ช็อปออนไลน์ภูธรพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467714

ช็อปออนไลน์ภูธรพุ่ง

ลาซาด้าชี้ต่างจังหวัดช็อปออนไลน์โตแรงแซงกรุงเทพฯ ลุยจัดซูเปอร์เซลส์ 12-14 ธ.ค. เพิ่มยอดช็อป

นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มลูกค้าในไทยที่อยู่ในต่างจังหวัดมีแนวโน้มช็อปปิ้งผ่าน ลาซาด้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดยอดช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านลาซาด้ามาจากต่างจังหวัดกว่า 70% กรุงเทพฯ 30% เปลี่ยนจากเมื่อปี 2555 ที่เพิ่งเข้ามาเปิดตัวในไทยมียอดจากคนกรุงเทพฯ 70% ต่างจังหวัด 30% ส่วนสำคัญมาจากบริษัทได้แก้ปัญหาเรื่องช่องทางชาระเงิน เพราะคนต่างจังหวัดจำนวนมากไม่ใช้เครดิตการ์ดและเดบิตการ์ด จึงให้จ่ายเงินสดเมื่อรับสินค้าได้ รวมทั้งจัดส่งสินค้าฟรีเมื่อซื้อ 99 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นยอดใช้จ่ายต่ำลงจึงช่วยได้มาก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 พ.ย. 2559 ยอดซื้อมาจาก จ.สมุทรสงคราม เติบโตที่สุด 220% จากปีก่อน รองลงมาคือ จ.อำนาจเจริญ โต 207% จ.ชุมพร โต 205% จ.จันทบุรี โต 203% และ จ.กาฬสินธุ์ โต 202% โดยหมวดหมู่สินค้าสุขภาพและความงามมียอดซื้อสูงที่สุด แต่เมื่อดูที่อัตราการเติบโตจะพบว่า ยอดซื้อสินค้าในหมวดหมู่อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงโตสูงสุด 600% รองลงมาคือ ยานยนต์และอุปกรณ์ โต 250% อันดับ 3 คือ การเดินทางและไลฟ์สไตล์ เช่น กระเป๋าเดินทาง โต 230%

“จากตัวเลขการซื้อที่เติบโตในต่างจังหวัดนี้ จะเห็นว่าการขยายตัวของการช็อปปิ้งออนไลน์ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่กระจายตัว ส่วนยอดซื้อสินค้าในหมวดหมู่สินค้าที่เติบโตสูงมากก็เป็นเครื่องสะท้อนว่า คนไทยมีแนวโน้มช็อปปิ้งสินค้าตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้น คือสะท้อนว่าคนไทยชอบเลี้ยงสัตว์ ชอบและรักในยานยนต์ รวมถึงชอบการเดินทาง นอกจากจะจองห้องพักและตั๋วเครื่องบินผ่านออนไลน์แล้ว จึงมาซื้อกระเป๋าเดินทางและอุปกรณ์การเดินทางอื่นๆ บนออนไลน์ด้วย” นายบิสชินี กล่าว

ขณะที่จากการสำรวจยอดตลอดช่วงที่ผ่านมาของปีนี้จะพบว่า ในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ยอดขายจะโตสูงขึ้น เช่น เทศกาลวันแม่ พบว่ายอดขายเติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าเทศกาล โดยสินค้าที่ขายดีช่วงวันแม่ คือ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต เครื่องใช้ไฟฟ้าและของในบ้าน ส่วนช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก ยอดขายโต 23% สินค้าขายดี คือ นาฬิกา แว่นตา และเครื่องประดับ

นอกจากนี้ ในช่วงที่บริษัทจัดโปรโมชั่น พิเศษยอดก็จะเติบโตสูงขึ้นเช่นกัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เริ่มต้นจัด ลาซาด้า ออนไลน์ ซูเปอร์เซลส์ ปรากฏว่าแค่วันเดียวยอดซื้อสินค้า 2.7 แสนชิ้น หรือเฉลี่ย 3 ชิ้น/1 วินาที โดยวันที่ 12-14 ธ.ค. นี้ จะเป็น 3 วันสุดท้ายของการจัดลาซาด้า ออนไลน์ ซูเปอร์เซลส์ จึงได้เตรียมกิจกรรมพิเศษลุ้นของรางวัล และส่วนลดพิเศษสินค้าแบรนด์ดังมานำเสนอในช่วงนี้

 

ค้าออนไลน์รับทรัพย์หยุดยาว “แบล็กฟรายเดย์” ดันยอดพุ่งทุบสถิติค้าออนไลน์รับทรัพย์หยุดยาว “แบล็กฟรายเดย์” ดันยอดพุ่งทุบสถิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467558

ค้าออนไลน์รับทรัพย์หยุดยาว "แบล็กฟรายเดย์" ดันยอดพุ่งทุบสถิติ

ขายออนไลน์ทุบสถิติ กดดันร้านค้าดั้งเดิม ส่วนรายย่อยขายเอกลักษณ์รอด หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

รีเทลเน็กซ์ บริษัทวิเคราะห์การค้าปลีก เปิดเผยว่า ยอดค้าออนไลน์ในช่วงวันแบล็กฟรายเดย์เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ปรับตัวขึ้นเหนือ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) เป็นครั้งแรก สวนทางกับยอดขายจากร้านค้าทั่วไปปรับตัวลง 10.4% ในวันดังกล่าว และปรับลงรวม 5% เมื่อนับรวมวันที่ 24-25 พ.ย.

ขณะเดียวกัน อะโดเบ ดิจิทัล อินเด็กซ์ ดัชนีติดตามยอดค้าออนไลน์พบว่า ยอดขายออนไลน์ช่วงวันที่ 24-25 พ.ย.ที่ผ่านมาปรับขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 5,270 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.84 แสนล้านบาท) โดยในวันแบล็กฟรายเดย์ ยอดขายปรับขึ้น 21.6% ทำสถิติใหม่ที่ 3,340 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.16 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ดีลอยต์ เปิดเผยว่า ลูกค้า 73% เลือกที่จะจับจ่ายในร้านค้าที่แตกต่างกันออกไป โดย 2 ใน 3 วางแผนจะใช้จ่ายกับร้านค้าท้องถิ่นหรือธุรกิจท้องถิ่น และเกือบ 25% เตรียมใช้จ่ายกับร้านค้าประเภทซุ้มขายของ

นอกจากนี้ ดีลอยต์ ระบุว่า ร้านค้าแบบดั้งเดิมสูญเสียรายได้ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) ในแต่ละปีให้กับธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและขนาดย่อม ส่งผลให้บรรดาร้านค้าปลีกรายใหญ่พยายามหาวิธีเพื่อแข่งขัน เช่น การโยกพนักงานลงสู่พื้นที่ขายเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าตัวต่อตัวมากขึ้น

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ โดยจากรายงานของกูเกิล เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง ระบุว่า ผู้ใช้มีการค้นหาสินค้าซึ่งมีรูปแบบเฉพาะเพิ่มขึ้นถึง 65% เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับจำนวนลูกค้าที่ค้นหาสินค้าราคาถูกที่เพิ่มขึ้นเพียง 35%

สตีฟ บารร์ หัวหน้าฝ่ายค้าปลีกและลูกค้าของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า พฤติกรรมผู้บริโภคดังกล่าวเป็นโอกาสสำหรับค้าปลีกรายย่อยที่มุ่งผลิตสินค้าที่ปรับแต่งได้ สินค้าท้องถิ่น และสินค้าแฮนด์เมด

“ผู้บริโภคกำลังบอกกับพวกเราว่าพวกเขาต้องการใช้จ่ายเพิ่ม และพวกเขากำลังบอกลักษณะเฉพาะของสิ่งที่พวกเขาต้องการ” บารร์ กล่าว

ทั้งนี้ ซีเอ็นบีซี ระบุว่า ค้าปลีกรายย่อยยังมีความท้าทายในด้านการค้าออนไลน์ที่แข่งขันสูง โดย อะโดเบ ดิจิทัล อินเด็กซ์ ระบุว่า นักช็อปมีความพร้อมที่จะจ่ายออนไลน์ในราคาแพงกว่ากับบริษัทที่ใหญ่และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งยอดค้าออนไลน์ของรายใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 16.6% เมื่อเทียบกับ 7% ของรายย่อย ส่งผลให้ค้าปลีกรายย่อยที่ไม่ปรับตัวรับยุคดิจิทัลจะไม่ได้ส่วนแบ่งจากการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

ภาพ…เอเอฟพี

 

เร่งแก้ก่อนสาย “เด็กเสมือนยุค4.0” WEFชี้ยุคนี้ต้องมีความฉลาดทางดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467554

เร่งแก้ก่อนสาย "เด็กเสมือนยุค4.0" WEFชี้ยุคนี้ต้องมีความฉลาดทางดิจิทัล

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“เรารู้สึกไม่โอเคอยู่แล้วที่ลูกเราติดไอแพดหนักมากขนาดตื่นมาก็ดู กินข้าวก็ยังดู แต่นี่มันเลยเถิดถึงขั้นที่น้องเดินถือไอแพดดูจนตกบันได โชคดีที่ครั้งนี้ไม่เป็นอะไร แต่เรารู้แล้วว่าเราจะปล่อยวางเรื่องนี้อีกไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วจริงๆ”

ไปรยา จันทร์สมบูรณ์ หรือ “คุณเก๋” แม่ของน้องมิกิ วัย 7 ขวบ คือหนึ่งในหลายๆ ครอบครัวที่ประสบกับปัญหา “ไอแพดเป็นใหญ่” เพราะไม่ว่าจะทำอะไรน้องมิกิจะมีไอแพดอยู่ในสายตาเสมอ และจากเดิมที่เคยเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นเด็กขี้หงุดหงิด ไม่มีความอดทน ไม่ชอบการรอคอย และร้องไห้โวยวายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทุกคนต่างใจจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์สื่อสารในมือมากกว่าจะพูดคุยปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ก็คงจะไม่แปลกเท่าไหร่นักหากเราจะเห็นเด็กยุคนี้มีของติดไม้ติดมือเป็นไอแพด หรือโทรศัพท์มือถือ แทนที่จะเป็นหนังสือเล่มโปรด หุ่นยนต์ หรือตุ๊กตา

กระนั้นแม้ว่าการใช้สื่อดิจิทัลยังมีความเสี่ยง และเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเรียนรู้ที่จะใช้อย่างเกิดประโยชน์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ปกครองหลายๆ คนก็เห็นพ้องกันว่าข้อดีของเทคโนโลยีใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะเทคโนโลยีถ้ารู้จักใช้ให้เป็น ใช้ให้ดี และมีผู้ปกครองคอยชี้แนะ ก็มีประโยชน์มหาศาลต่อการเรียนรู้ของเด็กเช่นกัน

ในวาระ “วันประถมศึกษาแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พ.ย.ของทุกปี สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จึงได้ประมวลข้อมูลจากเวิลด์อิโคโนมิคฟอรั่มที่ระบุถึงคุณลักษณะและทักษะชีวิตในโลกยุคดิจิทัลหรือ “ความฉลาดทางดิจิทัล” (Digital Intelligence : DQ) ที่จำเป็นสำหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล (Digital Citizenship) : ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและสื่อใน โลกยุคดิจิทัลได้อย่างเกิดประโยชน์ มีความรับผิดชอบและปลอดภัย

ระดับที่ 2 ความคิดสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล (Digital Creativity) : ความสามารถในการผนวกทักษะในการสร้างสรรค์ข้อมูลและเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ ให้เป็นความจริงด้วยการใช้เครื่องมือดิจิทัล

ระดับที่ 3 ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล (Digital Entrepreneurship) ความสามารถในการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายใหม่ๆ ในโลก หรือเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ

ข้อมูลยังระบุด้วยว่า เด็กเยาวชนล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงต่อภัยในโลกไซเบอร์ เช่น ภาวะการเสพติดเทคโนโลยี การถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ เป็นต้น โดยพวกเขาสามารถซึมซับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จากโลกไซเบอร์ซึ่งส่งผล กระทบต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ฉะนั้นในขณะที่เด็กคนอื่นๆ อาจจะสามารถต่อสู้กับความท้าทายในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่เด็กกลุ่มเสี่ยง อาทิ กลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เด็กชน กลุ่มน้อย หรือเด็กที่ประสบปัญหาความยากจนเหล่านี้ พวกเขาจะมีความเสี่ยงที่มากกว่า และยังเผชิญกับผลลัพธ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักการศึกษาจะมีแนวโน้มที่คิดว่าเยาวชนเหล่านี้สามารถเลือกเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ด้วยตนเอง หรือครอบครัว แต่เมื่อพิจารณาถึงช่องว่างระหว่างวัย จะพบว่าเด็กเยาวชนในปัจจุบันที่เรียกว่า “ยุค Z” นั้นเป็นรุ่นแรกที่เติบโตขึ้นท่ามกลางยุคของมือถือและโซเชียลมีเดียอย่างแท้จริง แล้วจะคาดหวังใหผู้ปกครองหรือครูเรียนรู้ที่จะสอนให้เด็กในยุคปัจจุบันมีทักษะเท่าทันการใช้สื่อในยุคดิจิทัล

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาประถมศึกษา กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ทักษะยุคดิจิทัลเป็นทักษะร่วมของทุกคนในสังคม และในฐานะครูก็ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการเรียนรู้ร่วมกับเด็กในยุคนี้ให้ได้ โดย 1.หลักสูตรต้องลดเนื้อหา และต้องผสมผสานทักษะในยุคดิจิทัลเข้ากับทักษะอื่นๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เท่าทันยุคสมัย 2.พ่อแม่และครูต้องปรับตัวเองจาก “ผู้สอน” เป็น “กระบวนการ” เชื่อมโยงโลกความเป็นจริงกับโลกเสมือน และพาเด็กเรียนรู้โลกทั้งสองแบบควบคู่กันไป มิฉะนั้นเด็กจะกลายเป็น “เด็กเสมือน” ไม่ใช่ “เด็กในโลกแห่งความจริง” และ 3.ปรับมายาคติเรื่องการสอน เปลี่ยนเด็กให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยเฉพาะครูผู้สอนในระดับประถมศึกษาที่มักถูกมองว่าต้องอัดข้อมูลให้ผู้เรียนมากที่สุด เพราะฉะนั้นครูประถมต้องก้าวให้พ้นมายาคติเก่า รู้เท่าทันสื่อให้มาก

ทักษะพลเมืองยุคออนไลน์

สำหรับทักษะที่เด็กเยาวชนยุคใหม่ควรเรียนรู้ในการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลตามที่เวิลด์อิโคโนมิคฟอรั่ม (WEF) ระบุไว้ คือ

1.ทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองไว้ได้อย่างดีทั้งในโลกออนไลน์และโลกความจริง

2.ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ : ความสามารถในการบริหารเวลาที่ใช้อุปกรณ์ยุคดิจิทัล และสามารถการทำงานที่หลากหลายในเวลาเดียวกันได้

3.ทักษะในการรับมือกับการคุกคามทางโลกออนไลน์ : ความสามารถในการรับรู้ และรับมือการคุกคามข่มขู่บนโลกออนไลน์ได้อย่างชาญฉลาด

4.ทักษะในการรักษาความปลอดภัยของตนเองในโลกออนไลน์ : ความสามารถในการป้องกันข้อมูลด้วยการสร้างระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง และป้องกันการโจรกรรมข้อมูลหรือการโจมตีออนไลน์ได้

5.ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว : มีดุลพินิจในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะการแชร์ข้อมูลออนไลน์เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวทั้งของตนเองและผู้อื่น

6.ทักษะการคิดวิเคราะห์มีวิจารณญาณที่ดี : ความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิด ข้อมูลที่มีเนื้อหาดีและข้อมูลที่เข้าข่ายอันตราย

7.ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้งานมีการทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ : ความสามารถในการเข้าใจธรรมชาติของการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลว่าจะหลงเหลือร่องรอยข้อมูลทิ้งไว้เสมอ

8.ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม : ความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นบนโลกออนไลน์

 

ค้าปลีกเบนเข็มมุ่งขายออนไลน์ ชิงลูกค้าช่วง ‘แบล็กฟรายเดย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467358

ค้าปลีกเบนเข็มมุ่งขายออนไลน์ ชิงลูกค้าช่วง 'แบล็กฟรายเดย์'

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

แบล็กฟรายเดย์ หรือ วันลดราคาสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน พ.ย. หลังวันขอบคุณพระเจ้า เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ โดยชาวอเมริกันมีแนวโน้มจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการซื้อสินค้าออนไลน์ หลังเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

บลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า ผู้บริโภคคลายความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เนื่องจากอัตราว่างงาน ราคาเชื้อเพลิง และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ค่าแรง ราคาบ้าน และตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น
ต่อเนื่อง รวมถึงทิศทางประเทศมีความชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเสร็จสิ้นลงไปแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมผู้ค้าปลีกสหรัฐ (เอ็นอาร์เอฟ) คาดการณ์ว่า ยอดขายสินค้าระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ 4 วันช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% อยู่ที่ 6.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 23 ล้านล้านบาท) จากปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากชาวอเมริกันราว 137.4 ล้านคน มีแนวโน้มซื้อสินค้ามากขึ้นในช่วงดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 135.8 ล้านคนเมื่อปี 2015

ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างบริษัทวิจัย อะโดบี ดิจิทัล อินเด็กซ์ ว่า ยอดผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วงค่ำของวันขอบคุณพระเจ้าเมื่อวันที่ 24 พ.ย. อยู่ที่ประมาณ 1,150 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.1 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 14% จากปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น แทนที่จะออกไปซื้อของตามห้างค้าปลีกแบบเดิมๆ

“ยอดขายออนไลน์ปีนี้ของเราปรับตัวขึ้นสูงมาก” ไบรอัน คอร์แนล ผู้บริหารทาร์เก็ต ร้านขายสินค้าลดราคาชื่อดังของสหรัฐกล่าว และเสริมว่า ยอดขายออนไลน์ปีนี้ของบริษัทปรับตัวขึ้นกว่า 10% แล้ว

สาเหตุหนึ่งที่ยอดขายดังกล่าวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น มาจากการที่ร้านค้าปลีกต่างๆ มุ่งเน้นการลดราคาสินค้าออนไลน์มากกว่าปีที่ผ่านๆ มา รวมถึงเปิดเผยโปรโมชั่นลดราคาสินค้าล่วงหน้าก่อนถึงวันแบล็กฟรายเดย์ เพื่อหวังดึงดูดผู้บริโภค โดยเทศกาลวันหยุดในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นั้น มีความสำคัญอย่างมากต่อบรรดาบริษัทค้าปลีก เนื่องจากยอดขายในช่วงดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของยอดขายตลอดทั้งปี

ชิงลดราคาก่อนได้เปรียบกว่า

ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกอันดุเดือด บริการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นทางเลือกการจับจ่ายซื้อของที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ได้เพิ่มความท้าทายในการอยู่รอดของห้างค้าปลีก โดยผลการสำรวจจากบริษัทให้บริการทางการเงิน แบงก์เรทดอทคอม พบว่า ผู้บริโภคอเมริกันเพียง 23% เท่านั้นที่ตั้งใจออกไปซื้อของที่ร้านค้าในวันแบล็กฟรายเดย์ปีนี้ ด้วยเหตุนี้ บริษัทค้าปลีกหลายแห่ง จึงได้เบนเข็มมุ่งจำหน่ายสินค้าออนไลน์เร็วกว่าปกติมากยิ่งขึ้น

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า วอลมาร์ท บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ส่งโปรโมชั่นลดราคาสินค้าออนไลน์ช่วงแบล็กฟรายเดย์ไปให้ลูกค้าตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. และเริ่มเปิดขายสินค้าลดราคาออนไลน์ล่วงหน้าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เร็วกว่าปีที่แล้ว 1 วัน นอกเหนือจากวอลมาร์ทแล้ว บริษัท ทอยส์ “อาร์” อัส ผู้จำหน่ายของเล่นชื่อดัง และโคห์ลส คอร์ป ห้างค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ก็จำหน่ายสินค้าออนไลน์เร็วกว่าเดิมเช่นกัน โดยในปีนี้ โคห์ลส คอร์ป ได้ขยายส่วนลดราคาสินค้าประจำปีที่มีชื่อว่า ดอร์-บัสเตอร์ ซึ่งปกติเป็นการลดราคาสินค้าแค่ในร้าน ให้ครอบคลุมการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน บริษัทวิจัยตลาด มาร์เก็ต แทร็ก แอลแอลซี เปิดเผยว่า บริษัทค้าปลีกอื่นๆ เปิดเผยโปรโมชั่นลดราคาสินค้าเร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 วัน รวมถึงส่งอีเมลโฆษณาให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น 15% ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-19 พ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวถือว่าได้ผล โดยอะโดบี ซิสเต็มส์ บริษัทวิจัยตลาดอีกแห่งเปิดเผยว่า ยอดขายสินค้าออนไลน์ของบริษัทค้าปลีก เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.6 แสนล้านบาท) ระหว่างวันที่ 1-23 พ.ย. และคาดว่าการซื้อสินค้าออนไลน์ช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าจะปรับตัวขึ้น 16% อยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.1 หมื่นล้านบาท) จากปีก่อนด้วยเช่นกัน

รายงานระบุว่า บรรดาร้านค้าปลีกหันมามุ่งให้ส่วนลดสินค้าออนไลน์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอี-คอมเมิร์ซหลายรายอย่างอเมซอน รวมถึงแสวงหาทางสร้างข้อได้เปรียบเพิ่มจากการขายสินค้าผ่านมือถือด้วย

เล็งใช้ “เอไอ” ดึงดูดลูกค้า

นอกจากการเปลี่ยนกลยุทธ์สู่การจัดจำหน่ายออนไลน์มากขึ้นแล้ว บริษัทค้าปลีกหลายแห่งเตรียมใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มาช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าและดึงดูดผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า เอไอช่วยจะเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น โดยสามารถให้คำแนะนำสินค้าได้ตรงกับรสนิยมผู้ซื้อ รวมถึงช่วยค้นหาสินค้าทั้งในร้านค้าปลีกและร้านออนไลน์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านระบบการค้นหาสินค้าด้วยรูปภาพ ซึ่งในอนาคต คาดว่าเอไอจะสามารถให้บริการลูกค้าได้เช่นเดียวกับพนักงานแนะนำสินค้าภายในร้าน

โคซาเบลลา บริษัทจำหน่ายชุดชั้นในสัญชาติอิตาลี คือหนึ่งในบริษัทค้าปลีกที่เริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ทำการตลาดและบริการลูกค้า โดย คอร์ทนี่ย์ คอนแนล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเปิดเผยว่า เอไอช่วยลดระยะเวลาในการทำแคมเปญโฆษณา และเพิ่มยอดขายได้ถึง 35%

แม้ว่าในขณะนี้ การนำเอไอมาใช้ในธุรกิจค้าปลีกยังอยู่ในขั้นการทดลอง แต่ความพยายามพัฒนาให้เอไอกลายเป็นแชตบอต ที่สามารถตอบโต้กับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์นั้น คาดว่าจะพลิกโฉมการซื้อของในร้านค้าปลีกแบบเดิม ซึ่งนอกจากจะลดรายจ่ายในการจ้างพนักงานแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยดึงผู้บริโภคกลับมาซื้อของในร้านค้าปลีกอีกครั้ง หลังจากที่ส่วนใหญ่นิยมหันไปซื้อของออนไลน์มากขึ้นในขณะนี้

 

กทค. ส่อเบี้ยวสปท.ฉีกมติค่าโทรเป็นวินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467243

กทค. ส่อเบี้ยวสปท.ฉีกมติค่าโทรเป็นวินาที

กทค. ส่อเบี้ยวนโยบายสภาปฏิรูปประเทศ เตรียมเปลี่ยนมติบังคับค่ายมือถือคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ “นพ.ประวิทย์” ขู่ฟ้องศาลปกครอง หากแก้ไขมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ความคืบหน้าเรื่องการคิดค่าโทรเป็นวินาที หรือคิดแบบไม่ปัดเศษ อันเป็นประเด็นที่สังคมไทยทั้งในระดับรัฐและผู้บริโภคทั่วไปเรียกร้องมานานข้ามปี โดยที่ผ่านมา กสทช. ก็เคยขานรับมาโดยตลอดว่าได้ดำเนินการกำหนดเป็นเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 4G แล้ว ซึ่งทำให้เสียงเรียกร้องสงบไป และแม้ 4G จะเริ่มเปิดให้บริการกันมาพักใหญ่ โดยระบบการปัดเศษค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเดิม แต่ผู้บริโภคไทยก็ยังคงรอคอยต่อไปด้วยความหวัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2559 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 29/2559 ได้พิจารณาเรื่องแนวทางบังคับผู้ให้บริการคิดค่าบริการเสียงตามการใช้งานจริงในหน่วยวินาที โดยเรื่องนี้สืบเนื่องจากที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 10/2559 เมื่อ 17 พ.ค. 2559 ได้เคยมีมติให้ผู้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz (คลื่น 4G) จะต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตการให้ใช้คลื่นความถี่ที่กำหนดให้ “ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีบริการที่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการกำหนดอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผล ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค มีความชัดเจน และการให้บริการที่มีคุณภาพตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด” โดยมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยว่าต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริง

อย่างไรก็ดี ภายหลังจาก กทค. มีมติดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับในอนุญาตดำเนินการตามมติโดยเคร่งครัดหลายครั้ง แต่ได้รับการโต้แย้งจากผู้ให้บริการบางรายว่า ในขณะที่เข้าร่วมประมูล ผู้ให้บริการทุกรายคิดค่าบริการตามการใช้งานเป็นหน่วยนาที และได้ใช้อัตราดังกล่าวมาเป็นฐานในการคิดคำนวณแผนการลงทุนและกำหนดจำนวนเงินประมูลคลื่นความถี่ออกมา มตินี้จึงเป็นคำสั่งที่ก่อให้เกิดภาระเกินสมควร หากจะบังคับใช้มติก็จะต้องบรรเทาความเสียหายหรือชดเชยให้กับบริษัทฯ

ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน กสทช. จึงยังไม่สามารถบังคับให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตามมติ กทค. ได้ และที่เสนอเรื่องให้ที่ประชุม กทค. พิจารณาทบทวนมติในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ ข้อเสนอก็คือจะมีการกำกับดูแลให้แต่ละบริษัทฯ มีรายการส่งเสริมการขายที่คิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้น มิใช่คิดในอัตราวินาทีทั้งระบบ

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน เปิดเผยว่า ในที่ประชุมถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างเข้มข้น แต่ยังไม่สามารถมีมติในเรื่องนี้ได้ โดยตนเองนั้นไม่เห็นด้วยกับการทบทวนมติ กทค. ครั้งที่ 10/2559 เนื่องจากมติดังกล่าวออกโดยชอบด้วยกฎหมายตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตการให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งโดยหลักกฎหมาย หากจะมีการทบทวนมติ กรรมการต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงใหม่หรือไม่ และข้อเท็จจริงนั้นเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่ทำให้ต้องมีการทบทวนมติหรือไม่ ซึ่งสำนักงาน กสทช. ก็ยืนยันในที่ประชุมว่า เหตุผลที่บริษัทโต้แย้งยังไม่มีหลักฐานชัดเจนและไม่มีความสมบูรณ์ตามที่กล่าวอ้างเพียงพอ

“เรื่องนี้ชัดเจนว่ามติและคำสั่งมีผลบังคับใช้แล้ว เพียงแต่บริษัทฯ ยังไม่ยอมปฏิบัติตาม ดังนั้นหากจะให้บังคับรายการส่งเสริมการขายแค่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงมติ ดังนั้นต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมให้ถูกต้องด้วย แต่เนื่องจากปัจจุบันมีกรรมการท่านหนึ่งลาออกไป ทำให้การทบทวนมติต้องใช้เสียงของ กทค. ทั้งหมด ซึ่งผมยืนยันไม่ทบทวน เพราะในเมื่อมีกติกาแล้วก็ต้องบังคับใช้กติกา ไม่ใช่มาไล่แก้กติกาตามความพอใจ ที่สำคัญกติกานี้เป็นกติกาที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือผู้บริโภค และเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้เคยมอบนโยบายชัดเจนว่าให้มีการปรับการคิดค่าบริการโทรศัพท์ตามจริงเป็นวินาที แทนการปัดเศษวินาทีขึ้นเป็นนาที เพราะฉะนั้นหากยืนยันที่จะมีการทบทวนมติ ผมก็จะขอใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อชี้ขาดต่อไป”

อนึ่ง เรื่องนี้ก่อนที่ กทค. จะมีมติเมื่อครั้งที่ 10/2559 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz จะต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขายนั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้มีเคยหนังสือลงวันที่ 20 เมษายน 2559 ถึงเลขาธิการ กสทช. เพื่อทวงถามว่า “การเรียกเก็บค่าบริการเป็นวินาทีเป็นวิธีการคำนวณค่าบริการที่เป็นธรรมและสามารถทำได้จริง ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรีที่ได้แถลงต่อประชาชนในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ และเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคที่จะได้ใช้บริการโทรศัพท์โดยมีการคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที อีกทั้งสำนักงาน กสทช. ยังได้นำเสนอข่าวต่อสื่อมวลชนว่าอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz จะต้องคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาทีอีกด้วย ในการนี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงขอทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ และขอได้โปรดเร่งรัดให้มีการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามจริงเป็นวินาทีทั้งระบบโดยเร็ว”

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า จากการทวงถามความคืบหน้าอย่างเป็นทางการของ สปท. นี้เอง คือเหตุผลที่ทำให้ กทค. ขานรับจนมีมติครั้งดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่มีความคืบหน้าอะไร เนื่องจากความดึงดันของผู้ให้บริการ จนกระทั่งมีการเสนอขอแก้ไขมติดังกล่าวในที่สุด ซึ่งมีแนวโน้มที่ กทค. ส่วนใหญ่จะคล้อยตามเสียด้วย

 

ยุคเน็กซ์เจนซีเคียวริตี้รับโจรกรรมไซเบอร์พรึ่บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467175

ยุคเน็กซ์เจนซีเคียวริตี้รับโจรกรรมไซเบอร์พรึ่บ

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

การโจรกรรมข้อมูลบนโลกไซเบอร์ที่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ถือเป็นภัยใกล้ตัวของทั้งในกลุ่มองค์กรและผู้บริโภคที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งกระแสข่าวที่มีการโจรกรรมเงินในตู้เอทีเอ็มของสถาบันการเงินชั้นนำของภาครัฐเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ได้ขยับเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น จนวันนี้อาจกล่าวได้ว่า ระบบรักษาความปลอดภัยในยุคนี้จะต้องก้าวเข้าสู่เน็กซ์เจเนเรชั่น ซีเคียวริตี้ หรือระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่พร้อมรับมือกับพัฒนาการใหม่ของนักโจรกรรมออนไลน์

ฌอน ดูก้า รองประธานและผู้บริหารด้านความปลอดภัยประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า ระบบรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ต้องมีพัฒนาการที่ฉลาดมากขึ้น ต้องสามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของโปรแกรมต่างๆ ต้องตรวจสอบและป้องกันมัลแวร์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนได้ รับมือกับความซับซ้อนและความถี่ในการโจมตีทางโลกไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเรียกว่าเข้าสู่อีกเจนของระบบรักษาความปลอดภัยแล้ว เพราะอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ทั่วโลกขยายตัวสูงมาก ในแต่ละวันมีมัลแวร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก นักโจรกรรมออนไลน์เองก็มีพัฒนาการในการโจรกรรมที่ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นเช่นกัน

“ในโลกแห่งการโจรกรรมทางออนไลน์ แรมซั่มแวร์ (Ransomware) หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่ดูเหมือนจะเป็นการโจมตีหลักที่พบเจอมากที่สุด โดยลักษณะจะคล้ายกับการลักพาตัวแล้วเรียกค่าไถ่ แต่เปลี่ยนจากตัวบุคคลเป็นขโมยข้อมูลไปซ่อน หรือล็อกไม่ให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้ หากเจ้าของต้องการให้กลับมาใช้งานได้ก็ต้องจ่ายค่าไถ่คืน ซึ่งมูลค่าค่าไถ่ในแต่ละครั้งถือว่าไม่น้อยทีเดียว”

กรณีเรียกค่าไถ่ที่เป็นฐานข้อมูลต่างๆ ขององค์กร อาชญากรไซเบอร์จะส่งมัลแวร์เข้าไปขโมยข้อมูลไปซ่อน ทำให้เจ้าของข้อมูลไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ทำให้ท้ายที่สุดก็จะถูกบังคับให้จ่ายคืน เพื่อปลดล็อกให้ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาใช้งานได้ใหม่ หรือกรณีของการล็อกอุปกรณ์ต่างๆ จะเห็นว่าโลกยุคนี้เป็นยุคอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง (Internet of Thing : IOT) อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับระบบออนไลน์ได้ เช่น ทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ สายไฟที่เชื่อมกับอุปกรณ์เหล่านี้ โจรไซเบอร์จะส่งมัลแวร์เข้าไปยึดระบบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อใช้งานไม่ได้ ก็จะถูกบังคับให้จ่ายค่าไถ่เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์เหล่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการโจรกรรมข้อมูลเพื่อเป้าหมายอื่น เช่น ขโมยข้อมูลเพื่อนำข้อมูลทางการเงิน บัตรประจำตัวประชาชน ประวัติส่วนตัวไปขายต่อ หรือเพื่อนำไปใช้ในการขโมยเงินออนไลน์ เช่น การปลอมอีเมลผู้บริหารสั่งการให้พนักงานโอนเงินให้กับบุคคลปลายทาง หรือใช้ประโยชน์ในระดับประเทศ เช่น ก่อการร้าย ซึ่งองค์กรต่างๆ ก็ต้องเรียนรู้แรงจูงใจของโจรไซเบอร์ว่า ลักษณะองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่นั้น มีโอกาสที่สร้างแรงจูงใจด้านใดให้อาชญากรได้บ้าง และหาทางป้องกัน

วรนล เวชมณีศรี ผู้จัดการวิศวกรระบบประจำภูมิภาคประเทศและอินโดจีน บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า มีการสำรวจของคนในแวดวงไอที พบว่า ไทยเป็นอันดับ 5 ในประเทศแถบเอเชียที่เสี่ยงในการโจมตีทางไซเบอร์ จากการที่คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างก้าวกระโดด องค์กรต่างๆ จึงให้ความสำคัญกับระบบป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสูงอย่างซอฟต์แวร์แทรปส์ (Traps) ที่พาโลฯ เพิ่งเปิดตัวมากขึ้น

การที่ภาครัฐและเอกชนสนับสนุนเรื่องธุรกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์ และประกาศตัวเป็นดิจิทัล อีโคโนมีหรือการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่จะทำให้การเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ไทยจะกลายเป็นเป้าหมายในการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

สปริงนิวส์ดึงซีเอ็นเอ็นเสริมทัพข่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/467173

สปริงนิวส์ดึงซีเอ็นเอ็นเสริมทัพข่าว

สปริงนิวส์ จับมือซีเอ็นเอ็นเสริมทัพคอนเทนต์ข่าว มั่นใจปีหน้าโต พุ่ง 200%

นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจสื่อในช่วงไตรมาส 3-4 ตามปกติถือว่า เป็นช่วงที่ดีที่สุด แต่ปีนี้ทุกองค์กรเจอผล กระทบเช่นเดียวกัน สปริงนิวส์จึงมองไปในปีหน้าว่าการเตรียมความพร้อมด้านคอนเทนต์ทุกด้านแบบมัลติแพลตฟอร์มจะช่วยให้มีการเติบโตที่ดีแบบก้าวกระโดด

ทั้งนี้ ล่าสุด สปริงนิวส์ ได้ร่วมมือกับซีเอ็นเอ็น นำรายการของซีเอ็นเอ็นมาเสริมความแข็งแกร่งด้านคอนเทนต์ เนื่องจากซีเอ็นเอ็นถือว่าเป็นสื่อที่มีคนรับชมทั่วโลกมากที่สุด โดยจะเลือกช่วงข่าวด่วน (เบรกกิ้งนิวส์) และรายการที่ได้รับความนิยมบางรายการมาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อออกอากาศในวันที่ 1 ม.ค. 2560 นี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมทัพในเรื่องของคุณภาพข่าวและพัฒนาบุคลากรของสังกัดให้มีโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่ข่าวเชิงลึกมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของการถ่ายทอดความรู้เพื่อยกระดับการทำงานข่าว รายการ โปรดักชั่นต่างๆ ร่วมกัน เพราะทางซีเอ็นเอ็นใส่ใจในเรื่องของแบรนด์ ซึ่งทางสปริงนิวส์จะเน้นการเพิ่มความรู้ให้แก่บุคลากรเดิมก่อนและมีแผนที่จะลงทุนด้านบุคลากรใหม่ในอนาคต โดยความร่วมมือครั้งนี้มีการ เซ็นสัญญานาน 5 ปี แต่ไม่สามารถบอกงบลงทุนได้

สำหรับสัดส่วนรายการข่าวของสปริงนิวส์ จะแบ่งเป็นข่าวจากซีเอ็นเอ็น 30% ข่าวธุรกิจ 35% และข่าวสังคม เศรษฐกิจและการเมือง 35% โดยสปริงนิวส์ยังคงทำข่าวต่างประเทศเช่นเดิม เพียงแต่จะเพิ่มมุมมองและบางข่าวที่แตกต่างกัน โดยมั่นใจว่าจะเพิ่มเรตติ้งและผู้เข้าชมมากขึ้น

 

เฟซบุ๊กลุยทำเซ็นเซอร์หวังกลับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466954

เฟซบุ๊กลุยทำเซ็นเซอร์หวังกลับจีน

เฟซบุ๊กพัฒนาซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์โพสต์บนฟีดข่าวโดยเฉพาะ หวังปูทางกลับเข้าสู่ตลาดจีน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เฟซบุ๊กบริษัทสื่อสังคมออนไลน์รายใหญ่กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเซ็นเซอร์เนื้อหาบางอย่างไม่ให้ปรากฏขึ้นบนหน้าฟีดข่าวของผู้ใช้ในบางประเทศ แทนการรอให้รัฐบาลส่งคำขอเพื่อลบโพสต์ดังกล่าวออกไป โดยการพัฒนาซอฟต์แวร์นี้อาจทำให้บริษัทสามารถกลับไปให้บริการในจีนได้อีกครั้งหนึ่ง

รายงานระบุว่า เฟซบุ๊กไม่ได้ต้องการเซ็นเซอร์โพสต์ดังกล่าวเอง แต่วางแผนให้บริษัทอื่น ซึ่งน่าจะเป็นบริษัทจีนที่เป็นหุ้นส่วนของเฟซบุ๊กใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบเนื้อหาบนหน้าฟีดและประเด็นต่างๆ ที่กำลังอยู่ในกระแส ซึ่งผู้ใช้จำนวนมากแชร์ออกไป โดยหุ้นส่วนรายดังกล่าวจะมีสิทธิเต็มที่ในการควบคุมเนื้อหาหน้าฟีดข่าว

ด้านแถลงการณ์จากโฆษกเฟซบุ๊ก ระบุว่าเฟซบุ๊กรู้สึกสนใจตลาดจีนมาเป็นเวลานานแล้ว โดยใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับจีนให้มากขึ้นมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับการกลับเข้าไปทำธุรกิจในจีน

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กพัฒนาซอฟต์แวร์เซ็นเซอร์ร่วมกับจีน โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งจากบรรดาแนวทางต่างๆ เพื่อกลับเข้าสู่ตลาดจีน หลังจีนบล็อก เฟซบุ๊กนับตั้งแต่ปี 2009 เนื่องจากรัฐบาลต้องการควบคุมเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กเคยปิดกั้นการแสดงเนื้อหาที่เป็นประเด็นอ่อนไหวในประเทศปากีสถาน รัสเซีย และตุรกี เช่นเดียวกับบริษัทสหรัฐอื่นๆ ที่ปฏิบัติ ตามคำขอร้องของรัฐบาลให้ระงับการเผยแพร่เนื้อหาบางอย่าง โดยนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ในช่วงเดือน ก.ค.-ธ.ค. 2015 เฟซบุ๊ก บล็อกเนื้อหาบนหน้าฟีดราว 5.5 หมื่นชิ้น ใน 20 ประเทศทั่วโลก

 

นักวิชาการชำแหละพรบ.คอมฯใหม่พาร่วงมากกว่ารุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466940

นักวิชาการชำแหละพรบ.คอมฯใหม่พาร่วงมากกว่ารุ่ง

วงเสวนาชี้ ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯใหม่ ไม่ตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล แถมสร้างความหวาดกลัว ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือเซ็นเซอร์

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อประชาชน (iLaw) เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai netizen Network) และสมาคมผู้สื่อข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) จัดงานเสวนา “เกาะขอบสนาม สนช.วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” โดยมี น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักแปล นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต น.ส.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายคณาธิป ทองรวีวงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น และนายจอมพล พิทักษ์สันตโยธิน คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยามหิดล ร่วมเสวนา

น.ส.สฤณี กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง จุดประสงค์ของกฎหมายลักษณะนี้ ต่างประเทศมีไว้เพื่อจัดการเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ร้องคือเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ของไทยผู้ร้องคือเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วก็ตีความฐานความผิดกันเอาเอง พร้อมกับมีของใหม่คือ มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูล ให้มีอำนาจร้องศาล หากพบความผิดฐานขัดต่อศีลธรรมอันดี

“โดยการพิจารณาไม่มีหลัก มอบให้ศาลตีความเอา ขณะเดียวกันก็มอบให้ ผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบ ตามมาตรา 18 (3) แต่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล เปิดช่องให้ร้องเรียนเยียวยาคำสั่งจากรัฐได้ ทางออกเดียวคือต้องไปร้องศาลปกครอง ล่าสุดที่อังกฤษออกกฎหมายสอดแนม ถูกตำหนิว่า ขัดหลักสิทธิมนุษยชน แย่ที่สุดเท่าที่มีมา แต่ยังมีขั้นตอนเยียวยา”น.ส.สฤนี กล่าว

ด้านนายคณาธิป กล่าวว่า เข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ต้องการส่งเสริมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่เนื้อหามาตรา 5-9 ที่ควรมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กลับไม่เป็นเช่นนั้น แต่ในทางกลับกันพยายามมุ่งเน้นการควบคุมเนื้อหาด้วยการเซ็นเซอร์ มาตรา 14 ก็เปิดองค์ประกอบไว้กว้างขวาง พยายามป้องกันการหลอกลวงของการค้าออนไลน์ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทว่า ก็เปิดช่องให้ถูกนำไปใช้กับกับกฎหมายหมิ่นประมาทที่อยู่ในกฎหมายอาญาได้เหมือนเดิม สอดคล้องกับมาตรา 15 สั่งให้ผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบ

ทั้งนี้ โดยละเอียดให้เป็นไปตามที่ประกาศไว้ในกฎกระทรวง จึงเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมจึงให้เนื้อหารายละเอียดไปอยู่ในประกาศกระทรวงที่มีศักดิ์เป็นรองจากกฎหมาย ผลของมาตรานี้ ยกตัวอย่างเช่น เว็บมาสเตอร์ถูกสั่งให้นำเอาข้อมูลที่มีกฎหมายออกจากหน้าเว็บ เว็บมาสเตอร์ก็ต้องดำเนินการเพราะต้องระวังตัวเอง ส่งผลให้อาจเกิดการเซ็นเซอร์ตนเองตั้งแต่ก่อนเผยแพร่เนื้อหาเพื่อระวังตัวเอง

ส่วนผู้แจ้งความผิดก็เปิดช่องให้ใครก็ได้สามารถแจ้งได้ ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ ทำได้ทันทีโดยศาลไม่ต้องสั่ง ส่วนมาตรา 20 ไปไกลกว่านั้น เจ้าหน้าที่รัฐสามารถร้องศาลให้สั่งปิดเว็บได้ทันที นอกจากนี้ มาตรา 18-19 เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ก็เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ทันที ทั้งยังพยายามขยายฐานให้ครอบคลุมความผิดอาญาตามกฎหมายอื่นด้วย จากนี้เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจคอมพิวเตอร์ของผู้ถูกกล่าวหาตามความผิดอะไรก็ได้ ที่มีคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้อง

จากนั้น เวทีเสวนาเปิดรับชมการถ่ายทอดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากรัฐสภา พร้อมทั้งวิเคราะห์เนื้อหาจากคำชี้แจงของสมาชิกสนช.ต่อคำถามของหน่วยงานเอ็นจีโอ เช่น แอมเนสตี้ ฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย ต่อร่างดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรา 14 (1) มีการชี้แจงว่า จะไม่ถูกนำไปใช้ร่วมกับกฎหมายหมิ่นประมาทของกฎหมายอาญาอีกต่อไป และมาตรา 16 ว่าด้วย การนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จและการตัดต่อภาพบุคคลที่ตายไปแล้วว่า หากศาลมีคำสั่งว่า มีการกระทำเข้าข่ายตามมาตราดังกล่าว ข้อมูลเหล่านั้นต้องถูกทำลาย

โดยนายจอมพล กล่าวว่า มาตรา 14 (1) ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถฟ้องร่วมกับคดีหมิ่นประมาทได้อยู่ดี เพราะหากไม่ต้องการให้ฟ้องหมิ่นได้ ก็ต้องเอาออกจากพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่บอกว่าจะไม่ทำคือการแถ ขนาดหลักการและเหตุผลกับเนื้อหากฎหมายยังมีการเขียนขัดแย้งกันเรื่องการบังคับใช้ ร่วมกับกฎหมายอื่นที่มีกำหนดไว้ในมาตรา 20(3) ส่วนคำห้อยท้ายว่าต้องไม่ละเมิดศีลธรรมอันดี ก็ตีความยาก เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว

สำหรับการคุ้มครองผู้ตายในกฎหมายอาญา 327 ระบุชัดว่า คุ้มครองการดูหมิ่นผู้ตายที่กระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะทำหน้าที่เซ็นเซอร์เหมือนที่ให้ กบว. ตรวจสอบเนื้อหารายทีวีเหมือนที่ผ่านมา มันคือการนำเครื่องมือสมัยโบราณมาใช้กับยุคดิจิทัล

ด้าน น.ส.สฤณี กล่าวเสริมว่า มาตรา 16 ร้ายแรง เพราะไม่ใช่ลบ แต่ต้องทำลาย หากไม่ทำก็มีโทษ คำถาม คือ จะลงโทษรุนแรงกับการตัดต่อล้อเลียนที่กระจายอยู่ทั่วไปเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งชี้วัดศีลธรรม สุจริตหรือไม่สุจริต ถ้ารู้ว่า อะไรคือปัญหาจากการใช้อำนาจรัฐก็ต้องปิดช่องไว้ สิ่งที่เวทีสนช.ไม่กล่าวถึงคือมาตรา 20 ที่หมายถึง single control ไม่ต่างจาก single gateway ที่กลัวกัน สิ่งที่ยังต้องติดตามต่อไปอีกคือ กฎหมายในชัดที่อ้างว่าต้องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ที่จะมีตามมาอีก เช่น ร่างกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม กฎหมายลักษณะนี้ไม่ตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ซ้ำยังสร้างความหวาดกลัว นิยามความผิด ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือเซ็นเซอร์โดยศูนย์กลางอำนาจ ไม่ต้องผ่านศาล รัฐพยายามส่งสัญญาณให้เชื่อใจ แต่กลไกไม่ได้สร้างความเชื่อใจ ล่าสุดฟรีดอมเฮ้าส์ก็จัดอันดับการมีเสรีภาพของไทยต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเกิดการละเมิดสิทธิ กลั่นแกล้งคุกคาม

นายคณาธิป กล่าวว่า กฎหมายนี้ต้องเน้นปราบอาชาญากรรมไซเบอร์ ไม่ใช่ขยายขอบเขตไปเอาผิดคู่กับกฎหมายอื่น ผู้ใช้ที่ ไลค์ หรือแชร์ ต้องไม่เจอคุก หากพิจารณาตามหลักกฎหมายอาญาที่คลุมกฎหมายคอมพิวเตอร์และกฎหมายอื่นๆอยู่จะพบว่า มันไม่ผิดเลย ในเมื่ออัลกอริทึ่มมันประมวลผลมาให้เห็นแล้วเราไปกด จึงต้องมีการปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้ามจเจตนาของหลักการในกฎหมายอาญา

ด้าน นายอาทิตย์ กล่าวว่า กำลังจะสามารถสั่งให้ลบประวัติศาสตร์กันได้ใช่หรือไม่ กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯเคยระบุว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 มีคนตายเพียงคนเดียว แน่นอนมันไม่จริง แต่มีความหมาย หากศาลบอกผิดตามมาตรา 14 แล้วต้องทำลาย แสดงว่า คนรุ่นใหม่อีก 10 ปีข้างหน้า จะไม่มีทางรู้เลยใช่ไหมว่านายสมัคร เคยพูดแบบนั้น

นอกจากนี้ การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนสืบสวนตามมาตรา 18 สำหรับการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายศาล ยิ่งการปิดกั้นเว็บไซต์มาตรา 19 มีความจำเป็นต้องขอหมายศาลอย่างเคร่งครัด แต่ก็ไม่ต้องทำ และมาตรา 26 การอุทธรณ์คำสั่ง ก็ถูกตัดทิ้งไป จากที่เคยมีในร่างแรก ระยะเวลาที่ผ่านมา สนช.ยิ่งร่างยิ่งถอยหลัง

น.ส.ฐิติรัตน์ กล่าวด้วยว่า มาตรา 14 เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลพินิจมากเกินไป ควรมีการเขียนให้ชัดเป็นกรณีว่า การกระทำไหนอาจเป็นการเข้าข่าย ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประชาชนที่ต้องระมัดระวังการโพสต์ กระทบต่อบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความเห็น ส่วนที่หวังจะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลก็จะมีปัญหา คนไม่กล้าเข้ามาลงทุนเกี่ยวกับเซิรฟ์เวอร์ในประเทศไทย เนื่องจากติดขัดที่ปัญหาภาระของผู้ให้บริการ

 

แนะรัฐลดภาษีใช้ซอฟต์แวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466855

แนะรัฐลดภาษีใช้ซอฟต์แวร์

ซิป้าระบุอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ใช้ซอฟต์แวร์น้อยและขาดแคลนบุคลากร จี้รัฐส่งเสริมมากขึ้น

นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) เปิดเผยว่า ได้จัดทำผลการสำรวจผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ประจำปี 2559 พบว่า จำนวน 94% เป็นกิจการขนาดเล็กและมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับด้านไอที 25% นอกจากนี้ยังพบว่ามีบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพียงสัดส่วน 4.5% และกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เพียง 10.5% เท่านั้น สะท้อนปัญหาการขาดบุคลากรที่มีความชำนาญด้านซอฟต์แวร์อย่างหนัก

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยสัญชาติไทยให้แก่ผู้ประกอบการด้วย เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เติบโตไปทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์มีการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปประมาณ 77% ในแต่ละอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อใช้ในองค์กรและพัฒนาใช้เองภายในองค์กรรวมกัน 6.42% ขณะที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์มีการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อใช้ในองค์กรและพัฒนาใช้เองภายในองค์กรรวมกัน 16.28%

“วัตถุประสงค์หลักของการสำรวจและรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และสถานภาพความต้องการของผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์นำไปสู่แนวทางการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเด็นสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ซอฟต์แวร์มากขึ้นคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ไม่ซับซ้อนในการใช้งาน และรูปแบบการใช้งานของซอฟต์แวร์ต้องมีครบทุกความต้องการของกิจการทั้งเหมาะสมต่อขนาดของกิจการ รวมถึงต้นทุนในการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย” นางสุวิมล กล่าว