กสทช.ส่งงบกว่า4พันล้านเข้ารายได้รัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465506

กสทช.ส่งงบกว่า4พันล้านเข้ารายได้รัฐ

กสทช.นำเงิน 4,578.61 ล้าน ส่งรัฐเพื่อเป็นรายได้แผ่นดินประจำปี 2558

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบรับรองงบการเงินของสำนักงาน กสทช. ประจำปี 2558 เรียบร้อยแล้ว โดยสำนักงาน กสทช. จะนำส่งรายได้แผ่นดินให้กระทรวงการคลัง ประจำปี 2558 เป็นจำนวน 4,578,610,922.50 บาท โดยมีหนังสือนำส่งกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับการนำเงินส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินของสำนักงาน กสทช.นั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรา 65 (2) วรรคหนึ่งและวรรคสอง ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่กำหนดให้รายได้ของสำนักงานเมื่อหักค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพของสำนักงาน กสทช. ค่าภาระต่างๆ ที่จำเป็น เงินที่จัดสรรเพื่อสมทบกองทุนตามมาตรา 52 และกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2559 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับร่างพระราชบัญญัติที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ไปพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมในคราวเดียวกับการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 โดยสาระสำคัญว่าด้วยเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ

 

ดีแทคผลักดัน4แนวคิดดิจิทัลเพื่ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465350

ดีแทคผลักดัน4แนวคิดดิจิทัลเพื่ออนาคต

ดีแทคชู 4 แนวคิดดิจิทัล ทั้งด้านเน็ตเวิร์ก อินโนเวชั่น ดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ก้าวสู่อนาคต

นายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า แนวคิดในการพัฒนาด้านดิจิทัลแบบ 24/7 จะแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ เน็ตเวิร์ก อินโนเวชั่น ดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และดิจิทัลสู่อนาคต

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล หรือนำพาประเทศไทยสู่ยุค 4.0 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการใช้งานและส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ เศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันธุรกิจระดับภูมิภาคเพื่อเดินหน้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2563

ขณะที่ การจัดแสดงบูธในงาน ITU Telecom World 2016 จะแสดงนวัตกรรมทางดิจิทัล แบ่งเป็น ดิจิทัลเน็ตเวิร์ก เพื่อแสดงศักยภาพเกี่ยวกับโครงข่ายจุดแข็งของคลื่นดีแทคบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นเดียวบนแบนด์วิธ 20 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับมือถือ 4จี ให้แก่ลูกค้าทุกระดับไม่จำกัดเฉพาะเครื่องแบบไฮเอนด์  รวมทั้งพัฒนาเพื่อรองรับ 5จี และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง

ด้านอินโนเวชั่น ผลักดันกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อบ่มเพาะธุรกิจอย่างต่อเนื่องและสร้างการเติบโตเฉลี่ย 500% มูลค่าบริษัทลงทุนรวมกันกว่า 1,700 ล้านบาท และลงทุนในโครงการอย่างต่อเนื่องกว่า 150 ล้านบาท จากนักลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการทำสมาร์ทฟาร์มเมอร์ด้วยการนำไอโอทีมาใช้งานผ่านการแจ้งเตือนที่เชื่อมต่ออุปกรณ์รดน้ำเพื่อคำนวณค่าที่เหมาะสมในการเพาะปลูก เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ การยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยดิจิทัล ดีแทคสานต่อโครงการอย่างต่อเนื่องในเรื่องของเน็ตอาสา เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์เพื่อแนะนำการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟน สร้างศักยภาพในการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้กับชุมชนเชิงเศรษฐกิจและสังคม ก้าวสู่การซื้อขายออนไลน์เพื่อความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ยังมีการเก็บข้อมูลเพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้แก่ภาครัฐด้วยการผลักดันศูนย์ดิจิทัลชุมชน เชิญชวนให้คนในชุมชนร่วมกันสำรวจและจัดทำข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลประเภทต่างๆ ของชุมชนในระบบคอมพิวเตอร์ของศูนย์ดิจิทัลแต่ละแห่งเพื่อให้บริการแก่ประชาชนหรือผู้ที่สนใจมาใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาข้อมูลหรือให้บริการข้อมูลทางออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกอีกช่องทางหนึ่ง

“เพื่อก้าวเข้าสู่ดิจิทัลแบบอนาคต ดีแทคยังมุ่งนำเสนอเกี่ยวกับการรักษาทางการแพทย์ ขนส่ง รถยนต์และเกษตรกรรม เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ดิจิทัลและเปิดโอกาสมุ่งสู่นวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า”

 

จ่อคลอดกฎหมายดีอีปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465280

จ่อคลอดกฎหมายดีอีปี'60

“พล.อ.อ.ประจิน” หวังคลอดกฎหมายดีอีต้นปี 2560 พ่วงสำนักงานกำกับดูแล หวังเดินหน้าพัฒนาระบบสื่อสาร

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลพยายามเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับระบบการสื่อสารของประเทศ โดยเฉพาะด้านการกำกับดูแลให้เกิดความปลอดภัยไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยหารือกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) และประเทศสมาชิกเพื่อวางแผนระบบบริหารจัดการร่วมกัน

ด้านการพิจารณา พ.ร.บ.การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างหารือ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้าก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ช่วงปลายปี 2559 และเริ่มบังคับใช้เป็นกฎหมายช่วงต้นปี 2560 ควบคู่ไปกับการจัดตั้งหน่วยงานและสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแลหลังมีการบังคับกฎหมายดังกล่าว

นายฮูหลิน เจา เลขาธิการไอทียู กล่าวว่า ไทยก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ล่าสุดไทยได้ถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 18 จาก 166 ประเทศ ในอันดับพัฒนาการระบบไอซีทีของโลก นับว่าเป็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดหลังจากที่ปี 2558 ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 74

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารของไทยที่ดีขึ้นเกิดจากการเปิดตลาดให้แข่งขันกันอย่างเสรี และการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งทำให้ผู้กำกับดูแลสามารถแบ่งหน้าที่การควบคุมอย่างมีเสถียรภาพ ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการและประชาชนเป็นอย่างดี

สำหรับเป้าหมายของ กสทช.ในปี 2560 ต้องการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลในเรื่องเทคโนโลยีระบบโครงข่ายเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ (บล็อกเชน) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนธุรกรรมดิจิทัลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการตั้งหน่วยงานความปลอดภัยไซเบอร์ร่วมกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การจัดงาน ITU Telecom World 2016 ปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อยและสตาร์ทอัพ ตามแนวทางรวมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ทั้งการให้องค์ความรู้ สร้างโอกาสเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพื่อการแข่งขันในตลาดโลกอีกด้วย โดยคาดว่าปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมงาน 2.5 หมื่นคน มีเงินสะพัดในงานไม่น้อยกว่า 715 ล้านบาท

 

อี-คอมเมิร์ซปีหน้าระอุ ใช้ดาต้าลุยเพอร์ซันนัลไลซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465108

อี-คอมเมิร์ซปีหน้าระอุ ใช้ดาต้าลุยเพอร์ซันนัลไลซ์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยปีหน้าจะเกิดอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อรายใหญ่อย่างอาลีบาบาเข้ามาเทกโอเวอร์ลาซาด้าเพื่อทำตลาดในอาเซียน ขณะที่เซ็นทรัลต่อยอดธุรกิจจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ด้วยการซื้อกิจการซาโลร่า ส่วนปัจจัยเสริมผลักดันให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เติบโตก้าวกระโดดมาจากทรูจับมือกับอาลีบาบาเพื่อรุกธุรกิจฟินเทคทั่วเอเชีย

ธนานันท์ อรุณรักษ์ติชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ WeLoveshopping.com กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งธุรกิจอี-คอมเมิร์ซปีหน้าจะเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นสงครามราคามาสู่เน้นด้านบริการ ตัวสินค้าเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ทุกค่ายนำดาต้าเบส หรือนำข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละราย พร้อมกับนำเสนอสินค้าให้ตอบสนองความต้องการมากที่สุด

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวเว็บไซต์อเมซอน เริ่มปรับตามเพอร์ซันนัลไลซ์หรือตามความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคล จากข้อมูลการเข้าไปหาซื้อสินค้า หรือกระทั่งการซื้อสินค้าประเภทนั้นๆ ขณะที่การทำโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ยังคงกลยุทธ์ที่มีอยู่ แต่ไม่ใช่กลยุทธ์หลักเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปี เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ต้องการเจ็บตัว

ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่อีกหนึ่งรายจะเข้ามาเปิดตลาดกลางเดือน ธ.ค. คาดว่าจะยิ่งเพิ่มความร้อนแรง “อีเลฟเว่น สตรีท” จากค่ายเทเลคอม ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่อันดับ 2 จากเกาหลี สำหรับเหตุผลที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไทยเนื้อหอม มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มีความพร้อมแล้ว ทั้งกลุ่มคนเมืองและต่างจังหวัด ยิ่งการบุกของทรูกับอาลีบาบาในธุรกิจฟินเทค ผลักดันให้พฤติกรรมของคนใช้เงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดมากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเติบโต

ธนานันท์ กล่าวอีกว่า แผนธุรกิจปีหน้า บริษัทจะเดินหน้าปรับตำแหน่งร้านค้าของตัวเองให้มีความชัดเจน โดย WeMall.com จะเป็นเว็บไซต์ของผู้ผลิตสินค้าหรือแบรนด์เนมแตกต่างกับ WeLoveshopping.com ที่จะเป็นเว็บไซต์สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยจำหน่ายสินค้าทั่วไป พร้อมกับบริษัทจะเน้นสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้ง เพื่อรองรับการแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่มีความรุนแรงยิ่งขึ้น

“กลุ่มสินค้าขายดียังคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความสวยและความงาม รองลงมาคือกลุ่มสินค้าแฟชั่น แกดเจ็ตอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้ากับร้านค้าของบริษัท ปัจจุบันพบว่ายังคงจับจ่ายต่อเนื่อง หรือต่อบิลอยู่ที่ 3,000 บาท/บิล สำหรับ WeMall.com และ 650 บาท/บิลสำหรับ WeLoveshopping.com”

ส่วนรายได้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีการเติบโตเฉลี่ยต่อเดือนที่ 80% ปัจจุบันมีจำนวนร้านค้ากว่าแสนราย โดยมีร้านค้าที่แอ็กทีฟกว่า 50% สำหรับรายได้ทั้งปีคาดว่าจะรักษาได้เท่ากับปีที่ผ่านมา หรือเติบโต 1% หรือมูลค่าการซื้อขายราว 2,500 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันธุรกิจมีความรุนแรง

ขณะที่ช่องทางการซื้อขายสินค้าผ่านโมบายก็เข้มข้นขึ้นเช่นกัน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น การซื้อสินค้าทางโมบายเริ่มเติบโต 10% หลังจากแอพพลิเคชั่นไลน์เข้ามาทำตลาด ขณะที่ซีพีเดินหน้าสร้างช่องทางโมบายจำหน่ายสินค้าบุกจีน โดย อำพา ยงพิศาลภพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง กล่าวว่า ความร่วมมือล่าสุดได้เข้าไปร่วมมือกับวีแชท แอพพลิเคชั่นในจีน เพื่อนำสินค้าไทยไปจำหน่ายผ่านทาง 24 วีแชท แค็ตตาล็อก โดยมองว่าจีนเป็นตลาดใหญ่และนิยมใช้วีแชทในโลกของโซเชียล

ด้าน ปฐม เวชสุภาพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดดิจิทัล บริษัท ทีวี ไดเร็ค กล่าวว่า บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านโมบายมากขึ้น โดยจะเปิดโฉมใหม่ของแอพพลิเคชั่นทีวี ไดเร็ค เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางหนึ่งเข้าถึงลูกค้าที่ใช้สมาร์ทโฟนซื้อสินค้า จากปัจจุบันบริษัทมีช่องทางหลากหลาย ทั้งค้าปลีก ทีวี และเว็บไซต์

ปีนี้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังฝุ่นตลบหลังการรุกซื้อกิจการของค่ายใหญ่ๆ และอยู่ในช่วงการจัดทัพปรับโครงสร้างกันอยู่ แต่สมรภูมิอี-คอมเมิร์ซปีหน้า เชื่อว่า การแข่งขันจะดุเดือดแน่นอน เมื่อปัจจัยทุกอย่างพร้อมหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ช่องทางจำหน่ายที่มีมากมาย ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น รวมทั้งระบบการชำระเงินฟินเทค เอื้อให้คนจ่ายง่าย สะดวก ช็อปปิ้งกันอย่างเพลิดเพลินทุกที่ทุกเวลา

 

2 ฟีเจอร์ใหม่จากยูทูบ คมชัด-เพิ่มอรรถรสสนทนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464936

2 ฟีเจอร์ใหม่จากยูทูบ คมชัด-เพิ่มอรรถรสสนทนา

โดย…นายบอรดแบนด์ mrbroadband@gmail.com, twitter@mrbroadband99

จากผลสำรวจโดยกูเกิล ร่วมกับทีเอ็นเอส แสดงให้เห็นบทบาทของยูทูบ (YouTube) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อไลฟ์สไตล์ของคนไทย จากผลวิจัยที่ระบุว่า ยูทูบคือแพลตฟอร์มวิดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย โดย 62% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทย ใช้เวลาครึ่งหนึ่งในโลกออนไลน์กับยูทูบ

ขณะเดียวกัน ยูทูบเองได้ทำงานอย่างหนักตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับวิดีโอออนไลน์ เช่น การเพิ่มฟีเจอร์ให้กับผลิตภัณฑ์และสร้างรูปแบบของวิดีโอและระบบเสียงให้ทุกคนได้พร้อมใช้งาน เริ่มจากวิดีโอแบบ HD เป็น 4K การถ่ายทอดสด วิดีโอ 3 มิติ วิดีโอ 360 องศา และระบบเสียงรอบทิศทาง

จนกระทั่งล่าสุด ยูทูบได้เพิ่มการสนับสนุนวิดีโอแบบ HDR บนยูทูบ โดยวิดีโอ HDR จะช่วยให้วิดีโอมีความคมชัดสูง เพิ่มความแม่นยำในการเก็บรายละเอียดของวัตถุ เงา และให้มิติของแสงเงาที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม สนับสนุนค่าความกว้างของสีแบบ Wide Color Gamut ที่ช่วยให้สีดูสดใสมากยิ่งขึ้น ว่ากันง่ายๆ คือ HDR ช่วยปลดล็อกคุณภาพของวิดีโอให้สวยงามสมจริงกว่าที่เคยมีมาก่อน

ตั้งแต่วันนี้ ผู้ใช้งานสามารถรับชมวิดีโอบนยูทูบที่ให้รายละเอียดภาพแบบ HDR บนอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยีนี้ เช่น เครื่องรับโทรทัศน์แบบ HDR ที่ติดตั้ง Chromecast Ultra รุ่นใหม่และเร็วๆ นี้กับโทรทัศน์ซัมซุงแบบ SUHD และ UHD รุ่นปี 2016 ทุกเครื่อง

แต่ไม่ต้องกังวลถ้าอุปกรณ์หรือเครื่องรับของคุณยังไม่รองรับ HDR เพราะคุณยังรับชมวิดีโอได้ในแบบความคมชัดมาตรฐาน เมื่ออุปกรณ์ HDR แพร่หลายมากขึ้น ยูทูบจะร่วมมือกับผู้ผลิตเพื่อให้คุณชมวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ HDR ได้อย่างทั่วถึง

 

อีกฟีเจอร์น่าสนใจที่ยูทูบแนะนำไปเมื่อเร็วๆ นี้คือ ฟีเจอร์ใหม่เพิ่มอรรถรสการสนทนาในช่องแสดงความคิดเห็นบนยูทูบ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างครีเอเตอร์และชุมชนของเขา คือสิ่งที่สร้างความโดดเด่นให้กับแพลตฟอร์ม ยูทูบทำให้ทุกความคิดเห็นมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน

สำหรับฟีเจอร์สำหรับการแสดงความคิดเห็นใหม่ ประกอบด้วยการปักหมุดความคิดเห็นที่ชื่นชอบ เพื่อโปรโมทความคิดด้วยการปักหมุดไว้บนสุดในหน้าฟีดในช่องแสดงความคิดเห็นของคุณ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้คุณไฮไลต์ความคิดเห็นจากแฟนๆ พร้อมให้คุณแบ่งปันข้อมูลกับเหล่าผู้ชมของคุณเองได้โดยตรง

นอกจากนี้ ยังสามารถแสดงความรู้สึกด้วยรูปหัวใจของครีเอเตอร์ การแสดงความรักด้วยรูปหัวใจไปยังความคิดเห็นที่คุณชื่นชอบ เป็นวิธีการใหม่และแสนสะดวก ที่แสดงว่าคุณรับรู้ความคิดเห็นต่างๆ จากชุมชนบนช่องยูทูบของคุณ รวมถึงการไฮไลต์ชื่อของครีเอเตอร์ การเปิดตัวฟีเจอร์แสดงความคิดเห็นที่ช่วยให้คุณมอบหมายผู้ดูแลที่คุณไว้วางใจเข้ามาจัดการลบความคิดเห็นออกจากวิดีโอของคุณได้ ไปจนถึงการสามารถขึ้นบัญชีดำให้คำและวลีที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

 

โฆษณาวูบ ต.ค.ติดลบ45%ทีวีหนักสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464920

โฆษณาวูบ ต.ค.ติดลบ45%ทีวีหนักสุด

นีลเส็นเผยภาพรวมโฆษณาเดือน ต.ค.ติดลบ 45.18% ระบุสื่อทีวีหนักสุด ตามด้วยวิทยุ สิ่งพิมพ์

บริษัท เดอะ นีลเส็น สำรวจเม็ดเงินโฆษณาในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 5,616 ล้านบาท ติดลบ 45.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่มีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนของสื่อที่ติดลบมากที่สุด คือ สื่อเคเบิลทีวีและแซทเทลไลท์ทีวีติดลบที่  67.11% ตามด้วยสื่อทีวีอะนาล็อกติดลบ 60.38% สื่อทีวีดิจิทัลติดลบ 47.83%

นอกจากนี้ ในส่วนของสื่อวิทยุติดลบอยู่ที่ 45.12% สื่อนิตยสารติดลบที่ 38.07% สื่อหนังสือพิมพ์ติดลบที่ 26.48% สื่อ โรงหนังติดลบที่ 18.92% และสื่ออินเทอร์เน็ต 10.43% ส่วนสื่อที่ยังมีการขยายตัว เป็นบวก คือ สื่อภายนอกอาคาร 35.16% สื่อเคลื่อนที่ 9.95% และสื่อภายใน อาคาร 6.06%

สำหรับภาพรวมสื่อโฆษณาในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท มีอัตราการขยายตัวติดลบที่ 9.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยสื่อที่มีการขยายตัวลดลงมากที่สุด คือ เคเบิลทีวีและแซทเทลไลท์ทีวีติดลบที่ 40.25% ตามด้วยสื่อนิตยสารติดลบที่ 29.43% สื่อหนังสือพิมพ์ติดลบที่ 18.30% สื่อทีวีอะนาล็อคติดลบที่ 15.31% และสื่อวิทยุติดลบที่ 3.47%

ขณะที่สื่อที่มีการขยายตัวมากที่สุดในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา คือ สื่ออินเทอร์เน็ตเติบโต 62.53% ตามด้วยสื่อภายนอกอาคารเติบโต 34.55% สื่อเคลื่อนที่เติบโต 17.22% สื่อโรงภาพยนตร์เติบโต 12.84% สื่อภายในอาคารเติบโต 1.38%

 

อาลีบาบาทุบสถิติวันคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464912

อาลีบาบาทุบสถิติวันคนโสด

อาลีบาบาทำยอดทะลุของปีที่แล้วใน 15 ชม. ได้กว่า 5 แสนล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อชาวจีนยังแกร่ง

บริษัท อาลีบาบา ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในจีน สามารถทำลายสถิติยอดขายเนื่องในวันคนโสดของจีนปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 1.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.04 แสนล้านบาท) ได้ภายในเวลาเพียงประมาณ 15 ชั่วโมง สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวจีนยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่งแม้เศรษฐกิจจีนจะยังชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งคาดว่าในปีนี้ยอดขายรวมของทุกแพลตฟอร์มในเครืออาลีบาบาจะมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.06 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ อาลีบาบาใช้เวลาเพียง 5 นาที ในการทำยอดขายแตะระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) และทำยอดขายได้ถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) ใน 1 ชั่วโมงแรก โดยสินค้าในกลุ่มขายดี ได้แก่ ไอโฟน สินค้าแบรนด์ไนกี้และอาดิดาส ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไฮเออร์

รอยเตอร์ส ระบุว่า อัตราการเติบโตของยอดขายลดลง 60% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันของธุรกิจค้าออนไลน์ในจีนเป็นไปอย่างดุเดือด อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจจีนโดยรวมยังมีผลต่อการเติบโตของรายได้ ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินหยวนยังมีผลในด้านราคาอีกด้วย

ทั้งนี้ วันที่ 11 พ.ย.ของทุกปี หรือ 11/11 ถือเป็นวันคนโสดในจีนที่นิยมการกินดื่มฉลองกับเพื่อนฝูง โดยคาดว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากมหาวิทยาลัยหนานจิงในปี 1993 ซึ่งอาลีบาบาได้ทำแคมเปญส่งเสริมการขายครั้งใหญ่ในรอบปี จนกลายมาเป็นวันสำคัญของอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด และมียอดขายมากกว่าวัน แบล็กฟรายเดย์ และไซเบอร์มันเดย์ ของสหรัฐรวมกัน

ภาพ เอเอฟพี

 

จีนคุมเข้มอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464539

จีนคุมเข้มอี-คอมเมิร์ซ

หน่วยงานรัฐจีนควบคุมขายของออนไลน์ เตรียมลงดาบบริษัทหลอกผู้บริโภคปั่นยอดขายวันคนโสด

คณะบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติ (เอสเอไอซี) หนึ่งในหน่วยงานกำกับดูแลด้านการค้าของจีน ประกาศคุมเข้มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ก่อนถึงวันคนโสด ในวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งเป็นวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ของจีน และเรียกบริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จำนวนมากภายในประเทศเข้าพบ เพื่อหารือมาตรการปราบปรามต่างๆ

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่าเอสเอไอซีเรียกบริษัท อาลีบาบา เจดีดอทคอม อเมซอนดอทคอม ไป่ตู้เทนเซนต์ และบริษัทอี-คอมเมิร์ซอีกหลายแห่งเข้าพบ เตือนให้บริษัทดังกล่าวสอดส่องดูแลแพลตฟอร์มเพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าปลอม การปั่นยอดขายสินค้า และการใช้โฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า

รายงานระบุว่า วันคนโสดเป็นวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคจีนซื้อสินค้าออนไลน์จำนวนมากในวันดังกล่าว และสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทอี-คอมเมิร์ซจีน ซึ่งเป็นวันที่ผู้ขายสินค้าและบริษัทต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า โดยเมื่อปีที่ผ่านมาผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จีนพบพฤติกรรมทุจริตของผู้ขายสินค้าจำนวนมาก ซึ่งพฤติกรรมที่พบมากที่ที่สุดคือการให้ส่วนลดปลอมเพื่อหลอกให้สินค้า โดยผู้ขายได้ตั้งราคาสินค้าไว้สูงเกินจริง แล้วมาลดราคาอย่างหนักในวันคนโสด

เอสเอไอซี ระบุว่า จะเพิ่มการควบคุมดูแลตลาดมากยิ่งขึ้นในปีนี้ โดยจะกำกับดูแลการซื้อขายออนไลน์ให้เป็นไปตามกฎหมายของจีน และร่วมมือกับบริษัทรายใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสภาวะการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ปลอดภัย และเชื่อถือได้

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ประกาศปราบปรามพฤติกรรมทุจริตของผู้ขายสินค้าออนไลน์เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าวันคนโสดเป็นวันที่ภาคธุรกิจต้องแสดงความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค และรัฐบาลต้องปกป้องสิทธิของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (เอสอีซี) สอบสวนแนวทางการทำบัญชีของอาลีบาบาเมื่อเดือน พ.ค. เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางหรือไม่ ขณะที่ผู้จำหน่ายสินค้าหลายรายในจีนตั้งคำถามเกี่ยวกับยอดขายของอาลีบาบาในวันคนโสด โดยเมื่อปีที่แล้วยอดขายของอาลีบาบาผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในจีน มียอดขายถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.89 แสนล้านบาท) และคาดว่ายอดขายดังกล่าวในปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้ว

 

เคลียร์ปมโยกปลัดดีอี งานไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464464

เคลียร์ปมโยกปลัดดีอี งานไม่คืบ

นายกฯ แจงคำสั่งเด้งปลัดกระทรวงดีอี หวังปรับกระบวนการทำงานให้คล่องตัว ยันไม่ใช่เรื่องทุจริต

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ถึงการย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดีอีนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ได้มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

อย่างไรก็ตาม อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า การปรับเปลี่ยนหัวหน้าทีมเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้งานต่างๆ มีความพร้อมมากขึ้น หลังจากที่ 1 ปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีความหวังมากว่าการทำงานของกระทรวงดีอีจะเป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งเป็นความหวังของรัฐบาลและประชาชน แต่เมื่อไม่บรรลุก็เลยลองเปลี่ยนหัวหน้าทีม และให้โอกาสหัวหน้าทีมคนใหม่คือ น.ส.วิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดีอีคนใหม่

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงโครงการดาวเทียมไทยคมกรณีการต่อสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6 ที่กำลังหมดสัญญา รวมถึงกำลังดำเนินการพิจารณาในส่วนของดวงที่ 7 และ 8 ซึ่งในการดำเนินการตามขั้นตอนนั้นยังมีคำถามว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการหารือนั้นได้ให้หลักการไปว่าต้องทำให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย และต้องรายงานความก้าวหน้าให้ ครม.ทราบเป็นระยะ โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดีอีคนใหม่ไปตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ที่จะตรวจสอบและดูบริบทที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งในแง่กฎหมายเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม การให้บริการ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ความต่อเนื่องจากปัจจุบันไปถึงอนาคต

 

กสทช.กดค่าโทรมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464463

กสทช.กดค่าโทรมือถือ

กสทช.หั่นค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ พร้อมต่ออายุ “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” นั่งเลขาธิการอีก 5 ปี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. วันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบปรับอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ที่เป็นอัตราอ้างอิง (Interconnection Charges : IC) ซึ่งค่า IC ในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลง 21% และโทรศัพท์ประจำที่ลดลง 9% ในปี 2560 และปี 2561 ค่า IC โทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลงอีก 30% และโทรศัพท์ประจำที่ลดลงอีก 9.6% โดยอัตราอ้างอิงใหม่นี้จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2560

ทั้งนี้ อัตราค่า IC อ้างอิงของโทรศัพท์เคลื่อนที่ปัจจุบัน ในส่วนของ Call Termination อยู่ที่ 0.34 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.04 บาท/นาที แต่อัตราในปี 2560 Call Termination จะลดลงเหลือ 0.27 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.03 บาท/นาที และอัตราในปี 2561 Call Termination จะลดลงเหลือ 0.19 บาท/นาที

สำหรับค่า IC อ้างอิงสำหรับโทรศัพท์ประจำที่นั้น ปัจจุบัน Call Termination อยู่ที่ 0.34 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.16 บาท/นาที แต่ในปี 2560 Call Termination จะลดเหลือ 0.31 บาท/นาที Call Trainsit อยู่ที่ 0.16 บาท/นาที เท่าเดิม แต่มีค่า Call Termination สำหรับ Local Call เพิ่มขึ้นมา 0.83 บาท/ครั้ง และปี 2561 Call Termination จะลดเหลือ 0.28 บาท/นาที Call Trainsit อยู่ที่ 0.15 บาท/นาที และ Call Termination สำหรับ Local Call เหลือ 0.75 บาท/นาที

นายฐากร กล่าวว่า การลดค่า IC ดังกล่าวน่าจะทำให้ค่าบริการโทรศัพท์มือถือลดลงตามสัดส่วนที่กำหนด แต่ก็ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดว่าแข่งขันรุนแรงแค่ไหน

ขณะเดียวกัน กสทช. ยังได้อนุมัติในหลักการตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เสนออุดหนุนค่าเชื่อมต่อสัญญาณทีวีดิจิทัลขึ้นดาวเทียมแทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล แต่ยังไม่ได้อนุมัติงบที่จะใช้ดำเนินการตามที่ กสท.เสนอมา 2,500 ล้านบาท โดยให้ไปต่อรองราคาให้ดีกว่านี้

ทั้งนี้ ที่ประชุม กสทช. ยังเห็นชอบให้นายฐากรดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. อีก 1 วาระ เป็นเวลา 5 ปี จากเดิมที่จะหมดวาระการทำงานลงในวันที่ 4 ม.ค. 2560