือแชร์ มากกว่าคอนเทนต์แบบเดิม

ในช่วง 2 ปีที่แล้ว เฟซบุ๊กมาสนับสนุนให้คนนำคอนเทนต์วิดีโอมาโพสต์ในหน้าวอลล์และหน้า แฟนเพจตัวเอง จนต่อยอดเป็นเฟซบุ๊กไลฟ์ให้ลองเล่นกัน และได้รับความนิยมมาก เพราะทำง่าย แค่ใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว เน้นความสด เรียกได้ว่าวันนี้เราเห็นเพื่อนเราทำไลฟ์เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันเยอะมาก ที่สำคัญคือ พอเราเห็น เรามักจะกดคลิกเข้าไปดูโดยไม่สนใจเนื้อหาหรือคุณภาพ แต่เกิดจากความแปลกใหม่!

หากเราเอากรณีศึกษาของยูทูบมาใช้กับเฟซบุ๊กช่วงแรกๆ คอนเทนต์ในยูทูบก็จะเป็นลักษณะเดียวกับเฟซบุ๊กไลฟ์ตอนนี้ คือเป็นคลิปวิดีโอง่ายๆ ทำกันเองเล่นๆ แล้วให้คนมาดู เป็นเรื่องสนุกสนาน แปลกใหม่ จนได้รับความนิยม เมื่อแบรนด์ต่างๆ และสื่อโทรทัศน์มาเห็นความเติบโตของยูทูบ ก็เริ่มวางแผนที่จะไปโปรโมทคอนเทนต์หรือแบรนด์ตัวเองในยูทูบมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เนื้อหาในยูทูบดีขึ้น โปรดักชั่นในยูทูบสวยขึ้น ความครีเอทีฟมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้เราจะเห็นว่าคลิปวิดีโอในยูทูบที่ทำแบบง่ายๆ ไม่มีการเขียนสคริปต์ได้หายไปเกือบหมดในยูทูบ

นั่นหมายถึงไม่มีที่ว่างใหักับมือสมัครเล่นแล้วเช่นกัน แปลว่าอีกไม่นานเฟซบุ๊กไลฟ์ก็น่าจะเกิดอาการเดียวกัน

ผมเชื่อว่าวันนี้มีแบรนด์จำนวนมากที่วางแผนทำการตลาดบนเฟซบุ๊กไลฟ์ แต่ด้วยความเป็นเจ้าใหญ่ ย่อมขยับตัวช้าเป็นธรรมดา

นี่คือช่องว่างสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กครับ วันนี้ใครอยากทำเฟซบุ๊กไลฟ์เพื่อสร้างแบรนด์ตัวเองให้คนรู้จักเราด้วยการทำโปรดักชั่นง่ายๆ ทำเองได้ ไม่เสียเงิน ไม่ต้องกังวลกับการเขียนสคริปต์ แค่พูดออกมาจากความรู้ที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

ที่สำคัญ ทำอย่างไรคนก็กดดูครับ เพราะช่วงนี้คนยัง “เห่อ” อยู่ รีบทำนะครับ ก่อนที่แบรนด์ใหญ่จะลงมาเล่น ซึ่ง “มาแน่” ผมคิดว่าน่าจะมีเวลาไม่ถึงครึ่งปี และเชื่อว่าครึ่งปีหลังของปีนี้คอนเทนต์ในเฟซบุ๊กไลฟ์จะเปลี่ยนไป

ภาพ…เอเอฟพี

 

ประชากรคนไทยบนเฟซบุ๊ก อายุ 18-24 ปีใช้เพิ่มสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 20:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475356

ประชากรคนไทยบนเฟซบุ๊ก อายุ 18-24 ปีใช้เพิ่มสูงสุด

โดย…โธธ โซเชียล

หลังจากที่ทางบริษัท โธธ โซเชียล ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลด้านโซเชียลมีเดียในประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลจำนวนประชากรไทยที่ใช้ “เฟซบุ๊ก” แล้วว่า ในปี 2017 มีคนไทยใช้เฟซบุ๊กประมาณ 44 ล้านยูสเซอร์ ทีนี้มาดูเพิ่มเติมกันหน่อยว่าในแต่ละช่วงอายุมีคนใช้เฟซบุ๊กมากน้อยขนาดไหน

จำนวนประชากรไทยที่ใช้ “เฟซบุ๊ก” แบ่งตามช่วงอายุ

สถิติอันนี้บ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าช่วงอายุ 18-24 ปี เป็นช่วงที่มีจำนวนประชากรที่ใช้เฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1.7 ล้านยูสเซอร์ และกลุ่มอายุ 13-17 ปี ถือเป็นประชากรเฟซบุ๊กหน้าใหม่ เป็นช่วงเดียวที่มีอัตราการเติบโตติดลบ บ่งบอกถึงการที่เฟซบุ๊กไม่สามารถดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ๆ ไว้ได้

ในทิศทางที่สวนทางกันอย่างสุดขั้ว อัตราการเพิ่มขึ้นของบัญชีเฟซบุ๊กของคนช่วงอายุ 55 ปีขึ้นไปนั้นกลับสูงสุด แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวที่น่าสนใจอย่างมากในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะกลุ่มผู้สูงอายุยุคใหม่นั้นมีแนวโน้มที่จะเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และเฟซบุ๊กเองก็เป็นแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่ใช้ในการเชื่อมต่อสื่อสารถึงกันญาติ เพื่อนฝูง แม้กระทั่งลูกหลานในครอบครัว เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ภายในครอบครัวในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

 

“เยลโล่เพจเจส” ปฏิวัติสู่โลกดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 20:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475353

"เยลโล่เพจเจส" ปฏิวัติสู่โลกดิจิทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งเยลโล่เพจเจส หรือที่รู้จักและเรียกกันติดปากว่า สมุดหน้าเหลือง ยังต้องเผชิญกับความท้าทายโลกของดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคจากพฤติกรรมอ่านสิ่งพิมพ์น้อยลง และเลือกเสพสื่อผ่านทางเว็บไซต์ สมาร์ทโฟน

แนวโน้มที่เกิดขึ้น ทำให้เยลโล่เพจเจสในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการทรานส์ฟอร์มจากสื่อสิ่งพิมพ์ สู่การเป็นสื่อไดเรกทอรี่ส์ออนไลน์

ชุติเดช ปริญฐิติภา กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย ผู้จัดทำสมุดหน้าเหลืองไทยแลนด์ (เยลโล่เพจเจส) เปิดเผยว่า แนวโน้มของสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการเปลี่ยนแปลงของโลกเข้าสู่ดิจิทัล สร้างผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทยังมาจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ 50% ขณะที่ทางออนไลน์มีสัดส่วนรายได้ 10% และที่ 40% คอลเซ็นเตอร์

นั่นคือ โจทย์ใหญ่ของเยลโล่เพจเจสที่ต้องทรานส์ฟอร์มจากสื่อไดเรกทอรี่ส์สิ่งพิมพ์มาสู่ไดเรกทอรี่ส์ออนไลน์ แม้ว่าขณะนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคในต่างจังหวัดยังคงนิยมใช้สมุดหน้าเหลืองอยู่ก็ตาม แต่ในกลุ่มเป้าหมายคนเมืองส่วนใหญ่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ผ่านทางออนไลน์หรือเว็บไซต์ www.yellowpages.co.th แล้ว

ปัจจุบันบริษัทจึงอยู่ในห้วงเวลาของการเปลี่ยนถ่าย เพื่อเดินหน้าไปสู่ธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่ไปกับการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้รายได้บริษัทกลับมาเป็นบวกในอนาคต

“ก่อนหน้านี้ที่เยลโล่เพจเจสมุ่งพัฒนาสู่เว็บไซต์ บริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อต่อยอดจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสมุดหน้าเหลืองเป็นสื่อพิมพ์มาร่วม 30 ปี เริ่มมีแผนกคอลเซ็นเตอร์จำนวน 500-600 ราย เพื่อให้บริการข้อมูลต่างๆ”

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งพนักงานแผนกบริการลูกค้า เพื่อนำข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าที่ใช้บริการมานานมาวิเคราะห์ พร้อมกับแจ้งเตือนในช่วงเวลาต้องสั่งสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุด และเป็นการทำธุรกิจที่สามารถจับต้องได้มากกว่าการเป็นแค่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์

สำหรับการทรานส์ฟอร์มสู่สื่อดิจิทัล บริษัทได้เริ่มปรับตัวในช่วง 3 ปี โดยเข้าสู่สื่อดิจิทัลเริ่มจากการพัฒนาเว็บไซต์ www.yellow
pages.co.th และได้เริ่มสำหรับการพัฒนาแค็ตตาล็อกออนไลน์ เพื่อที่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ค้นหาข้อมูลออนไลน์ที่ต้องการค้นหาเจาะจงสินค้าและบริการมากขึ้น โดยรูปแบบแค็ตตาล็อกออนไลน์ของบริษัทจะเป็นเสมือนตลาดกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อให้ไปถึงตัวสินค้าและผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกันในช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนา DVD Thailand YellowPages 2016 “รูปแบบใหม่ ค้นหาง่าย” โดยรวมเบอร์โทรศัพท์ธุรกิจสินค้าและบริการทั่วไทยให้กับผู้ที่สนใจ เป็นการปูทางผู้ใช้งานจากสิ่งพิมพ์ไปสู่ออนไลน์

“หากเราปลุกออนไลน์ทั้งจากแพลตฟอร์มเว็บ รวมไปถึงบนโมบาย ยังไม่รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นด้วยแล้ว รายได้จากธุรกิจออนไลน์จะมาทดแทนรายได้จากธุรกิจหลัก คือ สิ่งพิมพ์ในปัจจุบันได้”

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแค็ตตาล็อกออนไลน์จำนวน 1,000 บริษัท มีสินค้าแสดงอยู่ประมาณ 2 หมื่นรายการ แต่ยังไม่สามารถซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ (อี-คอมเมิร์ซ) โดยบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็น
รูปธรรมและใช้ได้จริงภายในปี 2561

ชุติเดช กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการวางแผนเพิ่มคอนเทนต์แค็ตตาล็อกออนไลน์ โดยปัจจุบันมีสินค้าในแค็ตตาล็อกออนไลน์กว่า 5 หมื่นรายการ และมีบริษัทเข้าร่วมแล้วประมาณ 3,000 บริษัท เพื่อผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มจากกว่า 85 ล้านครั้ง เป็น 100 ล้านครั้ง จากปัจจุบันติดอันดับ 1 ใน 5 ของหมวดธุรกิจ โดยมี บีอีซี เทโร เป็นอันดับหนึ่ง

ในอนาคตข้างหน้าเยลโล่เพจเจส หรือสมุดหน้าเหลืองอาจเป็นแค่ตำนานเท่านั้น ด้วยข้อจำกัดความหนาของสมุด การใช้งานที่หาได้ยาก และยิ่งยุคดิจิทัลด้วยแล้ว กลุ่มคนรุ่นเจเนอเรชั่นวายและแซด ที่เกิดและโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ จึงต้องเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ตทุกอย่าง

แต่เส้นทางในปัจจุบันเยลโล่เพจเจส ยังคงต้องทำธุรกิจบนเส้นคู่ขนานกันระหว่าง สื่อสิ่งพิมพ์กับการพัฒนาเว็บไซต์ควบคู่กัน เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าๆ และเดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางรอดและหาที่ยืนให้ได้ในธุรกิจที่อยู่บนโลกดิจิทัล

ย้อนความจำ สมุดหน้าเหลือง

เยลโล่เพจเจส หลายประเทศทั่วโลกใช้เป็นสมุดโทรศัพท์ประเภทไดเรกทอรี่ส์ รวบรวมรายชื่อธุรกิจ สินค้า และบริการ ที่เรียบเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ แจกจ่ายไปตามบ้านเรือน ที่พักอาศัย บริษัท ห้างร้าน และแหล่งธุรกิจต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ถือว่าเป็นสื่อโฆษณาแบบรายปี

แรกเริ่มเดิมที สมุดหน้าเหลืองถูกพิมพ์ครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา บนกระดาษสีเหลืองคุณภาพต่ำด้วยความจำเป็นด้านต้นทุน เนื่องจากต้องพิมพ์ เป็นจำนวนมาก แม้ปัจจุบันสมุดหน้าเหลืองจะใช้กระดาษคุณภาพมาตรฐานที่มีสีขาวย้อมเหลืองแล้วก็ตาม คนทั่วไปก็ยังคง จำภาพลักษณ์ของสมุดโทรศัพท์ประเภทไดเรกทอรี่ส์ว่า เยลโล่เพจเจส

หลังจากเยลโล่เพจเจส เป็นที่นิยม และธุรกิจสมุดหน้าเหลืองเข้าสู่ไทย ภายใต้บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย ก่อนหน้านี้บ้านเราก็มีสมุดหน้าขาว หรือไวท์เพจเจส ก็พิมพ์ บนกระดาษสีขาวโดยตัวสมุดจะเป็นการรวบรวมรายชื่อบุคคล (หรือธุรกิจ) ที่เรียงตามลำดับ ตัวอักษร ก-ฮ

 

“ไอโฟน”ครบรอบ10ปี คาดรุ่นใหม่ทุบสถิติยอดขายเป็นประวัติการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 12:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475233

"ไอโฟน"ครบรอบ10ปี คาดรุ่นใหม่ทุบสถิติยอดขายเป็นประวัติการณ์

นักวิเคราะห์คาด ไอโฟน8 ที่จะเปิดตัวปลายปีนี้จะช่วยให้แอปเปิ้ลทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86 ล้านเครื่อง

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 10 ปี ของการวางจำหน่ายไอโฟน สมาร์ทโฟนชื่อดังของบริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้บริโภคจำนวนมากทั่วโลก

“ในช่วงเวลาครั้งหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งจะเข้ามาปฏิวัติวิถีชีวิตผู้คน” สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งในระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เมืองซานฟรานซิสโก

คำกล่าวของจ็อบส์ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เนื่องจากในวันนี้ไอโฟนกลายเป็นสินค้าขายดีที่สุดของบริษัท ซึ่งจำหน่ายได้ไปถึงกว่า 1 ล้านเครื่อง นับตั้งแต่ปี 2007 โดยไอโฟนก็มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดหลังการเปิดตัวครั้งแรก ไม่ว่าจะเพิ่มขนาดความจุ ขยายหน้าจอให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกเข้าเครื่อง

ไอโฟนไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้บริโภคเท่านั้น ยังเปลี่ยนให้แอปเปิ้ลกลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลกด้วยเช่นกัน จากเดิมที่มีมูลค่าตลาดเพียง 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ในช่วงเปิดตัวไอโฟนครั้งแรก จนมีมูลค่า 6.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 22 ล้านล้านบาท) ในปีงบการเงินล่าสุด

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ สตีฟ จ็อบส์เสียชีวิตไปในปี 2011 ความนิยมในตัวไอโฟนเริ่มปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปหาสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จากบริษัทคู่แข่ง โดยเฉพาะในตลาดนอกสหรัฐ ซึ่งชูจุดขายสมาร์ทโฟนใหม่ราคาถูกกว่า ทำให้ยอดขายไอโฟนร่วงลง 13% มาอยู่ที่ 45.5 ล้านเครื่อง ในไตรมาส 4 ของปี 2016 และส่งผลให้ ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอปเปิ้ล ถูกหั่นผลตอบแทนรายปีลง 15% อยู่ที่ 8.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 310 ล้านบาท) โดยถูกลดในส่วนของโบนัสลง 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 92.8 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับปีก่อน

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลเตรียมเปิดตัวไอโฟน 8 รุ่นใหม่ราวเดือน ก.ย.ปีนี้ ซึ่งสร้างกระแสข่าวลือมากมายในเว็บไซต์ข่าวไอทีจำนวนมาก เช่น ไอโฟนรุ่นใหม่จะทำด้วยกระจกทั้งหมด มีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นแบบ OLED รวมถึงชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายได้ โดยล่าสุดดิจิทัลไทม์ รายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า ไอโฟน 8 จะมีขอบเครื่องเป็นสเตนเลสแทนที่จะเป็นอะลูมิเนียมแบบเดิมๆ

ด้าน เจฟฟรี ควาล นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ คาดการณ์ว่า ไอโฟน 8 รุ่นใหม่น่าจะช่วยให้แอปเปิ้ลทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86 ล้านเครื่อง ในไตรมาส 4 ของปีนี้

แม้ว่าแอปเปิ้ลจะไม่ใช่บริษัทแรกที่ผลิตสมาร์ทโฟนหน้าจอ OLED โดยซัมซุงผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากเกาหลีใต้เคยใช้หน้าจอดังกล่าวในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่างรุ่นกาแล็คซี่เอส และกาแล็คซี่โน้ต ของบริษัทแต่นักวิเคราะห์หลายรายคาดว่าแอปเปิ้ลจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้หน้าจอ OLED มากยิ่งขึ้นในอนาคต

 

“AI/AR/VR” เทคโนโลยีพลิกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475231

"AI/AR/VR" เทคโนโลยีพลิกโลก

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

ก่อนหน้านี้ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่มีบทบาทในการพลิกโลกสำหรับอนาคต พบว่า ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) นั้น เป็นอันดับแรกที่จะเข้ามาคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้วยเหตุและผล ทั้งยังตอบโต้การสนทนาได้อย่างดี ซึ่งปัจจุบันที่เห็นอยู่อย่างหุ่นยนต์ ASIMO ของฮอนด้า ที่ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน และในญี่ปุ่นก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาพัฒนาเป็นหุ่นยนต์ได้นั้น จำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่บนโลกอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า บิ๊กดาต้า มาวิเคราะห์และนำมาต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในการประมวลผลเพื่อทราบลักษณะและช่วยเหลือมนุษย์ ในสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันทำได้

แต่ด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้เองอย่างอิสระ ทำให้ถูกมองว่าเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง

อรพงศ์ เทียนเงิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การพัฒนาอินโนเวทีฟบนแพลตฟอร์มที่อินโนเวชั่น ยังคงต้องใช้บนพื้นฐานของไอโอที บล็อกเชนอะนาไลติก บิ๊กดาต้า และค็อกเนทีฟเซอร์วิส เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Artificial Intelligence ที่มีความสามารถในการจดจำหน้าคน เสียงคน การใช้มือแบบไหน ใช้เสียงอย่างไร สิ่งเหล่านี้ใกล้ตัวจนกระทั่งเห็นแล้วว่าแทบจะกลายเป็นโลกแห่งวิวัฒนาการถัดไปของคอมพิวติ้งพาวเวอร์

ปัจจุบัน ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาเครื่องเปลี่ยนภาษาแบบเรียลไทม์ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเดโมอยู่ โดยไม่ใช่เพียงแค่แปลความหมายเท่านั้น แต่สามารถพูดแทนคนจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งได้แบบเรียลไทม์และเลียนเสียงให้คล้ายกันคนคนนั้นได้ด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าโลกที่เราเคยฝันทั้งหลายกำลังจะกลายเป็นจริง

นอกจากนี้ สิ่งที่เรียกว่า โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) ก็กำลังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีโลกกึ่งเสมือนจริงที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการมองเห็นกับโลกของความเป็นจริง ด้วยการซ้อนเทคโนโลยีเข้ากับการมองเห็นจริงของมนุษย์ปกติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของการเรียกใช้เทคโนโลยีและจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันแม้ว่าจะยังเป็นแค่การทำงานอย่างง่ายๆ เช่น การออกกำลังกายในลู่วิ่ง เมื่อสวมแว่น VR เข้าไป จะทำให้การวิ่งนั้นมองเห็นวิวทิวทัศน์ในสถานที่ที่เราต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเป็นการสวมใส่ VR ในการจัดของเพื่อตรวจนับสต๊อกสินค้าไปในตัว เป็นต้น แต่อีกไม่นานเราจะเห็นการนำ AR ไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านความบันเทิงและกิจกรรมต่างๆ อย่างแพร่หลายในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เรียกว่า โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับ AR หากมองแบบผิวเผิน แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธีการใช้หรือรูปแบบที่นำไปใช้ก็ตาม นั่นเพราะ VR เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายเพียงตอบสนองกับสิ่งที่เห็นเพื่อฝึกฝนหรือเพื่อความบันเทิง โดยที่ไม่มีการซ้อนกันของโลกความเป็นจริงแต่อย่างใด

ยกตัวอย่างเช่น การทำเครื่อง VR เพื่อฝึกบินเครื่องบินตามรุ่นต่างๆ ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการฝึกบินบางส่วน หรืออีกตัวอย่างเป็นการฝึกผ่าตัดของแพทย์เพื่อความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้สร้างระบบครอบคลุมการรับรู้ของมนุษย์ทั้งหมดไว้เพื่อสร้างโลกเสมือนที่อาจจะใกล้เคียงหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

มนฑิรา ปัญญาชาติรักษ์ นักวิเคราะห์ บริษัท ไอดีซี ที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาด เปิดเผยว่า ธุรกิจที่นำ AR/VR มาใช้เป็นกลุ่มสินค้าและบริการสู่ผู้บริโภคโดยตรง หรือ B2C ดังนั้นปัจจัยที่ทางบริษัทจะนำเทคโนโลยีนี้มาทดลองใช้ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาดของแต่ละบริษัท แน่นอนว่าการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทดลองในการตลาดเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ของลูกค้า เป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าและจะมีผลกระตุ้นยอดขายในที่สุด

สำหรับพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ใช้ AR/VR จะอยู่ในกลุ่มของผู้บริโภคที่ชอบการลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่ใช้อยู่บนโลกออนไลน์หรือกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน โดยอุปกรณ์ชนิดนี้ยังใหม่มาก และตัวสินค้าที่มีขายในปัจจุบันก็เป็นสินค้าประเภท Screenless Viewer ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน และราคาเริ่มต้นของอุปกรณ์เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 4,000 บาท

โลกในอนาคตไม่ได้ไกลอย่างที่คิด เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาด AR/VR ทั่วโลกราว 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่มีความน่าสนใจตรงที่ตลาดเติบโตต่อปี 120% และเชื่อว่าเมื่อสามารถพัฒนาได้ก้าวไกลขึ้นจะเป็นเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนโลกในรูปแบบเดิมๆ แน่นอน