เอไอเอสรุกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 05:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466727

เอไอเอสรุกหนัก

เอไอเอส ประกาศแผนปีหน้าควง 3 บริการ วิดีโอคอนเทนต์ พร้อมเพย์ บิซิเนสโซลูชั่น แม่เหล็กดูดผู้ใช้บริการ

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปีหน้าบริษัทมุ่งเน้นการให้บริการใน 3 ด้าน 1.กลุ่มวิดีโอคอนเทนต์ เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 68% โดยใช้เพื่อดูวิดีโอในคอนเทนต์ถึง 80% ซึ่งพบว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการดูวิดีโอ 70% และเติบโตต่อเนื่อง 30-40% 2.กลุ่มการบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-money) จากการผลักดันคนไทยใช้พร้อมเพย์และฟินเทค

ขณะที่กลุ่ม 3.บิซิเนสโซลูชั่น หรือเปิดให้บริการคลาวด์รองรับกับปีหน้าบริษัทใหญ่หลายรายลงทุนกับระบบคลาวด์มากขึ้น รวมทั้งเกิดกระแสการเล่นเกมผ่านทางโทรศัพท์เพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้เปิดเกมใหม่ๆ 3-4 เกม ซึ่งการรุกสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าปีหน้าจะเข้าสู่ยุคอุปกรณ์ทุกอย่างเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต คอนเทนต์จึงกลายแม่เหล็กเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทั้งหมด 39.4 ล้านเลขหมาย

“นโยบายของเอไอเอส เดินหน้าสร้างคอนเทนต์ควบคู่กับการให้บริการด้านเครือข่ายผ่านทั้งสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต แอพพลิเคชั่น ซึ่งคอนเทนต์มีทั้งระดับพรีเมียมโดยร่วมกับมืออาชีพจากบริษัทต่างๆ หรือกระทั่งร่วมกับสตาร์ทอัพ เพื่อทำคอนเทนต์ พรีเมียม หรือคอนเทนต์ที่ไม่ได้โฆษณาในทีวีแต่ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนไทยใช้ระยะเวลาการดูวิดีโอคอนเทนต์บนสมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ย 15 นาที/ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองมีแนวโน้มว่าใช้ระยะเวลาดูเพิ่มขึ้น” นายปรัธนา กล่าว

สำหรับทิศทางการแข่งขันผู้ให้บริการเครือข่ายทางโทรศัพท์มือถือ จะแข่งขันกันสร้างคอนเทนต์ หากคอนเทนต์ดี มอบความสะดวกสบาย การเข้าถึงที่ง่ายไม่ยุ่งยากต่อการใช้งาน และเครือข่ายดีเยี่ยมจะเป็นแม่เหล็กสำคัญ บริษัทจึงไม่เน้นกลยุทธ์ราคา นำเสนอคอนเทนต์ดูบอล 29 บาท/เดือน เหมือนคู่แข่ง เพราะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายมากก็ตาม

ทั้งนี้ ล่าสุดเอไอเอสได้ส่งทีม Gorgeous Way เข้าร่วมแข่งขันโครงการ The 5-Min Video Challenge ในหัวข้อเชื่อมโลกให้ใกล้ เชื่อมใจให้กว้างที่ สิงคโปร์ โดยผลงานชื่อ Hello Gorgeous คว้ารางวัล People’s Choice อันดับที่ 2 จากผู้เข้าประกวด 12 ทีม 6 ประเทศ กิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นสร้างพันธมิตรคนรุ่นใหม่ ในกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ เพื่อก้าวสู่ดิจิทัล สตาร์ทอัพ หรือร่วมมือทำภาพยนตร์โฆษณา คลิปวิดีโอต่อไปในอนาคต

 

ชมคลิปรถยนต์ไร้คนขับทดลองวิ่งจริง โดย Tesla

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466314

ชมคลิปรถยนต์ไร้คนขับทดลองวิ่งจริง โดย Tesla

คลิปวิดีโอแสดงประสิทธิภาพรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla  ที่ผู้สาธิตไม่จำเป็นต้องแตะพวงมาลัยเลยตลอดการเดินทาง

อีลอน มัสก์ ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าบริษัท Tesla ของเขากำลังเตรียมสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ ที่มีระบบอัจฉริยะสามารถขับเคลื่อนได้เอง โดยปราศจากผู้ขับขี่

และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามัสก์ก็ได้ปล่อยคลิปวิดีโอสาธิตการใช้งานรถยนต์ไร้คนขับของเขาว่าในอนาคตการเดินทางนั้นจะสะดวกง่ายดายขนาดไหน

คลิปวิดีโอดังกล่าวใช้เพลง The Benny Hills Show ประกอบ ตัวคลิปแบ่งอออกเป็นสองส่วนคือส่วนบรรยากาศในรถจริง กับหน้าจอแสดงผลของเซนเซอร์ในรถยนต์ จากในคลิปจะเห็นว่าผู้สาธิตที่นั่งไปกับรถยนต์ของ Tesla นั้นไม่ได้เอามือแตะพวงมาลัยเลยตลอดทาง และรถยนต์คันดังกล่าวก็ค่อนข้างปลอดภัยเลยทีเดียว ด้วยการขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันก็เคารพสัญญาณไฟ

ในคลิปวิดีโอมีอยู่ตอนหนึ่งที่รถยนต์คันนี้หยุดให้กับนักวิ่งข้างทางด้วย แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ดังกล่าว วิดีโอจบลงด้วยผู้สาธิตลงไปจากรถยนต์ ส่วนตัวรถก็เข้าจอดที่ข้างทางได้เองอย่างน่าทึ่ง

ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย “ไบโอเมตริกซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466312

ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย "ไบโอเมตริกซ์"

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

การเปิดตัวเทคโนโลยีด้านเสียงพูด (Voice Biometrics) เพื่อยืนยันตัวตนในการให้บริการลูกค้าผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารซิตี้แบงก์ นับเป็นการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในระบบการเงินเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้ผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความสะดวกรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทางซิตี้แบงก์ยืนยันว่านวัตกรรมวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ มีความปลอดภัยระดับสูงสุด สำหรับลูกค้าที่จะไม่มีใครสามารถแอบแฝงมาทุจริต หรือฉ้อโกงได้ ทั้งนี้ ธนาคารจะแยกแยะว่าเป็นลูกค้าตัวจริงหรือไม่ด้วยเสียงแก้ปัญหาการเปิดบัญชีปลอมและอีกหลายเรื่อง โดยมีระบบปฏิบัติการที่ตรวจสอบและแยกองค์ประกอบเสียงของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งระบบจะบันทึกเสียงของลูกค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาจัดเก็บในรูปแบบพิมพ์เสียง และเข้ารหัสเป็นตัวเลขเป็นการรักษาความปลอดภัย 2 ชั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบเสียงกันได้ แม้จะเป็นฝาแฝดกันก็ตาม

ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ของซิตี้แบงก์นั้นอาจจะแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่ในต่างประเทศมีการใช้ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว เห็นได้จากในภาพยนตร์ไซไฟชื่อดังหลายเรื่องอย่างเช่น Gattaca หรือ Minority Report และอีกหลายๆ เรื่องที่มีทั้งการสแกนม่านตา เสียง ลายนิ้วมือ ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น ฯลฯ ที่ใช้สำหรับเป็นรหัสผ่านเพื่อเข้าถึงสถานที่หรือแหล่งข้อมูลในระดับขั้นที่มีความลับสูง

ไม่เพียงแต่ข้อมูลทางชีวภาพไบโอเมตริกซ์ยังรวมไปถึงลักษณะเฉพาะทางพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แต่ละบุคคลที่สามารถนำมาใช้ในการยืนยันตัวตนที่แท้จริงได้

นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) อธิบายว่า ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีทางด้านชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ โดยการตรวจวัดคุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) และลักษณะทางพฤติกรรม (Behaviors) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนมาใช้ในการระบุตัวบุคคล

หลังจากนั้นก็จะนำมาใช้เปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่ได้มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลก่อนหน้านี้ เพื่อใช้แยกแยะบุคคลนั้นจากบุคคลอื่น

“คุณลักษณะทางกายภาพของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในขณะที่พฤติกรรมของมนุษย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด การลงลายมือชื่อ ฯลฯ จัดเป็นคุณลักษณะที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงทำให้การพิสูจน์บุคคล โดยการใช้ลักษณะทางกายภาพนั้น มีความน่าเชื่อถือมากกว่า” นักวิจัยจากเนคเทค กล่าว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้ไบโอเมตริกซ์ประเภทนี้ก็คือ ใช้ง่าย เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ และมีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ เนื่องจากไม่ต้องนำอวัยวะที่ไวต่อการติดเชื้อ (เช่น ดวงตา) ไปสัมผัสกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านข้อมูล ตัวอย่างของคุณลักษณะทางกายภาพที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ ลายนิ้วมือ ม่านตา ช่องตาดำ ฝ่ามือ และรูปหน้า เป็นต้น

ผลสรุปทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มนุษยชาติจำนวน 600 ล้านคน จะมีโอกาสที่ลายนิ้วมือซ้ำกันเพียง 1 คู่ ลายนิ้วมือของบุคคลจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพบอุบัติเหตุกับลายนิ้วมือร่างกายก็จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ ดังนั้น ธรรมชาติของลายนิ้วมือจึงเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของโลก

ในอดีตเมื่อเราจะทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดก็ตาม การยืนยันตัวบุคคลจะต้องไปแสดงตัวจริงกับเจ้าหน้าที่ เช่น การเปิดบัญชีธนาคารจะต้องไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง รวมไปถึงการฝาก-ถอน ต่อมาเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตก็เริ่มที่จะใช้วิธีการสร้าง Email และ Password ในการยืนยันตัวตนของผู้ทำรายการ หรือเข้าสู่ระบบต่างๆ ของเว็บไซต์ที่ถามหาการแสดงตัวตน หรือ Login

อย่างไรก็ดี ระบบนี้ก็จำกัดการเข้าทำรายการได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังไม่มีความปลอดภัยมากพอสำหรับการยืนยันตัวบุคคล เพราะในความเป็นจริงแล้วระบบ Login หรือการใส่ Username และ Password ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลจริงๆ ได้ 100% ว่าเป็นตัวจริง เพราะอาจจะเป็นการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาแอบแฝงเป็นบุคคลอื่นก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการทำธุรกรรมกับธนาคาร ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่แม้ธนาคารจะกำหนดให้สร้างบัญชีในสาขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ธนาคารเองก็ตาม

เมื่อระบบ Login ที่เราใช้กันมานานไม่ตอบโจทย์การยืนยันตัวบุคคล ก็จึงมีการคิดค้นรูปแบบใหม่ขึ้นมาพิสูจน์ทางกายภาพของบุคคล เช่น ลายนิ้วมือ รูม่ายตา ผิวหนัง จังหวะการเต้นของชีพจร/หัวใจ แล้วแปลงค่าเหล่านี้ไปเป็นค่าดิจิทัลเพื่อส่งไปบันทึกในระบบ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวบุคคลต่อไป ยกตัวอย่างที่เห็นภาพกันง่ายๆ ก็คือระบบ Touch ID ของทาง Apple นั่นเองที่ใช้ระบบ Biometrics ในการจับลายนิ้วมือของเจ้าของเครื่องในการยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นเจ้าของเครื่องจริงหรือไม่แทนการใส่ Passcode 2-touch-id

เดิมทีไบโอเมตริกซ์ถูกนำไปใช้แพร่หลายในด้านความมั่นคงมากกว่าจะถูกนำมาใช้ทางด้านธุรกิจ แต่เมื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ยกระดับขึ้นมาอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว การนำเอาไบโอเมตริกซ์มาใช้ในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การให้บริการต่างๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ที่ธนาคารนำมาใช้ช่วยลดระยะเวลาการยืนยันตัวตนจากกว่า 1 นาที เหลือ 10-15 วินาที เพิ่มศักยภาพให้บริการลูกค้าจำนวนมากขึ้นและมีจำนวนธุรกรรมผ่านคอลเซ็นเตอร์มากขึ้น โดยธุรกรรมทั่วไปสามารถทำได้ทันที เช่น สอบถามวงเงิน หรือวันครบกำหนดชำระ แต่ถ้าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น การโอนเงิน หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล ต้องตอบคำถามเพิ่มเติมอีก 1-2 คำถาม

ในระดับขององค์กรบางแห่งก็ติดเครื่องสแกนนิ้วมือในเครื่องลงเวลาเข้างาน เพื่อแก้ไขปัญหาพนักงานเสียบบัตร หรือลงเวลาแทนกันแทนเครื่องตอกบัตรแบบเดิม หรือการลงลายมือเพื่อลงเวลาเข้าทำงานหรือเวลาเลิกงาน วัดประสิทธิภาพของพนักงานเป็นข้อมูล เพื่อประเมินผลงานได้ด้วย

บุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในระบบการเงินจะเริ่มมีมากขึ้น เพราะราคาของเทคโนโลยีที่จะซื้อมาใช้ถูกลง แต่จะเป็นระบบใดธนาคารก็จะคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้บริการเป็นหลัก

“สำหรับระบบการเงินคิดว่าใช้เสียงจะปลอดภัยกว่าลายนิ้วมือ แต่ถึงอย่างไรทั้งสองระบบก็จะต้องมีคีย์ข้อมูลซ้ำอีกครั้ง และในอนาคตทุกอย่างจะอยู่บนมือถือจะเห็นแอพพลิเคชั่นของโมบายแบงก์กิ้งต่างๆ เริ่มเพิ่มให้มีการใช้ไบโอเมตริกซ์ เช่น TBM Touch ของธนาคาร” บุญทักษ์ กล่าว

นอกจากในระบบการเงินแล้ว ไบโอเมตริกซ์ยังก้าวเข้าไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น นำไปใช้เก็บข้อมูลของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อย่างค่ายหนังทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ได้ทดลองให้ผู้ชมภาพยนตร์สวมใส่สายรัดข้อมือเอาไว้ขณะเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง The Revenant โดยสายรัดนั้นจะทำการตรวจข้อมูลทางชีวภาพของผู้ชมไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย การเคลื่อนไหวของร่างกายและปฏิกิริยาทางร่างกายของผู้ชมในฉากแอ็กชั่น ดราม่า และผจญภัยในภาพยนตร์เรื่องนี้แบบเรียลไทม์ เพื่อศึกษาอารมณ์ของผู้ชมขณะผู้เข้าชมภาพยนตร์รอบก่อนเปิดฉายจริง ซึ่งการวัดผลของผู้ชมแบบนี้ทำได้ดีกว่าการสัมภาษณ์หลังออกจากโรงภาพยนตร์เพราะบางครั้งผู้ชมอาจจำภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่ได้ การวัดด้วยไบโอเมตริกซ์ จึงเป็นวิธีที่แม่นยำกว่าและสามารถดูปฏิกิริยาที่มีต่อฉากต่างๆ ได้อีกด้วย

การใช้ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมากในต่างประเทศ เช่น ในไนจีเรียรัฐบาลได้นำไปใช้แก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น โดยได้นำไปใช้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 3.12 แสนราย พบว่า 23,306 ราย ไม่มีตัวตนในระเบียนข้อมูลหรือได้รับเงินเดือนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยบางรายได้รับเงินเดือนจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีตัวตนหรือได้รับเงินเดือนซ้ำซ้อนเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 7% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ถูกตรวจสอบ ผลจากการใช้ระบบนี้ทำให้รัฐบาลปลดเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากตำแหน่งจำนวนมาก

ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมาก อยู่ที่จะเลือกใช้ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้จะไร้ประโยชน์ หากไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่โลกใบนี้ได้

 

‘เฟซบุ๊ก’เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466163

'เฟซบุ๊ก'เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบในด้านการปล่อยให้มีข่าวลวงสะพัดโลกออนไลน์ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา และไม่ใช่เพียงแต่การเลือกตั้งสหรัฐเท่านั้น แต่ข่าวลวงอื่นยังสะพัดไปทั่วโลก โดยแม้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก จะระบุว่า มีข่าวลวงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามเฟซบุ๊กประกาศแผนการกำจัดข่าวลวงดังกล่าว ขณะที่เว็บไซต์บัซฟีดรายงานว่า มีการเคลื่อนไหวภายในองค์กรอย่างไม่เป็นทางการในการหาทางกำจัดข่าวลวง

จำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มากถึง 1,790 ล้านคน ประกอบกับการได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดทั้งปี รวมถึงประเด็นการวัดคุณภาพโฆษณาผิดพลาด กำลังกดดันเฟซบุ๊กในฐานะ “สื่อ” ที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้ทั้งผู้ใช้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเอกชน

ปีนี้เจอวิพากษ์วิจารณ์หนัก

ไม่ใช่เพียงแต่ข่าวลวงเท่านั้น แต่เฟซบุ๊กยังประสบกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดปี 2016 โดยในเดือน พ.ค.เฟซบุ๊กถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการเลือกเซ็นเซอร์ข่าวของกลุ่มอนุรักษนิยมไม่ให้เป็นเรื่องนิยมติดเทรนดิ้งทอปิกส์ (Trending Topics) ขณะที่ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำอีกหลังลบรูปภาพเด็กสาวเวียดนามที่หนีระเบิดนาปาล์มในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ออกจากเทรนดิ้งทอปิกส์ดังกล่าว

ในเหตุการณ์เซ็นเซอร์ข่าวอนุรักษฅนิยม เฟซบุ๊กหาทางออกด้วยการเลย์ออฟทีมงานเทรนดิ้งทอปิกส์ออก ขณะที่กรณีภาพถ่ายเด็กสาวนาปาล์มนั้น เฟซบุ๊กระบุว่า จำเป็นต้องเซ็นเซอร์ภาพดังกล่าวออกเนื่องจากเป็นภาพถ่ายอนาจารเด็ก อย่างไรก็ตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพถ่ายที่ได้รับการพูดถึงในฐานะภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม

นอกจากประเด็นการเซ็นเซอร์ข่าวและการปล่อยข่าวลวงสะพัดแล้ว เฟซบุ๊กยังกลายเป็นหัวข้อน่าสนใจในแวดวงสื่อสารมวลชนต่อการใช้ “อัลกอริทึม” หรือการใช้คอมพิวเตอร์คำนวณเรื่องราวที่ผู้ใช้มีแนวโน้มจะชื่นชอบขึ้นมาในหน้าฟีดข่าว โดยเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่การใช้อัลกอริทึมดังกล่าว แต่สื่อออนไลน์เจ้าอื่นก็มีการใช้อัลกอริทึมในลักษณะนั้นเช่นกัน

นิกกิ อุชเชอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหน้าที่ “เกตคีปเปอร์” หรือผู้คัดกรองข่าวสารของสื่อมวลชน และทำให้หน้าที่ดังกล่าวกลายเป็นของคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นมนุษย์ โดย 60% ของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รับข่าวสารผ่านอัลกอริทึมดังกล่าว

อุชเชอร์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รับข่าวสารเพียงด้านเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตามอุชเชอร์ไม่เชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะมีความสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้จริง เพราะผู้ใช้โดยทั่วไปมักจะเลือกเสพในสิ่งที่ต้องการรู้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีอัลกอริทึมมาคัดกรองให้

ยอมรับวัดโฆษณาไม่ตรงจริง

เฟซบุ๊กยอมรับเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เครื่องมือการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาบนเฟซบุ๊กมีปัญหามากกว่าที่เปิดเผยไว้ในทีแรก โดยมีการคำนวณระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้ดูวิดีโอเกินจริงไปราว 7-8% นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2015 เป็นต้นมา ขณะที่ยังคำนวณการเข้าถึงโพสต์ในหน้าเพจเฟซบุ๊กแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 สัปดาห์ และในรอบเดือนผิดพลาดไป เนื่องจากนับผู้ใช้ที่เข้ามาชมโพสต์ดังกล่าวซ้ำ

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กขออภัยอย่างเป็นทางการมาแล้วครั้งหนึ่ง และยอมรับว่าคำนวณเวลาที่ผู้ใช้ชมวิดีโอผิดพลาดเกินจริงไป

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กเดินทางไปพบบริษัทต่างๆ เพื่อขอโทษอย่างไม่เป็นทางการเพื่อผ่อนคลายความกังวล และสร้างความมั่นใจว่าความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดเม็ดเงินโฆษณาที่ผู้ใช้บริการและบริษัทต่างๆ ทุ่มลงไปในการทำการตลาด

อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวยังคงอยู่ โดย เอียน เชฟเฟอร์ ซีอีโอ ของดีปโฟกัส บริษัทด้านการตลาดดิจิทัล เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กเป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่มีการให้ข้อมูลการเข้าถึงที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด และข้อมูลดังกล่าวใช้ในการกำหนดสิ่งที่จะทำต่อไปในเวลาข้างหน้า แต่ถ้าข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเชื่อถือได้ ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊กลดลงไปด้วย

“ในฐานะนักโฆษณา ผมสงสัยว่ามีข้อมูลอื่นผิดพลาดอีกหรือเปล่า” เชฟเฟอร์ กล่าว

 

วิกฤตสื่อไทยยุค 4.0แนะทางรอดยุคโซเชียลแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465941

วิกฤตสื่อไทยยุค 4.0แนะทางรอดยุคโซเชียลแรง

โดย…จะเรียม สำรวจ

หลังจากสื่อออนไลน์โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ส่งผลให้สื่อในยุค 4.0 นี้ ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทัน โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อทีวี เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ชมทีวีปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับจำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ก็ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีคนบอกว่าสื่อทีวี หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ เนื่องจากยอดขายและคนอ่านกำลังลดลง ทำให้คนที่อยู่ในธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภายหลังได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่อย่างสื่อออนไลน์ และสื่อ โซเชียลมีเดียที่มีความรวดเร็วในการนาเสนอข่าวมากกว่า

จากผลกระทบที่เกิดจากการครอบงาของสื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือ จะทำอย่างไรให้ผู้อ่านรู้สึกว่าอ่านหนังสือพิมพ์แล้วมีคุณค่า นอกจากนี้ยังต้องทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความกระจ่าง ด้วยการแยกแยะข้อเท็จจริงของข้อมูลที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้ความเข้าใจในข้อมูลที่ได้มีการนำเสนอไป

เทพชัย กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด คือ สื่อต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้สังคมรู้เท่าทันมากขึ้น และเพื่อให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในวิชาสื่อสารมวลชน ภาครัฐไม่ควรจำกัดวิชาดังกล่าวให้อยู่ในแค่สาขาสื่อสารมวลชนเท่านั้น แต่ควรนำไปบรรจุอยู่ในทุกสาขาวิชาที่นักศึกษาได้เรียน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ มีความรับผิดชอบในการสื่อสารและสังคม

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาสื่อ สนุกดอทคอม กล่าวว่า การที่ปัจจุบันทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ทุกคนสามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้ด้วยตัวเองโดยผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการแชร์ภาพและข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลบางอย่างที่แชร์ออกมาก็ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนบนโลกออนไลน์

ผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทางสนุกดอทคอมพยายามบิดแกนข่าวที่นาเสนอ เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ด้วยการหาข้อเท็จจริงมานำเสนอ ควบคู่ไปกับการหาวิธีแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับกระแสข่าวนั้นๆ ว่าถ้าเกิดปัญหาในทางไม่ดีกับข่าวที่เกิดขึ้นจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันผู้ที่เสพสื่อมี 2 แกน คือ แกนที่อยู่เฉยๆ กับแกนที่ขยี้ซ้า

อย่างไรก็ดี จากการที่คนไทยชอบเสพสื่อดราม่า ผู้เสพสื่อเองก็ควรมีการแยกแยะ มีสติยับยั้งชั่งใจ ในส่วนของตัวสื่อออนไลน์เองก็ต้องรู้หน้าที่ของตัวเองว่าทำอะไรที่ดีให้กับสังคมบ้าง และควรเป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับสังคม

ด้านจตุพร รอดคำดี ประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและเผยแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องสื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็พยายามปฏิรูป เพราะสื่อถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเลวร้าย และความไม่รับผิดชอบต่อสังคม แต่ก็ยอมรับว่าในยุคปัจจุบันนี้ควบคุมได้ยาก เพราะสื่อหลักยังคงวิ่งตามเรื่องโกหก และจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำการแก้ไขปัญหาได้ยาก ซึ่งสื่อที่มาแรงในยุคนี้คงจะหนีไม่พ้นสื่อโซเชียลมีเดีย เพราะอยากพูดอะไร อยากด่าใครทำได้หมด

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือ จะทำอย่างไรให้รู้เท่าทันกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการ เช็กก่อนแชร์ แต่เนื่องจากสื่อโซเชียลมีเดียมีความเร็วและแรง ประกอบกับมีคนบางกลุ่มที่ไม่รู้จริงเข้ามาแชร์ เข้ามาแสดงความคิดเห็น จึงทำให้เกิดความขัดแย้งและแก้ไขปัญหานี้ได้ยาก แต่อย่างไรก็ดี หากสื่อกับสถาบันการศึกษาร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจในห้องเรียน น่าจะช่วยให้ผู้ใช้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

 

ภัยคุกคามไซเบอร์ปีหน้าพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465931

ภัยคุกคามไซเบอร์ปีหน้าพุ่ง

เคพีเอ็มจีชี้ภัยไซเบอร์ทั่วโลกปี 2559 เพิ่มจาก 50% เป็น 75% ของผู้ใช้ที่ไม่พร้อมรับมือภัยคุกคาม

น.ส.เพ็ญนภา พุกกะรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้ให้บริการระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญ ซึ่งจากการสำรวจทั่วโลกพบว่ายังไม่มีความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในสัดส่วน 75% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 50%

ทั้งนี้ ภายหลังการศึกษาข้อมูลภัยคุกคามไซเบอร์ผู้บริหารระดับสูงต่างพบว่าการจัดการปัญหาและการรับมือภัยดังกล่าวมีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามกระจายเข้าสู่ทุกอุปกรณ์ไม่เพียงแค่เฉพาะอุปกรณ์เท่านั้น ตามการก้าวของเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที)

ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียนมีการรายงานตัวเลขความไม่พร้อมในการรับมือความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์อยู่ที่ 58% โดยเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์มุ่งเป้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจการเงินและประกัน 2.ธุรกิจด้านสุขภาพและโรงพยาบาล และ 3.ธุรกิจปิโตรเลียม

นอกจากนั้น เทรนด์ด้านธุรกิจไอทีและโทรคมนาคมเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่มีแนวโน้มภัยคุกคามมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการพัฒนาระบบการเงินออนไลน์
(อี-เพย์เมนต์) ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทได้เร่งการสร้างให้เกิดความตระหนักและการสร้างการรับรู้ถึงภัยคุกคามดังกล่าวและการป้องกันภัยคุกคาม

“ทิศทางการโจรกรรมข้อมูลไซเบอร์ในปัจจุบัน อาชญากรไซเบอร์ เน้นการเข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อโจรกรรมมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นโจรกรรมการเงิน” น.ส.เพ็ญนภา กล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปี 2560-2561 ทิศทางภัยคุกคามไซเบอร์จะโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะมีอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 

แนะรัฐป้องผู้ใช้เน็ต ดันไทยสู่ยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465720

แนะรัฐป้องผู้ใช้เน็ต ดันไทยสู่ยุค4.0

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การใช้งานอินเทอร์เน็ตนับวันจะมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันคนยุคปัจจุบันมากขึ้น ยิ่งไทยประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 นำพาประเทศก้าวข้ามจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วโดยใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อินเทอร์เน็ตก็ยิ่งสำคัญขึ้น

นาวีด ฮาค ผู้จัดการพัฒนาภาคี ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อินเทอร์เน็ต โซไซตี้ องค์กรอิสระด้านข้อมูลเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เปิดเผยว่า การที่หน่วยงานภาครัฐของไทยมีนโยบายประเทศไทย 4.0 พยายามผลักดันเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลถือเป็นแบบอย่างให้ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งยังไม่มีนโยบายชัดเจนเช่นที่ไทยทำ และเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเมื่อการขับเคลื่อนเริ่มจากรัฐมนตรี ก็ทำให้เอกชนตื่นตัวยกระดับการพัฒนาเรื่องดิจิทัลมากขึ้นเช่นกัน

“การพัฒนาประเทศไทย 4.0 ต้องเกิดจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมมือกันมากขึ้น สิ่งแวดล้อมสำคัญมาก โดยเฉพาะต้องทำให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมใช้งานอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น เช่น บริการต่างๆ ควรเพิ่มเนื้อหาภาษาไทย ให้คนท้องถิ่นที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเข้าถึง เป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดน่าสนใจเข้ามาเติมเต็ม” ฮาค กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล คือ การใช้งานอินเทอร์เน็ต จากสถิติช่วงต้นปีนี้พบว่ามีหมายเลขประจำอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต(ไอพี แอดเดรส) ในไทยถึง 2 ล้านรายที่ถูกซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย (มัลแวร์) พยายามโจมตี สูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก หากภาครัฐใส่ใจดูแลเรื่องนี้จะสร้างความเชื่อมั่นกลุ่มผู้ใช้งานได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีกว่า 3,000 ล้านคน หมายความว่ายังมีประชากรในโลกอีกกว่า 4,000 ล้านคนเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต คาดว่าในจำนวนนี้มี 1,000 ล้านคน เข้ามาใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่ม 4 ปีข้างหน้า ด้านสัดส่วนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันคิดเป็น 48% ของทั้งโลก และคาดว่า 4 ปีข้างหน้าสัดส่วนจะเพิ่มเป็น 53% ถือเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทด้านอินเทอร์เน็ตสูงมาก

ภูมิภาคนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต มีทั้งกลุ่มประเทศที่เป็นผู้นำพัฒนาอินเทอร์เน็ต เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ในเวลาเดียวกันก็มีประเทศที่อยู่ในขั้นกำลังพัฒนาด้านอินเทอร์เน็ต เช่น เมียนมา เวียดนาม ฟิจิ บังกลาเทศ ปากีสถาน ทั้งนี้อินเทอร์เน็ต โซไซตี้ ทำผลสำรวจประเด็นนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตในเอเชียแปซิฟิกปีนี้ พบว่า สิ่งที่ผู้ใช้งานกังวลมี 3 ประเด็นใหญ่ คือ การเข้าถึง การเชื่อมต่อ และความปลอดภัย

แคทเธอรีน บราวน์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อินเทอร์เน็ต โซไซตี้ กล่าวว่า ปีนี้อินเทอร์เน็ต โซไซตี้ ให้ความสำคัญเรื่องขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปสู่ผู้ที่ยังเข้าถึงไม่ได้ และเพิ่มความน่าเชื่อถือของเครือข่ายเพื่อคุ้มครองผู้ใช้งาน สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยทุกภาคส่วนร่วมมือ เชื่อว่าโครงสร้างอินเทอร์เน็ตที่ดีจะมาจากผู้ใช้งานทุกส่วนพูดคุยวางแนวทาง มากกว่าบริหารจัดการแบบบนลงล่างคือเริ่มจากรัฐบาลตัดสินใจลงไปสู่ผู้ใช้งาน

หากต้องการให้อินเทอร์เน็ตสร้างประโยชน์ให้ประเทศมากขึ้น ภาครัฐก็ควรเพิ่มความมั่นใจให้ประชาชนเรื่องการปกป้องภัยคุกคามที่จะเจาะเข้ามาหาผู้ใช้งานมากขึ้นด้วย

 

ทีโอทีคาดต้นปี60อินเตอร์เน็ทหมู่บ้านได้ใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465633

ทีโอทีคาดต้นปี60อินเตอร์เน็ทหมู่บ้านได้ใช้งาน

ทีโอทีคาดไตรมาสแรกปี60อินเตอร์เน็ตหมู่บ้านใช้งานได้ก่อน2,000แห่ง

นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที เปิดเผยว่า โครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน 24,700 แห่งภายใต้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท กำลังอยู่ระหว่างปรัปปรุงทีโออาร์คาดว่าจะได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ภายในเดือนนี้ จากนั้นจะจัดหาอุปกรณ์และเริ่มติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านในช่วงต้นปีหน้า โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6-8 เดือน ก่อนแล้วเสร็จครบทั้ง 24,700 หมู่บ้านในช่วงต้นไตรมาสที่สี่ของปี 2560 อย่างไรก็ตามคาดว่าในไตรมาสแรกปีหน้าจะดำเนินการได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่ง

ทั้งนี้ ภายหลังจากการติดตั้งทีโอที จะทำหน้าที่บำรุงรักษา และให้บริการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ซึ่งรัฐบาลต้องอนุมัติงบเพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาอีกราว 750-1,500 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5-10 ของวงเงินค่าติดตั้ง 15,000 ล้านบาท ส่วนค่าอินเตอร์เน็ต คิดตามราคามาตรฐานที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ทีโอทียังมีแผนที่จะขยายการติดตั้งอินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมหมู่บ้านห่างไกลหากงบประมาณโครงการดังกล่าวยังคงเหลืออยู่

นายมรกตกล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สำหรับติดตั้งอินเตอร์เน็ตที่ประกอบไปด้วยสายไฟเบอร์ออพติกจากสายหลักเพื่อกระจายไปยังบ้านต่างๆ รวมถึงการจัดซื้อฮอตสปอตเพื่อเชื่อมต่อไวไฟ หมู่บ้านละ 1 จุด โดยที่โครงการจัดซื้อดังกล่าวจะเริ่มต้นทันทีภายหลังจากครม.อนุมัติภายในเดือนพย.นี้โดยใช้วิธีประกวดราคาตามปกติ คาดว่าจะจัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดได้ภายในเดือนมกราคมปี 2560

อย่างไรก็ตามกระทรวงดิจิทัลได้ตั้งคณะกรรมการติดตามการทำงานสองชุด ได้แก่ คณะกรรมการกำกับกรอบการทำงานและคณะกรรมการติดตามผลงานเพื่อตรวจสอบและเร่งรัดโครงการดังกล่าว

“ขณะนี้ทีโอทีมีความพร้อมลงมืออยู่แล้วทั้งด้านอุปกรณ์และพื้นที่ติดตั้งเพียงแต่รอการอนุมัติที่ชัดเจนจากรัฐบาลเพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป โดยจะใช้เวลาการเตรียมอุปกรณ์ไฟเบอร์ออฟติคและชุมสายราว 45-60 วัน” นายมรกตกล่าว

 

เลือกซื้อบ้านอย่างไรให้ถูกใจสมาชิกในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/news/465249

เลือกซื้อบ้านอย่างไรให้ถูกใจสมาชิกในบ้าน

ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด “บ้าน” ยังคงเป็นสถานที่สำคัญที่ให้ความปลอดภัยและอบอุ่นสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวเสมอ ทำให้ตลาดบ้านมีการแข่งขันสูง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างงัดกลยุทธ์ พยามสร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อสร้างจุดขายให้กับโครงการ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกันอย่างคึกคัก

แต่ในฐานะผู้บริโภค การจะเลือกบ้านสัก 1 หลัง คงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าปัจจุบันจะมีบ้านออกมาให้เลือกหลายแบบ หลายสไตล์ จากหลายโครงการทั้งรายเล็ก รายใหญ่ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ลด แลก แจก แถม ที่ออกมาจูงใจผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง แต่การจะเลือกบ้านให้ถูกใจผู้อยู่นั่น ต้องมีปัจจัยหลายๆอย่างประกอบเข้าด้วยกัน เพราะคงไม่บ่อยนักที่คนเราจะมองหาซื้อบ้าน ดังนั้นการจะมีบ้านสัก 1 หลัง คงต้องเลือกกันอย่างรอบคอบ และถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน องค์ประกอบหลักๆที่หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ คือ ทำเลที่ตั้งของโครงการเพราะแต่ละคนแต่ละครอบครัวจะคุ้นชินกับแหล่งหรือสถานที่ที่ต่างกัน โดยส่วนใหญ่ผู้ซื้อบ้านมักจะเลือกบ้านในโซนเดียวกับที่ตนเองเคยอยู่ หรือใกล้ที่ทำงาน เพื่อการเดินทางที่สะดวก ดังนั้นเส้นทางคมนาคม ที่สะดวกสบายและมีความหลากหลายของเส้นทางและทางเลือกในการเดินทางจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ

แบบบ้าน ราคา และคุณภาพของวัสดุก่อสร้าง เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างออกแบบบ้านมาให้ตรงใจกับคนรุ่นใหม่ ทั้งสร้างครอบครัวใหม่ หรือขยายสมาชิกครอบครัว ในรูปแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวเฮ้าส์ ทาวโฮม แต่สิ่งที่สำคัญที่ทุกคนต้องคำนึงคือ แบบบ้านตรงใจ พื้นที่ใช้สอย และขนาดที่ดินที่มีความเหมาะสมกับราคาและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในครอบครัว นอกจากนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมภายในโครงการ บริการสาธารณะต่างๆ ความกว้างของถนน ระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่า “บ้าน” ที่ตัดสินใจซื้อจะเป็นบ้านหลังที่อยู่แล้วมีความสุข ปลอดภัย คุ้มค่า

ทั้งหมดนี้ บริษัท แฮปปี้แลนด์ กรุ๊ป สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้าน ด้วยโครงการ H-CAPE SERENE บ้านเดี่ยวคุณภาพ ย่านสุขาภิบาล 2 ( บางนา-อ่อนนุช ) บนพื้นที่ 56 ไร่ ด้วย จำนวนเพียง 250 ยูนิต ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เปิดประสบการณ์ความสุขไซต์ใหญ่ ไปไหนก็ใกล้บ้าน” ที่จะมอบประสบการณ์แห่งความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว ด้วยการนำเสนอบ้านไซต์ใหญ่พิเศษที่มีให้เลือกถึง 6 แบบ 6 ขนาด และเพิ่มพื้นที่ใช้สอบให้กับทุกคนในครอบครัว ในทำเลที่ดีกว่า บนพื้นที่ที่กว้างกว่า ที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณให้มีความสุขที่มากกว่า ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมให้คุณสูดอากาศบริสุทธิ์กับสวนส่วนกลางขนาด 6 ไร่ นอกจากนี้โครงการยังมอบความมั่นใจให้กับลูกบ้านด้วยการรับประกันโครงสร้างเหล็กและรากฐานนานถึง 10 ปี และบริการตรวจเช็คสภาพบ้านตลาดระยะเวลาการรับประกัน

พร้อมมอบความอุ่นใจให้กับผู้อยู่อาศัย ด้วยระบบความปลอดภัยตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าโครงการบ้าน ด้วยการตัดตั้งระบบเข้าออกด้วย KEY CARD ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง และ Double gate และติดตั้ง CCTV รอบโครงการ แวดล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงพยาบาล และแหล่งการค้าที่สำคัญ ทำให้คุณรู้สึกถึงคำว่า “ไปไหนก็ใกล้บ้าน” ได้อย่างแท้จริง

สอบถามเพิ่มเติม 02-726-5222

 

ดิจิทัลคอนเทนต์รุ่ง โดดลุยเกม-การ์ตูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465570

ดิจิทัลคอนเทนต์รุ่ง โดดลุยเกม-การ์ตูน

ดิจิทัลคอนเทนต์ดาวรุ่ง คนไทยเริ่มสร้างคอนเทนต์เองบุกธุรกิจเกม-แอนิเมชั่น สร้างรายได้เข้าประเทศ

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์มูลค่า 12,745 ล้านบาท มีทิศทางเติบโตและเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยพบว่า อุตสาหกรรมแอนิเมชั่นมูลค่า 3,851 ล้านบาท ปีนี้เติบโต 2.8% ปีหน้าโต 5% ส่วนอุตสาหกรรมเกมมูลค่า 8,894 ล้านบาท เติบโต 9.5% และปีหน้าเติบโต 22.3%

ทั้งนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมยังถูกขับเคลื่อนการนำเข้าแอนิเมชั่นและเกมจากต่างประเทศ ต้วเลขนำเข้าแอนิเมชั่นปีที่ผ่านมามีสัดส่วน 59.25% ส่วนเกมนำเข้า 80.38% อย่างไรก็ตามมูลค่าการผลิตงานที่มีทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากตลาดแอนิเมชั่น 601 ล้านบาท ปีที่ผ่านมาโต 123.9% ปี 2559 โต 10.9% ปีหน้าโต 13.1% ส่วนตลาดเกม 1,210 ล้านบาท ปีที่ผ่านมาโต 107.31% ปี 2559 โต 9.11% ปีหน้าโต 26.7%

นายกฤษณ์ ณ ลำเลียง นายกสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย กล่าวว่า แอนิเมชั่นและเกมมีศักยภาพในตลาดส่งออก จากการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อส่งออกปีที่แล้ว 1,545 ล้านบาท เป็นแอนิเมชั่นมูลค่า 499 ล้านบาท เกม 1,046 ล้านบาท ซึ่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยต้องวางตำแหน่งและคอนเทนต์ที่ดี ส่วนปัญหาที่ภาครัฐเผชิญคือ เกมต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจโดยไม่ผ่านตัวแทนส่งผลให้ไทยสูญเสียรายได้ เบื้องต้นกำลังหาแนวทางแก้ปัญหา

ภาพจากภาพยนตร์แอนิเมชั่น “คุณทองแดง ดิ อินสไปเรชั่น”