แอพเรียกรถโดยสารเดือด แกร็บเกาะกระแสอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 05:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471718

แอพเรียกรถโดยสารเดือด แกร็บเกาะกระแสอี-คอมเมิร์ซ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ทุกวันนี้ แอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกบริการรถโดยสารเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอูเบอร์ แกร็บ หรือกระทั่งแอพของคนไทยเพิ่งคิดค้นขึ้นมา แท็กซี่-บีม ทุกค่ายจึงพัฒนาฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมาเสริมการทำงานให้สอดคล้องกับผู้ใช้งาน

ยี วี แตง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขนส่งชั้นนำ เปิดเผยว่า จากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่เติบโตในไทย แกร็บจึงเปิดให้บริการใหม่รับสั่ง-ส่งสินค้าทุกที่ ทุกเวลา จากร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ผ่านแอพพลิเคชั่น 7-Eleven TH  รับสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมชำระค่าสินค้าให้กับผู้ขับขี่ของแกร็บไบค์ เดลิเวอรี่ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำแกร็บในการเป็นแอพพลิเคชั่นด้านขนส่ง

ทั้งนี้ หลังจากเกิดการสั่งซื้อขึ้น ผู้ขับขี่ของแกร็บไบค์จะไปรับสินค้าให้บริการกว่า 800 สาขาของเซเว่นฯ ในเขตย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ และทำการจัดส่งให้ถึงมือโดยชำระเงินปลายทางเมื่อได้รับสินค้า สำหรับการขยายการให้บริการของแกร็บในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ของแกร็บไบค์มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดส่งสินค้าของเซเว่นฯ และลูกค้าของเซเว่นฯ เองก็จะได้รับความสะดวกสบาย จากการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และรับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่น 7-Eleven TH ยังพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าจึงสามารถมั่นใจได้ว่า แกร็บจะสามารถจัดส่งสินค้าเซเว่นฯ ถึงมือลูกค้าได้ในทุกเวลาที่ท่านต้องการแม้ในยามดึกที่ท่านเกิดหิวขึ้นมาก็ตาม ด้วยค่าจัดส่ง 50 บาท สำหรับการใช้บริการ 3 ครั้งแรกจะได้รับสิทธิพิเศษจากเซเว่นฯ เริ่มตั้งแต่วันนี้-เดือน ก.พ. 2560 จากนี้ไปบริษัทสามารถสนับสนุนธุรกิจอื่นๆ ให้ขยายมาอยู่ในโลกออนไลน์เพื่อรับกับตลาดในปัจจุบันได้ รองรับกับธุรกิจ
อี-คอมเมิร์ซเติบโตอีกมากในปีหน้า

ด้านแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยแท้ แท็กซี่-บีม (Taxi-Beam) ด้วยจำนวนคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว วุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แท็กซี่-บีม กล่าวว่า การพัฒนาแอพพลิเคชั่นแท็กซี่-บีม จุดเด่น คือ การใช้งานง่ายและเป็นภาษาไทยทั้งหมด  นอกจากนี้ทำให้คนขับแท็กซี่สามารถเห็นตำแหน่งของผู้โดยสาร ที่จะเรียกแท็กซี่ด้วยว่าอยู่บริเวณใด และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน เพื่อช่วยให้คนขับแท็กซี่เลือกรับผู้โดยสารที่จะไปในเส้นทางที่สามารถไปส่งได้ เช่น ไปเส้นทางเดียวกับเส้นทางไปส่งรถ หรือต้องไปเติมแก๊ส เป็นต้น

ในฝั่งของผู้โดยสารสามารถเลือกเรียกแท็กซี่ผ่านแอพตามปกติ หรือโทรติดต่อคนขับที่อยู่ในบริเวณนั้นได้โดยตรง เพียงกดที่รูปไอคอนแท็กซี่ และกดโทรเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ บริการนี้จึงเพิ่มความมั่นใจให้ผู้โดยสารได้ว่า ในกรณีฉุกเฉินก็สามารถโทรติดต่อคนขับแท็กซี่ได้แน่นอน ซึ่งเป็นจุดเด่นของแอพที่แตกต่าง ในอนาคตเตรียมพัฒนาต่อยอดการให้บริการเพิ่มในส่วนของรถโดยสารประเภทอื่นๆ เช่น รถลีมูซีน รถมินิแวน และรถตู้ เป็นต้น

สำหรับอัตราค่าโดยสาร คิดตามจริงขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ให้บริการแต่ละจังหวัดและจ่ายเพิ่มอีก 20 บาท เป็นค่าบริการ โดยจ่ายให้กับคนขับแท็กซี่โดยตรง นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนหารายได้จากค่าโฆษณาของธุรกิจต่างๆ และในอนาคตแอพแท็กซี่-บีม ฝั่งผู้โดยสารจะสามารถแสดงส่วนลด โปรโมชั่นหรือโฆษณาสินค้าและบริการของธุรกิจและร้านค้าที่รถแท็กซี่วิ่งผ่าน หรือบริเวณรอบๆ จุดปลายทางของผู้โดยสารได้
ตั้งเป้าว่ารายได้จากค่าโฆษณาจะเป็นรายได้หลักของบริษัทในอนาคต

วุฒิกร กล่าวว่า ขณะนี้แอพแท็กซี่-บีม เปิดให้บริการแล้วใน จ.อุบลราชธานี และขอนแก่น ส่วนในกรุงเทพฯ เพิ่งเริ่มใช้งานเดือน ธ.ค.นี้ มีรถแท็กซี่ 800 คันทั่วประเทศ หากเปิดเต็มรูปแบบเดือน ก.พ. จะมีรถแท็กซี่ให้บริการกว่า 5,000 คัน ในต่างจังหวัดไม่น้อยกว่า 500 คัน

แอพพลิเคชั่นเรียกบริการรถโดยสารไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ดังนั้น แกร็บ อูเบอร์ แท็กซี่-บีม จึงมองหาโอกาสสร้างการเติบโตในรูปแบบต่างๆ เพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้งาน หรือกระทั่งแกร็บเองที่โหนกระแสกับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งต้องจับตาดูการขยายการให้บริการนอกเหนือจากเซเว่นอีเลฟเว่น

 

ซักเคอร์เบิร์ก เปิดตัว “จาร์วิส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471653

ซักเคอร์เบิร์ก เปิดตัว "จาร์วิส"

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” โชว์ฟังก์ชั่นการใช้งาน “จาร์วิส” AIที่เขาใช้เวลากว่า 1 ปีในการพัฒนา

จาร์วิส (Jarvis) เป็นชื่อของพ่อบ้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ผู้ช่วยของไอร่อนแมน ในภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน และกลายเป็นชื่อที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก นำมาตั้งให้กับ AI ของเฟซบุ๊คที่เขาใช้เวลาถึง 1 ปีในการเขียนโค้ด ซึ่งเป็นงานที่เขารัก แล้วเนรมิตผลงานชิ้นใหม่ขึ้นมา

เบื้องต้น ซักเคอร์เบิร์ก จาร์วิสสามารถเตือนความจำ จดจำใบหน้าเพื่อน หรือคนรู้จักของเรา ตอบสนองต่อคำสั่งผ่านข้อความที่ส่งผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อนำคำสั่งนั้นไปปฏิบัติ เช่น ปิดไฟ เปิดไฟ ช่วยเลี้ยงลูก ทำอาหารให้เรากิน ฯลฯ โดยเสียงพูดของจาร์วิสนำมาจากเสียงของ มอร์แกน ฟรีแมน ดาราอาวุโสเสียงนุ่มหูนั่นเอง

แต่ซักเคอร์เบิร์กยังไม่พอใจและขอให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊คช่วยกันระดมสมองว่า จาร์วิสควรทำงานอะไรได้อีก เพราะจาร์วิสยังเป็นเพียง AI ระดับพื้นฐาน และในส่วนของการเชื่อมต่อปัญญาประดิษฐ์กับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อรับรองคำสั่งต่างๆ ยังเป็นโจทย์ที่ต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป รวมถึงการรับคำสั่งในภาษาต่างๆ ซึ่งซักเคอร์เบิร์กเสนอแนะให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเดินเครื่องพัฒนาอุปกรณ์ที่ทำงานควบคู่กับ AI เพื่อรองรับในจุดนี้

เปิดตัว “Taxi-Beam” แอพฯเรียกแท็กซี่ฝีมือคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471560

เปิดตัว "Taxi-Beam" แอพฯเรียกแท็กซี่ฝีมือคนไทย

เปิดตัว Taxi-Beam แอพฯเรียกแท็กซี่ฝีมือนักพัฒนาคนไทย ให้บริการทั้งกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด หวังแก้ปัญหาปฏิเสธผู้โดยสาร

นายวุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แท็กซี่-บีมจำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ชื่อ Taxi-Beam ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยฝีมือนักพัฒนาคนไทย มีจุดเด่นที่การใช้งานง่ายและเป็นภาษาไทยทั้งหมด คาดว่าจะพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบได้ภายในเดือนก.พ. 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาคนขับแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร

บริษัทฯใช้เวลาในการออกแบบและพัฒนาระบบประมาณ 1 ปี หลักการในการออกแบบแอพพลิเคชั่นนี้ นอกจากจะทำให้ผู้โดยสารเรียกใช้บริการแท็กซี่ได้สะดวกแล้ว ยังทำให้คนขับแท็กซี่สามารถเห็นตำแหน่งของผู้โดยสารที่จะเรียกแท็กซี่ด้วยว่าอยู่บริเวณใด และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน เพื่อช่วยให้คนขับแท็กซี่เลือกรับผู้โดยสารที่จะไปทางที่สามารถไปส่งได้ เช่น ไปทางเดียวกับทางไปส่งรถ หรือต้องไปเติมแก๊ส เป็นต้น

ขณะที่ในฝั่งของผู้โดยสาร สามารถเลือกเรียกแท็กซี่ผ่านแอพฯตามปกติ หรือโทรติดต่อคนขับที่อยู่ในบริเวณนั้นได้โดยตรง เพียงกดที่รูปไอคอนแท็กซี่ และกดโทรเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ บริการนี้จึงเพิ่มความมั่นใจให้ผู้โดยสารได้ว่า ในกรณีฉุกเฉินก็สามารถโทรติดต่อคนขับแท็กซี่ได้แน่นอน ซึ่งเป็นจุดเด่นของแอพฯ Taxi-Beam ที่แตกต่างจากแอพฯอื่นๆ และในอนาคตเตรียมพัฒนาต่อยอดการให้บริการเพิ่มในส่วนของรถโดยสารประเภทอื่นๆ เช่น รถลีมูซีน รถมินิแวน และรถตู้ เป็นต้น

สำหรับอัตราค่าโดยสาร ผู้โดยสารจ่ายตามจริงขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ให้บริการแต่ละจังหวัดและจ่ายเพิ่มอีก20 บาทเป็นค่าบริการ โดยจ่ายให้กับคนขับแท็กซี่โดยตรงส่วนคนขับแท็กซี่จ่ายค่าบริการเพียง 20 บาทต่อ 1 รอบการใช้งาน 15 ชั่วโมงซึ่งค่าบริการใช้แอพพลิเคชั่นจากฝั่งคนขับแท็กซี่เป็นรายได้ที่บริษัทฯ จะได้รับ ซึ่งนอกจากรายได้ส่วนนี้แล้ว บริษัทยังมีแผนหารายได้จากค่าโฆษณาของธุรกิจต่างๆ โดยในอนาคตแอพฯ Taxi-Beam ฝั่งผู้โดยสารจะสามารถแสดงส่วนลด โปรโมชั่น หรือโฆษณาสินค้าและบริการของธุรกิจและร้านค้าที่รถแท็กซี่วิ่งผ่าน หรือบริเวณรอบๆจุดปลายทางของผู้โดยสารได้ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าว่า รายได้จากค่าโฆษณาจะเป็นรายได้หลักของบริษัทฯในอนาคต

วุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แท็กซี่-บีม

นายวุฒิกร กล่าวอีกว่า ขณะนี้แอพฯ Taxi-Beam เปิดให้บริการแล้วในจังหวัดอุบลราชธานีและขอนแก่น ส่วนในกรุงเทพฯ เพิ่งเริ่มทดลองใช้งานเดือนธันวาคม 2559 ดังนั้นจึงยังมีจำนวนรถแท็กซี่ให้บริการไม่มากนัก รวมแล้วทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ประมาณ 800 คัน อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว บริษัทฯตั้งเป้าว่า ภายในปี 2560 จะมีจำนวนรถแท็กซี่ให้บริการในกรุงเทพฯ มากกว่า 5,000 คัน และในต่างจังหวัดไม่น้อยกว่า 500 คัน โดยบริษัทฯ เตรียมอัดงบส่งเสริมการตลาดประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการใช้บริการ

“บริษัทฯ มีแผนจะจัดทำระบบ Pass ซึ่งเปรียบเสมือนแท็กซี่-บีม ดิจิตอล การ์ด (Taxi-Beam Digital Card) เพื่อแจกให้กับผู้โดยสารทุกคนที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้ เพื่อสะสมแต้มเมื่อใช้บริการ Taxi-Beam สำหรับนำมาแลกสิทธิประโยชน์และส่วนลดต่างๆ มากมาย ในส่วนของคนขับแท็กซี่จะมีกิจกรรมสะสมแต้มจากการรับส่งผู้โดยสารและแนะนำเพื่อนคนขับ เพื่อแลกรับรางวัลต่างๆ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้บริการ Taxi-Beam อย่างต่อเนื่อง”

นายวุฒิกรกล่าวว่า บริษัทเป็นพันธมิตรกับศูนย์แท็กซี่ต่างๆ จำนวนมาก ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถขยายจำนวนรถแท็กซี่ได้อย่างรวดเร็ว และยังสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารในด้านความปลอดภัยอีกด้วย เนื่องจากทางศูนย์แท็กซี่ก็จะช่วยคัดกรองและตรวจสอบคนขับให้อีกทางหนึ่ง ขณะที่ในส่วนคนขับแท็กซี่อิสระที่ต้องการเข้าร่วมให้บริการกับ Taxi-Beam ทางบริษัทฯก็จะมีการตรวจสอบหลักฐานการสมัครต่างๆ ก่อนจึงจะอนุมัติให้เข้าร่วมใช้ระบบฯ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.taxi-beam.com

 

ขีดเส้นทีวี30วัน ขอยืดจ่ายประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 07:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471497

ขีดเส้นทีวี30วัน ขอยืดจ่ายประมูล

กสทช.ขีดเส้น 30 วัน ให้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยื่นแสดงความจำนงยืดจ่ายค่าประมูล ย้ำรายไหนโดนถอนใบอนุญาตก่อนมีคำสั่ง คสช.หมดสิทธิ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งหนังสือไปยังผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทั้งหมด เพื่อแจ้งให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิขยายเวลาชาระเงินค่าประมูลช่องทีวีดิจิทัล ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 76/2559 เรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ 2559 มายื่นหนังสือแสดงความจำนงต่อสำนักงาน กสทช.ภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีคำสั่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ ตามคำสั่งดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลสามารถขยายเวลาชาระเงินค่าประมูลที่ยังเหลือ ซึ่งต้องจ่ายเป็นรายปีอีก 3 งวด ให้จ่ายเป็นรายปีอีก 6 งวดได้ แต่ต้องวางแบงก์การันตีสำหรับเงินส่วนที่ยังค้างชาระ และต้องชาระดอกเบี้ยในส่วนที่ขยายเวลาออกไปในอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศกำหนดในวันที่ชาระ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%

อย่างไรก็ดี คำสั่ง คสช.นี้ไม่ได้ตัดสิทธิผู้รับใบอนุญาตที่จะขอชาระเงินประมูลตามกรอบเวลาเดิมที่ กสทช.กำหนดไว้ในการเปิดประมูลคลื่นความถี่เพื่อจะได้ ไม่ต้องชาระดอกเบี้ย อีกทั้งไม่ให้สิทธินี้กับผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการมาก่อนหน้าที่จะมีคำสั่ง คสช.

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 28 ธ.ค.จะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ด กสทช.รับทราบแนวทางการปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ดังกล่าวด้วย โดยนอกจากการขยายเวลาการชาระเงินแล้ว มีส่วนที่ได้ชะลอการเรียกคืนคลื่นความถี่วิทยุตามแผนแม่บทของ กสทช.เดิมกำหนดต้องส่งคืนทั้งหมดภายในเดือน เม.ย. 2560 ให้เลื่อนไปอีก 5 ปี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการใช้เงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) สำหรับอุดหนุนการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม เพื่อนำช่องทีวีดิจิทัลขึ้นเผยแพร่บนแพลตฟอร์มช่องทีวีดาวเทียมตาม ประกาศมัสต์แครีด้วย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวให้สำนักงาน กสทช.และ กทปส.เป็น ผู้ชำระค่าเช่าโครงข่ายดาวเทียมแทน ผู้ประกอบการ โดยมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะครอบคลุมการชาระให้แก่ช่องทีวีดิจิทัลทั้งหมด 26 ช่อง แบ่งเป็นทีวีดิจิทัลประเภทธุรกิจ 22 ช่อง และทีวีดิจิทัลประเภทกลุ่มสาธารณะ 4 ช่อง

 

ยื่นกสทช.รื้อ บังคับค่าโทร คิดเป็นวินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 05:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471487

ยื่นกสทช.รื้อ บังคับค่าโทร คิดเป็นวินาที

ร้อง “กสทช.-สคบ.” ทบทวนมาตรการบังคับคิดค่าโทรเป็นวินาที ชี้ผู้ใช้เสียค่าโง่ ปิดกั้นสิทธิผู้บริโภค

นายณัชพล โรจน์ถาวร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (ส.ท.ช.) กล่าวหลังยื่นหนังสือให้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และ กสทช. ทบทวนมาตรการที่จะบังคับให้บริษัทผู้ให้บริการมือถือคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที

ทั้งนี้ เพราะ กทค.และ กสทช.ยังพยายามออกมาตรการบังคับให้ผู้รับใบอนุญาตมือถือ 4จี ต้องคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที โดยอ้างเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 และ 900 MHz ให้บริการ 4จี ซึ่งมองผิวเผินผู้บริโภคเหมือนจะได้ประโยชน์ แต่ในข้อเท็จจริงแล้วผู้บริโภคอาจเสียค่าโง่ เพราะถูกจำกัดสิทธิการเลือกใช้บริการ

ปัจจุบันผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น และผู้ให้บริการมือถือส่วนใหญ่จะคิดค่าบริการเป็นแพ็กเกจ ที่รวมทั้งค่าบริการ ข้อมูลหรือดาต้า และระบบเสียงหรือวอยซ์ไปด้วยกัน ผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่า แต่เมื่อ กทค.และ กสทช.บังคับให้ผู้ให้บริการมือถือทุกค่ายคิดค่าบริการตามจริง โดยนำอัตราค่าบริการมาหารเป็นวินาที แทนที่จะเป็นประโยชน์อาจกลับเป็นโทษ เพราะผู้บริโภคถูกจำกัดทางเลือก ที่สำคัญในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่มีการคิดค่าโทรเป็นวินาทีกันแล้ว และในยุค 4จี การใช้บริการวอยซ์น้อยมากแทบจะเป็นบริการเสริมที่ให้ฟรีไปกับบริการที่เป็นดาต้า อย่างเช่นเฟซบุ๊กหรือไลน์ มีทั้งวอยซ์คอลและวิดีโอคอลฟรี

ภาพประกอบข่าว

 

เน็ตดีไซน์ลงขันจีเอ็มโอ เปิดศึกดิจิทัลไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 05:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471486

เน็ตดีไซน์ลงขันจีเอ็มโอ เปิดศึกดิจิทัลไลฟ์สไตล์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ กระแสอินเทอร์เน็ตกำลังจะเปลี่ยนจากโลกออฟไลน์มาสู่ออนไลน์ ทุกธุรกิจจะใช้อินเทอร์เน็ตทำทุกอย่าง ทั้งช่องทางขาย โฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมตลาด ระบบการชำระเงิน จึงไม่แปลกที่บริษัท จีเอ็มโอ อินเตอร์เน็ต กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ในวงการวางโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต จะเข้ามาเปิดธุรกิจในไทยพร้อมกับวางให้เป็นศูนย์กลางดำเนินธุรกิจอาเซียน

เฉลิมรัฐ นาควิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มโอ-แซด คอม เน็ตดีไซน์ โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า บริษัท เน็ตดีไซน์ กรุ๊ป ได้ร่วมทุนกับบริษัท จีเอ็มโอ อินเตอร์เน็ต กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ตจากญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทในเครือทั่วโลก 105 บริษัท และ 5 บริษัทในประเทศไทย โดยมีมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท เปิดบริษัท จีเอ็มโอ-แซด คอม เน็ตดีไซน์ โฮลดิ้ง ในสัดส่วนถือหุ้น 51% ต่อ 49% ด้วยการลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจตอบสนองดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ในประเทศไทยมีด้วยกัน 4 กลุ่มธุรกิจ

ได้แก่ 1.คลาวด์เซอร์วิส ระบบการเก็บข้อมูล อี-คอมเมิร์ซ กลุ่มธุรกิจที่ 2 การใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ 3.การซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ ระบบการชำระเงินผ่านทางออนไลน์ และ 4.โมบายเอนเตอร์เทนเมนต์ ภายใต้ชื่อว่าแบรนด์แซด.คอม (Z.com) ทั้งหมด ซึ่งได้ลงทุนซื้อชื่อดังกล่าวมาใช้เกือบ 300 ล้านบาท วางเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในอาเซียน ซึ่งวางแผนเข้าไปเปิดตลาดเวียดนาม เมียนมา สิงคโปร์ เนื่องจากเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ พฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีความพร้อมมากขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจคลาวด์เซอร์วิสในระยะ 2-3 ปีข้างหน้านี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจดังกล่าว โดยในญี่ปุ่นจีเอ็มโอมีผู้เข้าจดทะเบียนโดเมน 5.7 ล้านโดเมน พบว่า 90% ใช้บริการของบริษัท สำหรับในไทยบริษัทลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ระบบเก็บฐานข้อมูลและเว็บไซต์ เน้นเจาะกลุ่มผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ และสร้างแอพพลิเคชั่นให้กับผู้ประกอบการสนใจ ซึ่งความแตกต่างระหว่างแซด.คอม อาทิ คู่แข่งรายใหญ่อย่างอเมซอน ส่วนใหญ่วางระบบในสิงคโปร์ แต่ข้อได้เปรียบมีระบบในไทยทำให้การค้นหาในกูเกิลได้เร็วหรืออยู่ในหน้าแรกๆ ของเว็บไซต์ ปัจจุบันในไทยบริษัทเปิดบริการ 3 เดือน มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้ว 3 หมื่นราย

ขณะที่ธุรกิจถัดไปซึ่งบริษัทให้ความสำคัญ กลุ่มการซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ หรือเป็นโบรกเกอร์ออนไลน์ ภายใต้ แซด.คอม ซีเคียว กำลังอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตจากบริษัทตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดดำเนินธุรกิจ คาดว่าไม่เกินเดือน ต.ค.จะเปิดดำเนินธุรกิจได้ โดยเชื่อว่าเป็นธุรกิจมีศักยภาพสูงจากเทรนด์การซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านทางออนไลน์สูงขึ้น นอกจากนี้ส่วนแบ่งตลาดของผู้นำอย่างกิมเอ็งจาก 14% เหลือเป็น 4% เพราะถูกแชร์จากคู่แข่งที่อยู่ในตลาด 43 บริษัท

ส่วนธุรกิจการชำระเงินผ่านทางออนไลน์ทำภายใต้บริษัท ทูซีทูพี เชื่อว่าระบบการชำระเงินจะไปเปลี่ยนแปลง โดยในญี่ปุ่นจีเอ็มโอกำลังเปิดดิจิทัล แบงก์กิ้ง ขณะเดียวกันแตกธุรกิจการวิจัยตลาดออนไลน์ เพื่อป้อนกับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาทำตลาดอาเซียน ส่วนธุรกิจโมบายเอนเตอร์เทนเมนต์ เป็นการให้บริการเกมตลาดยังเล็กมาก

สำหรับการเข้าร่วมทุนของจีเอ็มโอ ส่งให้กลุ่มธุรกิจของบริษัท เน็ตดีไซน์ มีด้วยกัน 4 บริษัท ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 20 ล้านบาท เป็นกว่า 100 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายในปี 2563 จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธุรกิจที่จะสร้างรายได้หลักในช่วง 3 ปี เป็นกลุ่มธุรกิจคลาวด์เซอร์วิส ช่วงปีแรกราวกว่า 100 ล้านบาท และการซื้อขายหลักทรัพย์

การวางเป้าหมายบุกอาเซียนครั้งนี้ บริษัทใช้งบลงทุน 500 ล้านบาท และไทยกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยี บริการจัดการ การลงทุนพัฒนาและวิจัยตลาด อีกทั้งยังได้สร้างแบรนด์แซด.คอม ผ่านรายการแข่งขันฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ โดยวิสัยทัศน์ของจีเอ็มโอและเน็ตดีไซน์ เชื่อว่าการทำธุรกิจตอบสนองดิจิทัลไลฟ์สไตล์แจ้งเกิดได้แน่

 

เอคอมเมิร์ซบุกออนไลน์ ส่งสมาร์ทชิปเจาะเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 06:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471268

เอคอมเมิร์ซบุกออนไลน์ ส่งสมาร์ทชิปเจาะเอสเอ็มอี

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

กระแสการค้าการขายบนโลกออนไลน์ที่มาแรง เกิดผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขึ้นจำนวนมาก ระบบขนส่งสินค้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เอ คอมเมิร์ซ ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ของการส่งสินค้าครบวงจร ด้วยการพัฒนาระบบเชื่อมต่อบริษัทขนส่งชั้นนำของประเทศมาไว้ในระบบเดียว ทำให้ง่ายต่อการส่งพัสดุยิ่งขึ้น

เพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ คอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการโซลูชั่นอี-คอมเมิร์ซครบวงจร เปิดเผยว่า การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดคะเนว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 1,780 ล้านบาท ภายในปี 2568 จาก 1,000 ล้านบาทในปีนี้

แนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว มีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ เกิดจากเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขายของผ่านโซเชียล แพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ คิดเป็นสัดส่วน 50% ของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทย

ทั้งนี้ แม้ว่าเอสเอ็มอีจำนวนมากจะหันมาขายของในช่องทางออนไลน์แล้วก็ตาม แต่ยังคงใช้วิธีการส่งของแบบแมนนวลที่ยุ่งยาก พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่รับออร์เดอร์ผ่านโซเชียล แพลตฟอร์ม และเตรียมจัดส่งพัสดุ (เขียนจ่าหน้าพัสดุทีละกล่องๆ) ภายในบ้าน ก่อนนำไปส่งที่ไปรษณีย์ไทยเพื่อส่งของให้ลูกค้า

ขณะเดียวกัน ยังพบว่าออร์เดอร์จากลูกค้าส่วนมากจะใช้วิธีชำระเงินด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งปกติแล้วใช้เวลา 2-3 วันในการดำเนินเรื่อง ทำให้ปัจจุบันยังเกิดความล่าช้าในกระบวนการซื้อของออนไลน์

อย่างไรก็ดี พบว่าการชำระเงินผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ 75% มาจากการชำระเงินสดปลายทางทั้งสิ้น ดังนั้นร้านค้าจะเสียประโยชน์อย่างมากกับการที่ไม่สามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการจ่ายเงินสด เพียงเพราะไม่เชื่อถือการโอนเงินผ่านธนาคารหรือไม่มีบัญชีธนาคาร

ดังนั้น บริษัทจึงนำเสนอบริการสมาร์ทชิป ซึ่งเป็นระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ โดยจับมือร่วมกับไปรษณีย์ไทยกับเพจ 365 เพื่อนำฐานข้อมูลการจัดส่งของให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและประหยัด ด้วยจุดบริการส่งพัสดุกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ สามารถเช็กสถานะด้วยเวลาเรียลไทม์ และกำลังพัฒนาจุดส่งกว่า 7 หมื่นแห่ง ในปี 2561

ขณะที่การทำธุรกรรมการเงิน สมาร์ทชิปสามารถส่งพัสดุแบบเก็บเงินปลายทาง พร้อมกับเลือกซื้อประกันพัสดุต่างๆ ที่มีมูลค่าสูงถึง 1 แสนบาท โดยจับมือร่วมกับบริษัท เอเชียประกันภัย เพื่อเสนอประกันพัสดุหายในราคาต่างให้ผู้ส่งสามารถส่งของอย่างอุ่นใจ

นอกจากนี้ ผู้ส่งสามารถส่งพัสดุได้อย่างง่ายดายในราคาประหยัดเริ่มต้นที่ 35 บาท ตามน้ำหนักและที่อยู่ปลายทางของพัสดุ ทั้งยังเก็บข้อมูลขนส่งที่สามารถนำไปวิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางใหม่ในการขยายธุรกิจ

สำหรับอุปสรรคของเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถให้บริการเก็บเงินปลายทาง บริษัทมองว่าการเก็บเงินปลายทางเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มฐานลูกค้า สำหรับระบบเชื่อมบริษัทขนส่ง เป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วในประเทศจีนโดยบริษัท Alibaba’s Cainiao คล้ายกับระบบโลจิสติกส์ในประเทศจีน แต่ระบบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงไม่มีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าการบริการของสมาร์ทชิปจะสามารถพัฒนาการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซได้

นอกเหนือจากบริการของสมาร์ทชิปแล้ว ทางบริษัท เอ คอมเมิร์ซ กำลังเร่งพัฒนาบริการที่สามารถช่วยพ่อค้าแม่ค้าขายของในโซเชียล แพลตฟอร์มให้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยที่บริการนี้จะรวมถึงการรับพัสดุจากผู้ส่งถึงที่ การซื้อพัสดุห่อ หรือแพ็กเกจห่อของต่างๆ รวมถึงการใช้บริการทำตลาดกับ Line@ ที่เพิ่งร่วมเป็นพันธมิตรกัน โดยมีสิทธิการเข้าร่วมเทรนนิ่ง เวิร์กช็อป กับเอ คอมเมิร์ซ อะคาเดมี่ โปรแกรม

ในอนาคตอันใกล้ เอ คอมเมิร์ซ กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสมาร์ทชิป เพื่อเตรียมการเปิดตัวในประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดระบบการบริหารจัดส่งที่ดีทำให้เอสเอ็มอีไทยยังเติบโตอยู่ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น

 

หัวหน้าคสช.ใช้ม.44อุ้มทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 19:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471257

หัวหน้าคสช.ใช้ม.44อุ้มทีวีดิจิทัล

หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจม.44 ออกมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ให้แบ่งชำระค่าใบอนุญาตได้

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยใจความสำคัญคือให้ผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่ไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามเกณฑ์ได้ ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังสำนักงานกสทช.ล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และในกรณีที่สำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วเห็นเป็นการสมควรก็ให้ผู้รับใบอนุญาตรายนั้นสามารถแบ่งชำระตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายคำสั่งนี้

ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันนี้ (20ธ.ค.) มีการระดมความคิดเห็นเพื่อออกคำสั่งตามมาตรา 44  เกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยในส่วนกิจการโทรทัศน์นั้นจะมีการขยายเวลาการชำระค่าใบอนุญาต เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่ประมูลใบอนุญาตกันไปในราคาสูงมาก แต่กลับประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนการดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

ดังนั้น คำสั่งตามมาตรา 44 จะขยายระยะเวลาการชำระใบอนุญาตที่ค้างอยู่ 1 งวด ซึ่งต้องชำระภายใน 1 ปี ด้วยการแบ่งออกเป็น 2 งวด ชำระภายใน 2 ปี โดยเสียดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ขณะที่เงินส่วนต่างที่เกิดจากการประมูลจากเดิมจ่ายไปแล้ว 3 งวด คงเหลืออีก 3 งวดนั้น ให้มีการขยายระยะเวลาการจ่ายได้ 6 งวดภายใน 6 ปี จากเดิม 3 งวดภายใน 3 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี นอกจากนั้น หากผู้ประกอบการที่ต้องการจ่ายเพียงดอกเบี้ยไปก่อนก็สามารถทำได้

สำหรับเนื้อหาของคำสั่งมีดังนี้

 

 

 

 

 

 

ทีวีดิจิทัลกัดฟันสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 06:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471073

ทีวีดิจิทัลกัดฟันสู้

อาร์เอสเผยทีวีดิจิทัลปีหน้ายังแข่งดุแม้ต้นทุนสูง จับตาช่องไม่พร้อมสู้มีเพิ่ม พร้อมลุ้นเศรษฐกิจปีหน้าฟื้น

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจทีวีดิจิทัลในปี 2560 คาดว่าจะยังคงมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง แม้ว่าต้นทุนในการดำเนินธุรกิจจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังคงต้องมีค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นค่าคอนเทนต์ ค่าใบอนุญาต ค่าเช่าโครงข่าย ค่าบุคลากร ค่าผลิตรายการหรือค่าลิขสิทธิ์ซื้อรายการ ซึ่งจากค่าใช้จ่ายที่สูงดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจว่าช่วงปลายปี 2559 มีกลุ่มทุนใหญ่ที่เข้ามาซื้อหุ้นในกลุ่มทีวีดิจิทัลบางช่อง

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากตลอดทั้งปี 2559 ที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ต้องใช้งบประมาณด้านตลาดด้วยความระมัดระวัง ซึ่งจากแนวโน้มที่เกิดขึ้นทำให้รายได้ส่วนใหญ่ที่มาจากเม็ดเงินโฆษณายังไม่ฟื้นเต็มที่ เห็นได้จากตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาของ เอจีบี นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช ระบุว่า ภาพรวมโฆษณา 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) มีการขยายตัวติดลบอยู่ที่ประมาณ 12.49%

อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อว่าแนวโน้มภาพรวมของทีวีดิจิทัลและอุตสาหกรรมโฆษณาในไตรมาสแรกของปี 2560 น่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในขณะนี้ค่อยๆ ฟื้นตัวจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการต่างๆ ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองมีความผ่อนคลาย ทำให้บริษัทต่างๆ เริ่มกลับมาใช้งบโฆษณาเพิ่มขึ้น

“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าช่องไหนมีกำลังพร้อมจะสู้ พร้อมจะขาดทุนได้เท่าไหร่ ช่องไหนพร้อมจะยอมแพ้ หรือพร้อมจะถอดใจเมื่อไหร่ ถ้ามองในมุมผลประกอบการอย่างเดียวพอจะได้คำตอบอยู่ เพราะเม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถทำเรตติ้งติดอันดับต้นๆ” นางพรพรรณ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของช่อง 8 นับจากนี้ ยังคงทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง แต่ยังคงจุดยืนของช่อง คือ นำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยแต่ละคอนเทนต์ต้องแข็งแรงและทำงานได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้แต่ละช่วงวันแต่ละรายการมีฐานผู้ชมกลุ่มหลักชัดเจน และจากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวจึงทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบมากนัก

นางพรพรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของแผนปีหน้าช่อง 8 ยังคงเน้นการทำตลาดใน 3 คอนเทนต์หลัก คือ ละคร ข่าว และมวย โดยในส่วนของคอนเทนต์มวยถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถทำเรตติ้งทะยานขึ้นมาอยู่เป็นอันดับ 1 ได้ภายในระยะเวลารวดเร็ว ล่าสุดบริษัทได้มีการเพิ่มคอนเทนต์ข่าวด้วยรายการ “ปากท้องต้องรู้” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.00 น.เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายชาวบ้าน

 

สนุกฯรีแบรนด์เทนเซ็นต์ ลุย 3 แพลตใหม่ปั้นแอพ-วิดีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 06:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471071

สนุกฯรีแบรนด์เทนเซ็นต์ ลุย 3 แพลตใหม่ปั้นแอพ-วิดีโอ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง เทนเซ็นต์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม สนุก ออนไลน์ ประกาศรีแบรนด์ในไทยครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ภายใต้วิสัยทัศน์สร้างแพลตฟอร์มด้านคอนเทนต์และบริการใหม่ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น พร้อมกับเพิ่มอรรถรสการฟังไปสู่ฟีเจอร์ของการรับชมผ่านทางวิดีโอ

กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตแบบครบวงจร กล่าวว่า บริษัทได้รีแบรนด์ชื่อบริษัท สนุก ออนไลน์ โดยเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เทนเซ็นต์ ภายใต้วิสัยทัศน์ สร้างแพลตฟอร์มด้านคอนเทนต์และบริการ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคออนไลน์ ทั้งในไทย และจะทยอยเปลี่ยนชื่อบริษัทในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง พร้อมกับวางแผนรุกขยายธุรกิจผู้ให้บริการคอนเทนต์บนอินเทอร์เน็ตในตลาดอาเซียน อาทิ สปป.ลาว และกำลังพิจารณาไปยังเมียนมา

ทั้งนี้ การให้บริการคอนเทนต์ผ่าน 3 แพลตฟอร์มหลัก บริษัทจะลงทุนปี 2560 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 ประกอบด้วย 1.แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ข้อมูล ข่าวสาร สาระ บันเทิง บนเว็บไซต์สนุก ดอทคอม มีผู้เข้ามาใช้บริการเดือนละ 36 ล้านคน ซึ่งก่อนหน้าก็มีแอพพลิเคชั่นสนุกให้สามารถดาวน์โหลดผ่านแอพสโตร์ และเพลย์สโตร์ แต่ปีหน้าเปิดแอพพลิเคชั่นใหม่ นิวส์อัพ นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร กระแสโซเชียลมีเดีย สำหรับกลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่ หรือกระทั่งคนที่เชื่อมต่อกับสังคมอยู่ตลอด

“คอนเทนต์ของเว็บไซต์สนุก ดอทคอม ในปีหน้าเน้นเป็นเว็บไซต์แห่งการเรียนรู้ รองรับกับพฤติกรรมของคนไทยที่ต้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง การนำเสนอข่าวสาร สกู๊ป และการร่วมกับรายการต่างๆ เช่น การจับมือร่วมกับไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ เพื่อนำเสนอผ่านวิดีโอคอนเทนต์ ส่วนความคืบหน้าเว็บไซต์ www.muan.sanook.com นำเสนอคอนเทนต์ไทย 60% ลาว 40% จำนวนผู้เข้ามาใช้บริการโต 45% ซึ่งไทยเป็นประเทศมีศักยภาพเติบโตในอาเซียน พฤติกรรมผู้บริโภคมีความพร้อม ส่วนอินโดนีเซียแม้ว่าพฤติกรรมคนยังไม่พร้อมแต่มีประชากรกว่า 200 ล้านคน”

ขณะที่แพลตฟอร์ม 2.ทางด้านเอนเตอร์เทนเมนต์และมัลติมีเดีย จากผู้ให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านจูซ (Joox) หรือในรูปแบบมิวสิคแอพพลิเคชั่นเพลงลิขสิทธิ์จากค่ายเพลงทั่วโลกและเพลงไทย พบว่ามีผู้ดาวน์โหลดเดือนละ 22 ล้านคน และในจำนวนนี้มีพฤติกรรมการจ่ายเงินเพื่อฟังเพลง บริษัทจึงขยายจากการฟังมาสู่ฟีเจอร์ใหม่
วี สเตชั่น (V Station) ด้วยการดูผ่านวิดีโอคอนเทนต์ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถรับชมภาพแสดงและเสียงได้ นอกจากนี้ยังมีแผนรุกขยายมาสู่ออฟไลน์ อาทิ การทำรูปแบบคอนเสิร์ต ส่วนบริการเกมมือถือตอกย้ำการนำเสนอเกมใหม่ๆ

กฤตธี กล่าวว่า ในส่วนของแพลตฟอร์ม 3.กลุ่มธุรกิจบริการ ประกอบด้วย การบริการด้านดิจิทัล เซอร์วิสเอเยนซี ครบวงจร โดยท็อปสเปซ(Topspace) พบว่า การใช้งบลงสื่อโฆษณาดิจิทัลมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น จากในปี 2557 มูลค่า 7,000 ล้านบาท ปี 2558 เพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท สามารถนำเสนอสื่อหลายแบบ เช่น ร้านอาหาร Andrey สามารถแนะนำร้านผ่าน Sanook นอกจากนี้ขยายการให้บริการวีแชท สำหรับธุรกิจที่จะขยายตลาดไปจีน และต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคชาวจีน หรือคนไทยที่อาศัยอยู่ในจีน

อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเทนเซ็นต์ในปีหน้า การสร้างแอพพลิเคชั่นจูซให้เป็นแพลตฟอร์มการฟังเพลงและรักษาฐานผู้ดาวน์โหลดไว้ให้ได้ รวมทั้งการเปิดตัวสร้างคอนเทนต์ให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์และสนใจลงทุนกับกลุ่มสตาร์ทอัพ พร้อมกับบริหารแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอให้แข็งแกร่ง อาทิ เว็บไซต์สนุก นิวส์อัพ จูซ รวมทั้งการขยายธุรกิจไปสู่ยุโรปในอนาคต

สำหรับ เทนเซ็นต์ เข้ามาถือหุ้นในบริษัทสนุก ออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2553 สัดส่วน 50% และถือหุ้น 100% ปี2555 การเปลี่ยนแปลงในวันนี้บริษัทมีความมุ่งมั่นจะผลิตผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ รวมถึงการขยายเครือข่ายธุรกิจในหลากหลายมิติทั้งเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น และวิดีโอคอนเทนต์