บริษัทญี่ปุ่นโละคนทั้งแผนก ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำงานแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 12:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474284

บริษัทญี่ปุ่นโละคนทั้งแผนก ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำงานแทน

บริษัทประกันญี่ปุ่นเลิกจ้างคนยกแผนก หันใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทำงานแทน

บีบีซีรายงานว่า บริษัทประกันชีวิต ฟูโกกุ มูทวลไลฟ์ อินชัวรันส์ ในญี่ปุ่น ได้เลิกจ้างพนักงานทั้งแผนก 34 คน และหันมาใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อรวบรวมข้อมูลคำนวณการจ่ายเงินแก่ผู้เอาประกันแทน อาทิ ใบรับรองแพทย์ ข้อมูลการผ่าตัด และการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นเงินเดือนของพนักงานได้ราว 140 ล้านเยน/ปี (ราว 43 ล้านบาท) หลังจากลงทุนติดตั้งระบบเอไอในราคา 200 ล้านเยน (ราว 61.5 ล้านบาท) ภายในเดือนนี้ และเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพในการทำงานได้ถึง 30% ขณะที่ระบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาราว 15 ล้านเยน/ปี (ราว 4.6 ล้านบาท)

หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ระบุว่า ระบบดังกล่าวเป็นของบริษัท ไอบีเอ็ม ญี่ปุ่น ซึ่งมีความสามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ รวมถึงวิเคราะห์และตีความข้อมูลได้ทุกรูปแบบ ปัจจุบันมีบริษัทประกันในญี่ปุ่นอีก 3 ราย ที่สนใจจะใช้ระบบเอไอเช่นเดียวกัน

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เปิดเผยผลการศึกษาปีที่แล้วว่า การเติบโตของหุ่นยนต์และเอไอจะทำให้คนใน 15 ประเทศชั้นนำของโลกต้องเสียตำแหน่งงาน 5.1 ล้านอัตรา ภายใน 5 ปีข้างหน้า

ภาพประกอบข่าวจากเอเอฟพี

 

กลุ่มสามารถรุกมือถือปลอดภัย ส่ง “แบล็คโฟน ทู”เจาะตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474061

กลุ่มสามารถรุกมือถือปลอดภัย ส่ง "แบล็คโฟน ทู"เจาะตลาด

กลุ่มสามารถบุกเปิดตลาดใหม่ ส่งแบล็คโฟน ทู ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยรับยุคภัยไซเบอร์มาแรง ประเดิมเป้าหมื่นเครื่อง

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทสามารถ เปิดเผยว่า ภายใต้เป้าหมายที่จะมุ่งขยายฐานธุรกิจให้ครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท ซีเคียว เอเชีย ขึ้นเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2559 เพื่อให้บริการด้านโซลูชั่น ทั้งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิทัลในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สินค้าแรกที่เปิดตัวเข้าสู่ตลาดคือ แบล็คโฟน ทู (blackphone2)ไพรเวซี่สมาร์ทโฟนที่มีความปลอดภัยสูง สามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสำคัญๆ ของผู้ใช้ให้ปลอดภัย ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท ไซเลนท์ เซอร์เคิล จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก วางระดับราคาเปิดตัว 2.29 หมื่นบาท ตั้งเป้าเบื้องต้นมียอดจำหน่าย 1 หมื่นเครื่อง

“เพราะความปลอดภัยของข้อมูลในยุคนี้มีความสำคัญต่องานและชีวิตส่วนตัว ในช่วงแรกบริษัทจะเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการสื่อสาร และเก็บข้อมูลของตัวเอง หรือข้อมูลสำคัญไว้ในสมาร์ทโฟนให้ปลอดภัย เช่น นักธุรกิจ นักลงทุน นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ดารา หรือคนดังในแวดวงสังคม”

สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดจะเน้นการสื่อสารบนโลกดิจิทัลเป็นหลัก ด้วยการสร้างให้กลุ่มเป้าหมายตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวผ่านวิดีโอไวรัลคลิป ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์แคมเปญผ่านช่องทางอินฟลูเอนเซอร์ และดาราชื่อดังที่เคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยด้านข้อมูลผ่านการใช้สมาร์ทโฟน รวมทั้งแฟนเพจข่าวยอดนิยมของเมืองไทยอินสตาแกรมของบุคคลที่มีชื่อเสียง และอื่นๆ รวมใช้งบกว่า 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาสินค้าอื่นๆ ร่วมกับไซเลนท์ เซอร์เคิล ในอนาคต โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวเนื่องด้านความปลอดภัย เนื่องจากเทรนด์ด้านความปลอดภัย หรือซีเคียวริตี้ จะเติบโตอีกมากจากการเข้าสู่โลกดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย ทั้งการขโมยข้อมูล การใช้ข้อมูล การโอนเงินผ่านสมาร์ทโฟน เป็นต้น อีกทั้งตลาดที่จับซีเคียวริตี้ยังมีการแข่งขันน้อย เพราะส่วนใหญ่เป็นสมาร์ทโฟนทั่วไป

 

กสทช.เปิดเวที จัดแผนเยียวยา ทรูยกเลิกHBO

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474045

กสทช.เปิดเวที จัดแผนเยียวยา ทรูยกเลิกHBO

กสทช.เตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็น 10 ม.ค. เคลียร์ปัญหาทรูยกเลิก HBO 6 ช่อง

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 ม.ค.นี้ กสทช.จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายกรณีบริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป ยกเลิกการให้บริการ 6 ช่องรายการ HBO ซึ่งผู้บริโภคร้องเรียนว่าช่องที่นำมาทดแทนคุณภาพไม่ทัดเทียมกับช่องที่ได้ยกเลิกไป

ทั้งนี้ กสทช.คงไม่มีสิทธิในการบังคับให้บริษัท ทรูฯ ปรับลดค่าใช้จ่ายในการให้บริการผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบในกรณีที่ผู้บริโภคประสงค์จะใช้บริการต่อ แต่เป็นตัวกลางในการเปิดเวที ทำแผนเยียวยาที่เป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ได้ชี้แจงถึงสิทธิที่ผู้บริโภคสมควรได้รับในกรณีทรูฯ ยกเลิกการให้บริการ 6 ช่องรายการ โดยไม่ได้บอกล่วงหน้าก่อน 30 วันไว้ 2 แนวทาง คือ 1.สามารถยกเลิกการใช้บริการและรับเงินคืนภายใน 30 วัน หลังจากที่แจ้งแก่บริษัท ทั้งนี้หากอยู่ในช่วงการตัดสินใจยกเลิกเลิกใช้บริการ บริษัท ทรูฯ จะต้องไม่เก็บค่าใช้จ่ายในช่วงวันที่ 29 ธ.ค. 2559-29 ม.ค. 2560 และ 2.หากผู้บริโภคประสงค์ใช้บริการต่อไป จะมีมาตรการเยียวยา เจรจากับบริษัท ทรูฯ ลดค่าใช้จ่ายในการให้บริการ หรือปรับค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับบริการ ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

ด้านจำนวนผู้ใช้บริการบริษัท ทรูฯ ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สมาชิกกลุ่มแพลทินัม ที่ไม่สามารถรับชมได้ทั้ง 6 ช่อง ประมาณ 1 แสนราย และผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถรับชมได้ 3 ช่อง ประมาณ 1 แสนราย และจะมีแพ็กเกจที่ไม่สามารถรับชมได้บางช่อง ประมาณ 4 แสนราย รวมผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกประมาณ 6 แสนราย

อย่างไรก็ตาม ด้าน 6 ช่องรายการที่ได้ยกเลิก ได้แก่ เอชบีโอ (HBO) ซีนีแม็กซ์ (Cinemax) เอชบีโอ ซิกเนเจอร์ (HBO Signature) เอชบีโอ แฟมิลี่ (HBO Family) เอชบีโอ ฮิต (HBO Hit) และ เรด บาย เอชบีโอ (RED By HBO) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.เป็นต้นไป โดยมีช่องใหม่มาแทนให้แก่สมาชิก

 

ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์เอรุ่นใหม่มาพร้อมกล้อง16ล้าน-กันน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 22:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/474019

ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์เอรุ่นใหม่มาพร้อมกล้อง16ล้าน-กันน้ำ

ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์เอรุ่นใหม่ มาพร้อมกล้องหน้า-หลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อมคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น

นายทิม แบกสเตอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของซัมซุง สหรัฐอเมริกาแถลงเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในซีรีส์ กาแลคซี่ เอ ภายในงาน CES 2017 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 – 8 ม.ค. 2560 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้ประกอบไปด้วย รุ่น A7 ขนาด 5.7 นิ้ว รุ่น A5 ขนาด 5.2 นิ้ว และรุ่น A3 ขนาด 4.7 นิ้ว

จุดเด่นมาพร้อมกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซลทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มีความเสถียรของระบบโฟกัสที่แม่นยำ มากขึ้นส่งผลให้ภาพถ่ายและภาพเซลฟี่คมชัดสดใส แม้ในสภาพแสงน้อย

นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่สมาร์ทโฟนซีรีส์เอ มาพร้อมมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นในระดับ IP68 รวมทั้งมีหน่วยความจำที่ใหญ่ขึ้น และรองรับ microSD ได้มากถึง 256 GB ตลอดจนแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น มี  Secure Folder สำหรับเก็บข้อมูลที่ต้องการความปลอดภัยและรองรับการปลดล็อคเครื่องด้วยข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric Authentication)

ซัมซุงยังเปิดตัวโน้ตบุ๊คสำหรับคอเกมเป็นรุ่นแรก โดยใช้ชื่อว่า “ซัมซุง โน้ตบุ๊ค โอดิสซี่” ซึ่งมีขนาดเล็กพอดีกับเป้สะพายหลัง แต่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าคอมพิวเตอร์ เกมมิ่ง เดสก์ทอป ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ความเร็วในการประมวลผล มาพร้อมขนาดหน้าจอ 15 นิ้ว และ 17 นิ้ว โดยรุ่น 15 นิ้ว จะใช้หน่วยประมวลผล คอร์ไอ 7 แบบรุ่นที่ 7 ของอินเทล แรมขนาด 32 กิกะไบต์แบบ DDR4 ความเร็วแรมบัส 2,400 เมกกะเฮิร์ต ใช้หน่วยความจำแบบคู่ ผสานทั้งฮาร์ดดิสก์และโซลิดสเตทไดรฟ์เข้าด้วยกันจนมีความจุรวมถึง 256 กิกะไบต์  และใช้การ์ดประมวลผลกราฟิกรุ่นจีทีเอกซ์ 1050 ของเอ็นวีเดีย เพื่อการแสดงผลเกมหนักๆให้ไหลลื่นแบบสุดๆ

 

แบล็คเบอรี่เผยโฉมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมคีย์บอร์ดในตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/473979

แบล็คเบอรี่เผยโฉมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมคีย์บอร์ดในตัว

ทีซีแอล คอมมูนิเคชั่นเผยโฉมสมาร์ทโฟนแบล็คเบอรี่รุ่นใหม่ มีคีย์บอร์ดติดตั้งในตัว มาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

ทีซีแอล คอมมูนิเคชั่น เทคโนโลยี โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ผู้ผลิตมือถือรายใหญ่อันดับ 4 ของทวีปอเมริกาเหนือ เผยโฉมภาพของ สมาร์ทโฟนแบล็คเบอรี่ (BlackBerry) รุ่นใหม่ที่งาน International Consumer Electronics Show (CES) โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้เป็นผลิตภัณฑ์แรกภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ระยะยาวจาก แบล็คเบอรี่  ซึ่งรวมถึงสิทธิ์ในการใช้แบรนด์และซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย

สมาร์ทโฟนแบล็คเบอรี่รุ่นใหม่มีจุดเด่นตรงที่มีคีย์บอร์ดติดตั้งอยู่บนด้านหน้าพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ รวมทั้งมาพร้อมซอฟต์แวร์การรักษาความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นของแบล็คเบอรี่ และใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

นิโคลัส ซิเบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีซีแอล คอมมูนิเคชั่น กล่าวว่า บริษัท มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ แบล็คเบอรี่ ที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภคและผู้ใช้ระดับองค์กร อย่างไรก็ตาม ชื่อรุ่นและรายละเอียดขั้นสุดท้ายของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะประกาศอย่างเป็นทางการเดือนหน้า ในงาน Mobile World Congress 2017 ที่บาร์เซโลนา

ซิเบลกล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซอฟต์แวร์สมาร์ทโฟน แบล็คเบอรี่ จะนำไปสู่การพัฒนาสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่ปลอดภัยที่สุด”

สำหรับแบล็คเบอรี่รุ่นใหม่ที่เตรียมวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2017 มาพร้อมจุดเด่นดังนี้

คีย์บอร์ด: คีย์บอร์ดอัจฉริยะที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก พิมพ์ง่ายและมีฟีเจอร์คาดเดาการพิมพ์คำ สามารถปรับแต่งได้ตามวิธีเขียนและภาษาที่ผู้ใช้เลือก

ผิวสัมผัส: ปุ่มพิมพ์มีพื้นผิวมันวาวเป็นพิเศษเลียนแบบกระจกหน้าจอ ทำให้ตัวเครื่องด้านหน้าดูมันวาวต่อเนื่องเสมอกัน

ความปลอดภัย: ระบบความปลอดภัยพัฒนาขึ้นใหม่โดยเฉพาะ โดยใช้ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยของ  แบล็คเบอรี่ ที่เชื่อถือได้และมีการอัพเดทแบบเรียลไทม์ เพื่อคุ้มครองข้อมูลขององค์กรและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ให้ดีที่สุด

 

ออปโป้มั่นใจไชน่าแบรนด์ วาดเป้าผงาดผู้นำสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/473873

ออปโป้มั่นใจไชน่าแบรนด์ วาดเป้าผงาดผู้นำสมาร์ทโฟน

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เรียกได้ว่าร้อนแรงกันตั้งแต่ต้นปีสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในไทย แม้ช่วงปลายปีที่ผ่านมาปัจจัยลบจากกำลังซื้อที่เข้ามากระทบในเกือบทุกภาคธุรกิจ แต่ดัชนีที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดและน่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจะส่งผลให้ตลาดสมาร์ทโฟนร้อนแรงและมีการแข่งขันกันดุเดือดแน่นอน

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทย ออปโป้ กล่าวว่า ก่อนที่จะเข้ามาทำตลาดที่เมืองไทย แบรนด์ออปโป้ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2555 ในสินค้ากลุ่มไฮเอนด์ ซึ่งไม่น่าจะยากในการเป็นเบอร์ 1ที่เมืองไทยเช่นกัน

แบรนด์ออปโป้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยเริ่มจากสินค้ากลุ่มฟีเจอร์โฟน ชื่อรุ่น LOMO Me ซึ่งเป็นโทรศัพท์รุ่นฝาพับที่มี นิชคุณ หรเวชกุล มาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรก

“แม้ทุกคนจะเข้าใจว่าออปโป้เป็นแบรนด์เกาหลี แต่ผมก็ตอบอย่างมั่นใจว่าเราเป็นแบรนด์จีน และอยากให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าสินค้าจีนดีและไม่ได้มีแต่ของก๊อบปี้เท่านั้น”

จากนั้นในปี 2555 บริษัทได้ส่งรุ่น find p เข้าสู่ตลาดในช่วงเดือน เม.ย. 2555 แม้ว่าช่วงแรกจะทำยอดขายได้ไม่ถึงหมื่นเครื่อง และไม่ได้ทำการตลาดอย่างเต็มที่ แต่ก็เริ่มมองเห็นศักยภาพของตลาดสมาร์ทโฟนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในไทยว่าสามารถเติบโตได้ในอนาคต

แต่สิ่งสำคัญคือ การจะเป็นแบรนด์ที่เติบโตและแข็งแกร่งได้นั้น จะต้องมีอินโนเวชั่นหรือนวัตกรรมใหม่ตลอดเวลา ซึ่งออปโป้มั่นใจว่ามีครบในเรื่องนวัตกรรม และไม่แน่ว่าผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในอนาคตอาจเปลี่ยนเป็นออปโป้ก็เป็นได้

“การเติบโตของออปโป้นั้น พูดได้ว่าโตมาทุกวันนี้เป็นเพราะคน นั่นหมายความว่าทีมงานเป็นส่วนผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ออปโป้เติบโตได้ทุกวันนี้”

ชานนท์ กล่าวว่า ความคิดเห็นในเชิงธุรกิจของคนในวงการโทรคมนาคมจำนวนมากจะให้ความสำคัญกับการลงทุนเทคโนโลยีเป็นพันเป็นหมื่นล้าน เพื่อซื้อเครื่องจักรที่มีศักยภาพเหมือนมนุษย์

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าไม่มีคนคิดค้นหรือพัฒนาเครื่องจักร คนจะไม่มีเครื่องจักรที่ดีในการใช้งาน เพราะเทคโนโลยีไม่สามารถซ่อมตัวเองได้ และถ้าคนไม่สั่งการเครื่องจักรจะไม่เริ่มทำงาน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าบริษัทให้ความสำคัญกับทีมเป็นอย่างมาก เพราะทีมที่แข็งแกร่งถือว่าเป็นส่วนผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต

เมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นยุคที่สมาร์ทโฟนในเมืองไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ออปโป้ส่งสินค้าลงตลาดถึง 13 รุ่น และถือว่าเป็นปีที่มียอดขายดีมาก แต่ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าทีมงานยังไม่แข็งแรงพอทำให้ต้องขยายทีมอย่างหนัก มีการสร้างทีมใหม่ เพิ่มการฝึกอบรมและทำให้เพื่อนร่วมงานทุกระดับรู้สึกรักในแบรนด์ของเรา

“เพื่อทำความเข้าใจในทุกตลาดที่ต้องดูแล ผมขับรถดูภูมิประเทศของจังหวัดนั้นในตอนกลางคืน เพื่อดูความเจริญของเมือง ร้านค้าและโครงสร้างของจังหวัด คำนวณประชากรและจุดที่เราควรเข้าไปเพิ่มพื้นที่การขายเพื่อขยายโอกาสของธุรกิจได้”

แนวทางการทำงานของ ชานนท์ คือ ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นผู้จัดการฝ่ายขายแบรนด์ออปโป้ แต่มองว่าธุรกิจของออปโป้คือธุรกิจส่วนตัวที่ต้องทุ่มเท ไม่จำกัดรูปแบบการทำงาน เป็นตัวอย่างการทำงานให้ลูกน้องดีกว่าคอยชี้นิ้วสั่งด้วยปากอย่างเดียว จนถึงปัจจุบันองค์กรมีทีมขายมากถึง 3,000 คน เชื่อว่าจะสามารถขยายตลาดได้ตามเป้าที่วางไว้แน่นอน

อีกประเด็นสำคัญคือ การที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังขาดเรื่องของนวัตกรรม ยังไม่มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือคิดค้นเรื่องเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงควรจะลงไปเน้นเรื่องทักษะและความสามารถของคน มองเรื่องการศึกษาและการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของหลักสูตรในมหาวิทยาลัย แต่ควรเริ่มตั้งแต่อนุบาล ประถม และมัธยม

“ต้องให้เด็กฝึกคิดนอกกรอบ ใช้ความสร้างสรรค์ให้เต็มที่กับความสามารถที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ลองมองประเทศญี่ปุ่น จีน หรือสหรัฐอเมริกา ที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดเวลา เพราะเริ่มวางรากฐานของการพัฒนาชาติตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไม่มีใครเกิดมาทำถูกตั้งแต่เกิดทุกอย่าง ต้องล้มลุกคลุกคลาน เช่นเดียวกับเกมธุรกิจไม่มีใครแพ้หรือชนะถาวร ใครกล้าจะเปลี่ยนและพัฒนาก่อนคนนั้นย่อมได้เปรียบ”

สำหรับปี 2560 นี้ สิ่งที่จะขับเคลื่อนธุรกิจได้ยังคงเป็นเรื่องของนวัตกรรม ถ้ามีเทคโนโลยีใหม่ที่แตกต่างจากเดิมน่าจะกระตุ้นให้กำลังซื้อกลับมามีทิศทางที่ดีอีกครั้งจากการคาดการณ์ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้ คาดว่าโตเป็นตัวเลขหลักเดียว เพราะปัจจุบันคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว การแข่งขันในปีนี้น่าจะเป็นเรื่องของการกินส่วนแบ่งของคู่แข่งมากกว่า

ในส่วนของออปโป้พร้อมทุ่มงบเต็มที่เพื่อกระตุ้นเป้าการขาย ซึ่งไม่ได้มองว่าคู่แข่งจะใช้เม็ดเงินลงทุนเท่าไหร่ แต่มองว่าต้องใช้งบเท่าไหร่ออปโป้ถึงจะทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ ควรปรับปรุง เพิ่มหรือลดส่วนไหน ถ้าเป้าหมายสูงงบก็จะสูงตามไปด้วย โดยในช่วง 1-2 ปีนี้ มั่นใจว่าเบอร์หนึ่งในกลุ่มสมาร์ทโฟนของไทยมีสิทธิเปลี่ยนมือแน่นอน และก็หวังว่าจะเป็นออปโป้ที่ได้ขึ้นไปอยู่ในจุดนั้น

“แบรนด์ออปโป้ทำตลาดกลุ่มมิดทูไฮมาตลอด เพราะตลาดสมาร์ทโฟนระดับนี้มีโอกาส ทั้งไลฟ์สไตล์และรายได้ของประชากรที่เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญอีกอย่างคือต้นทุนในสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนสูง เพราะเป็นเครื่องนำเข้าทั้งหมด โดยเฉพาะรุ่นแฟล็กชิปของทุกค่ายที่ต้องโชว์ศักยภาพมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป”

 

จับตา 10เทรนด์ไอทีปีระกา แรงกระเพื่อมเศรษฐกิจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/473871

จับตา 10เทรนด์ไอทีปีระกา แรงกระเพื่อมเศรษฐกิจดิจิทัล

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

ขึ้นศักราชใหม่ด้วยการเผย 10 เทรนด์ไอทีรอบตัวที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 ในหลายแง่มุมที่ต่างก็มองว่าจะส่งผลถึงภาพธุรกิจโดยรวมให้มีความหลากหลายเพราะตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาเหมือนว่าจะมีกระแสฟินเทคมาแรงจากการส่งเสริมของภาครัฐ ในขณะที่คลาวด์และบิ๊กดาต้ายังเป็นโอกาสใหญ่ของภาคธุรกิจที่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เทรนด์แรก แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะเกิดในอนาคตทั้งระดับองค์กรและระดับประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ภาครัฐยังต้องเน้นเรื่องคลาวด์บิ๊กดาต้า โซเชียลเน็ตเวิร์ก อุปกรณ์พกพา และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์

จาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัย สายงานการศึกษาตลาดไคลเอนด์ ดีไวซ์ประจำไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงธุรกิจนั้น ต้องสอดคล้องกับมุมมองภาครัฐ เพราะจากนี้ไปเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การลงทุนด้านไอทีจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2559 ที่ผ่านมาภาคธุรกิจมีการใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท คาดว่าในปี 2563 จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นในเรื่องของดีไวซ์ รองลงมาคือบริการด้านไอทีอย่างคลาวด์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นคือ ไทยกำลังอยู่ในยุคของแพลตฟอร์มที่ 3 โดยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากแพลตฟอร์มหลัก คือ คลาวด์ บิ๊กดาต้าโซเชียลมีเดียและโมบายทำให้จะเห็นบริการที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ออกมามากขึ้น แต่ปัญหาใหญ่ที่อาจส่งผลต่อการลงทุนคลาวด์และบิ๊กดาต้าคือ การออก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องจับตามองว่า ภาคธุรกิจจะเชื่อมั่นในนโยบายและหลักการของภาครัฐมากขึ้นหรือจะถอยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน

เทรนด์ 2 การเติบโตของอุตสาหกรรมไอทีในปี 2560 จะมาจากรถยนต์อัจฉริยะ ประกันภัยเทเลเมติกส์ เทคโนโลยีสุขภาพส่วนบุคคล และอาคารอัจฉริยะ ที่มีการลงทุนมากถึง 7,000 ล้านบาท ต่อด้วยเทรนด์ 3 การปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยในธุรกิจเฮลท์แคร์ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้น อาทิ การใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อสื่อสารกับคนไข้และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดีขึ้น รวมทั้งรองรับแนวโน้มประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต

สำหรับเทรนด์ 4 ไดเมนชั่น ดาต้า โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มไอทีปี 2560 ระบบอัจฉริยะจะผลักดันให้เกิดการคาดการณ์ของระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เพราะองค์กรที่ลงทุนด้านไอทีไป9แล้วย่อมต้องการปกป้องข้อมูลระดับเมตาดาต้าที่เปรียบเสมือนข้อมูลสำคัญระดับล้ำค่าที่ช่วยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าได้ละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

เอเตียนน์ เรย์เนกเก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี กล่าวว่าดิจิทัลเป็นเรื่องของการสร้างโมเดลธุรกิจแบบยึดลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งการสื่อสารที่ประกอบด้วยระบบเครือข่าย คลังข้อมูล แอพพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะใช้งานผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรมีอยู่หรือคลาวด์

ขณะที่ระบบไฮบริดไอซึ่งเป็นเทรนด์5 เป็นผลจากการที่อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรืออินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์และการส่งข้อมูลผ่านข้อมูลจำนวนมหาศาลหรือบิ๊กดาต้า ทำให้เกิดการวิเคราะห์ผลรูปแบบพิเศษเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทันสมัยและเกิดขึ้นได้จริง รวมทั้งเทคโนโลยีการจัดเก็บหรือคอนเทนเนอร์จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ระบบไฮบริดไอทีมีการใช้งานมากขึ้นในปี 2560

อย่างไรก็ตาม การใช้งานไอทีที่เพิ่มขึ้นย่อมมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย บริษัท เทรนด์ไมโคร ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านระบบรักษาความปลอดภัย เผยว่าภัยคุกคามทางโลกไซเบอร์นับเป็นเทรนด์ 6 หน่วยงานต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะจะมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) และอินดัสเทรียล อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IIoT) ที่มีความเสี่ยงในการถูกโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายมากขึ้น

เทรนด์ 7 การนำอุปกรณ์เทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกจริง (Augmented Reality : AR) และความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality : VR) สินค้าต่างๆ นำอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เกิดอินเตอร์เฟสแบบ 360 องศาระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และเทรนด์ 8 เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพส่วนบุคคลอย่างสมาร์ทวอตช์ ที่จะเริ่มแพร่หลายสู่กลุ่มคนทั่วไปมากขึ้น

ในส่วนของเทรนด์ 9 ธุรกิจทีวีจะหันมาให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จากพฤติกรรมเลือกชมคอนเทนต์ที่ตนเองต้องการมากขึ้น และการเลือกชมทุกที่ ทุกเวลา และปิดท้ายด้วยเทรนด์ 10 การสร้างวิดีโอคอนเทนต์จะมาแรง เพราะเป็นเครื่องมือการสื่อสารแบรนด์หรือสินค้าที่ส่งผลให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากกว่าใช้โลกโซเชียลมีเดีย

หลายองค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนผ่าน ที่สำคัญคือไม่ว่าจะลงทุนมากเพียงใดก็ตาม ต้องนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

บิ๊กซัมซุงส่งซิก ธุรกิจปีนี้โตช้าปัจจัยเสี่ยงสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/473525

บิ๊กซัมซุงส่งซิก ธุรกิจปีนี้โตช้าปัจจัยเสี่ยงสูง

ซัมซุงส่งสัญญาณตลาดหลักปีนี้โตช้า เหตุความเสี่ยงการค้า-ค่าเงินผันผวนกดดัน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากเกาหลีใต้ ส่งสัญญาณเตือนว่าการเติบโตในกลุ่มตลาดหลักๆ ของบริษัทอาจชะลอตัวลงในปีนี้ อันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดการกีดกันทางการค้าโลก และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

นายควอนโอยุน รองประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของซัมซุง ยังเรียกร้องให้พนักงานทุกคนเรียนรู้จากข้อผิดพลาดราคาแพงของบริษัท หลังจากต้องพบเจอกับปัญหาที่เกิดจากโทรศัพท์ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 ตลอดปีที่ผ่านมา

นายควอน กล่าวว่า จะไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้นแม้ว่าจะเป็นปัญหาที่เล็กที่สุด เพราะอาจส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ และขอให้ช่วยกันกอบกู้ความภาคภูมิใจของบริษัทกลับมาด้วยการช่วยกันพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าและการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ ความไม่เสถียรของโทรศัพท์ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 ส่งผลให้มีการเรียกคืนผลิตภัณฑ์จากทั่วโลกและยกเลิกการจำหน่ายไปในที่สุด ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลกต้องสูญเงินกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) และทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 3 ของปี 2559 ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนจากสำนักงานอัยการเกาหลีใต้ เนื่องจากการควบรวมกับบริษัทลูกในปี 2558 อาจได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล

นายควอน กล่าวทิ้งท้ายว่า ในขณะที่ซัมซุงต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้ คู่แข่งหลายบริษัทได้หันไปให้ความสนใจและเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีเพื่ออนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และ การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) และเรียกร้องให้พนักงานทุกคนช่วยกันแผ่ขยายความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของบริษัทผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างหนังสือพิมพ์ จุงอัง อิลโบ ของเกาหลีใต้ ว่า ซัมซุงเตรียมเปิดเผยผลการสอบสวนถึงสาเหตุที่ทำให้โทรศัพท์ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 เกิดการระเบิดภายในเดือน ม.ค.นี้

ก่อนหน้านี้ ซัมซุงได้เปิดเผยเมื่อเดือน ต.ค. 2559 ว่า บริษัทจะตรวจสอบโทรศัพท์ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 ในทุกรายละเอียด และเผยว่าอาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องจนเป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดในครั้งนี้ ขณะที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์เรียกร้องให้ซัมซุงชี้แจงถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการระเบิด เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสองอีก

ภาพ…เอเอฟพี

 

หวั่นโครงการอินเทอร์เน็ตประชารัฐอืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/473393

หวั่นโครงการอินเทอร์เน็ตประชารัฐอืด

“ทีโอที” หวั่นโครงการเน็ตประชารัฐเสร็จไม่ทันปี 2560 อ้างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างใช้ระยะเวลา

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กิจกรรมที่ 1 การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเพิ่งจัดพิธีเปิดโครงการและลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ไปเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 จะแล้วเสร็จไม่ทันตามที่รัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตั้งเป้าให้ครอบคลุม 2.47 หมื่นหมู่บ้าน ในเวลา 1 ปี

ทั้งนี้ แม้ว่านายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา ในพิธีเปิดโครงการและลงนามข้อตกลงคุณธรรมว่า ทีโอทีต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นปี 2560 คาดว่าครึ่งปีแรกจะติดตั้งได้ 4,000 หมู่บ้าน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การกำหนดกรอบเวลาโครงการจะนานถึง 1 ปี แต่ระยะเวลาดำเนินการติดตั้งจริงถือว่าสั้นมาก เพราะโครงการนี้ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม แต่จะใช้ของใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และไม่ว่าจะใช้การจัดซื้อแบบไหนก็ตาม ก็ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น

“อย่างอี-ออกชั่น (e-Auction) ใช้เวลา 4-5 เดือนกว่าจะได้ของ เพราะตอนนี้ระหว่างทีโอทีกับกระทรวงดีอีก็ไม่ได้สะเด็ดน้ำถึงขนาดว่ากระทรวงมีหนังสือออกมาว่าให้ทีโอทีทำนะ เพราะยังคุยยังปรับกันอยู่ ด้านทีโอทียังเริ่มกระบวนการจัดหาเต็ม 100% ไม่ได้ ซึ่งกว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะเริ่มและได้รับอุปกรณ์ต่างๆ น่าจะเหลือเวลาแค่ 6 เดือน ซึ่งเวลาที่เหลือกับ 2.47 หมื่นหมู่บ้านถือว่าเยอะ” แหล่งข่าวเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทีโอทีเป็นห่วงคือโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ ทุกฝ่ายต่างจับตามอง และการที่ทีโอทีเป็นผู้ดำเนินการแทนกระทรวง หากมีการทุจริต ไม่โปร่งใส หรือมีข้อกล่าวหาใดๆ ทีโอทีก็จะกลายเป็นแพะ แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ทางทีโอทีได้ขอนำโครงการนี้เข้ากับโครงการสัญญาคุณธรรมขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งจะมีการส่งบุคคลที่สามเข้ามาช่วยตรวจสอบความโปร่งใสในระหว่งการจัดซื้อจัดจ้าง โดยจะทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์ ทั้งนี้ภายในองค์กรเองก็ได้เน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องขาวสะอาด

 

คนไทยนิยมส่งคลิปสั้นอวยพรปีใหม่ทำยอดใช้ดาต้าพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 17:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/473364

คนไทยนิยมส่งคลิปสั้นอวยพรปีใหม่ทำยอดใช้ดาต้าพุ่ง

กสทช.เผยคนไทยนิยมส่งคำอวยพรในรูปบบคลิปวิดีโอสั้นทำให้ยอดการใช้ดาต้าทั้งระบบ3จีและ4จีเพิ่มขึ้นหลายเท่า

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสำนักงาน กสทช. พบว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2559 มียอดใช้บริการดาต้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัวเมื่อเทียบการใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน

ขณะที่ยอดใช้บริการดาต้า 4G เพิ่มขึ้น 4-6 เท่าตัวเมื่อเทียบการใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน

“ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ประชาชนนิยมส่งคำอวยพรในรูปแบบคลิปวีดิโอสั้นทำให้ปริมาณการใช้ดาต้าเพิ่มสูงขึ้นมาก”นายฐากรกล่าว