สินค้าหันทุ่มโฆษณาดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 20:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468646

สินค้าหันทุ่มโฆษณาดิจิทัล

สมาคมโฆษณาดิจิทัลมั่นใจสื่อโฆษณาดิจิทัลปี 2560 ยังเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก ชี้เจ้าของสินค้าหันมาใช้สื่อโฆษณาดิจิทัลมากขึ้น

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมสื่อโฆษณาดิจิทัลในปี 2560 มองว่าน่าจะยังมีโอกาสเติบโตได้ในตัวเลข 2 หลักเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นสื่อโฆษณาที่ฟื้นตัวเร็วมากที่สุดเมื่อเทียบกับสื่อประเภทอื่นๆ เห็นได้จากเม็ดเงินที่เริ่มไหลเข้ามามากขึ้นหลังวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา จึงถือเป็นแนวโน้มที่ดี

สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของสื่อโฆษณาดิจิทัลในปีหน้า รูปแบบของการใช้สื่อโฆษณาดิจิทัลจะมีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจกับสื่อใหม่ๆ ดังนั้นผู้ประกอบการสื่อโฆษณาดิจิทัลจึงต้องมีการพัฒนาเครื่องมือที่จะเข้าถึงตัวผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“สื่อดิจิทัลในปัจจุบันมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ง่ายขึ้น หลังจากมีสมาร์ทโฟน และมีอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่เป็นเจ้าของคอนเทนต์จึงควรทำให้คอนเทนต์มีความแตกต่าง และมีความใหม่อยู่เสมอ เพื่อมัดใจลูกค้า”

นพ.ศุภชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่เอเยนซีโฆษณาควรปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่องหลัก คือ 1.การปรับตัวให้สอดรับกับบริบทของลูกค้า ด้วยการนำอินโนเวชั่นเข้ามาช่วยลูกค้าในการทำตลาด และ 2.การช่วยลูกค้าสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาด

ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะใช้งบโฆษณาดิจิทัลมากขึ้นในปี 2560 มองว่าจะยังคงเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกับปี 2559 โดยกลุ่มสินค้าที่ใช้งบมากที่สุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม

ในส่วนของภาพรวมของสื่อโฆษณาดิจิทัลในสิ้นปี 2559 นี้ คาดว่าจะยังคงเติบโตได้ตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะมีอัตราการเติบโต 20% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 9,883 ล้านบาท แม้ว่าจะเติบโตต่ำกว่าปี 2558 ที่เติบโต 32% และปี 2557 เติบโตที่ 44% แต่ก็ถือว่าน่าพอใจ เนื่องจากฐานธุรกิจมีขนาดใหญ่มากขึ้น

ขณะที่สื่อโฆษณาดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนี้ คือ เฟซบุ๊ก ครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 29% จากงบโฆษณาทั้งหมด มียอดการใช้เพิ่มขึ้น 49% จากปี 2558 ตามด้วยวิดีโอออนไลน์ครองส่วนแบ่ง 17%

 

จีนยัดไส้เซ็นเซอร์เนื้อหาในแอพฯ “WeChat”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 18:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468639

จีนยัดไส้เซ็นเซอร์เนื้อหาในแอพฯ "WeChat"

สถาบันวิจัยในแคนาดาพบแอพพลิเคชั่น “วีแชท” ของจีน มีการเซ็นเซอร์เนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองและเนื้อหาไม่เหมาะสม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซิติเซน แล็บ สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยโตรอนโตในแคนาดา พบว่า บริษัท เท็นเซนต์ เจ้าของแอพพลิเคชั่นวีแชท หรือเวยซิ่น ในภาษาจีน ติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานแอพทั้งในและนอกประเทศ โดยจะเซ็นเซอร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองสำหรับผู้ใช้ทุกคนที่ลงทะเบียนด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของจีน แม้เจ้าของหมายเลขจะเดินทางไปต่างประเทศหรือเปลี่ยนไปใช้หมายเลขต่างประเทศแล้วก็ตาม

ส่วนบัญชีที่เชื่อมกับหมายเลขโทรศัพท์ต่างประเทศจะจำกัดอยู่ที่การบล็อกเว็บไซต์การพนันและเว็บไซต์โป๊ โดยรายงานของซิติเซน แล็บ ระบุว่า วีแชทใช้ระบบ “One App, Two Systems (1 แอพพลิเคชั่น 2 ระบบ)” ในการเซ็นเซอร์เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามคำสั่งของทางการจีน

นอกจากนี้ ซิติเซน แล็บ ยังพบคำที่นำไปสู่การเซ็นเซอร์ 174 คำทั้งในภาษาอังกฤษ อุยกูร์ และภาษาจีน ทั้งอักษรตัวเต็มและตัวย่อ โดยลิสต์ของคำจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ขณะนั้นๆ โดยคำที่อยู่ในแบล็กลิสต์ที่ส่งจากผู้ใช้ในประเทศจะหายไปจากทั้งในเครื่องของผู้รับและผู้ที่กำลังจะได้รับข้อความโดยไม่มีการขึ้นข้อความเตือนแต่อย่างใด ทั้งยังระบุอีกว่า คำเหล่านี้จะถูกบล็อกในการสนทนาแบบกลุ่มมากกว่าสนทนาแบบ 2 ต่อ 2

คำต้องห้ามเกินครึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ส่วนที่เหลือเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน อาทิ ซิทเลอร์ ชื่อที่เปรียบเทียบประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการของเยอรมนี

 

แฮ็กแบงก์ชาติซาอุฯ คาดอิหร่านตัวการชักใย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468556

แฮ็กแบงก์ชาติซาอุฯ คาดอิหร่านตัวการชักใย

แฮ็กเกอร์ส่งมัลแวร์เจาะระบบธนาคารกลางซาอุดิอาระเบีย เจ้าหน้าที่คาดอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตี

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า แฮ็กเกอร์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งในเบื้องต้นทางการคาดว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่าน ก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์กับธนาคารกลางซาอุดิอาระเบียเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการโจมตีดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐบาลอื่นอย่างน้อย 8 แห่ง ที่รวมถึงหน่วยกำกับการบินพลเรือนและกระทรวงคมนาคม

แม้ธนาคารกลางซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า แฮ็กเกอร์ยังเจาะเข้ามาในระบบไม่ได้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามีระบบข้อมูลส่วนใดได้รับความเสียหายจากการโจมตีดังกล่าวหรือไม่ และมีแนวโน้มส่งผลต่อหลายภาคส่วนสำคัญ เช่น ภาคการเงินและการคมนาคม โดยในขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ในระยะแรกและรัฐกำลังเฝ้าระวังเหตุโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า แฮ็กเกอร์ใช้มัลแวร์ชื่อ ชามูน เจาะเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นมัลแวร์ชนิดเดียวกับที่ใช้โจมตีอรามโก รัฐวิสาหกิจน้ำมันรายใหญ่ของซาอุดิอาระเบีย เมื่อปี 2012 และทำลายระบบคอมพิวเตอร์ราว 3.5 หมื่นเครื่องภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยมัลแวร์ดังกล่าวเข้าไปเขียนข้อมูลทับระบบปฏิบัติการดั้งเดิม ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถใช้งานได้

ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์กรายงานอ้างธนาคารกลางรัสเซียว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. แฮ็กเกอร์หลายรายขโมยเงินกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,068 ล้านบาท) ออกไปจากบัญชีของลูกค้าธนาคารต่างๆ ภายในรัสเซียด้วยเช่นกัน

ภาพ…เอเอฟพี

 

แห่โหลดแอพกระฉูดดันยอดสมาร์ทโฟนโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468481

แห่โหลดแอพกระฉูดดันยอดสมาร์ทโฟนโต

แอพพลิเคชั่นดันยอดใช้สมาร์ทโฟนพุ่ง กูเกิลเผยคนไทยนิยมโหลดแอพเกม โซเชียลมีเดียและแชต

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบนเพลย์สโตร์ ผ่านผลสำรวจออนไลน์ที่ทำร่วมกับบริษัทวิจัย ทีเอ็นเอส ออสเตรเลีย จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คน ในประเทศไทย พบว่า 70% ใช้สมาร์ทโฟน ในจำนวนนี้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนกว่า 54% โดยแอพพลิเคชั่นถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนเติบโต

สำหรับประเภทของแอพพลิเคชั่นที่คนดาวน์โหลดมากที่สุดคือ เกม 66% โซเชียลมีเดีย 60% และแชต 59% ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยก่อนการตัดสินใจดาวน์โหลดจะเน้นคุณภาพของแอพและมีประโยชน์ต่อการใช้งานเป็นหลัก ส่วนเหตุผลที่จะลบแอพมาจากไม่ได้ใช้งานหรือไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าใช้ 45% และกินพื้นที่ในเครื่องมากเกินไป 43% เจอแอพใหม่ที่มีประโยชน์กว่า 38%

นอกจากนี้ คนไทยยังยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อแอพพลิเคชั่นที่สนใจ หรือจ่ายเงินผ่านช่องทางที่อยู่ในแอพถึง 68% เพราะผู้ให้บริการด้านเครือข่ายให้บริการจ่ายผ่านบิลค่าบริการมือถือ ทำให้สะดวกต่อการใช้จ่ายมากขึ้น โดยบริการที่ลูกค้าเสียเงินซื้ออันดับ 1 ได้แก่ ซื้อไอเท็มในเกม 28% ซื้อคาแรกเตอร์ในเกม 26% และซื้อชีวิตเพื่อต่อเวลาในเกม 23%

ขณะที่แอพเกี่ยวกับสินค้าและบริการเติบโตกว่า 78% และมีคนไทยกว่า 30% เคยซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านโมบายแอพ ถือว่าเติบโตกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์เพียง 25% ถือเป็นโอกาสที่ดีของนักพัฒนาที่จะสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นเพื่อรองรับการใช้งานที่เติบโตต่อเนื่อง

 

เฟซบุ๊กรับมือข่าวลวง ดึงเทคโนโลยีเอไอช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468453

เฟซบุ๊กรับมือข่าวลวง ดึงเทคโนโลยีเอไอช่วย

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องภายหลังปล่อยให้ข่าวลวงแพร่สะพัดอยู่ในโลกออนไลน์จนอาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งสหรัฐที่มีความสูสีอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ต้องออกมาให้สัญญากับผู้ใช้ว่า จะหาทางจัดการกับเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด เฟซบุ๊กมีความคืบหน้าในความพยายามกำจัดข่าวลวงดังกล่าว ทั้งการทดสอบปลั๊กอินแจ้งเตือน และการดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้งาน

โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กเริ่มใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาตั้งแต่ปี 2013 นับตั้งแต่ว่าจ้างให้ หยวน เล่อชุน ผู้อำนวยการฝ่ายเอไอของเฟซบุ๊กมาร่วมงานด้วย ส่งผลให้เฟซบุ๊กกลายเป็นหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นผู้นำในด้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์

เฟซบุ๊กเคยกล่าวว่า เครือข่ายหลายประเภทไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากเอไอ เช่น การเลือกข่าวในฟีดข่าวด้วยอัลกอริทึม ซึ่งทำให้ผู้ใช้ได้รับสารในรูปแบบที่สอดคล้องกับความชื่นชอบหรือแนวคิดของผู้ใช้แต่ละคนมากที่สุด

ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของเฟซบุ๊กคนดังกล่าว เปิดเผยว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยแยกแยะข่าวลวง รวมไปถึงตรวจจับวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรง ด้วยการใช้ตัวคัดกรองเนื้อหาบนเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เฟซบุ๊กยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เอไอดังกล่าว โดยการใช้เอไอของเฟซบุ๊กในบางครั้งอาจกลายเป็นการตรวจจับพาดหัวข่าวแบบ “คลิกเบต” (ล่อให้กดอ่าน) แทน รวมถึงการจะแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “เรื่องแต่ง” ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ และเสี่ยงต่อการที่เอไอจะลบเนื้อหาออกมาเกินไปผ่านระบบคัดกรอง

โฆษกของเฟซบุ๊ก เปิดเผยภายหลังว่า เฟซบุ๊กยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้เอไออย่างครบถ้วนครอบคลุม โดยเฟซบุ๊กมักจะทดสอบเทคโนโลยีก่อนที่จะมีการใช้จริงเสมอ

สำนักข่าวเทคครัช ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ติดตามความเคลื่อนไหวของแวดวงเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ระบุว่า เฟซบุ๊กทดสอบขจัดข่าวลวงโดยเริ่มที่กลุ่มคนเล็กๆ ก่อน ด้วยการใส่ปลั๊กอิน เพื่อแจ้งเตือนเหนือเว็บไซต์ดังกล่าวในลักษณะต่างๆ เช่น “เว็บไซต์นี้ไม่มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ” หรือ “ข่าวนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล”

นอกจากนี้ จากข้อมูลของนิวยอร์กไทมส์และรอยเตอร์ส ระบุว่า เฟซบุ๊กจะขึ้นบัญชีดำเว็บไซต์ที่ลงข่าวลวงทั้งเว็บไซต์ แทนที่จะขึ้นบัญชีดำแบบข่าวต่อข่าว อย่างไรก็ตาม ปลั๊กอินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊ก หลังจากมีการแปะป้ายเตือนผิดเว็บไซต์และระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าว “เชื่อถือไม่ได้”

เอไอไม่ใช่ยาวิเศษ

หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เอไอไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหาได้ทั้งหมด 100% เนื่องจากในปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก็ไม่สามารถลบเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มก่อการร้ายได้

“เอไอไม่ใช่เวทมนตร์ และก็ไม่ใช่เทอร์มิเนเตอร์ด้วย แต่เป็นเทคโนโลยีจริงที่มีประโยชน์” เล่อชุน กล่าว โดยเป็นการตอบโต้คำกล่าวหาว่าเอไอเป็นเทคโนโลยีที่ชั่วร้ายและอาจจะยึดครองโลกในที่สุดอย่างที่พบได้ในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง

ด้าน โจอาควิน แคนเดลา ผู้อำนวยการฝ่ายการปรับใช้เทคโนโลยีเรียนรู้ของเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กมีการจ้างงานผู้คนนับร้อยๆ คนทั่วโลกเพื่อคอยสอดส่องดูแลเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ในปัจจุบันมีความพยายามในการใช้เอไอตรวจจับเนื้อหาที่มีการละเมิดกฎของเฟซบุ๊ก

แคนเดลา ระบุว่า การจะตรวจจับวิดีโอไลฟ์ของเฟซบุ๊กที่มีการละเมิดกฎยังคงมีความท้าทายใหญ่อยู่ 2 ประการ โดยประการแรก คือ คอมพิวเตอร์ที่ใช้จะต้องมีอัลกอริทึมซึ่งสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ความท้าทายอย่างที่สอง คือ นิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลบเนื้อหาว่าเนื้อหาแบบใดควรลบหรือไม่ควรลบ

ปัญหาระดับโลก

แม้เฟซบุ๊กจะถูกกดดันอย่างหนักในปัจจุบัน แต่ปัญหาเรื่องข่าวลวงระบาดไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ยกตัวอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเผชิญกับปัญหาเรื่องนี้อย่างหนัก เช่น ข่าวปลอมว่าประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ได้โพสต์ภาพศพเด็กสาวที่ถูกข่มขืนและถูกกลุ่มค้ายาสังหาร แต่การตรวจสอบภายหลังพบว่า ภาพดังกล่าวมาจากบราซิล

ด้านเทนเซนต์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังอย่าง คิวคิว และวีแชท ก็เผชิญกับข่าวลวงที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์เช่นกัน โดย หม่าฮัวเต็ง ซีอีโอของเทนเซนต์ เรียกร้องให้ผู้ใช้แชร์ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ โดยในช่วงปี 2016 ที่ผ่านมา เทนเซนต์เผชิญปัญหาข่าวลวงมากถึง 17 ล้านครั้ง

“นอกเหนือไปจากผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยมและการบริหารบริษัท สภาพความเป็นอยู่ในสังคมและความปลอดภัยด้านไซเบอร์ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเทนเซนต์อีกต่อไป” หม่าฮัวเต็ง กล่าว

นิตยสารฟอร์บส์ รายงานว่า เทนเซนต์ได้จัดตั้งช่องทางร้องเรียนจำนวนมากทั้งผ่านทางเว็บไซต์และสายด่วน เพื่อจัดการกับข้อมูลที่มีความผิดพลาด รวมถึงมีการตั้งตัวกรองข่าวลวงในแอพพลิเคชั่นวีแชทอีกด้วย โดยตัวคัดกรองดังกล่าวช่วยให้สื่อจีนกระแสหลักและองค์กรอื่นๆ สามารถช่วยผู้ใช้ในการตรวจสอบข่าวลวงที่เกี่ยวข้องกับข่าวสังคม สุขภาพ และวิทยาศาสตร์

 

เจาะบัญชีกูเกิล1.3ล้านกูรูเตือนโหลดแอพเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 07:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468266

เจาะบัญชีกูเกิล1.3ล้านกูรูเตือนโหลดแอพเถื่อน

แฮ็กเกอร์เจาะบัญชีผู้ใช้ กูเกิลกว่าล้านบัญชี ด้านกูเกิลเตือนอย่าโหลดแอพพลิเคชั่นนอกเพลย์สโตร์

เช็คพอยต์ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีส์ บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ พบการเจาะระบบเข้าไปในบัญชีผู้ใช้งานกูเกิล มากกว่า 1.3 ล้านบัญชี ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงอีเมล รูปภาพ และข้อมูลต่างๆ ภายในบัญชี หลังผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเถื่อน ที่มาจากแหล่งอื่นนอกร้านจำหน่ายแอพพลิเคชั่นของกูเกิล โดยมีเกม “แข่งรถสุดโหด” เป็นหนึ่งในแอพพลิเคชั่นอันตรายดังกล่าวจากไทย

แฮ็กเกอร์ใช้มัลแวร์ชื่อกูลิแกน ซึ่ง แฝงตัวอยู่ในแอพพลิเคชั่นเถื่อนเจาะเข้าไปบริการต่างๆ ของกูเกิล อย่างไรก็ดียังไม่มีข้อมูลใดในบัญชีดังกล่าวถูกขโมยไป โดยกูเกิลเตือนให้ผู้ใช้อย่าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอื่นที่ไม่ได้อยู่ในร้านของบริษัท

ด้าน เอเดรียน ลุดวิก ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยแอนดรอยด์ของกูเกิล กล่าวว่า บริษัทกำลังสอบสวนประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจังและจัดการแก้ไขเท่าที่ทำได้ โดยกูเกิลบล็อกมัลแวร์และแอพพลิเคชั่นอันตรายกว่า 1.5 แสนเวอร์ชั่นแล้ว

เช็คพอยต์ เสริมว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ มัลแวร์กูลิแกนเจาะเข้าไปในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ 1.3 หมื่นเครื่อง/วัน และยังพบการระบาดของมัลแวร์ที่มีลักษณะคล้ายแอพพลิเคชั่นปกติบนเพลย์สโตร์ ซึ่งสร้างความสับสนให้ผู้ใช้และหากดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมา สมาร์ทโฟนจะติดมัลแวร์ทันที ทำให้แฮ็กเกอร์เข้าไปล้วงข้อมูลต่างๆ ในสมาร์ทโฟนได้

 

บิ๊กองค์กรเผยเคล็ดลับ ความสำเร็จยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 06:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/468061

บิ๊กองค์กรเผยเคล็ดลับ ความสำเร็จยุคดิจิทัล

โดย…จะเรียม สำรวจ

บริบททางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของภาคธุรกิจไม่สามารถทำงานแบบเดิมได้ ยิ่งปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบการในองค์กรธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้ทัน

จากปัจจัยที่เกิดขึ้นดังกล่าว สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA จึงได้มีการจัดงานสัมมนาประจำปี ภายใต้หัวข้อ TMADAY 2016 Business Tranformation : Reinvening the Company for Digital Disruption เพื่อเผยกลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ผู้บริหารในยุคดิจิทัลต้องรู้

วิสิฐ ตันติสุนทร ประธานทีเอ็มเอ กล่าวว่า ความสำเร็จขององค์กรในยุคดิจิทัลจะอาศัยเพียงความรู้ความสามารถของผู้นำเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมองการณ์ไกลหาแนวทางรับมืออย่างเหมาะสมกับองค์กร นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ยังควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างเข้มแข็งพร้อมที่จะก้าวสู่โลกดิจิทัล เพราะการพาองค์กรก้าวสู่โลกดิจิทัลในยุคปัจจุบันเก่งอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีความรวดเร็วก้าวตามสถานการณ์ให้ทัน

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่องค์ธุรกิจต่างๆ ต้องตามให้ทัน ในส่วนขององค์กรขนาดใหญ่ที่ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้จนธุรกิจประสบความสำเร็จก็ได้ออกมาเผยเคล็ดลับความสำเร็จ เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่างๆ นำไปปรับใช้

เริ่มที่ สุพจน์ มหพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่บอกเล่าว่า ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่เห็นข้อมูลจำนวนมาก ในฐานะที่เราเป็นผู้ประกอบการควรหาวิธีในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมกับหากลยุทธ์ทางการตลาดว่าทำอย่างไรจึงจะก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ คือ การกระทำ การเข้าใจในธุรกิจ การเข้าใจในลูกค้า และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

สำหรับเรื่องที่มักมีการพูดถึงว่าองค์กรขนาดใหญ่มักผูกขาดธุรกิจ สุพจน์ ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า ยุคนี้ไม่มีใครสามารถ ผูกขาดธุรกิจได้ เพราะผู้บริโภคเป็นผู้เลือก และองค์กรขนาดเล็กก็สามารถประสบความสำเร็จเหมือนกับองค์กรขนาดใหญ่ และก้าวขึ้นมาเป็นองค์กรขนาดใหญ่ได้หากมีการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ กึกก้อง รักเผ่าพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบันโดยเฉพาะในวงการธนาคารเราจะไม่มองคู่แข่งว่าเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ แต่มองว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังต้องหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ มาคอยบริการลูกค้า เพราะการก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยี ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ต้องหันมามองตัวเองว่า มีข้อดีของเสียอย่างไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงสร้างบริการที่ดีให้กับลูกค้า

ด้าน ศรายุธ แสงจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงิน บริษัท น้ำตาลมิตรผล กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลทำให้ระบบซัพพลายเชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ จะเห็นได้ว่าภาคการผลิตในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรที่มีการติดตั้งจีพีเอส หรือการใช้ปุ๋ยบำรุงพืชที่มีการคำนวณโดยระบบดิจิทัล ซึ่งในส่วนของบริษัทเองก็ได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในธุรกิจ ด้วยการทำดิจิทัลฟาร์มมิ่งแล้วที่ออสเตรเลีย

 

เอ็ม-คอมเมิร์ซยังโตต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467928

เอ็ม-คอมเมิร์ซยังโตต่อเนื่อง

นีลเส็น เผยคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มดันเอ็ม-คอมเมิร์ซโต ต่อเนื่อง บริการการเงิน ช็อปปิ้ง จ่ายเงินออนไลน์ยอดใช้เพิ่ม

น.ส.ยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,078 คน ผ่านระบบที่เรียกว่า On Device Meter พบว่า คนไทยมีการใช้งานสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 230 นาที หรือ 4 ชั่วโมง/วัน ในการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียอย่างไลน์ เมสเซนเจอร์ เอสเอ็มเอส และอีเมลมากที่สุดถึง 75 นาที รองลงมาคือการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล และอินสตาแกรม 67 นาที และใช้เอนเตอร์เทนเมนต์อย่างเกมและยูทูบ 45 นาที

ทั้งนี้ เวลาการใช้งานสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 13 นาที/ชั่วโมง เป็นการใช้งานในช่วงเวลา 19.00-21.00 น. สูงสุด ขณะที่จำนวนการใช้งานดาต้าผ่านเครือข่ายมือถือและไว-ไฟ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 810 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีอยู่ที่ 689 เมกะไบต์

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ของโมบายคอมเมิร์ซ หรือเอ็ม-คอมเมิร์ซ จะมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ จากการสนับสนุนของรัฐบาล และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริการโมบายแบงก์กิ้งซึ่งยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยบริการ K-Mobile Banking Plus มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 22% รองลงมาคือ SCB Easy App และบัวหลวงแบงก์กิ้ง

ขณะที่ ลาซาด้า ยังคงครองอันดับหนึ่งของช็อปปิ้งออนไลน์ มีคนเข้าใช้มากที่สุดถึง 23% รองลงมาคือ ขายดีและ อาลีเอ็กซ์เพรสอยู่ที่ 9% และ 5% ตามลำดับ ส่วนบริการจ่ายเงินออนไลน์ ทรูมันนี่วอลเล็ต มีผู้เข้าใช้งานมากที่สุดถึง 17% รองลงมา คือ เมเจอร์มูฟวี่พลัสอยู่ที่ 3% และแอร์เพย์ที่เพิ่งเข้ามาให้บริการในช่วงกลางปีมีการเข้าใช้งานมากถึง 3%

 

ยุคธุรกิจทรานสฟอร์มลงทุนรับ10เทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467923

ยุคธุรกิจทรานสฟอร์มลงทุนรับ10เทรนด์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ประกอบกับรัฐบาลขับเคลื่อนภาคเอกชนปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ เสพติดเทคโนโลยี เป็นปัจจัยหลักส่งผลให้การลงทุนระบบไอทีในปี 2563 มีมูลค่าพุ่งแตะ 5 แสนล้านบาท

ไมเคิล อาราเน็ตตา  ผู้จัดการประจำไอดีซี ประเทศไทย บริษัท ไอดีซี ที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาด เปิดเผยว่า ปีหน้าธุรกิจไทยจำเป็นต้องทรานสฟอร์ม โดยเฉพาะผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพื่อรองรับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่เปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีจะเติบโต 3% โดยธุรกิจที่จะลงทุนทางไอทีปีหน้า 4 กลุ่ม ได้แก่ ธนาคาร อุปโภคบริโภค ธุรกิจเพื่อสุขภาพ และมีเดีย

สำหรับ 10 เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นปี 2560-2563 ได้แก่ เทรนด์แรกองค์กรใหญ่จะเกิดความท้าทายการแข่งขันจากองค์กรเกิดใหม่ ทำให้ปี 2563 พบว่าองค์กรใหญ่ 1 ใน 3 เร่งเพิ่มขีดความสามารถพัฒนาสินค้าใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งอีก 2 ปีข้างหน้าจะเริ่มเห็นบริษัทที่หันมาใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการองค์กร

ตามด้วยเทรนด์ที่ 2 เกิดการลงทุนระบบไอทีในปี 2562 ราว 25% ของรายได้บริษัท เพื่อปรับปรุงการทำงานในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ ผลสำรวจ 43 บริษัท พบว่า บริษัทให้ความสำคัญการลงทุนด้านบิ๊กดาต้า เพราะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลทำนายอนาคตได้แม่นยำ เทรนด์ที่ 3 พฤติกรรมผู้บริโภค 60% ยังคงใช้โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กต้องเป็นช่องทางช่วงชิงโอกาสจากคู่แข่ง

เทรนด์ที่ 4 สินค้าใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง และการที่มนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เกินกว่าความเป็นจริงปกติ ในปี 2561 ส่งผลให้องค์กรหันมาใช้งบดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเพิ่มขึ้น จากปีนี้เติบโต 22% และปี 2563 การใช้โทรศัพท์จะล้าสมัยเพราะเทคโนโลยีเสมือนจริงจะเข้ามาแทนที่

ในส่วนเทรนด์ที่ 5 เกิดการลงทุนการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ต่างๆ โดย 4 กลุ่ม ได้แก่ รถยนต์ไร้คนขับหรือหุ่นยนต์ ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเพื่อสุขภาพส่วนบุคคล การสร้างอาคารสมาร์ทบิวดิ้ง โดยปีหน้าคาดมีการลงทุน 7,000 ล้านบาท เทรนด์ที่ 6 เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้น 25% สามารถรายงานผลการใช้งานในปี 2562

ทั้งนี้ ปีหน้าธุรกิจโรงพยาบาลจะนาเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษาพยาบาลเป็นเทรนด์ที่ 7 และการใช้คลาวด์ขององค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลงมาสู่มัลติคลาวด์อีก 2 ปี เป็นเทรนด์ที่ 8 สำหรับเทรนด์ที่ 9 ธุรกิจทีวีจะหันมาให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เทรนด์ที่ 10 บริษัทลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยป้องกันภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตมากกว่า 30% ภายในปี 2562

 

กูเกิลเผยคนหาข้อมูลก่อนซื้อรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467715

กูเกิลเผยคนหาข้อมูลก่อนซื้อรถ

กูเกิล ประเทศไทย เผย ผลสำรวจ ผู้บริโภค 97% หาข้อมูล ผ่านมือถือก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ แนะผู้ประกอบการรับมือพฤติกรรมเปลี่ยน

น.ส.แจ๊คกี้ หวาง หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรม บริษัท กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค “แรงขับเพื่อการตัดสินใจ ‘The Drive to Decide'” ที่ได้สุ่มสำรวจจาก 600 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ที่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป ในประเทศไทย ปี 2559 พบว่า 59% ของกลุ่มดังกล่าวใช้ระยะเวลาการพิจารณาและหาข้อมูลอย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ สำหรับการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 3.2 อุปกรณ์ ซึ่ง 97% ใช้โทรศัพท์มือถือทุกขั้นตอนการซื้อรถ

ทั้งนี้ จำนวน 32% ใช้ Google Search เพื่อเริ่มรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรถที่สนใจ และ 22% ค้นหาข้อมูลรถระหว่างชมทีวีไปพร้อมกัน ซึ่งคำค้นหาของผู้ที่ต้องการซื้อรถ 99% คือ “รถคันไหนดีที่สุด” และ 91% ของผู้ต้องการซื้อรถใช้วิดีโอประกอบการหาข้อมูลต่อตัวรถและแบรนด์ผู้ผลิต ขณะที่ 31% มั่นใจว่าจะเลือกรถหลังรับชมวิดีโอโดยที่ไม่ต้องไปทดลองขับจริง

อย่างไรก็ตาม มูลค่าสื่อโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตที่คาดว่าจะอยู่ที่ 9,883 ล้านบาทในปี 2559 กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในสัดส่วน 10% คือ กลุ่มยานยนต์

“ดังนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่เคยต้องเผชิญกับผู้บริโภคที่ทำการบ้านเก็บข้อมูลอย่างรอบด้านมาก่อน เป็นความท้าทายบริษัทรถยนต์สามารถนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เป็นประโยชน์ผ่านช่องทาง มือถือในเวลาที่ผู้บริโภคต้องการในยุคที่พฤติกรรมเกิดขึ้นครั้งแรกบนมือถือ” น.ส.แจ๊คกี้ กล่าว