องค์กรเพิ่มงบรับมือภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475154

องค์กรเพิ่มงบรับมือภัยไซเบอร์

เทรนด์ไมโคร เผยภัยรีดเงินแรนซั่มแวร์กับข้อมูลรั่วบีพีซี ยังขึ้นแท่นภัยไอทีน่าห่วงปีนี้

นายคงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการอาวุโสด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัญหาด้านความปลอดภัยในระบบไอทีขององค์กรต่างๆ ปี 2560 นี้ การแยกร่างทำงานเป็นทีมเวิร์กของแรนซั่มแวร์ (Ransomware) เพื่อรีดเงินจากทุกช่องทาง การโจมตีทางจิตวิทยาอย่างอีเมล เพื่อหลอกลวงเชิงธุรกิจ (BEC) และปัญหาข้อมูลรั่วไหล (BPC) ยังคงเป็นปัญหาหลักที่แต่ละองค์กรต้องระมัดระวัง

ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้องค์กรต่างๆ ต้องหันมาใช้งบเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันเทคนิคการหลบเลี่ยงระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่เหล่าอาชญากรไซเบอร์จะพัฒนามาใช้ในปี 2560 นี้ โดยในแต่ละปีแต่ละองค์กรจะมีการใช้งบเพื่อความปลอดภัยประมาณ 5-10% ของงบรวมที่ใช้ไปกับการพัฒนาระบบไอที

สำหรับกลยุทธ์ความปลอดภัยที่แต่ละองค์กรนำมาทำงาน เพื่อป้องกันอาชญากรไซเบอร์มีด้วยกันหลายเทคโนโลยี ด้วยกัน เช่น แอนตี้มัลแวร์ระดับสูง (ที่เป็นมากกว่าการทำแบล็กลิสต์) แอนตี้สแปม และระบบป้องกันการหลอกลวง บนเกตเวย์ทั้งบนเว็บ และระบบส่งข้อความ ระบบจัดความน่าเชื่อถือเว็บไซต์ ระบบตรวจจับการรั่วไหลของข้อมูล การควบคุมแอพพลิเคชั่น (ทำไวท์ลิสต์) การคัดกรองเนื้อหาข้อมูล การปกป้องช่องโหว่ การจัดความน่าเชื่อถือแอพบนอุปกรณ์พกพา ระบบป้องกันการบุกรุก ทั้งบนเครื่องโฮสต์และบนเครือข่าย และระบบป้องกันด้วยไฟร์วอลล์บนเครื่องโฮสต์ เป็นต้น

น.ส.ปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะเปิดตัว 2 โซลูชั่นใหม่ด้านการป้องกันภัยคุกคาม ประกอบด้วย XGen Endpoint Security และ TippingPoint IPS เข้าทำ ตลาด เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามต่างๆ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่จะให้ความสำคัญ ยังคงเน้นไปที่ 2 กลุ่มหลัก คือ ภาครัฐและธุรกิจขนาดกลาง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐปีนี้จะให้เข้าไปขยายฐานลูกค้ามากขึ้น ภายหลังพบว่าภาครัฐหันมาใช้งบด้านความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้สิ้นปี 2560 คาดว่ารายได้เติบโตที่ 25% สูงกว่าปีก่อน ที่มีรายได้เติบโต 20% โดยมีรายได้จากภาครัฐเติบโต 20% รายได้จากธุรกิจขนาดกลางเติบโต 25%

ภาพประกอบข่าว

 

กทค.ทบทวนคิดค่าโทรมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475153

กทค.ทบทวนคิดค่าโทรมือถือ

กทค.สั่งค่ายมือถือออกแพ็กเกจคิดค่าบริการแบบเดิมและแบบวินาทีอย่างละครึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคทดลองใช้ 6 เดือน

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติทบทวนวิธีคิดอัตราการคิดค่าบริการโทรศัพท์ จากที่เคยมีมติคณะกรรมการ กทค. เมื่อครั้งที่ 10/2559 โดยให้เพิ่มเติมการคิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือเพิ่มเติมเป็นนาทีเข้าไปในมติเดิม จากเดิมที่มีมติไปในครั้งนั้นว่าให้มีการคิดอัตราค่าบริการทุกโปรโมชั่นเป็นวินาทีเท่านั้น หลังจากออกเป็นมติบอร์ดแล้วจะมีคำสั่งทางปกครองไปถึงผู้ให้บริการทุกรายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะต้องกำหนดแพ็กเกจโปรโมชั่น ที่คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีไม่น้อยกว่า 50% และมีโปรโมชั่นคิดค่าโทรตามจริงเป็นนาที 50% ของโปรโมชั่นทั้งหมด ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งหลังจากที่สำนักงาน กสทช.ได้ลงพื้นที่ พบว่าผู้ประกอบการมีการออกโปรโมชั่นแบบวินาทีเพียงแค่ 5% ของโปรโมชั่นที่มีอยู่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

ทั้งนี้ การกำหนดแพ็กเกจใหม่ทาง ผู้ให้บริการโทรศัพท์จะต้องดำเนินการทันทีเมื่อมีคำสั่งทางปกครอง ขณะที่จะกำหนดเวลาในการประเมินผลการใช้แนวทาง ดังกล่าวประมาณ 6 เดือน โดยจะพิจารณาว่าหลังจากมีการปรับแพ็กเกจตามมติที่เพิ่มเติมแล้วประชาชนมีการใช้งานอย่างไร เพื่อนำความเห็นของประชาชนมาปรับปรุงการคิดอัตราค่าบริการในอนาคต

สำหรับการคิดอัตราค่าโทรนั้น กสทช.มีการกำหนดอัตราขั้นสูงไว้ว่าต้องไม่เกินกว่า 0.68 บาท/นาที ซึ่งจากที่สำรวจพบว่าโปรโมชั่นปัจจุบันเฉลี่ยที่ 0.40 บาท โดยสำนักงาน กสทช.จะปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวของมันเอง และพิจารณาดูความเหมาะสมว่าสุดท้ายแล้วประชาชนชื่นชอบแบบใด

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ส่งอีเมลถึงสื่อมวลชนทันที โดยมีเนื้อหาว่าผู้บริโภคมีมติฟ้องเอาเงินคืนด้วยการฟ้องคดีแบบกลุ่มโดยเร็วที่สุด ประกาศไม่ยอมรับการแก้มติ กสทช. เนื่องจาก กสทช. ถอยกรูดให้บริษัททำโปรวินาทีเพียง 50% ทั้งที่เดิมมีมติเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 กำหนดไว้ให้คิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย และจะขยายจากเอไอเอสและทรูฯ เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงในย่านความถี่อื่นต่อไป ซึ่งมติ กทค. เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคจากสองบริษัทมากกว่า 18,032.70 ล้านบาท ในระยะเวลา 7 เดือน

น.ส.สารี เลขาธิการมูลนิธิเพื่อ ผู้บริโภค กล่าวว่า ในปี 2560 ต้องการให้หน่วยงาน กสทช. ทำให้ค่ายโทรศัพท์มือถือคิดเงินตามค่าบริการจริงเป็นวินาที เพื่อลดความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับจากการใช้บริการมากกว่า 18,032 ล้านบาท/เดือน จากระยะเวลารวม 7 เดือน

ด้าน นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการ ผู้จัดการใหญ่  บริษัท ทีโอที กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานปี 2560 มีโครงการสำคัญหลัก 4 โครงการ คือ 1.โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมีเป้าหมายติดตั้งจำนวน 2.47 หมื่นหมู่บ้าน 2.การบริหารทรัพย์สินสัญญาสัมปทาน มาใช้ประโยชน์สร้างรายได้ให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท  3.พัฒนาคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายและอินเทอร์เน็ตบนมือถือ ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการโดยทีโอที 4.โครงการจัดกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานท่อร้อยสาย เพื่อระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ท่อร้อยสายใต้ดิน วางเป้าหมายขายหน่วยลงทุนในเดือน ธ.ค. 2560

สำหรับโครงสร้างองค์กร ตามมติ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งมีมติเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2560 ได้รับทราบความคืบหน้าการปรับโครงสร้างบริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โดยจัดตั้งบริษัท เอ็นจีดีซี ในการดำเนินธุรกิจเคเบิลใยแก้ว ใต้น้ำและอินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัท เอ็นบีเอ็น เพื่อดำเนินธุรกิจบรอดแบนด์

 

สั่งปรับบทบาท หน่วยงาน’ดีอี’เชื่อมโยงดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475152

สั่งปรับบทบาท หน่วยงาน'ดีอี'เชื่อมโยงดิจิทัล

“พิเชฐ” สั่ง สดช.ปรับบทบาทสู่เสนาธิการดิจิทัล  พร้อมมอบสำนักปลัดฯ กำกับเน็ตหมู่บ้าน-ศูนย์ดิจิทัลชุมชน

นายพิเชฐ  ดุรงคเวโรจน์   รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยได้สั่งการเรื่องบทบาทการทำงาน  สดช.จะต้องมุ่งสู่การเป็นเสนาธิการดิจิทัลของประเทศไทย ที่ต้องวางแผนผลักดันนโยบายเชื่อมโยงความร่วมมือดิจิทัลในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ สดช.ที่เป็นสำนักงานใหม่จะต้องร่วมมือในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพและมีความสามารถสูงมาร่วมการพัฒนาและผลักดันยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งต้องร่วมทำงานและประชุมร่วม กับคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งในอนาคตจะต้องมีการแต่งตั้งเลขาธิการ สดช.อย่างเป็นทางการ

ด้านสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี จะต้องร่วมวางนโยบายและการดูแลโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน จำนวน 2.47 หมื่นหมู่บ้าน จะเริ่มในปี 2560 โดยให้ บริษัท ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการวางโครงสร้างทั้งหมด รวมถึงสำนักงานปลัดจะต้องดูแลโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนที่มีจำนวน 2,280 แห่ง จะต้องสนับสนุนการทำศูนย์ดังกล่าว ทั้งในด้านเครื่องมือและงานวิชาการต่างๆ

นอกจากนี้ จะต้องวางโครงสร้าง ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ทั้งการทำอี-คอมเมิร์ซ เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในชุมชน การจัดทำสาธารณสุขดิจิทัลและการทำอิเล็ก ทรอนิกส์ชุมชน เพื่อทำให้ชุมชนในไทยสามารถบริหารตนเองมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีศักยภาพเติบโตได้ในระยะยาว

นายพิเชฐ กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดดีอีที่ดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ ที่มีงบเกิน 100 ล้านบาท จะต้องทบทวนยึดแผนแม่บทของดิจิทัล เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐมีประสิทธิภาพ

 

นักวิชาการญี่ปุ่นเผยถ่ายรูปชู2นิ้วอาจถูขโมยลายนิ้วมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 16:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475043

นักวิชาการญี่ปุ่นเผยถ่ายรูปชู2นิ้วอาจถูขโมยลายนิ้วมือ

นักวิชาการญี่ปุ่นเผยสามารถเก็บข้อมูลลายนิ้วมือจากภาพถ่ายชู2นิ้วในระยะไม่เกิน 3 เมตรได้ เตือนคนดังเสี่ยงถูกฉกข้อมูลลายนิ้วมือ

การชูสองนิ้วถ่ายรูปเพื่อแสดงความน่ารักอาจนำภัยสู่คนในภาพอย่างคาดไม่ถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจากสถาบันชั้นนำของญี่ปุ่น เผยการพัฒนาเทคโนโลยีกล้องในอุปกรณ์ต่างๆ ของผู้ใช้งาน ในปัจจุบันล้ำหน้าไปไกลจัด จนอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ขโมยลายนิ้วมือผ่านภาพถ่ายได้

อิซะโอะ เอะจิเซน นักวิชาการจากสถาบันสนเทศศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น ทำการทดลองเก็บข้อมูลลายนิ้วมือจากภาพถ่ายต่างๆ และพบว่าสามารถเก็บข้อมูลได้จากภาพถ่ายคนชูนิ้ว ที่บันทึกภาพจากระยะไกลถึง 3 ม.ได้ ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลกว่าช่วงแขนของคนแน่นอน

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า กลุ่มเป้าหมายที่ตกอยู่ในอันตรายจากการขโมยข้อมูลด้วยวิธีนี้มากที่สุด คือเหล่าคนดังที่มีภาพถ่ายเผยแพร่ในที่สาธารณะจำนวนมาก และข้อมูลลายนิ้วมือยังแตกต่างจากรหัสเข้าบัญชีหรือธุรกรรมอื่นๆ ตรงที่เมื่อตกอยู่ในมือคนร้ายแล้ว ยากที่จะควบคุมสถานการณ์ต่อไป เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ที่มา www.m2fnews.com

ภาพ…เอเอฟพี

 

เบื่อมั้ยฝนตกทุกครั้งที่ไม่ได้เอาร่มมา? เชิญพบกับร่มอัจฉริยะที่บอกได้ว่าฝนจะตกเมื่อไหร่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 15:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/475030

เบื่อมั้ยฝนตกทุกครั้งที่ไม่ได้เอาร่มมา? เชิญพบกับร่มอัจฉริยะที่บอกได้ว่าฝนจะตกเมื่อไหร่!

ร่มอัจฉริยะโดยสตาร์อัพฝรั่งเศส เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝนใกล้ตก ข้อความจะถูกส่งเข้าในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ทันที เพื่อเตือนให้หยิบร่มออกไปด้วย

ช่วงนี้สภาพอากาศในบ้านเราช่างแปรปรวนเอาซะเหลือเกิน ว่าแต่คุณผู้อ่านเบื่อหรือไม่กับการที่ต้องคอยพกร่มไว้ตลอดเวลา แถมวันไหนที่ลืมพก ฝนก็ดันตกเอาเสียนี่! เบื่อหรือไม่กับร่มราคาถูกเต็มบ้านที่ต้องจำเป็นซื้อ เพราะไม่อยากตากฝนกลับบ้าน? ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไปไกลจนถึงขั้นที่เราใกล้จะมีรถยนต์ไร้คนขับแล้ว จะดีแค่ไหนหากมีร่มที่สามารถบอกได้ว่าฝนจะตกในอีกกี่นาทีข้างหน้า

ไอเดียนี้เป็นจริงแล้ว โดยสตาร์ทอัพฝรั่งเศส ซึ่งจับมือร่วมกับ Wezzoo เว็บไซต์พยากรณ์อากาศ ด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ติดอยู่ตรงปลายของด้ามร่มนี้ จะช่วยวัดความชื้นในอากาศ และสามารถพยากรณ์ได้ว่า ฝนกำลังจะตกหรือไม่

เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ขนาดจิ๋ว ที่ฝังอยู่ในด้ามของร่ม

“ฝนกำลังจะตกในอีก 15 นาทีข้างหน้า!” ข้อความเตือนดังกล่าวจะเด้งเข้ามายังแอพพลิเคชั่น ในสมาร์ทโฟนของเจ้าของร่มทันที เพื่อเตือนไม่ให้พวกเขาลืมหยิบร่มออกไปด้วย และสำหรับปัญหาการลืมร่มแบบเดิมๆ ร่มอัจฉริยะนี้สามารถส่งตำแหน่งที่ที่มันอยู่มาให้อีกด้วย ในยามที่ถูกลืมเข้า เพื่อที่เจ้าของจะได้ไม่ทำมันหายอีก!

ข้อความจะถูกส่งเข้าไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งาน ก่อนหน้าฝนจะตกลงมาจริงๆ

ไอเดียดังกล่าวนี้ถูกนำมาโชว์ภายในงาน CES 2017 ที่ลาสเวกัส งานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งมีหลากหลายบริษัทเข้าร่วม และเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มต้นบน Kickstarter และ Indiegogo

สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจอยากเป็นเจ้าของร่มอัจฉริยะคันนี้ ทางผู้จัดคาดว่าน่าจะเริ่มขายร่มอัจฉริยะผ่านทางออนไลน์ ในเดือนมีนาคมนี้ โดยตกราคาคันละ 79 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,800 บาท มีด้วยกันสามสีให้เลือก ขาว ดำ และแบบส่องประกายตามรูป ซึ่งด้วยโครงสร้างวัสดุที่แข็งแรง กันลมกันฝนได้อย่างมั่นใจแล้ว (ในวิดีโอตัวอย่างสามารถใช้ร่มแทนไม้กอล์ฟได้) ทางเว็บไซต์ยังระบุว่าร่วมของพวกเขานั้นสะท้อนรังสียูวีได้อีกด้วย

ตัวร่มถูกผลิตด้วยวัสดุที่แข็งแรง และผ่านการออกแบบให้ใช้งานได้คงทน สวยงาม

 

 

 

สื่อเริ่มฟื้นอาร์เอสลุยชูทีวีทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474937

สื่อเริ่มฟื้นอาร์เอสลุยชูทีวีทำเงิน

อาร์เอสเชื่อธุรกิจสื่อปีนี้ฟื้นตามเศรษฐกิจ หลังเม็ดเงินโฆษณาเดือน ม.ค.ขยายตัวสูง

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจสื่อปีนี้มั่นใจว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณาในสื่อต่างๆ เริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และถ้าเปรียบเทียบเม็ดเงินโฆษณาในเดือน ม.ค.ปีนี้ เทียบกับปีที่ผ่านมาก็มีการเติบโตสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าสื่ออินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อที่มีการเติบโตสูงสุด แต่สื่อทีวีก็ยังเป็นสื่อที่มีเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% และช่องทีวีดิจิทัลที่มีการใช้เม็ดเงินซื้อสื่อโฆษณามากที่สุดก็ยังคงเป็น 5-6 ช่องแรก เนื่องจากเป็น กลุ่มที่มีเรตติ้งสูงที่สุด

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจทีวีดิจิทัลเป็นหลัก ด้วยการเตรียมงบลงทุนผลิตคอนเทนต์ใหม่ในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 700 ล้านบาท เน้นคอนเทนต์ซีรี่ส์ต่างประเทศและละครเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของซีรี่ส์ต่างประเทศที่คาดว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดีเหมือนซีรี่ส์เกาหลีในปีที่ผ่านมา คือ สีดาราม ศึกรักมหาลงกา ซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์จากประเทศอินเดีย

“ในส่วนของผังรายการใหม่ของช่อง 8 จะเริ่มทยอยนำออกอากาศในวันที่ 23 ม.ค.นี้ นอกจากจะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ละครคิดเป็นอัตราส่วน 30% บริษัทยังจะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์รายการ วาไรตี้ในอัตราส่วน 25% ข่าว 25% และกีฬา 25% ซึ่งการที่บริษัทปรับสัดส่วนคอนเทนต์ต่างๆ ให้ใกล้เคียงกันจะทำให้ลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง” นายสุรชัย กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขึ้นค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ประมาณ 35-40% แต่หากมองแยกเป็นประเภทรายการในส่วนของรายการข่าวและรายการมวยจะมีการปรับค่าโฆษณาสูงสุดที่ 100% โดยในส่วนของรายการข่าวได้มีการปรับค่าโฆษณาจาก 2 หมื่นบาท/นาที เพิ่มเป็น 7 หมื่นบาท/นาที และรายการมวยปรับจาก 3-6 หมื่นบาท/นาที เพิ่มเป็น 1.2 แสนบาท/นาที

ทั้งนี้ หลังจากบริษัทออกมาปรับผังรายการใหม่ พร้อมกับปรับค่าโฆษณาเพิ่มขึ้น บริษัทมั่นใจว่าสิ้นปี 2560 ช่อง 8 จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,945 ล้านบาท และมีผู้ชมเพิ่มขึ้นจาก 3.5 แสนคน/นาที เป็น 5.5 แสนคน/นาที

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า กลุ่มธุรกิจที่จะให้ความสำคัญรองลงมาคือ สุขภาพและความงาม เพราะหลังจากทำการตลาดอย่างจริงจังในปีที่ผ่านมาลูกค้าให้การตอบรับดี เช่นเดียวกับธุรกิจเพลงที่หันจับมือกับศิลปินผลิตงานเพลงชิ้นใหม่ ทั้งนี้สิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่กว่า 3,500 ล้านบาท

 

“ทรูมูฟ”ชี้แนวทางคิดค่าบริการเป็นวินาทีกระทบลูกค้าส่วนใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474913

"ทรูมูฟ"ชี้แนวทางคิดค่าบริการเป็นวินาทีกระทบลูกค้าส่วนใหญ่

ทรูมูฟ เอช ย้ำ แนวทางการคิดค่าบริการตามกลไกตลาดทำให้ลูกค้ามีทางเลือก หวั่นค่าโทรแพงขึ้นหากคิดเป็นวินาที

บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทรูมูฟ เอช) ได้แจ้งว่า ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดประชุมเพื่อพิจารณาคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ตามมติกทค.เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 นั้น บริษัทพร้อมจะปฎิบัติตามมติกทค.ทุกประการ แต่ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาในที่ประชุมดังต่อไปนี้

1. การคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย บนคลื่นความถี่ 2100MHz ย่าน1800MHz และ 900MHz บริษัทฯ คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 70-80 ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะบริษัทฯ อาจมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเลิกแพ็กเกจและโปรโมชั่นเหมาจ่ายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน บริษัทฯจะนำอัตราค่าบริการตามอัตราที่กสทช.กำหนดมาใช้ในการคำนวณ ได้แก่ คลื่น1800MHz 900MHz หรือคลื่น4จี กสทช.กำหนดให้คิดต่ำกว่านาทีละ 69 สตางค์ หรือสูงสุดได้ไม่เกินนาทีละ 68 สตางค์ บริษัทฯหารเฉลี่ยแล้วตกวินาทีละ 1.13 สตางค์ ส่วนคลื่น 2100MHz หรือ3จี คิดค่าบริการนาทีละ 82 สตางค์ จะหารออกมาเป็นวินาทีละ 1.37 สตางค์ ซึ่งการคิดอัตราค่าบริการเป็นวินาที เพียงทางเดียวเช่นนี้ บริษัทฯ ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่เลือกบริการโทรนานๆ แต่เสียค่าบริการในราคาเหมาจ่ายเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและการแข่งขันเสรีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

2. บริษัทฯ ยื่นอุทธรณ์ขอให้กทค. และ กสทช. พิจารณาทบทวนมติดังกล่าว ทั้งยังเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดประชุมหารือกลุ่มย่อย ในเรื่องแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งคลื่น4จีและคลื่น3จี สำนักงาน กสทช.จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 โดยเห็นว่าแนวทางที่เหมาะสม ควรปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกการแข่งขันของตลาด โดยให้มีทั้งการคิดอัตราค่าบริการตามจริงเป็นวินาทีและการคิดเป็นเหมาจ่าย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้ตามความจำเป็น

3. บริษัทฯ ยินดีปฏิบัติตามมติกทค.ทุกประการ แต่หากมติดังกล่าวมีผลกระทบต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยรวม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมและกลุ่มที่เรียกร้องให้กทค.ใช้มติวันที่ 17พฤษภาคม 2559 จะต้องแสดงความรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้น

 

ซัมซุงปรับรับเมกะเทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 07:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474701

ซัมซุงปรับรับเมกะเทรนด์

โดย…จะเรียม สำรวจ

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัท ซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ มองเห็นเมกะเทรนด์ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยกัน 4 เทรนด์ คือ 1.การเติบโตของเขตเมือง 2.การเสพสื่อดิจิทัลและนักช็อปปิ้งออนไลน์ 3.พลังของผู้หญิงยุคใหม่ และ 4.เทรนด์รักสุขภาพ

เมกะเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น ดังกล่าว ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อ การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเป็นอย่างมาก เพราะนับแต่นี้ไปสินค้าที่จะผลิต เข้ามาทำตลาดต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่าง ตรงจุด

วรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า จากการขยายตัวของเมือง และ การที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในสังคม มากขึ้น ส่งผลให้การทำตลาดเริ่มมีการนำกลยุทธ์ชี มาร์เก็ตติ้ง (She Marketing) เข้ามาทำการตลาดควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้สื่อออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารไปยังผู้บริโภคหรือการทำการตลาด

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการซื้อออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการทำการตลาดในยุคปัจจุบันจึงเป็นออมนิ แชนแนล หรือการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ควบคู่ไปกับสื่อออฟไลน์มากขึ้น

จากปัจจัยดังกล่าว บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารเพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าว เริ่มตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้งานง่าย สะดวกสบาย เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนทำงาน กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งในปีนี้มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่เข้าทำตลาดประมาณ 83 รายการ

นอกจากนี้ ในด้านการสื่อสารก็จะทำอย่างครอบคลุม 360 องศา พร้อมกับโฟกัสช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ด้วยการเพิ่มการสื่อสารและแนะนำสินค้าใหม่ผ่าน สื่อดิจิทัลทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ รวมไปถึงการพัฒนาไอบีคอนเพื่อเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลข่าวสาร หรือคูปองลดราคาเมื่อลูกค้าเดินหน้าช็อปซัมซุง

ขณะเดียวกัน ในด้านของ การบริการหลังการขายก็จะมีการปรับปรุงและขยายช่องทางการให้บริการลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการแจ้งข้อมูลต่างๆ ให้กับลูกค้า โดย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแอพ พลิเคชั่น คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานพร้อมกันทั่วโลกในไตรมาสแรกของปีนี้

ปัจจุบัน บริษัท ซัมซุง อิเลค โทรนิคส์ มีการจำหน่ายสินค้าผ่าน ช่องทางออนไลน์ด้วยกัน 3 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย ช่องทางออนไลน์ของพันธมิตรห้างค้าปลีก การขายผ่านลาซาด้า และการขายผ่านเว็บไซต์ sumsung.com

วรรณา กล่าวอีกว่า หลังจากเดินหน้าขยายช่องทางการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น บริษัทคาดว่าภายใน 3-5 ปีนับจากนี้น่าจะมีสัดส่วนยอดขายจากช่องทางออนไลน์เพิ่มเป็น 5-10% จากปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 1-3%

สำหรับสินค้าที่มียอดขายใน ช่องทางออนไลน์มากที่สุด คือ เครื่องซักผ้าระดับราคาประมาณ 8,000-1 หมื่นบาท ตามด้วยไมโครเวฟ ระดับราคา 3,000-5,000 บาท ส่วนทีวีก็มียอดขายที่ดีเช่นกัน โดยขนาด ที่ขายดีจะมีตั้งแต่ 40 นิ้วขึ้นไป

การปรับตัวของซัมซุงในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวตามเทรนด์ที่ กำลังเกิดขึ้นในทั่วโลก ซึ่งผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกรายต่างก็เร่ง ปรับตัว เพื่อตามเทรนด์ดังกล่าวให้ทันเช่นกัน

 

CES 2017 เปิดให้ผู้สนใจทดลองชม VR Porn

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 13:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474577

CES 2017 เปิดให้ผู้สนใจทดลองชม VR Porn

Naughty America เปิดตัวความบันเทิงแห่งอนาคตด้วยภาพยนตร์ผู้ใหญ่แบบเสมือนจริง สร้างประสบการณ์ใหม่จากมุมมองทางสายตา

ที่งาน CES 2017 (Consumer Electronics Show) งานเปิดตัวนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เพิ่งจัดขึ้นไปที่ศูนย์ประชุมในลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน นอกจากไฮไลท์จะอยู่ที่เทคโนโลยีที่หลายบริษัทไม่ว่าจะเป็นซัมซุง เฮชพี และอีกมากมายมานำเสนอแล้ว อีกหนึ่งบูธที่ผู้คนให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือเทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ที่ให้สิ่งแวดล้อมเสมือนจริง แต่ที่พิเศษก็คือ ที่บูธแห่งนี้มีจุดขายคือ VR Porn

ไอเดียบรรเจิดที่พัฒนาความบันเทิงไปอีกขั้นนี้ ถูกคิดค้นโดย Naughty America บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ชื่อดัง ด้วยสโลแกนใหม่ว่า “The Future of Entertainment is Here” ซึ่งภายในบูธนั้น มีภาพยนตร์เดโม่ให้บรรดาผู้สนใจได้ร่วมทดลองชมกันฟรีๆ ผ่าน VR Headset และหูฟังกันฟรีๆอีกด้วย ซึ่งจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ระบุว่าในแต่ละวันมีผู้สนใจเข้าชมมากถึงหลายพันต่อวันเลยทีเดียว

โบรชัวร์ VR Headset และหูฟัง

Brian Koerber ผู้สื่อข่าวจาก Mashable ได้ทดลองประสบการณ์ใหม่นี้ และบรรยายให้ฟังกัน โดยเขาเล่าว่าหลังจากที่ได้สวมอุปกรณ์ VR ไป ภาพที่ปรากฏขึ้นนั้นเป็นชายหาดแห่งหนึ่ง มีหญิงสาวสวมชุดบิกินี่ จากนั้นเธอก็เชิญชวนชายหนุ่มสองคนเข้าไปในบ้านเพื่อทำอย่างว่า… ฉากต่อมาเปลี่ยนเป็นห้องฟิตเนส ที่หญิงสาวคนหนึ่งในกางเกงโยคะกำลังทำท่าสควอช เหนือตัวชายคนหนึ่งที่กำลังนอนยกน้ำหนัก จากนั้น..คุณผู้อ่านคงเดาได้ว่าพวกเขาทำอะไรกัน และในฉากสุดท้ายที่เป็นเดโม่ให้ผู้เข้าชมนั้น เป็นภาพหญิงสาว 5 คนที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนหนึ่ง

“มันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ” หนึ่งในผู้เข้าชมกล่าว หลังจากที่เขาถอดอุปกรณ์กลับเข้ามาสู่โลกแห่งความเป็นจริง “ไม่มีคำบรรยายใดๆจะกล่าว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนที่ได้ทดลองกล่าวว่าทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดูสมจริงมาก

บรรยากาศของผู้ทดลองเข้าชม

ขณะนี้ทาง Naughty America มีภาพยนตร์แบบผู้ใหญ่ที่ถ่ายทำด้วยเทคโนโลยี VR สำหรับความบันเทิงรูปแบบใหม่นี้โดยเฉพาะแล้วกว่า 100 เรื่อง ด้วยความยาวเรื่องละประมาณ 45 นาที ซึ่งทาง Ian Paul ประธานฝ่ายบริหารสารสนเทศของบริษัทเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลให้บริษัทเป็นมืออันดับต้นๆ ในวงการ Porn VR เลยทีเดียว นอกจากนั้นภาพยนตร์ของพวกเขายังสามารถหันชมได้ในทิศทางรอบ 180 องศาอีกด้วย

เรียกได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะได้เห็นเทคโนโลยี VR Porn ออกจำหน่ายในตลาดอย่างแน่นอน และด้วยพื้นที่ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอย่าง VR Headset นวัตกรรมใหม่นี้จะให้มุมมองใหม่แก่ผู้บริโภคในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยมุมมองผ่านสายตา และให้ความรู้สึกเสมือนกับว่าพวกเขากำลังเป็นหนึ่งในตัวละคร ในภาพยนตร์ผู้ใหญ่เรื่องนั้นๆด้วยตัวเอง ไม่แน่ว่าในอนาคตระบบ VR อาจเป็นอุปกรณ์ผ่อนคลายยอดนิยม สำหรับผู้คนหลากหลายวัย โดยที่คนนอกอย่างเราๆนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขากำลังเล่นเกม หรือดูหนังผู้ใหญ่อยู่กันแน่!

มุมมองแทนสายตาที่จะเกิดขึ้นเมื่อสวมอุปกรณ์

 

เดินหน้าดิจิทัลไทยแลนด์ลุยสมาร์ทซิตี้-เน็ตชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474493

เดินหน้าดิจิทัลไทยแลนด์ลุยสมาร์ทซิตี้-เน็ตชุมชน

“พิเชฐ” สั่งการหน่วยงานในสังกัด ร่วมขับเคลื่อนดิจิทัล ไทยแลนด์ เร่งโครงสร้างพื้นฐานดันสมาร์ทซิตี้

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงร่วมขับเคลื่อนดิจิทัล ไทยแลนด์ ของประเทศไทย เชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน โดยยึดประชาชนเป็นตัวตั้งพร้อมกับร่วมผลักดันการทำดิจิทัลชุมชน

ทั้งนี้ บทบาทของกระทรวงจะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล การผลักดันโครงการอินเตอร์หมู่บ้านความเร็วสูง เพื่อทำให้ประชาชน ทุกกลุ่มในพื้นที่ห่างไกลได้รับประโยชน์ โดยหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงต้องร่วมมือในโครงการ เพื่อทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งในระยะยาว และทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับแผนการจัดทำร่างยุทธ ศาสตร์กระทรวงดีอีระยะยาวนั้นจะต้องกำหนดแผนปฏิบัติงานให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และกำหนดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ระหว่าง ปี 2560-2579) ตลอดจนสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ได้หารือเรื่องการ ผลักดันจัดทำสมาร์ทซิตี้ที่เริ่มโครงการใน จ.เชียงใหม่ และภูเก็ต แล้ว แต่ระยะต่อไปต้องขยายโครงการไปในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย โดยแต่ละจังหวัดที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันให้นำมาใช้เป็นเอกลักษณ์ของการพัฒนาเมืองได้ เช่น การจะผลักดันจังหวัดที่โดดเด่นด้านการเกษตร พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาส่งเสริม จังหวัดที่โดดเด่นเรื่องอาหาร หรือการท่องเที่ยว เป็นต้น

“นโยบายที่จะผลักดันสิ่งสำคัญคือทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะในชุมชนเป็นผลดีต่อประเทศช่วยสร้างประเทศมีความยั่งยืน” นายพิเชฐ กล่าว