กสทช.ลุยยึด537คลื่นวิทยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470369

กสทช.ลุยยึด537คลื่นวิทยุ

กสทช.เล็งยึดคลื่นวิทยุ กว่า 537 คลื่น จาก 21 หน่วยงาน เม.ย. 2560

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยการเรียกคืนคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นไปตามแผนแม่บท โดยคลื่นวิทยุ ของหน่วยงานอื่นของรัฐ 21 หน่วยงาน จำนวน 537 คลื่น มีกำหนดคืนภายในเดือน เม.ย. 2560

ขณะที่คลื่นความถี่วิทยุของ อสมท บนคลื่นเอฟเอ็ม 105.5 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานกับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ สามารถใช้งานได้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2563 อย่างไรก็ตาม หากประสงค์จะคืนคลื่นความถี่ก่อนระยะเวลาที่กำหนดสามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือในขั้นต่อไปว่าจะเปิดการประมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ รวมทั้งจะมีมาตรการเยียวยาแก่ผู้ประกอบการและผู้ทำสัญญาเช่าช่วงเวลาในคลื่นความถี่ต่างๆ โดยการศึกษาผลกระทบต่อการคืนคลื่นวิทยุ และกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เป็นมาตรการเยียวยา แต่จะไม่ขยายระยะเวลาตามแผนแม่บทออกไป

นอกจากนี้ มติที่ประชุม กสทช. ยังเห็นชอบร่างแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือ ติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม และให้นำไปประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เช่น ร่นระยะเวลาพิจารณาการขอใช้สิทธิบริการโทรคมนาคมเหลือ 30 วัน ให้ผู้ประกอบการจัดระเบียบสาย และสามารถส่งเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

นายฐากร กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) โครงการประเภทที่ 2 ประจำ ปี 2558 จำนวน 12 ราย วงเงินรวม ทั้งสิ้น 72,223,782 บาท

 

‘เอไอเอส’ ลุยเน็ตบ้าน ตั้งเป้า 5 ปีเบียดขึ้นเบอร์ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 05:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470354

‘เอไอเอส’ ลุยเน็ตบ้าน ตั้งเป้า 5 ปีเบียดขึ้นเบอร์ 2

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

ภาพรวมของการแข่งขันอุตสาหกรรมบรอดแบนด์ไทย หรือโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก หรืออินเทอร์เน็ตบ้านนั้น นับวันจะแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากภาพรวมผู้ประกอบการ 4 ราย ในตลาดแข่งขันกันอย่างดุเดือดในด้านของโปรโมชั่นที่ทุกเดือนจะแข่งขันกันเรื่องของราคา จนปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าใกล้จะถึงจุดต่ำสุดเท่าที่เคยทำมา และให้ปริมาณการใช้งานที่สูงขึ้น

ศรัณย์ ผโลประการ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารธุรกิจฟิกซ์บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้เห็นการแข่งขันในอุตสาหกรรมฟิกซ์บรอดแบนด์มากขึ้น เนื่องจากผู้ดำเนินธุรกิจ 4 รายใหญ่ ประกอบด้วย ค่ายทรู มีผู้ใช้งาน 2.6 ล้านราย ทรี บรอดแบนด์ จำนวน 2.34 ล้านราย ทีโอที ประมาณ 1.4-1.5 ล้านราย และเอไอเอส 3 แสนราย ได้เปิดศึกครั้งใหญ่เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าตลาดเน็ตบ้าน

“สงครามราคาของฟิกซ์บรอดแบนด์ดุเดือด จะเห็นได้ว่า ปีนี้ราคาทุกค่ายปรับลงทุกเดือน การใช้เน็ตบ้าน 100 Mbps ราคาไม่ถึง 1,000 บาทแล้ว ซึ่งค่าเฉลี่ยการใช้โทรทัศน์ระบบเอชดี จะใช้เน็ตเพียง 6 Mbps และในอนาคตระบบคอนเทนต์โทรทัศน์พัฒนาไปสู่ระบบ 4 เค ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเกิดโทรทัศน์ระบบ 4 เค ปริมาณการใช้เน็ตจะอยู่ที่ 50-40 Mbps”

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าจะเป็นผู้นำอันดับ 2 ของฟิกซ์บรอดแบนด์ภายใน 5 ปี หรือปี 2563 โดยจะต้องมีผู้ใช้งาน 2.5 ล้านราย มีส่วนแบ่งตลาด 25-30% จากปัจจุบันเอไอเอสมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในอันดับที่ 4 หรือเพียง 4% โดยปี 2560 มั่นใจว่าจะขยับขึ้นเป็น 10% โดยปีนี้บริษัทได้ใช้เม็ดเงินลงทุน 7,000 ล้านบาท ในการลากสายไฟเบอร์ออฟติก
เพื่อให้ถึงบ้านของผู้ใช้งาน จากปี 2558 ได้ใช้เงินลงทุนไปกว่า 5,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปีนับจากนี้บริษัทจะเริ่มมีกำไร ซึ่งในปีบริษัทจะมีรายได้ 1,000 ล้านบาท

“การทำธุรกิจเน็ตเวิร์กนั้น หากมีลูกค้าไม่ถึง 1 ล้านราย จะแข่งขันได้ยากมากและอยู่รอดได้ยาก ปัจจุบันเอไอเอส มีฐานลูกค้าเพียง 3 แสนราย ตั้งเป้าว่าจะต้องมีลูกค้าเพิ่มขึ้นไตรมาสละกว่า 1 แสนราย โดยในต้นปี 2561 จะต้องถึง 1 ล้านราย ซึ่งธุรกิจฟิกซ์บรอดแบนด์นั้นมีข้อดีที่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้เปลี่ยนรวดเร็วเหมือนกับโครงข่ายสัญญา
โทรศัพท์มือถือที่เฉลี่ยแล้วจะเปลี่ยนทุก 5 ปี ขณะที่โทรศัพท์มือถือจะเปลี่ยนทุก 1 ปี”

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรบรอดแบนด์ปี 2559 ปัจจุบันตลาดรวมเน็ตบ้านมีผู้ใช้งานอยู่ที่ 7 ล้านราย หรือคิดเป็น 32.9% เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ เอไอเอส ไฟเบอร์ ในฐานะผู้เล่นรายใหม่ ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือน เม.ย. 2558 หรือ 1 ปี 8 เดือน มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ล่าสุด เอไอเอส ไฟเบอร์ เปิดตัวแพ็กเกจใหม่ 100/10 Mbps ในราคา 990 บาท/เดือน สำหรับลูกค้าเอไอเอส พิเศษเหลือเพียง 899 บาท/เดือน สำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด จะมาพร้อมความบันเทิงระดับพรีเมียมจากกล่องเอไอเอส เพลย์บอกซ์ ให้ดูฟรี ทีวี ภาพยนตร์ ซีรี่ส์ การ์ตูน กีฬา คอนเสิร์ต พร้อมคอนเทนต์ฮอลลีวู้ดจาก HOOQ นาน 12 เดือน ด้วยความคมชัดระดับ HD พร้อมอุปกรณ์ เราเตอร์

นอกจากนี้ ยังมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าทั่วไปที่สมัครแพ็กเกจ 100/10 Mbps ได้รับสิทธิเป็นเอไอเอส เซเรเนด โกลด์ ทันทีเมื่อเปิดซิมเบอร์ใหม่และสมัครใช้แพ็กเกจเอไอเอสรายเดือน 488 บาทขึ้นไป

ปัจจุบันจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้เน็ตของคนในปัจจุบัน พบว่า คนต้องการความเร็วของอินเตอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่อยู่ในและนอกบ้าน กล่าวคือ เมื่ออยู่นอกบ้าน คุ้นเคยกับความเร็วของเครือข่าย 4จี จึงคาดหวังว่าเมื่ออยู่บ้าน จะต้องได้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 20-30 Mbps เช่นกัน รวมถึงไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของครอบครัวยุคใหม่ พบว่าสมาชิกในครอบครัว แต่ละคนต่างก็ใช้งานดีไวซ์มากกว่า 1 เครื่อง หรือเฉลี่ย 2 ดีไวซ์/คน ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น

 

ฟ็อกซ์ฟ้องธ.กรุงเทพ 2,500 ล้าน ปมไม่จ่ายแบงก์การันตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 14:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470219

ฟ็อกซ์ฟ้องธ.กรุงเทพ 2,500 ล้าน ปมไม่จ่ายแบงก์การันตี

ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป เอเชียประกาศยื่นฟ้องธนาคารกรุงเทพกรณีไม่จ่ายแบงก์การันตีค่าลิขสิทธ์ออกอากาศมูลค่า2,500ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป เอเชีย ได้ประกาศว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาล ที่ฮ่องกงและไทย ฟ้องธนาคารกรุงเทพ กรณีไม่จ่ายแบงก์การันตีสำหรับค่าลิขสิทธิ์การออกอากาศรายการของฟ็อกซ์ แทนบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และบริษัท ซีทีเอช สองผู้ประกอบการธุรกิจดิจิทัลทีวีที่ยุติการให้บริการไปแล้ว

ฟ็อกซ์ระบุว่า ได้ทำสัญญาให้สิทธิ์ในการออกอากาศรายการต่างๆ แก่จีเอ็มเอ็ม และซีทีเอช ตั้งแต่ปี 2556 โดยทั้งสองบริษัทได้ค้างชำระค่าสิทธิ์การออกอากาศดังกล่าวเป็นมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท และต้องชำระดอกเบี้ยกรณีจ่ายล่าช้า ซึ่งธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ออกแบงก์การันตีเพื่อค้ำประกันการชำระเงินให้กับจีเอ็มเอ็ม และซีทีเอช และตั้งแต่ปี 2558 ธนาคารกรุงเทพ ไม่ได้ทำตามสัญญาเพื่อจ่ายแบงก์การันตีแทน 2 บริษัทดังกล่าวเลย

นายซูบิน กานเดเวีย ประธานบริษัท ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป ประจำภูมิภาพเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลาง กล่าวว่า ฟ็อกซ์ มีความผูกพันอย่างยาวนานต่ออุตสาหกรรมสื่อในประเทศไทย เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอรายการบันเทิง และรายการกีฬาระดับคุณภาพแก่ผู้ชมชาวไทย เรื่องนี้ทำให้เราผิดหวังเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศไทยผิดสัญญาในการจ่ายแบงก์การันตี ซึ่งการผิดสัญญาในครั้งนี้ไม่เพียงจะส่งผลต่อฟ็อกซ์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูง

นายกานเดเวียกล่าวอีกว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดประมูลใบอนุญาตการดำเนินกิจการทีวีดิจิทัล และสร้างรายได้ให้แก่รัฐกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ออกแบงก์การันตีรายใหญ่ที่สุดแก่ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลในประเทศไทย โดยออกแบงก์การันตีแก่ผู้ให้บริการจำนวน14 ราย จากทั้งหมด 24 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท หรือราวร้อยละ 41 ของค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามผู้ชนะการประมูลต้องประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากการซื้อขายเวลาโฆษณาชะลอตัว อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน อีกทั้งผู้ชมยังคงนิยมรับชมทีวีแบบอนาล็อก และเปลี่ยนมาดูทีวีแบบดิจิทัลในอัตราที่ต่ำอยู่มาก

การยุติการให้บริการของทีวีดิจิทัลช่องต่างๆ นับเป็นการทดสอบระบบของธนาคารไทย เนื่องจากส่งผลให้บรรดาเจ้าหนี้ขอให้ธนาคารหลักหลายแห่งในประเทศไทยต้องจ่ายแบงก์การันตีแก่คู่สัญญา และผู้ผลิตหลายราย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การซื้อเวลาโฆษณาในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการซื้อเวลาโฆษณาผ่านช่องทีวีดิจิทัล ถือว่าต่ำมาก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 การซื้อเวลาโฆษณาผ่านทีวีดิจิทัล คิดเป็นมูลค่าราว 9,000 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การซื้อเวลาโฆษณาผ่านทีวีอนาล็อกลดลงร้อยละ 11 คิดเป็นมูลค่าราว 26,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง

“ความน่าเชื่อถือของธนาคาร ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน แบงก์การันตีที่ออกโดยธนาคารถือว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เป็นพื้นฐานต่อทั้งระบบการเงินและการพาณิชย์ของประเทศ ดังนั้น การทำหน้าที่ผู้ค้ำประกันตามสัญญา ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นต่อธนาคารไทย การเพิกเฉยในการทำหน้าที่ดังกล่าว จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกรุงเทพเอง”นายกานเดเวีย กล่าว

 

“โมบายมันนี่” ช่วยเคนยาพ้นความยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 20:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/469778

"โมบายมันนี่" ช่วยเคนยาพ้นความยากจน

เทคโนโลยีการโอนเงินผ่านมือถือช่วยชาวเคนยา 1.94แสนครัวเรือนหลุดพ้นจากภาวะยากจน

ผลการศึกษาจากวารสารไซแอนซ์ ระบุว่า โมบายมันนี่ หรือเทคโนโลยีการโอนเงินผ่านมือถือสามารถช่วยให้ชาวเคนยาราว 1.94 แสนครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนราว 2% ของจำนวนประชากรทั้งหมด หลุดพ้นจากภาวะยากจนได้ โดยตู้เอทีเอ็มในเคนยามีจำนวนเพียง 2,700 เครื่องเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานของประชากรภายในประเทศ

ทั้งนี้ บริการดังกล่าวมีชื่อ “เอ็ม-พีซ่า” เปิดให้บริการขึ้นเมื่อปี 2007 ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการโอนเงินและการส่งเงินไปให้ครอบครัว เนื่องจากสัดส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในเคนยาสูงถึง 96% โดยก่อนบริการดังกล่าวเกิดขึ้นนั้น ชาวเคนยาจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานตู้เอทีเอ็มได้ ต้องเดินทางข้ามเมืองเพื่อนำเงินไปให้ครอบครัว

นอกจากนี้ บริการเอ็ม-พีซ่า ช่วยให้ผู้หญิงชาวเคนยาราว 1.85 แสนราย สามารถเก็บออมเงินได้มากขึ้น และเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา เนื่องจากบริการดังกล่าวช่วยให้การบริหารจัดการเงินในบัญชีทำได้ง่าย มีความเป็นส่วนตัว และปลอดภัยยิ่งขึ้น

ถอดบทเรียน “วันคนโสด” กิจกรรมผสานเทคโนโลยีดันยอดค้าออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 12:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/469740

ถอดบทเรียน "วันคนโสด" กิจกรรมผสานเทคโนโลยีดันยอดค้าออนไลน์

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

วันคนโสด หรือวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ทุกวันที่ 11 พ.ย. ของบริษัท อาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนนั้น ถือเป็นความสำเร็จที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากยอดขายพุ่งทุบสถิติอีกครั้งในปีนี้ที่ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.06 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32% ที่ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.04 แสนล้านบาท) และคาดว่าจะทะยานไปแตะ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 39 ล้านล้านบาท) ในปี 2020

วันคนโสดถือเป็นมหกรรมลดราคาสินค้าแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และให้ส่วนลดผู้บริโภคจีนมากกว่า 50% ก่อนหน้านี้จีนไม่มีเทศกาลลดราคาสินค้าครั้งใหญ่เหมือน แบล็กฟรายเดย์ ในสหรัฐ แต่อาลีบาบาได้สร้างวันคนโสดขึ้นมาในปี 2009 ซึ่งในช่วงแรกนั้น เพียงแค่ต้องการโปรโมท ทีมอลล์ เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์ โดยในปีนั้นมีร้านค้าปลีกเข้าร่วมเพียงแค่ 27 ราย

ทั้งนี้ กลุ่มชนชั้นกลางในจีนที่ขยายตัวขึ้น ทำให้อาลีบาบาเริ่มชักชวนแบรนด์ต่างชาติมาจำหน่ายสินค้าบนเว็บไซต์ของบริษัท โดยในปี 2016 มีแบรนด์กว่า 4 หมื่นแห่งเข้าร่วม ขณะเดียวกันยังพัฒนากลยุทธ์การขายและการตลาดควบคู่ไปด้วย เช่น การทุ่มโฆษณาสินค้าบนสมาร์ทโฟน นำสินค้าคุณภาพดีมาขายมากขึ้น เพิ่มคูปองลดราคา หรือแม้กระทั่งมีเกมหน้าเว็บเพื่อดึงให้ลูกค้าอยู่หน้าเว็บนานขึ้นและเห็นสินค้ามากขึ้น

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด อาลีบาบาได้คิดกิจกรรมใหม่ซึ่งผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยในปี 2016 เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจงานวันคนโสดมากขึ้นก่อนถึงวันจำหน่ายจริง ด้วยการชูกลยุทธ์เปลี่ยนการช็อปปิ้งออนไลน์ให้กลายเป็นความบันเทิง เริ่มที่การจัดไลฟ์สตรีมมิ่งงานแฟชั่นโชว์ 8 ชั่วโมง ร่วมกับแบรนด์นานาชาติราว 50 แห่งในเมืองเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ก่อนหน้าวันคนโสดราว 1 เดือน โดยนักช็อปสามารถสั่งซื้อสินค้าได้เลยล่วงหน้าระหว่างที่กำลังชมการสตรีมมิ่งอยู่ แล้วไปชำระเงินภายหลัง

นอกจากนี้ อาลีบาบายังหยิบยกความสำเร็จจากเกมชื่อดัง “โปเกมอน โก” มาประยุกต์ใช้กับการทำการตลาดด้วย โดยเปิดตัวเกมสำหรับนักช็อปบนสมาร์ทโฟน ที่ผสานโลกเสมือนและโลกจริง (AR) ก่อนถึงวันคนโสด 2 สัปดาห์ ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับส่วนลดและของรางวัลมากมาย หากเดินตาม “ทีมอลล์ แคท” แมสคอตในเกมไปตามร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศ

ในคืนนับถอยหลังก่อนวันคนโสด อาลีบาบาจัดงานกาล่าขึ้นที่เมืองเสิ่นเจิ้น โดยจ้าง เดวิด ฮิลล์ ผู้กำกับมหกรรมซูเปอร์โบว์ลและออสการ์มาจัดงาน และเชิญเซเลบริตี้ต่างชาติ เช่น เดวิดและวิกตอเรีย เบคแฮม รวมถึงคนดังในประเทศมาร่วมงาน ขณะที่ผู้ชมยังร่วมลุ้นรางวัลด้วยการเขย่าสมาร์ทโฟน และซื้อสินค้าที่ลดราคาพิเศษเฉพาะผู้ชมงานเท่านั้น

นอกเหนือจากกลยุทธ์การขายและการตลาดแล้ว โครงสร้างธุรกิจและเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมยังเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จ ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รายงานว่า ในปี 2016 ไช่เหนี่ยว เน็ตเวิร์ก ธุรกิจบริการส่งพัสดุในเครือของอาลีบาบาใช้พนักงานกว่า 1.7 ล้านคนในการบรรจุหีบห่อและส่งสินค้า 650 ล้านรายการ ขณะที่อาลีบาบายังมีบริการรับชำระเงิน อาลีเพย์ ที่มีเครือข่ายพันธมิตรใน 70 ประเทศ และกำลังขยายไปในยุโรป เอเชีย และสหรัฐ

ขณะที่มหกรรมในฝั่งสหรัฐ อย่างแบล็กฟรายเดย์และไซเบอร์มันเดย์ ทำยอดขายได้มากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะไซเบอร์มันเดย์ ซึ่งยอดขายพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ที่ 3,450 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.23 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 12.1% จากปี 2015 ด้านแบล็กฟรายเดย์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 21% มาอยู่ที่ 3,340 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.19 แสนล้านบาท) โดยอะโดบี ดิจิทัล อินไซต์ บริษัทวิจัยตลาดเปิดเผยว่า เป็นเพราะบริษัทค้าปลีกต่างๆ ประกาศโปรโมชั่นลดราคาเร็วกว่าปกติ แจ้งโปรโมชั่นไปยังลูกค้ามากขึ้น 56% จากปีก่อนหน้า รวมถึงส่งโปรโมชั่นดังกล่าวไปให้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่าเดิม

 

ชาร์ปหันลุย สมาร์ทโฟนระดับกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 08:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/469380

ชาร์ปหันลุย สมาร์ทโฟนระดับกลาง

ชาร์ปส่งสมาร์ทโฟนบุกตลาด หวังเจาะกลุ่มมิดทูไฮ ตั้งเป้าปีหน้าขาย 6 หมื่นเครื่อง

นายณรงค์ กมลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท คอมติวา เทคโนโลยี ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายจากไต้หวัน เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าในปี 2560 ตลาดสมาร์ทโฟนจะยังมีการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มราคา 7,000-1 หมื่นบาทขึ้นไป เพราะเป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด และมีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 20-25% จึงได้ส่งสมาร์ทโฟน 2 รุ่นลงตลาด ตั้งเป้ายอดขาย 6 หมื่นเครื่อง จากภาพรวมยอดขายตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2560 ที่คาดว่าจะมีกว่า 10 ล้านเครื่อง

ทั้งนี้ ชาร์ปจะส่งสมาร์ทโฟนเข้ามาเจาะตลาดระดับกลาง 2 รุ่น คือ ชาร์ป เอ็ม1 (M1) ราคา 8,990 บาท และ ชาร์ป ซี2 (Z2) ราคา 9,990 บาท และเตรียมเปิดเพิ่มอีก 5-6 รุ่นในปีหน้า โดยเริ่มจำหน่ายผ่านทรูมูฟ ทีจีโฟน เจมาร์ท และคอมเซเว่น รวมทั้งยังได้ร่วมกับไทยเวย์ในการเป็นผู้ดูแลบริการหลังการขาย สำหรับลูกค้าที่ใช้งานเครือข่ายทรูมูฟเอช ส่วนการขยายตลาดสมาร์ทโฟนนอกประเทศญี่ปุ่นผ่านเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ ยังคงมีเพียงรายเดียวคือ คอมติวา เทคโนโลยี ที่เปิดตลาดแล้วในจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย และล่าสุดคือ ไทย

สำหรับการขายสินค้าจะผ่านช่องทางโอเปอเรเตอร์เป็นหลัก เพราะช่วยกระตุ้นให้มีการเติบโตที่ดี และชาร์ปยังเป็น น้องใหม่ในกลุ่มธุรกิจสมาร์ทโฟนจึงต้องใช้ความร่วมมือผ่านพันธมิตรในการสร้างแบรนด์ก่อน แต่เชื่อมั่นว่าภาพลักษณ์ในเรื่องคุณภาพดีของแบรนด์ญี่ปุ่นในสายตาคนไทยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแน่นอน

ภาพ https://www.beartai.com/news/it-thai-news/137617

 

ทีวีดิจิทัลแข่งขันดุส่อหายหลายช่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/469203

ทีวีดิจิทัลแข่งขันดุส่อหายหลายช่อง

กันตาร์เผยผลวิจัยแนวโน้มทีวีดิจิทัลยังแข่งขันสูง คาดในอนาคตเหลือผู้เล่นหลักที่อยู่ได้ไม่กี่ช่อง

นายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิลด์พาแนล (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า จากผลรายงานการวิจัยแนวโน้มสื่อทุกแพลตฟอร์ม พร้อมพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อและการสื่อสารต่อแบรนด์สินค้าที่มีต่อการจับจ่ายและวางแผนสื่อที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,000 ราย พบว่า การแข่งขันของสื่อทีวีดิจิทัลยังคงมีความรุนแรงต่อเนื่อง และในอนาคตคาดว่าจะเหลือผู้เล่นที่สามารถอยู่ในธุรกิจได้ไม่กี่ช่อง เนื่องจากผู้ชมเริ่มรับรู้ถึงช่องรายการที่ชื่นชอบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสื่อทีวีจะมีการแข่งขันรุนแรงและได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจไปบ้าง แต่ทีวีก็ยังคงเป็นสื่อหลักในการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมโฆษณา โดยในส่วนของช่องทีวีอะนาล็อกเดิม ช่อง 7 ยังคงมีจำนวนผู้ชมมากที่สุด หรือคิดเป็น 92.1% ของ ผู้ชมทีวีทั้งหมด ตามด้วยช่อง 3 มีผู้ชมอยู่ที่ 91.4% ส่วนทีวีดิจิทัลช่องใหม่ที่มีผู้ชมมากที่สุด คือ ช่องเวิร์คพอยท์ ช่องวัน และช่อง 8

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อที่น่าเป็นห่วงในปี 2560 คือ สื่อนิตยสาร ตามด้วยสื่อหนังสือพิมพ์ เนื่องจากจำนวนผู้อ่านมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากแนวโน้มที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการในสื่อสิ่งพิมพ์ควรมีการปรับตัว ด้วยการเพิ่มความรวดเร็วและเช็กความถูกต้องให้มากขึ้น ส่วนสื่อดาวรุ่งที่มีแนวโน้มการเติบโตมากที่สุดยังคงเป็นสื่ออินเทอร์เน็ต เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ทโฟน

 

หัวเว่ยฮึดลุยมือถือรุกผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 06:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/469175

หัวเว่ยฮึดลุยมือถือรุกผู้หญิง

หัวเว่ย ปลื้มหลัง Mate9 หนุนยอดพุ่ง ส่งรุ่นใหม่ลงตลาดอีก 2 รุ่น หวังเจาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงระดับบนและกลางเพิ่ม

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หัวเว่ยยังคงมีการเติบโตทั่วโลกแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก ในแง่รายได้เพิ่มขึ้น 35% จำนวนเครื่องโต 25% ส่วนประเทศไทยนั้นแม้ตัวเลขโตจะยังไม่ถึง 2 หลัก แต่เชื่อมั่นว่าหลังปรับกลยุทธ์ จะช่วยสร้างยอดขายในปีหน้าให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า หัวเว่ย Mate 9 Series เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทมีโอกาสในการเติบโตแม้เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะชะลอตัว และไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับอนุญาตให้ขายรุ่นนี้

บริษัทยังคงลงทุนในเรื่องของการทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบ 10% ของรายได้ เพื่อพัฒนาเครื่องให้ตอบโจทย์ความต้องการตามไลฟ์สไตล์ที่ลูกค้าต้องการอย่างเช่น การถ่ายภาพ เพราะฟีเจอร์กล้องคู่ถือว่า เป็นลูกเล่นหลักที่ลูกค้าได้รับจากสมาร์ทโฟนในราคาที่ไม่สูงมาก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดี

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าตลาดสมาร์ทโฟนในปีหน้าจะยังมีโอกาสเติบโตอยู่ 1 หลัก หรือดิจิต และหัวเว่ยยังมีส่วนแบ่งในตลาดไม่เยอะ จึงมีโอกาสเพิ่มยอดได้เป็นเท่าตัว อีกทั้งสินค้ากลุ่มพรีเมียมในระดับราคา 1.5 หมื่นาทขึ้นไป มีตัวเลือกน้อย การนำเสนอคุณภาพและจุดเด่นของสินค้าอย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายโอกาสเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้อีกมาก

นายทศพร กล่าวว่า แม้ตอนนี้หัวเว่ยจะเป็นเบอร์ 4 ของตลาดสมาร์ทโฟนในแง่มูลค่าและยังมีส่วนแบ่งตลาดในไทยเพียง 1 ดิจิต แต่ในปีหน้าจะมีการลงทุนด้านการตลาดเพิ่ม เพราะมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสเติบโตได้อีก จึงเน้นเรื่องของการสร้างแบรนด์เป็นหลักโดยใช้งบเพิ่มอีก 1 เท่า จากปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ ขยายช่องทางการขายและนำสินค้าเข้ามาเจาะตลาดทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ การวางกลยุทธ์ในเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่ายจากเดิมที่มีหน้าร้าน 1,000 แห่ง มาเป็น 5,000 แห่งทั่วประเทศ จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการเพิ่มพนักงานขายหน้าร้านจะช่วยเพิ่มโอกาสแนะนำสินค้า ส่วนการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นผู้หญิงในการสื่อสารกับลูกค้านั้น จะช่วยให้แบรนด์มีความน่ารักและจับต้องได้ง่ายขึ้น

“ต้องยอมรับว่าแบรนด์หัวเว่ยยัง เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้งานเพศชาย การเปิดตัวพรีเซนเตอร์หญิงอย่าง มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน เป็นครั้งแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าเพศหญิงมากขึ้น”

สำหรับสมาร์ทโฟนที่เปิดใหม่นั้น แบ่งเป็น รุ่น Mate9 และ GR Series คือหัวเว่ย Mate9 Porsche Design ราคา 4.99 หมื่นบาท มีจำหน่ายในไทยเพียง 800 เครื่อง และหัวเว่ย Mate9 Pro ราคา 2.79 หมื่นบาท จะขายกลางเดือน ม.ค.ปีหน้า ส่วนรุ่น หัวเว่ย Mate9 ราคา 2.39 หมื่นบาท และหัวเว่ย GR5 2017 ราคา 8,900 บาท จะขายวันที่ 8 ธ.ค.นี้

ภาพประกอบข่าว  https://shopsmartly.co/headlines/review-huawei-mate-9/

 

“อูเบอร์”วอนภาครัฐยืดหยุ่นในการให้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 12:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/469092

"อูเบอร์"วอนภาครัฐยืดหยุ่นในการให้บริการ

อูเบอร์ หวังภาครัฐเข้าใจ หลังเกิดปัญหาขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มเติม

นางเอมี่ กุลโรจน์ปัญญา ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรและนโยบาย เอเชียแปซิฟิก อูเบอร์ เปิดเผยว่า บริษัทรับทราบเกี่ยวกับกรณีที่มีข่าวการให้บริการผิดกฎหมาย แต่ขอยืนยันว่าอูเบอร์ไม่ใช่รถแท็กซี่ แต่เป็นการให้บริการในรูปแบบของระบบร่วมเดินทางผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ใช้บริการ โดยอูเบอร์มีการเปิดให้บริการในพื้นที่ กทม.และเชียงใหม่เท่านั้น รวมทั้งไม่ได้ตั้งบูธรับสมัครผู้ร่วมขับที่ภูเก็ตอย่างที่เป็นข่าว

อูเบอร์ยังขอยืนยันว่าบริษัทยินดีให้ความร่วมมือและพร้อมที่จะเข้าไปพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการแก่ทางภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาข้อสรุปในการให้บริการร่วมกัน เช่นเดียวกับในต่างประเทศอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ที่ประกาศรับรองรูปแบบการให้บริการร่วมเดินทางอย่างเป็นทางการ ซึ่งหวังว่าประเทศไทยก็จะมีทิศทางที่ดีแบบเดียวกัน เพราะอูเบอร์ต้องการที่จะดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายดังกล่าวในไทย

นอกจากนี้ ในเรื่องของการตรวจสอบประวัติผู้ขับขี่และการเปิดให้บริการนั้น อูเบอร์ขอยืนยันว่าก่อนที่จะเปิดให้บริการในแต่ละพื้นที่ บริษัทได้ชี้แจงกับหน่วยงานภาครัฐในแต่ละท้องที่แล้วว่าจะเข้าไปเปิดให้บริการ รวมทั้งตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและประวัติการขับขี่ว่าไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนของผู้ร่วมขับทุกคน เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ อูเบอร์มีรูปแบบการให้บริการในไทยเพียง 2 แบบ คือ อูเบอร์เอ็กซ์ที่ให้บริการด้วยอีโคคาร์ และอูเบอร์แบล็กที่ให้บริการด้วยรถยนต์ระดับพรีเมียม

ภาพ…เอเอฟพี

 

เร่งป้องกันมัลแวร์โซเชียล เตือนผู้ใช้เสี่ยงถูกฉกข้อมูลส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468662

เร่งป้องกันมัลแวร์โซเชียล เตือนผู้ใช้เสี่ยงถูกฉกข้อมูลส่วนตัว

ไซแมนเทค คาดปีหน้าไวรัสจากโซเชียลมีเดียมาแน่ เร่งผู้ใช้งานหาวิธีป้องกันถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว

นายอลัน ลี ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ทั่วโลก กลุ่มธุรกิจการป้องกันภัยคุกคามขั้นสูง บริษัท ไซแมนเทค กล่าวว่า จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประเทศไทยที่มีกว่า 38 ล้านคนนั้น แบ่งเป็นผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านมือถือสูงถึง 34 ล้านคน ส่งผลให้มีความเสี่ยงในการเข้าใช้งาน

นายอลัน ได้อ้างอิงถึงกรณีการนำคลิปหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อครั้งหาเสียงว่า มีการนำคลิปดังกล่าวไปอัพโหลดใหม่ผ่านเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อล่อให้คนเข้าไปคลิกรับชม ผู้ใช้งานที่ไม่ระวังจะถูกเข้าถึงข้อมูลแบบไม่รู้ตัว ทั้งยังเสี่ยงต่อการขโมยข้อมูลหรือมัลแวร์ในทุกอุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งอาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวที่กรอกไว้ในโซเชียลมีเดียส่วนตัว ทั้งเฟซบุ๊ก อีเมลและลิงค์อิน ดังนั้น ผู้ใช้งานจึงไม่ควรที่จะกรอกข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดลงไปในสื่อสังคมออนไลน์

สำหรับในประเทศไทยจะมีคนดังในโลกออนไลน์ถูกนำข้อมูลหรือปลอมตัวตนเพื่อหลอกลวงเพื่อขอรับเงินบริจาคหรือบรรเทาความเดือดร้อนมากขึ้น ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจึงควรเร่งหาระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกัน อีกทั้งไอดีซีได้คาดว่าตลาดไอโอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะมีมูลค่าสูงถึง 3,810 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้นในปี 2560 นั้น ยิ่งได้ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทจึงเร่งทำตลาดในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กรให้มากขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมีการเข้าไปคุยกับทางหน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงขนาดใหญ่และองค์กรภาครัฐขนาดย่อม ให้มีความเข้าใจและลงทุนด้านความปลอดภัยมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาได้ดีกว่าซอฟต์แวร์เดิมที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน

ภาพ…เอเอฟพี