7 แนวโน้มปฏิวัติองค์กรไอที สร้างโอกาสแข่งสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 05:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/472356

7 แนวโน้มปฏิวัติองค์กรไอที สร้างโอกาสแข่งสตาร์ทอัพ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การแข่งขันจากกลุ่มดิจิทัล สตาร์ทอัพ กำลังสร้างแรงจูงใจให้องค์กรหันมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไอที รวมถึงความเป็นผู้นำด้านทักษะทางดิจิทัล ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุกธุรกิจจึงปฏิรูปองค์กรตัวเองกันถ้วนหน้า โดยคาดการณ์ 7 แนวโน้มที่เกิดขึ้นในปีหน้า จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำธุรกิจ ตั้งแต่ปลายทาง ไปยังศูนย์ กลางสำคัญ จนถึงบนคลาวด์

อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ เดลล์ อีเอ็มซี (ประเทศไทย) และรองประธานบริหารภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นองค์กรต่างๆ การปฏิรูปก็คือโอกาส และยังเป็นโอกาสอันมหาศาล แม้ว่ากว่าครึ่งขององค์กรธุรกิจที่ทำการสำรวจ ไม่แน่ใจแม้กระทั่งว่าองค์กรของเขาเองจะสามารถอยู่รอดภายใน 3-5 ปีข้างหน้าได้หรือไม่ สิ่งที่จะกล่าวต่อไปก็คือ แนวโน้มสำคัญ 7 ประการ สำหรับปี 2560 ที่เกิดขึ้นกับองค์กรธุรกิจ

สำหรับคาดการณ์ที่ 1 การสร้างสรรค์โลกจินตนาการที่เสมือนจริงราวกับเกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นกระแสหลักปีหน้า ทุกคนสามารถเข้าถึงความสร้างสรรค์มุมมองที่เสมือนจริงได้ ภายใต้โลกจินตนาการและโลกความเป็นจริง ซึ่งจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย อาทิ ผู้รับเหมาและสถาปนิกเดินไปยังไซต์งาน ใช้อุปกรณ์ดูโมเดลของอาคารได้อย่างเต็มรูปแบบบนพื้นที่จริงก่อนที่จะเริ่มต้นการก่อสร้าง

ขณะที่คาดการณ์ที่ 2 การมองโลกได้เหนือธรรมชาติที่เป็นจริง อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเทคโนโลยีเออาร์/วีอาร์ ข้อมูลไอดีซีมองว่า องค์กรทั่วเอเชียนำอุปกรณ์เออาร์/วีอาร์มาใช้ 30% เพื่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคและเป็นส่วนหนึ่งการทำตลาดปีหน้า ทำให้คนเหล่านี้เรียนรู้ทักษะใหม่ ให้บริการและสานสัมพันธ์กับผู้คนโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับสื่อที่จับต้องได้

ส่วนการคาดการณ์ที่ 3 รักษาความปลอดภัย อะไรก็ตามที่มี IP แอดเดรส สามารถโดนแฮ็กได้หมด คาดว่าการโจมตีรอบนอกเครือข่ายจะขยายตัวมากขึ้น และจะรุกล้ำไปสู่พื้นที่ธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือระบบเครือข่ายไอที กลุ่ม “ไซเบอร์ ไฟว์” ของเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ดูจะมีความเสี่ยงต่อการโดนโจมตีบนโลกไซเบอร์มากกว่าประเทศอาเซียนถึง 9 เท่า

ทั้งนี้ การคาดการณ์ที่ 4 คือ ความละเอียดระดับ 5K จอแสดงผลขนาดใหญ่ที่มาพร้อมความละเอียดเพิ่มขึ้นเป็น สองเท่า ในปีหน้าประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอย่างมีสีสันของผู้คนก็จะถูกยกระดับขึ้นไปไกล ถึงขนาดที่อาจทำให้โลกแห่งความเป็นจริงดูหม่นไป เพราะยุคนี้เป็นยุคที่คนจะพอใจ ต่อเมื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น

อโณทัย กล่าวว่า การคาดการณ์ที่ 5 ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายไอโอทีเกิดขึ้น เด็กรุ่นใหม่กำลังก้าวสู่การเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย ไอโอที มีหน้าที่รับผิดชอบในการผลักดันองค์กรให้ก้าวไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ผลวิจัยจากไอดีซีระบุว่าภายในปี 2563 หนึ่งในสี่ของผู้บริหารธุรกิจระดับสูงในบริษัทอาเซียนจะทำงานในสายงานของบทบาทการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างน้อย 3 ปี

การคาดการณ์ที่ 6 กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยระบบที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง แพลตฟอร์มด้านการวิเคราะห์บนคลาวด์มีความฉลาด สามารถวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ในแบบเรียลไทม์ เพื่อดูแล ตรวจสอบ พร้อมบริหารจัดการในเชิงรุก ไอดีซีทำนายว่าภายในปี 2563 เกือบ 20% ของกระบวนการในส่วนปฏิบัติการจะเป็นระบบซ่อมแซมตัวเองและเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ในส่วนการคาดการณ์ที่ 7 ระบบคอมพิวเตอร์ และลูกแก้วพยากรณ์ การที่บริษัทและคนทั่วไปต่างดิ้นรนเพื่อที่จะจัดการกับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่อยู่บนออนไลน์ในตอนนี้ ต่อไประบบคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจะกลายเป็นตัวแปรที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เหล่านี้คือความน่าตื่นเต้นที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า

 

กสท.ปิดทีวีดีเอ็มซีของวัดพระธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 18:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/472323

กสท.ปิดทีวีดีเอ็มซีของวัดพระธรรมกาย

บอร์ดกสท.มีมติเอกฉันท์เพิกถอนใบอนุญาตทีวีดีเอ็มซีวัดพระธรรมกาย เป็นภัยต่อความมั่นคง ปลุกปั่นให้เกิดสร้างความแตกแยก

เมื่อวันที่26ธ.ค.59 พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติเอกฉันท์ให้ยกเลิกใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์วัดพระธรรมกาย หรือ ดีเอ็มซี ทีวี ของมูลนิธิศึกษาธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเห็นว่าสถานีมีพฤติกรรมออกอากาศในลักษณะเชิญชวนให้ประชาชนมารวมตัวกันที่วัดพระธรรมกาย  แม้จะอ้างว่าเป็นการปฏิบัติธรรม แต่อาจเข้าข่ายเป็นผลเสียหายต่อสาธารณะยากต่อการเยียวยา
พ.อ.นที กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กสท. ได้มีมติพักใช้ใบอนุญาตเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2559 เป็นเวลา 30 วัน โดยจะครบการพักใช้ใบอนุญาตในวันที่ 7 ม.ค. 2560 โดยนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกาย ได้แถลงจุดยืนและศาลอาญาได้ออกหมายจับ รวมถึงศาลจังหวัดธัญบุรีได้ออกหมายจับกรณีการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในคอมพิวเตอร์ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่ามูลนิธิศึกษาธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมผู้ได้รับใบอนุญาต

ดังนั้น เมื่อพิจารณาพฤติกรรม นายองอาจ, วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิ แล้วเห็นว่าเมื่อพักใช้ใบอนุญาตแล้วช่องดีเอ็มซีจะเป็นช่องทางในการเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง และสร้างให้เกิดความแตกแยก กสทช. จึงอาศัยอำนาจตามประกาศ กสทช., พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม และเงื่อนไขแนบท้าย ในการออกอากาศของดีเอ็มซีเอง มีมติให้ถอนใบอนุญาต

ทั้งนี้บอร์ดมีมติเอกฉันท์ให้ใบอนุญาตสิ้นผลลงหลังจากพักใช้ใบอนุญาตครบ 30 วันสิ้นสุดลง

สถานีโทรทัศน์วัดพระธรรมกาย หรือ ดีเอ็มซี ทีวี หรือธรรมกาย ทีวี แชนแนล ก่อตั้งโดยพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมไทยคม เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2546 ปัจจุบันผู้ถือใบอนุญาตคือ มูลนิธิศึกษาธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ออกอากาศ 5 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านกล่องรับสัญญาณดาวเทียม ผ่านอินเตอร์เน็ต เคเบิลทีวี ผ่านสถานีวิทยุ 50 คลื่น ครอบคลุม 76 จังหวัด และผ่านโทรศัพท์มือถือ

 

กสท.ถกวันนี้ช่วยลดหย่อนค่าไลเซนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/472177

กสท.ถกวันนี้ช่วยลดหย่อนค่าไลเซนส์

กสท.ถกแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ให้รายการแสดงความอาลัยรัชกาลที่ 9 เป็นรายการสาระประโยชน์ ใช้ลดหย่อนค่าธรรมเนียมได้

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 43/2559 วันที่ 26 ธ.ค.นี้ จะมีวาระที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการกิจการโทรทัศน์ที่พร้อมใจร่วมดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการแสดงความอาลัย และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ออกอากาศในโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลเป็นเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.-13 พ.ย. ถือเป็นรายการข่าวสาร หรือสาระที่เป็นประโยชน์เพื่อประกอบการขอลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี

นอกจากนี้  กสท.เตรียมพิจารณาวาระหลักการและแนวทางการสอบทานการชาระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการรายปี กรณีการตั้งตัวแทน การร่วมผลิตรายการ การให้เช่าใช้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม (Transponder) ซึ่งการที่เอกชนจดทะเบียนหลายบริษัท แล้วนำรายได้หลักไปอยู่บริษัทที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย ดังนั้นเป็นเรื่องดีที่ทางสำนักค่าธรรมเนียม เสนอหลักการเรื่องนี้เพื่อการจัดเก็บย้อนหลัง ให้เกิดความเป็นธรรมกับรายที่เขาเสียค่าธรรมเนียมเต็มแบบตรงไปตรงมา

ขณะเดียวกัน กสท.ยังเตรียมพิจารณาร่างประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. …เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มวิชาชีพสื่อมวลชนในองค์กรรูปแบบต่างๆ

 

เจาะความต้องการไอทีเอเชีย หวังยกระดับชีวิต-ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 05:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/472166

เจาะความต้องการไอทีเอเชีย หวังยกระดับชีวิต-ทำงาน

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ไมโครซอฟท์ ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมออนไลน์ของกลุ่มมิลเลนเนียลชาวเอเชียในยุคโมบายเฟิร์ส คลาวด์เฟิร์ส พบว่าคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ มีความเข้าใจอันดีและตระหนักถึงความเสี่ยงที่มากับโลกไซเบอร์ เพราะการใช้อุปกรณ์และบริการด้านดิจิทัลนั้นก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันอย่างไม่เคยมีมาก่อน

กุนเทอร์ ไวเมอร์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจวินโดวส์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ไมโครซอฟท์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า จากการสำรวจออนไลน์โพลจัดทำขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 ในกลุ่มมิลเลนเนียลที่มีสัญชาติเอเชียอายุไม่เกิน 25 ปี ทั้งทำงานแล้วและยังศึกษาอยู่จาก 14 ประเทศ ที่มีสำนักงานไมโครซอฟท์ จัดตั้งอยู่ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น ในจำนวนนี้มีเยาวชนกว่า 1,100 ล้านคน คิดเป็นกว่า 60% ของประชากรเยาวชนทั่วโลก

ทั้งนี้ คนกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้กำหนดวิธีการทำงานของแรงงานในอนาคต รวมถึงไลฟ์สไตล์ในโลกดิจิทัล พบว่า อัตราการใช้สมาร์ทโฟนอย่างน้อย 1 เครื่อง นอกจากนี้ยังเลือกใช้โน้ตบุ๊ก หรือแล็ปท็อป เนื่องจากมองว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าเดสก์ท็อป พีซี และแท็บเล็ต นอกจากนี้กว่า 40% ยังเป็นเจ้าของเครื่องเกมอย่างน้อย 1 เครื่อง ขณะที่ความนิยมอุปกรณ์ดิจิทัลไฮเทคชนิด สวมใส่มีเพียง 17% โดยการเลือกอุปกรณ์ด้วยตัวเอง มากกว่า 1 ใน 3 ต้องการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนมากที่สุดเป็นอันดับแรก ตามด้วยแล็ปท็อป 19.3% และแท็บเล็ต 13.3%

สำหรับความต้องการกลุ่มมิลเลนเนียลชาวเอเชียมีด้วยกัน 6 ด้าน ได้แก่ 1.กลุ่มมิลเลนเนียลต้องการความคล่องตัวสูง เลือกใช้โน้ตบุ๊ก หรือแล็ปท็อป เนื่องจากมองว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างประสิทธิภาพการทำงานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมากกว่าเดสก์ท็อป พีซี

2.ต้องการใช้เทคโนโลยีอย่างคล่อง แคล่ว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือโน้ตบุ๊ก พวกเขาอยากให้ทุกอุปกรณ์ของเขาสามารถใช้จอแบบสัมผัสได้ 3.พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ จากทุกอุปกรณ์และทุกที่ ทุกเวลา

ขณะที่ 4.กลุ่มมิลเลนเนียล ต้องการโลกดิจิทัลที่ปลอดภัยมากขึ้น ส่วนใหญ่ไม่ชอบหากขาดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในวิถีชีวิตดิจิทัลของพวกเขา ในความเป็นจริงกว่า 70% ของคนกลุ่มนี้ยินดีจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เทคโนโลยีที่อยากให้เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือ การผสานอุปกรณ์ต่างๆ เข้ากับเทคโนโลยีไบโอเมตริกส์ อาทิ การสแกนม่านตา เป็นต้น 5.ต้องการความง่ายในโลกเทคโนโลยีที่ซับซ้อน เพราะ 10 คนรู้สึกว่าความท้าทายถัดจากเรื่องของความปลอดภัยในโลกดิจิทัล คือ การที่ต้องจำรหัสผ่านจำนวนมาก

ตามด้วย 6.กลุ่มมิลเลนเนียลเชื่อว่าเทคโนโลยีจะทำให้อนาคตพวกเขาดีกว่าเดิม ผลการศึกษาพบว่า 70% ของเยาวชนกลุ่มนี้เชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้ อาทิ ความไม่เท่าเทียมกัน และพัฒนาการของอุปกรณ์ดิจิทัลที่อยากให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2563 เช่น การแสดงผลด้วยภาพแบบโฮโลกราฟฟิก ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือน การสั่งงานอุปกรณ์โดยตรงผ่านความคิด อย่างไรก็ดี ด้วยวิถีชีวิตแบบดิจิทัลในยุคโมบายเฟิร์ส คลาวด์เฟิร์ส ไมโครซอฟท์ได้สร้างพันธกิจยุคของพีซีที่ทำ ได้มากกว่า ช่วยให้ผู้ใช้บรรลุศักยภาพของตนเอง ก่อนหน้านี้เปิดตัววินโดวส์ 10 เมื่อเดือน ก.ค. 2558 โดยไมโครซอฟท์ได้พัฒนาแพล็ตฟอร์มให้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ ปัจจุบันอุปกรณ์มากกว่า 110 ล้านเครื่อง ที่ใช้วินโดวส์ 10 รวมทั้ง 12 ล้านเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะสำหรับสำนักงาน

เร็วๆ นี้ ไมโครซอฟท์กำลังมีวินโดวส์เวอร์ชั่นใหม่ สามารถตอบโจทย์จินตนาการของกลุ่มลูกค้าส่วนบุคคลและธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์พีซีมีประสิทธิภาพทำงานได้มากขึ้น

 

ก.ท่องเที่ยวถูกแฮกเว็บไซต์ต้องปิดอัพเดทข้อมูลชั่้วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/472031

ก.ท่องเที่ยวถูกแฮกเว็บไซต์ต้องปิดอัพเดทข้อมูลชั่้วคราว

“กอบกาญจน์”แจงเว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวฯถูกแฮก ต้องปิดการอัพเดทข้อมูลชั่วคราวเพื่อตรวจจสอบช่องโหว่

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า กรณีกลุ่มแฮกเกอร์ เจาะข้อมูลของกระทรวงผ่านทางเว็บไซต์ว่า ข้อมูลในส่วนของกระทรวงท่องเที่ยวฯไม่ได้มีความเสียหายแต่อย่างใด ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเว็บไซต์และเร่งเข้าไปตรวจสอบว่า โปรแกรมมีช่องโหว่ตรงจุดใดหรือไม่  โดยกลุ่มแฮกเกอร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อมูลหน้าเว็บไซต์ อีกทั้งที่เว็บไซต์ไม่ได้มีข้อมูลที่ปกปิด และเป็นชั้นความลับ

สำหรับการเข้าไปในระบบเว็บไซต์ของกลุ่มแฮกเกอร์ สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ ผ่านทาง web application โดยใช้สิทธิ์ admin ดังนั้น ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงต้องปิดการ update ข้อมูลเป็นการชั่วคราว แต่เว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังคงเปิดให้บริการเหมือนเดิม

ทั้งนี้ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (Thai CERT)ได้แจ้งว่าขอเข้ามาตรวจสอบช่องโหว่และแนวทางแก้ไขในวันที่ 26 ธ.ค. 2559 อย่างละเอียดต่อไป

 

ค้าออนไลน์ไทยยังพุ่งต่อ แตะ 1.3 ล้านล้านบาทปี’68

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471976

ค้าออนไลน์ไทยยังพุ่งต่อ แตะ 1.3 ล้านล้านบาทปี’68

โดย…ปากกาด้ามเดียว

กูเกิล และเทมาเสก เปิดเผยผลวิจัยล่าสุดที่แสดงให้เห็นศักยภาพและโอกาสต่างๆ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 6 ประเทศ ในชื่อว่า “e-conomy SEA : Unlocking the $200 billion opportunity in Southeast Asia” โดยพบว่าประเทศไทยมีการเติบโตของอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว หรือเติบโตประมาณ 9% ต่อปี และจะมีมูลค่าแตะ 59 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 2,000 ล้านบาท ในปี 2563 เพิ่มจาก 29 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 1,000 ล้านบาท) ในปี 2558

แนวโน้มดังกล่าวนับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับธุรกิจในประเทศ โดยคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดออนไลน์ในประเทศไทยจะเติบโตไปถึง 3.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท) ในปี 2568 โดยธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและท่องเที่ยวจะมีมูลค่ารวมกันแล้วคิดเป็น 88% ของมูลค่าตลาดโดยรวมทั้งหมด

ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดให้เติบโต ได้แก่ ประเทศไทยคือตลาดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตด้านรายได้สูง โดย 58% ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 40 ปี และในปี 2554 ธนาคารโลกได้ปรับฐานะให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง และยังเป็นประเทศที่มีอัตราการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับสูงด้วยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ยังพบว่า 57% ของประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 85 ล้านเลขหมาย (หรือคิดเป็น 125% ของจำนวนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อประชากรรวม) ทั้งบนเครือข่าย 3จี และ LTE การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเหล่านี้มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว สูงเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความเร็วการดาวน์โหลดอยู่ที่ 19.82 Mbps

จากผลงานวิจัยชิ้นนี้ยังพบว่า โอกาสของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่จะเติบโตเฉลี่ยต่อปี 29% จากมูลค่าราว 900 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 รวมถึงโอกาสของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวออนไลน์ในไทยที่คาดว่าจะเติบโตราว 5.2 เท่า ภายในปี 2568 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 2.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 18% โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์อย่างโรงเเรมและการบินต่างๆ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต จะเติบโตถึง 5 เท่าภายในปี 2568 จะมีมูลค่าแตะ 7.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 85% ของมูลค่าตลาดการท่องเที่ยวโดยรวม

 

จากข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าการใช้จ่ายของโฆษณาดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโตถึง 6.2 เท่า มีมูลค่าราว 4,350 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี โดยข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมธุรกิจสตาร์ทอัพสำคัญ โดยมีจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่ราว 358 ราย

รายงานนี้แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยมากมายในขณะนี้ ด้วยการเอาชนะความท้าทายต่างๆ ทั้งด้านการขนส่งและการติดต่อระหว่างประเทศ การพัฒนาระบบการชำระเงิน การพัฒนาศักยภาพของตลาด การป้องกันภัยคุกคามและความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการลงทุนอย่างเร่งด่วน

เบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจกูเกิล ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ดีที่สุดในการเริ่มทำธุรกิจเท่าช่วงเวลานี้ในประเทศไทย ด้วยประโยชน์ทั้งหมดทั้งมวลที่อินเทอร์เน็ตมอบให้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับอย่างมหาศาลจากดิจิทัล ด้วยมูลค่าราว 1.3 ล้านล้านบาท

 

 

เทรนด์โลกปีระกา แนบชิดเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471973

เทรนด์โลกปีระกา แนบชิดเทคโนโลยี

โดย…กองบรรณาธิการ

เทรนด์ของโลกปี 2560 เทคโนโลยียังมาแรง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำลึกขึ้น ซึมซับเข้าไปในสายเลือดของมนุษย์ นอกจากจะมีการใช้งานเพิ่มแล้ว ความลึกซึ้งในการใช้งานก็เพิ่มขึ้นด้วย และซึมลึกไปแทบทุกวงการ ดังนั้นต้องระมัดระวังในการใช้เทคโนโลยี ระวังจะเป็นดาบสองคม

ข้อมูลของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) พบว่าปี 2559 คนไทยมีจำนวน 68.1 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตถึง 38 ล้านคน และใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก 41 ล้านคน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าสื่อไร้สายยุคนี้มีบทบาทสำคัญต่อคนไทยจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเสมือนปัจจัย 5

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2560 การใช้สื่อออนไลน์จะพุ่งมากขึ้น โดยไอดีซี ประเทศไทย ระบุว่า การลงทุนด้านไอทีของประเทศไทยในปีนี้ยังเติบโต โดยในปี 2559 อยู่ที่ 3.9% คิดเป็น 4 แสนล้านบาท คาดว่าในปี 2560 จะเติบโตอีกราว 3.7% คิดเป็น 4.1 แสนล้านบาท สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 ที่ภาคธุรกิจต่างๆ อาทิ สถาบันการเงิน และบริการด้านสุขภาพ จะเน้นการลงทุนด้านไอทีมากขึ้น

ข้อมูลอีกด้านระบุว่า ภายในปี 2560-2561 ประเทศไทยจะมีผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตด้วยสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์แรกเป็นจำนวน 50 ล้านคน คิดเป็น 73% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้บริโภคประชาชนทั่วไป มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า คนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงในปี 2560 แอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมมากยังคงอยู่ในกลุ่มเดิม คือ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ยูทูบ และเชื่อว่ากระแสความนิยมโปรแกรมเหล่านี้จะมีเพิ่มขึ้นยาวยิ่งขึ้น

หนุ่มสาวจะนิยมใช้เฟซบุ๊กเป็นหลัก ขณะที่เยาวชนวัยรุ่นจะเลือกใช้แอพพลิเคชั่น เช่น ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ส่วนวัยทำงานและผู้สูงอายุนิยมใช้โปรแกรมไลน์ โดยภาพรวมการใช้สื่อต่างๆ ในแต่ละช่วงวัยในปี 2560 ยังคงไม่แตกต่างจากเดิมมาก นอกเสียจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะพัฒนาระบบให้ใช้งานง่ายขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุจะสนใจหันมาทดลองโปรแกรมใหม่มากขึ้น

โปรแกรมใหม่ในปี 2559 ที่ได้รับความนิยมอย่างการถ่ายทอดสดเฟซบุ๊ก (ไลฟ์) และพ็อดคาสท์ Podcast ซึ่งเป็นโปรแกรมวิทยุสื่อสารที่ใช้ผ่านโซเชียลมีเดีย ในปี 2560 ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ และอาจถูกพัฒนาให้เสมือนจริงมากขึ้น พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสื่อดั้งเดิมประเภททีวี วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ มากขึ้น เพื่อทำให้เกิดกระบวนการมีสวนร่วมของผู้เสพสื่อกับโซเชียลมีเดีย จะยิ่งเป็นการกระตุ้นทำให้เกิดการใช้จ่ายผ่านสื่อนี้มากขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการใช้สื่อประเภทนี้เช่นกันเพราะมีทั้งผลบวกและลบ โดยด้านบวกทำให้มีการดำเนินธุรกรรม ขายสินค้า โฆษณาง่ายมากขึ้น และทำให้ผู้สูงอายุสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและสังคมได้ แต่ส่วนที่เป็นกังวลคือบนโซเชียลมีเดียก็มีปัญหาอาชญากรรม หลอกลวง โจรกรรมข้อมูล สร้างข้อมูลเท็จ และการคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้น

“ข้อมูลต่างๆ ที่อยู่บนโซเชียลมีเดียหลายข้อมูลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นผู้ใช้ต้องระมัดระวังและคำนึงเสมอว่าข้อมูลที่รวดเร็วเหล่านั้นขาดการตรวจสอบ ไม่ควรหลงเชื่อโดยทันที แต่ควรตรวจสอบที่มาความถูกต้องให้ละเอียดเสียก่อน นอกจากนี้ไม่ควรกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไปเพราะข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกนำไปสร้างตัวตนใหม่หรือใช้ประโยชน์ทางอื่น”

ขณะที่กลุ่มเด็กเยาวชนที่ปัจจุบันพบปัญหาจากการใช้สื่อเพิ่มขึ้น ทางสถาบันระบบการศึกษาและครอบครัวจะต้องสอนให้เยาวชนรู้จักพร้อมระวังการใช้สื่ออย่างเท่าทัน ไม่ใช่สอนเพียงการใช้งานอย่างเดียว เพราะแอพพลิเคชั่นเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่

 

จับตาค้าปลีกยุค 4.0

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องหันมาปรับตัว เพื่อตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคให้ทัน ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากขึ้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกไม่ได้ทำการตลาดแค่ในส่วนของออฟไลน์หรือหน้าร้านเท่านั้น แต่มีการเพิ่มช่องทางเข้ามาในส่วนของออนไลน์เข้ามาทำตลาดควบคู่ไปกับช่องทางออฟไลน์ด้วย

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการที่ธุรกิจค้าปลีกจะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 นั่นก็คือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำการตลาด จะเห็นได้ว่าปัจจุบันห้างค้าปลีกไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ ต่างมีเว็บไซต์หรือแอพลิเคชั่นเข้ามาช่วยในการทำการตลาดและสื่อสารกับผู้บริโภคทั้งสิ้น เนื่องจากปัจจุบันมือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน ซิสโก้ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล (ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น) ทำให้ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งธุรกิจค้าปลีก (รีเทล) ก็ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสู่ยุครีเทล 4.0 รองจากอุตสาหกรรมไอที อุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิง เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงสู่รูปแบบการใช้งานผ่านมือถือมากขึ้น

ข้อมูลจากการ์ทเนอร์ ระบุว่า 80% ของผู้บริโภคในปัจจุบัน เลือกเข้าถึงข่าวสารและสื่อสารกับแบรนด์ต่างๆ ผ่านมือถือมากขึ้น โดยสถิติในปีนี้ระบุว่า 66% ของผู้บริโภค พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันทีหากรู้สึกไม่ได้รับความสะดวกในการใช้งาน ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องสร้างและเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดี และมีการคาดเดาได้ว่าผู้บริโภคต้องการบริการอะไรในอนาคต แสดงถึงความแตกต่างในการนำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยในปี 2555 พบว่ามีองค์กรเพียง 36% ที่ระบุว่ามีการนำฐานข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการอย่างตรงใจ ส่งผลให้ปีนี้สัดส่วนดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นเป็น 89%

ขณะที่ ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยถูกขับเคลื่อนโดยภาคธุรกิจค้าปลีกประมาณ 15% และจากการขยายตัวดังกล่าวของภาคธุรกิจค้าปลีกส่งผลให้มีการใช้แรงงานภายในธุรกิจสูงกว่าภาคอุตสาหกรรม แต่การใช้แรงงานที่สูงกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจค้าปลีกจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ดีกว่า เพราะหากดูตัวเลขของภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถือว่ายังมีช่องว่างระหว่างกันค่อนข้างสูง เนื่องจากปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็น 39% ของจีดีพีประเทศ

ช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างธุรกิจค้าปลีกและภาคอุตสาหกรรม ทำให้ยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกให้มีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของตัวผู้ประกอบการและภาคแรงงาน เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกนับจากนี้จะไม่ได้มองแค่การทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งมีประชากรเพียง 65 ล้านคนเท่านั้น แต่มองโอกาสถึงการขยายธุรกิจไปในตลาดภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 250 ล้านคนด้วย

สำหรับกลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกของไทยประสบความสำเร็จในภูมิภาคอาเซียน คือ กลยุทธ์ค้าปลีก 4.0 ซึ่งจะเน้นการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับ 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.อินโนเวชั่น 2.เทคโนโลยี และ 3.โนว์เลดจ์ เพราะสิ่งดังกล่าวจะให้ธุรกิจค้าปลีกของไทยพัฒนาและขยายตัวไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจค้าปลีกนับจากนี้ จะต้องมีความเข้าใจและรู้เท่าทันเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็ต้องมีการปรับตัว ปรับความคิดว่าเทคโนโลยีคืออะไร และจะนำมาปรับใช้อย่างไร สิ่งดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานในธุรกิจค้าปลีกต้องนำมาปรับใช้และปรับตัว

แม้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยจะยังไม่ชินกับการใช้จ่ายซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากนัก แต่หลังจากผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกมีการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ในอนาคตธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ในประเทศไทยต้องมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างแน่นอน เพราะการช็อปปิ้งผ่านช่องทางออนไลน์มีความสะดวกสบาย แค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัสก็ได้ช็อปสินค้าชิ้นนั้นมาไว้ในมือแล้ว

 

พลิกโฉมการเงินไทย

นับตั้งแต่เทคโนโลยียุคดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตของประชากรโลก พฤติกรรมของผู้บริโภคหลายด้านก็เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วขึ้นทำให้การใช้ชีวิตรวดเร็วมากขึ้น ความอดทนน้อยลงสำหรับการรอคอย

ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากจากเทคโนโลยี คือ ธุรกิจการเงิน ที่พลิกโฉมเป็นอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม การชำระเงิน การโอน การจ่าย ถูกบรรจุเป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานในสมาร์ทโฟนแทบจะเบ็ดเสร็จ ธนาคารพาณิชย์เกือบทุกแห่งมีบริการโมบายแบงก์กิ้งรองรับการทำธุรกรรมการเงินของลูกค้าซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก จนขณะนี้ธุรกรรมพื้นฐานโอนเงินชำระเงินส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนโมบายแบงก์กิ้งทั้งสิ้น จนทำให้อัตราเติบโตสูงเป็นเท่าตัวในแต่ละปี

ในปี 2560 จะเป็นปีแห่งการพลิกโฉมการเงินอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย หลังจากสถาบันการเงินได้ผ่านช่วงเวลาพัฒนา เตรียมการ และปรับเปลี่ยนระบบในช่วง 5 ปี มาจนกระทั่งเกิดเป็นนโยบายพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) ที่เป็นการประกาศเปลี่ยนประเทศไปสู่สังคมการลดใช้เงินสด (แคชเลสโซไซตี้) อย่างเป็นทางการ ซึ่งพอเหมาะพอเจาะกับช่วงเวลาที่เทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) กำลังพัฒนาถึงขีดสุด

พร้อมเพย์ เป็นระบบโอนเงินที่จะเห็นและเริ่มใช้ได้ก่อนภายในไตรมาสแรกของปี 2560 ซึ่งเป็นการเปิดให้มีการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล โดยไม่มีเงื่อนไขข้ามธนาคารหรือข้ามเขต ที่ผ่านมาการโอนเงินบนสมาร์ทโฟนง่ายและสะดวกก็จริง แต่ค่าธรรมเนียมในการโอนต่างธนาคารและข้ามเขตแพงเฉลี่ยรายการละ 25-35 บาท จะคุ้มก็ต่อเมื่อโอนในวงเงินที่สูงพอสมควร ส่วนการโอนเงินรายย่อยหลักร้อยไม่คุ้มเท่าใดนัก

พร้อมเพย์เกิดขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดดังกล่าวและเพิ่มความง่ายด้วยการเลือกเบอร์โทรศัพท์มือถือแทนการใช้เลขที่บัญชีธนาคาร ตามแนวคิดต้นแบบจากเอนี่ไอดี (Any ID) โดยกำหนดค่าธรรมเนียมตามวงเงิน ไม่เกิน 5,000 บาท/รายการ ฟรีค่าธรรมเนียม วงเงิน 5,000-3 หมื่นบาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาท/รายการ วงเงิน 3 หมื่น-1 แสนบาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาท/รายการ และมากกว่า 1 แสนบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาท/รายการ

การชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านพร้อมเพย์ต้องรอสักพักในการเชื่อมต่อระบบเข้าสู่บัญชีของนิติบุคคล ซึ่งเป็นเฟสที่ 2 ของการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะโครงสร้างพื้นฐานมีแล้ว รอเพียงระบบที่เชื่อมต่อท่อเข้ากับนิติบุคคลเท่านั้น ซึ่งน่าจะเห็นได้ภายในปี 2560 เช่นกัน

อีดีซี ประเทศไทย จะมีการชำระเงินผ่านบัตรเดบิตในร้านค้าทั่วไปมากขึ้นจากนโยบายการกระจายเครื่องรูดบัตร (อีดีซี) แม้จะเริ่มช้ากว่าแผนแต่ความตั้งใจของรัฐบาลต้องการให้เกิดภายในปี 2560 ให้ได้ เป็นความท้าทายพอสมควร เพราะบัตรพลาสติกกำลังจะล้าสมัย และใช้เงินลงทุนสูงเพื่อซื้อควบติดตั้งระบบอีดีซี ท่ามกลางการชำระเงินแบบโมบายเข้ามาแทนที่ ทว่า ถ้าทำสำเร็จจะพลิกโฉมการใช้บัตรเดบิตให้คุ้มค่ากับการติดชิปการ์ดยิ่งขึ้น จากปัจจุบันบัตรเดบิตถูกใช้เป็นบัตรเอทีเอ็มเป็นหลัก

อี-วอลเล็ต ทยอยเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น แม้จะยังไม่แพร่หลาย แต่เทรนด์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่เจาะลูกค้าตัวเองจูงใจให้ใช้บัตรหรือแอพพลิเคชั่นแทนเงินสด โดยมีสิทธิพิเศษ เช่น สตาร์บัคส์ เป็นต้น แต่จากปี 2560 จะเห็นอี-วอลเล็ตจากธนาคารพาณิชย์เกิดขึ้นหลายธนาคาร เช่น ธนาคารกสิกรไทย มีแผนออก K-Pay และกรุงศรี ก็มีแผนออกอี-วอลเล็ตด้วยเช่นกัน จะเป็นรูปแบบใดต้องติดตาม

ไบโอเมตริกซ์ หรือเทคโนโลยีชีวภาพ ถูกนำมาใช้ในแวดวงการเงินการธนาคารมากขึ้นเพื่อการยืนยันตัวตนของลูกค้าในช่องทางบริการต่างๆ ที่รู้จักกันดี เช่น ลายนิ้วมือ ม่านตา ใบหน้า เสียงพูด โดยเห็นการใช้ไบโอเมตริกซ์จากลายนิ้วมือในโมบายแบงก์กิ้งแล้วในบางธนาคาร สำหรับยืนยันตัวตนเพื่อเปิดใช้แอพพลิเคชั่นแทนการใช้รหัสผ่าน ขณะที่ไบโอเมตริกซ์เสียงพูดนั้น ธนาคารซิตี้แบงก์นำมาใช้เป็นธนาคารแรกในบริการคอลเซ็นเตอร์ และในปี 2560 จะเห็นธนาคารอื่นทยอยใช้ตามมา ส่วนไบโอเมตริกซ์ด้านอื่น หากจะนำมาใช้ต้องมีการทดสอบให้มั่นใจถึงความปลอดภัยก่อน ซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย

กู้เงินผ่านแอพ ในปี 2560 จะเห็นสถาบันการเงินเปิดให้บริการขอสินเชื่อผ่านแอพพลิเคชั่นมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเป็นหลัก โดยบริการไม่ใช่เพียงการกรอกเอกสารเพื่อยื่นสมัคร แต่สามารถรู้ผลในเวลารวดเร็ว หากได้อนุมัติเงินจะเข้าบัญชีทันที ซึ่งมีบางธนาคารเริ่มทำแล้ว เช่น ซีไอเอ็มบี ไทย ที่มีแอพพลิเคชั่น DSE หรือ Digital Solution Engagement สินเชื่ออนุมัติรวดเร็วด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

สินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย กระทรวงการคลังจะเริ่มอนุมัติการปล่อยสินเชื่อในโครงการพิโกไฟแนนซ์ ที่จะเข้ามาเสริมให้ธุรกิจรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น หลังจากมีโครงการนาโนไฟแนนซ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง โดยปล่อยกู้ได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท/ราย ดอกเบี้ย 36%

บริการการเงินที่ไม่ผ่านธนาคาร ในปี 2560 จะเริ่มเห็นบริการการเงินที่ไม่ผ่านสถาบันการเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากกระแสฟินเทคที่บูมขึ้น ทำให้ตัวกลางอย่างแบงก์ถูกตัดออกไป แทนที่ด้วยช่องทางดิจิทัลใหม่ๆ โดย ธปท.เริ่มเปิดทำพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ หรือแซนด์บ็อกซ์ พบว่า มีหลายบริการที่น่าสนใจ เช่น การปล่อยกู้ระหว่างบุคคลต่อบุคคล (พีทูพี) จับคู่ระหว่างผู้มีเงินทุน กับผู้ที่ต้องการเงินทุนเข้าด้วยกัน หากทำระบบที่มีความน่าเชื่อถือ ก็น่าจะเห็นบริการนี้ในไม่ช้า

เทรนด์บริการทางการเงินใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เข้ามากำจัดความยุ่งยากของขั้นตอนต่างๆ และค่าธรรมเนียมแพงจากบริการที่เคยถูกกินรวบโดยสถาบันการเงิน ส่วนสถาบันการเงินเองก็พัฒนาบริการของตัวเองใหม่ เพื่อไม่ให้เสียส่วนแบ่งตลาดไป ดังนั้น เชื่อได้เลยว่า คนไทยจะมีรุูปแบบการเงินใหม่ๆ มาให้ทดลองใช้ตลอดปี 2560 แน่นอน

 

ธีมลงทุน “ชีวิตสบายด้วยเทคโนโลยี ชีวิตดีด้วยพลังงานสะอาด”

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง วิเคราะห์ว่า ปี 2560 เทคโนโลยีเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทุกประเภทในโลก ที่จะมุ่งเน้นไปที่การทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายน้อยลง นอกจากนี้เทรนด์ของ ESC (Environmental/Social Responsibility/Good Governance) ยังเป็นเทรนด์ใหญ่ที่กำลังมาแรง ดังนั้นในส่วนต่อยอดจากธีมปีก่อนนั้นจึงจะเน้นเรื่องการลงทุนในกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อองค์กร สังคมและสิ่งแวดล้อม และจะคัดสรรการลงทุนในพลังงานสะอาดด้วย ดังนั้นปี 2560 จะเน้นการลงทุนในส่วนต่อยอดไปที่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด

เทรนด์ไอทีปัญญาประดิษฐ์

เทรนด์ไอทีปี 2560 อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างแพร่หลาย เพื่อร่วมกันสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีชีวิตและการตัดสินใจแทนมนุษย์ในการทำงานบางอย่าง ในขณะเดียวกันกลุ่มคนผู้เริ่มเบื่อหน่ายกับเทคโนโลยีที่ดูเหมือนว่าจะทำให้ชีวิตวุ่นวายมากกว่าเดิม ก็เริ่มการย้อนยุคเทคโนโลยีรุ่นเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวาในโลกสมัยใหม่อีกครั้ง และสุดท้ายสินค้าเทคโนโลยีที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องก็คือ สินค้าที่ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานอย่างหนักแทบจะตลอด 24 ชั่วโมงของคนรุ่นใหม่

 

แข่งขันพัฒนาด้านเอไอ 

(AI-Artificial Intelligence) หรือเอไอ หากยังจำกันได้ เมื่อตอนต้นปี 2559 โปรแกรมดีปไมน์ อัลฟ่าโก (Deepmind-Alpha Go) ของกูเกิล ได้เอาชนะแชมป์โลกในการเล่นเกมโกะ ฟังดูแล้วเราอาจจะคิดว่าก็คงเหมือนๆ กับกับเกมที่เราต้องสู้กับคอมพิวเตอร์ แต่ดีปไมน์เป็นอะไรที่มากกว่านั้น ระบบอัลกอรึทึ่มของดีปไมน์เลียนแบบโครงสร้างสมองของมนุษย์ เพื่อเรียนรู้วิธีการเล่นและพัฒนาได้ทุกเกมที่มีในโลกได้ด้วยตัวเอง โดยโปรแกรมเมอร์ไม่จำเป็นต้องป้อนคำสั่งเลย แตกต่างจากดีปบลู ของบริษัทไอบีเอ็มที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเอาชนะเกมใดเกมหนึ่ง ซึ่งในปี 2560 นี้เหล่าโปรแกรมเมอร์จะเริ่มหันมาให้ความสนใจพัฒนาอัลกอรึทึ่มเอไอแบบนี้มากขึ้น

ปีแห่งการย้อนยุคเทคโนโลยี

เอ็ดดี้ เรย์แมน นักแสดงชายชาวอังกฤษ ตัดสินใจเปลี่ยนการใช้งานไอโฟนไปเป็นโทรศัพท์มือถือธรรมดา เขาให้เหตุผลกับหนังสือพิมพ์ ดิ อินดีเพนเดนต์ ว่า เขาเริ่มรู้สึกต่อต้านการติดไอโฟน เพื่อเช็กอีเมลและข้อความต่างๆ จนเขารู้สึกว่าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองในปัจจุบันเลย การเพิ่มระยะห่างเทคโนโลยีจึงกลายเป็นช่องว่างให้เทคโนโลยีอะนาล็อกยุค 80 เข้ามามีบทบาท ตั้งแต่กระแสความนิยมเครื่องเล่นแผ่นเสียงและยอดขายแผ่นเสียงที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง อย่างที่บริษัท วินนี่ เรกคอร์ด สามารถจำหน่ายแผ่นเสียงได้มากถึง 12 ล้านแผ่น และบริษัท โซนี่ เองก็เปิดตัวเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นใหม่ในงานแสดงเทคโนโลยี CES 2016 ในขณะเดียวกันโทรศัพท์มือถือรุ่นปุ่มกดก็ได้รับการดีไซน์ใหม่ให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง อย่างเช่น มือถือจากสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ พ็องค์ (Punkt) รุ่น MP01 มีดีไซน์ที่สวยงามเรียบง่าย ชาร์จเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้นานหลายสัปดาห์ หรือจะเป็นการประสานรวมระหว่างเครื่องเล่นเกมรุ่นเก่ากับสมาร์ทโฟนอย่าง เครื่องไฮเปอร์คิน สมาร์ท บอย (Hyperkin Smart Boy) ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากเหล่าแฟนเกมบอยรุ่นเก่า และเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบการบังคับผ่านจอทัชสกรีนเป็นอย่างดี

สินค้าเพื่อสุขภาพและความผ่อนคลาย

ผลสืบเนื่องมาจากอารมณ์การย้อนยุคเทคโนโลยีและการเว้นช่องว่างมาใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ไขปัญหาสุขภาพและจิตใจจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างสูง เริ่มจากการพัฒนาเทคโนโลยีแวร์เอเบิล เช่น แหวน นาฬิกาข้อมือ ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหว อัตราเต้นหัวใจ ความดัน เพื่อวัดสุขภาพว่าคุณควรจะเริ่มดูแลตัวเอง ล่าสุดนวัตกรรมอย่างมาย ยูวี แพตซ์ ของลอรีอัล ได้พัฒนาสติ๊กเกอร์ที่มีความสามารถในการวัดแสงยูวี และแสดงผลผ่านแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนว่าคุณรับแสงยูวีมากเกินไปหรือเปล่า เพื่อช่วยในการดูแลป้องกันผู้ใช้จากโรคมะเร็งในผิวหนัง แม้กระทั่งพ็อดคาสท์ หรือการฟังวิทยุออนไลน์ ช่อง สลีป วิท มี สำหรับฟังเสียงนับแกะมียอดการดาวน์โหลดฟังสูงถึง 1,300 ล้านครั้งในเวลาเพียง 3 เดือน แสดงให้เห็นว่าผู้คนกำลังเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีมาดูแลตัวเองมากกว่าใช้เวลาหมดไปกับการแชตไปวันๆ

สวมใส่ได้ทุกเพศ เทรนด์แฟชั่น

ในด้านแฟชั่น 2560 มีการสรุปเทรนด์โดย TCDC Demographic Blur ด้วยแนวคิด “Neutral Aesthetics : สุนทรียะที่เป็นกลาง” ทําให้การแต่งกายสุดเรียบง่ายในแบบนอร์มคอร์ (Normcore) และเสื้อผ้าแนวสปอร์ตดูกลางๆ อยู่ในกระแส ตั้งแต่ เสื้อยืด สเวตเตอร์ จนถึงกางเกงยีนส์ เน้นวัสดุเนื้อดี ความเป็นพื้นฐานสีโทนกลาง ทั้งสี รูปแบบ ด้วยผ้าฝ้ายนุ่มสบายที่ทุกคนสวมใส่ได้ คอลเลกชั่น 2017 ให้ความสําคัญกับความธรรมดาสวมใส่ได้ทุกเพศ เรียบง่ายด้วยสีน้ำเงินกรมท่า ส้ม และมะนาว เสื้อผ้าหลายแบรนด์นำเสนอคอลเลกชั่นยูนิเซ็กซ์ “ไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่แค่ชุดกีฬา ไม่ใช่สตรีทแวร์ ไม่ใช่แค่ชุดลําลอง มันคือการแต่งกาย และด้านหนึ่งคือการแสดงสัญลักษณ์ประชาธิปไตยบนรันเวย์”

เสื้อผ้าแนวสปอร์ตแวร์เทรนด์ปีที่ผ่านมา ทำให้สไตล์เสื้อผ้ายูนิเซ็กซ์ยังอินต่อเนื่อง สเวตเตอร์ เสื้อฮู้ด เลกกิ้ง นี่คือสิ่งของด้านกีฬาที่กําลังเปิดสู่ประตูบานใหม่ การสวมชุดกระโปรงผู้หญิงเดินบนรันเวย์ในโชว์เสื้อผ้าบุรุษ จึงเป็นเทรนด์สร้างแรงบันดาลใจในคอลเลกชั่นล่าสุด เป็นการใช้ความงามแบบเป็นกลางในการออกแบบ ปรากฏการณ์ยูนิเซ็กซ์ดังกล่าวน่าจะดึงดูดใจกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะคู่แต่งงานที่ใช้ตู้เสื้อผ้าใบเดียวกัน

ส่วนเทรนด์การแต่งหน้า การแต่งหน้าบางเบาโชว์ผิวสวยแบบเมกอัพโนเมกอัพ เพิ่มด้วยกรีดอายไลเนอร์สีน้ำเงินและม่วง คือ เทรนด์ปี 2560 ด้านบนลากหางตวัดบรรจบกันด้านล่างเป็นสีม่วงแปลกตากว่าปีที่ผ่านมา ที่สาวๆ เคยกรีดอายไลเนอร์แค่สีดำ ส่วนทรงผม ปีนี้ผมหน้าม้าเป็นทรงที่อินกับแฟชั่นไม่ว่าจะเป็นม้าเต็ม ม้าเต่อ ม้าปัด ม้าซีทรู ปีใหม่ต้องเปลี่ยนทรงผมม้าแบบไหนก็ทำให้ดูเด็กลงได้ทั้งนั้น

ระวังจะตามโลกไม่ทัน ถ้าไม่รู้จักและศึกษาให้ลึกซึ้งในเทรนด์เหล่านี้

 

‘อาลีบาบา’ ลุยกู้ภาพลักษณ์ ดันบิ๊กดาต้าปราบสินค้าปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471935

‘อาลีบาบา’ ลุยกู้ภาพลักษณ์ ดันบิ๊กดาต้าปราบสินค้าปลอม

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อไม่นานมานี้ อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซ สัญชาติจีน ถูกสหรัฐเล่นงานอีกครั้งจากปัญหาการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าปลอม โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูทีเอส อาร์) ประกาศขึ้นบัญชีดำ เถาเป่า เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของบริษัท และจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หลังปลดเว็บดังกล่าว ออกจากการขึ้นบัญชีดำไปเมื่อปี 2012

ประเด็นสินค้าปลอมแพร่ระบาดและการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า เป็นปัญหาที่คุกคามภาคธุรกิจมาอย่างเรื้อรัง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) คาดการณ์ว่า เมื่อปี 2015 มูลค่าการจำหน่ายสินค้าปลอมทั่วโลกอยู่ที่ 4.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) โดยจีนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตโลกนั้น เผชิญปัญหาสินค้าปลอมระบาดมานับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ขณะที่การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ยิ่งเพิ่มความน่าวิตกเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ อาลีบาบามีแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ 3 แห่ง ประกอบด้วย เถาเป่า ทีมอลล์ และจูหวาซ่วน ซึ่งมีผู้ซื้อสินค้าประจำราว 423 ล้านคน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี อาลีบาบาโดนโจมตีเรื่องการจำหน่ายสินค้าปลอมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะจากแบรนด์ต่างชาติหลายแห่งหรือจากผู้บริโภคเอง

การขึ้นบัญชีดำเว็บเถาเป่ารอบใหม่จึงสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อบริษัท ซึ่งพยายามกอบกู้ชื่อเสียงด้วยการเดินหน้าปราบปรามสินค้าปลอมมาอย่างต่อเนื่อง และกำลังขยายการทำธุรกิจออกไปทั่วโลก เนื่องจากการกลับมาอยู่ในบัญชีดำอีกครั้งบั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวนักลงทุนและผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ แจ็ค หม่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอาลีบาบา ตั้งเป้าสร้างรายได้จากยอดขายในต่างประเทศราว 50% อย่างไรก็ดี รายได้สัดส่วนดังกล่าวของอาลีบาบายังอยู่ที่เพียง 4% เท่านั้นในปี 2015

เมื่อปีที่แล้ว บริษัทได้เริ่มใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าตรวจสอบ ติดตาม และตรวจจับสินค้าปลอมและบริษัทผลิตสินค้า โดยการดำเนินการดังกล่าวมีชื่อว่า “ปฏิบัติการคลาวด์ ซอร์ด” (Cloud Sword) ที่ช่วยกวาดล้างผู้จำหน่ายสินค้าปลอมไปได้ถึง 800 รายทั่วประเทศในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าราว 205 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,383 ล้านบาท)

เซาท์ไชน่า มอนิ่งโพสต์ รายงานว่า อาลีบาบาจะเดินหน้าขยายปฏิบัติการปราบสินค้าปลอมต่อ ด้วยการก่อตั้งกลุ่ม “พันธมิตรคลาวด์ซอร์ด” ที่เป็นความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในเมืองเซี่ยงไฮ้ รวมถึงมณฑลอันฮุย เจียงซี และเจียงซู

“อาลีบาบาทุ่มเทความพยายามทั้งหมด เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันบนแพลตฟอร์มเถาเป่าของบริษัท และเพื่อผู้บริโภคราว 400 ล้านคน ที่ชื่นชอบและใช้บริการของเรา” แดเนียล จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าว

ลุยใช้เทคโนโลยีคุมแพลตฟอร์ม

นอกเหนือจากการใช้บิ๊กดาต้าแล้ว อาลีบาบาได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ตรวจสอบข้อมูลสินค้าต่างๆ บนแพลตฟอร์มทั้งหมดของบริษัท ซึ่งมีจำนวนราว 600 ตัว ที่ช่วยสแกนข้อมูลแบบเรียลไทม์และรายการสินค้ากว่าหลายแสนรายการ เช่น ข้อมูลจำเพาะของสินค้าและรีวิวจากลูกค้า ซึ่งกระบวนการสแกนใช้เวลาเพียง 30 มิลลิวินาทีเท่านั้น โดยเอไอดังกล่าวยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พฤติกรรมผู้ใช้ ระบบการชำระเงิน และข้อมูลด้านโลจิสติกส์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ในระบบ

อาลีบาบา เปิดเผยว่า เอไอดังกล่าวสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการตรวจจับสินค้า ขณะที่บริษัทจะป้อนข้อมูลที่ได้จากการสอบสวนสินค้าปลอมที่ไม่ได้ดำเนินการออนไลน์เข้าไปในระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและติดตามสินค้าปลอมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เว็บไซต์เทคโนด รายงานว่า อาลีบาบายังใช้เทคโนโลยีโอซีอาร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพไปเป็นข้อความที่สามารถแก้ไขได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ในการช่วยจัดการปัญหาสินค้าปลอม ที่มักระบุกรอบราคาไม่ตรงกับราคาสินค้าในภาพ

“ผู้จำหน่ายสินค้าปลอมหลายรายระบุกรอบราคาสินค้าไว้ที่ 1 แสนหยวน แต่ราคาสินค้าบนรูปกลับอยู่ที่ 1,000-7,800 หยวน บ่งชี้ว่าสินค้าดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นของปลอม” อาลีบาบา ระบุ

ก่อนหน้าที่อาลีบาบาได้เริ่มใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาควบคุมดูแลแพลต ฟอร์มจำหน่ายสินค้า บริษัทได้ก่อตั้งฝ่ายกำกับดูแลแพลตฟอร์มขึ้นมาในปี 2015 เพื่อจัดการการปลอมแปลงและละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า โดยทุ่มลงทุนในหน่วยงานดังกล่าวเกือบ 1,000 ล้านหยวน (ราว 5,181 ล้านบาท) ต่อปี และว่าจ้างพนักงานราว 2,000 คน ซึ่งช่วยกำจัดสินค้าปลอมบนเว็บไซต์ไปได้ 120 ล้านรายการ เมื่อปีที่แล้ว

“เจดี ดอทคอม” รุกซื้อสินค้าตรง

อาลีบาบาไม่ใช่อี-คอมเมิร์ซจีนรายเดียวที่เผชิญปัญหาสินค้าปลอมระบาด เนื่องจากเจดี ดอทคอม คู่แข่งรายใหญ่ของอาลีบาบาและเป็นเบอร์ 2 ในจีน ก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน

อย่างไรก็ดี บริษัทเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างจากอาลีบาบา โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว บริษัทประกาศปิด “ไป๋ไป๋” แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อกวาดล้างสินค้าปลอมโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้เจดีสูญเงินไปราว 2,750 ล้านหยวน (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) ในไตรมาส 4 ปี 2015 จากการดำเนินการดังกล่าว

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าร้านขายสินค้าบนเจดี ดอทคอม มีความน่าเชื่อถือมาก กว่าบนแพลตฟอร์มอาลีบาบา ด้านริชาร์ด หลิว ซีอีโอของเจดี ดอทคอม เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ด้วยการจะติดต่อซื้อสินค้าจากแบรนด์ผู้ผลิตโดยตรงนับตั้งแต่ปีหน้า รวมถึงมุ่งจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่สินค้าราคาถูก เพื่อตอบสนองดีมานด์ชนชั้นกลางจีนที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี

ภาพ รอยเตอร์ส

 

ยันค่าโทรเป็นวินาทีไม่จ่ายแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 07:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471729

ยันค่าโทรเป็นวินาทีไม่จ่ายแพง

ประวิทย์ยันคิดเป็นวินาทีคนละเรื่องกับค่าโทรแพง และจะช่วยให้ผู้บริโภคได้นาทีคืนมา 30%

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz ต้องคิดค่าโทรตามจำนวนวินาทีโดยไม่ปัดเศษ ซึ่งขณะนี้มีการพยายามทำให้สังคมสับสนว่าหากคิดค่าโทรเป็นวินาที จะทำให้ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น และไม่มีประเทศไหนดำเนินการนั้น ขอยืนยันข้อมูลว่า การโทรในกลุ่มประเทศสมาชิกอียู ล้วนมีการคิดค่าโทรเป็นวินาที

นพ.ประวิทย์ กล่าวด้วยว่า หากคิดค่าโทรแบบปัดเศษเป็นนาที ในอียูพบว่าผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มกว่าที่ใช้จริงอีก 24% และในแคนาดามีผู้บริโภคประมาณว่าในแพ็กเกจหรือรายการส่งเสริมการขายแบบโทรฟรีที่ใช้ในแต่ละรอบบิล มีนาทีหายไป 30-40% จากการปัดเศษ แต่ถ้าคิดเป็นวินาที นาทีที่หายไปจะกลับมาให้ผู้บริโภคใช้โทรฟรีได้ โดยไม่ต้องถูกคิด ค่าบริการแบบโทรเกินแพ็กเกจที่มีราคา แพงกว่าปกติ ซึ่งตรงกับปัญหาของ ผู้บริโภคไทย ตามที่ กสทช.ได้รับการ ร้องเรียนมาตลอดว่าผู้บริโภคใช้งานไม่เกินโปร แต่กลับถูกเรียกเก็บค่าบริการส่วนเกินโปร เพราะผู้ให้บริการปัดเศษนาทีทุกครั้งที่โทรออก ทำให้ยอดการใช้งานที่ถูกเรียกเก็บสูงกว่าเวลาการโทรจริงเดือนละหลายร้อยนาที

ด้านแหล่งข่าวจาก กสทช. ระบุว่า มีการขอทบทวนมติ กทค.และมีการยื่นหนังสือโดยอ้างว่าผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ จึงเป็นเรื่องน่ากังวลว่าอิทธิพลของธุรกิจได้แผ่เข้ามาในองค์กรอิสระอย่าง กสทช.อย่างเป็นระบบแล้วหรือไม่

 

มะกันขึ้นบัญชีดำ’อาลีบาบา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 06:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471723

มะกันขึ้นบัญชีดำ'อาลีบาบา'

ผู้แทนการค้าสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำเว็บไซต์ “เถาเป่า” ของอาลีบาบา หลังพบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูทีเอสอาร์) ประกาศขึ้นบัญชีดำ “เถาเป่า” เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งก่อตั้งโดยบริษัท อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซสัญชาติจีน หลังยังพบการจำหน่ายสินค้าปลอมและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก โดยจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

การขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ไม่มีบทลงโทษโดยตรง แต่เป็นการบั่นทอนความพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ของอาลีบาบาที่กำลังกำจัดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากเว็บไซต์ ซึ่งความพยายามดังกล่าวจะช่วยขยายฐานลูกค้าทั่วโลก รวมไปถึงชิงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งรายสำคัญอย่าง อีเบย์ และอเมซอน เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากสหรัฐ

ยูเอสทีอาร์ ระบุว่า มีรายงานสินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าบนเว็บไซต์เถาเป่าอย่างน้อย 95% ซึ่งอยู่ในระดับที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลเสียต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม และอาจก่อผลกระทบทางสุขภาพในบางกรณี

ทั้งนี้ เว็บไซต์เถาเป่าที่ติด 1 ใน 15 เว็บไซต์ใหญ่ที่สุดของโลก เคยถูกขึ้นบัญชีดำมาแล้วในปี 2011 แต่ถูกถอดออกในปี 2012 หลังอาลีบาบาพยายามลดจำนวนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าปลอมบนเว็บไซต์ เนื่องจากถูกร้องเรียนจากเจ้าของลิขสิทธิ์จากนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ไมเคิล อีแวนส์ ประธานบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวผ่านแถลงการณ์ของบริษัทว่า อาลีบาบารู้สึกผิดหวังอย่างมากหลังจากถูกขึ้นบัญชีดำรอบใหม่ เนื่องจากในปัจจุบันอาลีบาบาเพิ่มมาตรการกำจัดสินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์มากกว่าช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวคือการเพิกเฉยต่อการเพิ่มการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น 2 เท่า ในปีนี้จากในปี 2015

นอกจากนี้ อีแวนส์ยังตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของยูเอสทีอาร์ว่าอ้างอิงตามข้อเท็จจริง หรือตัดสินใจโดยมีนัยทางการเมืองแอบแฝงอยู่หรือไม่