ยอดอี-คอมเมิร์ซพุ่ง2.5ล้านล้านหนุนเก็บภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/457057

ยอดอี-คอมเมิร์ซพุ่ง2.5ล้านล้านหนุนเก็บภาษี

อี-คอมเมิร์ซ พุ่ง 2.5 ล้านล้าน โต 12.42% หนุนจัดเก็บภาษี โซเชียลเข้าระบบถูกต้อง

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มมูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศ ไทยปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 2,523,994.46 ล้านบาท ขยายตัว 12.42% เทียบกับปี 2558 แบ่งเป็นประเภท B2B 1,381,513.39 ล้านบาท ขยายตัว 3.5% ประเภท B2C จำนวน 729,292.32 ล้านบาท ขยายตัว 43% และประเภท B2G 413,037.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.21% จากปี 2558

“อี-คอมเมิร์ซไทยเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยหลักจากพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย ที่มีกว่า 30 ล้านรายทั่วประเทศ และใช้โซเชียลมีเดีย มากที่สุด ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบอี- คอมเมิร์ซของไทย เป็นรองจากสิงคโปร์และมาเลเซียในอาเซียน” นางสุรางคณา กล่าว

สำหรับการดำเนินการจัดเก็บภาษี อี-คอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย รัฐบาลจะใช้มาตรการกระตุ้น การเข้าสู่ระบบของ ผู้ประกอบการในช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเป็นการลงทะเบียบแบบสมัครใจ และใช้สิทธิประโยชน์ในการดึงดูด เช่น นโยบายด้านภาษี การสร้างความเชื่อมั่นของสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภค นอกจากผลดีด้านภาษีแล้ว ยังช่วยให้ภาครัฐคุ้มครอง ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ บิ๊กดาต้า เพื่อนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจได้อีกด้วย

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตลาด ดอท คอม และนายกสมาคม อี-คอมเมิร์ซประเทศไทย เปิดเผยว่า มาตรการการจัดเก็บภาษี อี-คอมเมิร์ซโซเชียลมีเดีย จะส่งผลกระทบ ต่อจำนวนผู้ประกอบการแน่นอน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายและมาตรการของ ภาครัฐ หากใช้มาตรการประนีประนอม คาดว่าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ไม่เกิน 10% เชื่อมั่นว่าการจัดเก็บภาษีจะส่งผลในเชิงบวกมากกว่า

“เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ รวมถึงผู้ที่มีรายได้สูงจากช่องทางโซเชียล มีเดีย (เน็ตไอดอล) ล้วนต้องการเสีย ภาษีอย่างถูกต้อง แต่ไม่รู้ช่องทางในการดำเนินการ” นายภาวุธ กล่าว

 

จีนเปิดตัวโดรนขนส่งจดหมายและพัสดุลำแรก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 15:26 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456701

จีนเปิดตัวโดรนขนส่งจดหมายและพัสดุลำแรก!

การบริการขนส่งจดหมายและพัสดุรูปแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีโดรน สำหรับพื้นที่ห่างไกล รับประกันถึงมือปลอดภัยแน่นอน

ต่อไปนี้การส่งจดหมาย และพัสดุในจีนจะง่ายดาย และสะดวกรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า ด้วยเทคโนโลยีโดรนรุ่นใหม่ ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งสิ่งของไปถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัยแน่นอน

โดรนขนส่งนี้ให้บริการแล้วในพื้นที่ห่างไกลความเจริญของมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน โดยขนส่งพัสดุได้อย่างน้อย 5 กิโลกรัม และประหยัดเวลาการเดินทางให้เร็วกว่าการขนส่งทางรถยนต์จาก 30 นาทีให้เหลือเพียง 10 นาทีเท่านั้น

นอกจากนั้นการใช้บริการขนส่งด้วยโดรนอีกยังใช้เงินทุนน้อยกว่าการขนส่งแบบปกติอีกด้วย สำหรับการชาร์ตแบตแต่ละครั้ง โดรนจะบินได้นาน 30 นาที ทั้งนี้การบริการยังคงอยู่ในช่วงการทดสอบ โดยจพทำการทดสอบนาน 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะเปิดให้บริการในระยะยาวต่อไป

ขอบคุณวิดีโอจาก Xinhua News

 

 

“สแนปแชท”เปิดตัวแว่นกันแดดติดกล้องถ่ายวิดีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456612

"สแนปแชท"เปิดตัวแว่นกันแดดติดกล้องถ่ายวิดีโอ

สแนปแชทเปิดตัว “สเปคตาเคิลส์” แว่นกันแดดติดกล้องถ่ายวิดีโอ เตรียมวางจำหน่ายปลายปีนี้

สแนปแชท (Snapchat) ยกระดับตัวเองจากแอพพลิเคชั่นมัลติมีเดียส่งข้อความภาพ มาเป็นหนึ่งในโซเชียลมีเดียที่มีแก็ดเจ็ทเป็นของตัวเอง ด้วยการปล่อยแว่นตากันแดดพร้อมกล้องบิวท์อินออกมาวางจำหน่าย พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Snap, Inc เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะก้าวข้ามความเป็นผู้ให้บริการแอพเป็นหลัก แม้ว่าแอพตัวนี้จะกำลังเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามในหมู่วัยรุ่นก็ตาม

แว่นตาตัวนี้มีชื่อแบบเรียบๆ ว่า สเปคตาเคิลส์ (Spectacles) กำหนดราคาไว้ที่ 130 เหรียญสหรัฐ เตรียมวางจำหน่ายปลายปีนี้ ซึ่งฟีเจอร์สำคัญคือสามารถบันทึกคลิปวิดีโอความยาว 30 วินาทีต่อครั้ง คลิปที่ได้จะเก็บไว้ในหน่วยบันทึกความจำของแอพพลิเคชั่น มาพร้อมกับเลนส์ฟิชอายที่เก็บภาพได้ 115 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับทัศนะการมองเห็นของนัยตามนุษย์ ที่สำคัญมีระบบแสดงกะพริบ บอกให้ผู้ที่กำลังถูกกล้องจับภาพได้รู้ตัวว่ากำลังถูกจับตาอยู่

หลังการประกาศผลผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้คร่ำหวอดในวงการต่างก็มีปฏิกิริยาต่างๆ บ้างก็ว่า Spectacles อาจมาแรงกว่า Google Glass แว่นตาติดกล้องของกูเกิล ซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะดีไซน์ที่ดูล้าสมัย และทำให้ผู้สวมใส่ดูน่าขบขันในสายตาผู้อื่น แต่ Spectacles มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวกว่ากันมาก และคลิปที่ถ่ายจากแว่นนี้อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการสื่อสารทางโซเนียลเน็ตเวิร์ค แต่บางรายก็โต้ว่า ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนฟีเจอร์สำหรับกล้องที่ครบครันนั้นมีความจำเป็นมากเพียงใดที่เราต้องใช้กล้องถึง 2 กล้องในเวลาเดียวกัน

 

“อี-วอลเล็ต” ช็อปได้ ไม่ต้องถือเงินสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 20:02 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456588

"อี-วอลเล็ต" ช็อปได้ ไม่ต้องถือเงินสด

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

กระเป๋าเงินยุคดิจิทัล หรือ อี-วอลเล็ต คือกระเป๋าเงินออนไลน์ที่จะช่วยให้การใช้จ่ายทำได้ง่ายขึ้น เพราะแค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว คนเดินดินอย่างเราก็สามารถอยู่บ้าน หรือเดินตัวปลิวไปกิน เที่ยว ช็อปปิ้งซื้อสินค้าได้แล้ว โดยไม่ต้องพกเงินสดให้เป็นกังวลว่าจะถูกปล้น ขอแค่อย่าให้โทรมือถือหายเป็นใช้ได้ หรือถ้าหายก็สามารถแจ้งคอลเซ็นเตอร์ระบบมือถือค่ายนั้นๆ หรือคอลเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์ได้ ชีวิตช่างสะดวกสบาย

จากจำนวนเลขหมายโทรศัพท์มือถือทั้งประเทศไทยเกือบ 100 ล้านเลขหมาย ประมาณครึ่งหนึ่งถูกใช้งานบนสมาร์ทโฟน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ตอบโจทย์และเข้ามาเปลี่ยนชีวิตและพฤติกรรมของคนไทยในการช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น ทำให้ตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ขยายตัว เช่นเดียวกับการชำระเงินผ่านโทรมือถือในไทย ที่เติบโตมากกว่าปีละ 20% ตั้งแต่ปี 2552-2557 ที่ผ่านมา

ส่งผลให้มีผู้ประกอบการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากถึง 5 แสนราย และคนไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ถึง 14.87 ล้านคน ทั้งนี้คาดการณ์ว่าในปี 2558 มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในส่วนของการซื้อขายตรงไปยังผู้บริโภคจะสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท

วิธีการใช้กระเป๋าเงินออนไลน์เหล่านี้ ไม่ยาก แค่ดาวน์โหลดแอพวอลเล็ตในโทรมือถือ หรือเข้าหน้าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ กระเป๋าเงินออนไลน์ที่รายหลักให้บริการอยู่ขณะนี้คือ แรบบิท ไลน์ เพย์ ที่มีสมาชิกใช้บริการประจำอยู่ 1.5 ล้านคน (ฝังอยู่ในไลน์โดยสมาชิกของไลน์จำนวน 33 ล้านคน สามารถเข้าไปสมัครใช้บริการได้) วอลเล็ต บาย ทรู มันนี่ เอไอเอส เอ็มเพย์ แจ๋ว วอลเล็ต บาย ดีแทค และแอร์เพย์ ของบริษัท การีนา บริษัทสัญชาติจีน แค่นี้คุณก็สามารถท่องโลกออนไลน์เพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือซื้อของได้

กระเป๋าเงินอัจฉริยะนี้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยระบบจะกำหนดการทำธุรกรรมไว้ที่ 3 หมื่นบาท/ครั้ง เพื่อป้องกันการใช้จ่ายหรือขโมยเงินผ่านระบบออนไลน์จะมีบริการเสริม ไม่ว่าจะเป็น จ่ายบิล เติมเงินมือถือ โอนเงินและซื้อบัตรเงินสด ด้วยการผูกกับบัญชีธนาคารใดก็ได้ เพื่อความสะดวกในการโอนเงินเข้าระบบได้ง่ายขึ้น สูงสุดถึง 8 บัญชีธนาคาร

สำหรับอี-แบงก์กิ้ง หรือการทำธุรกรรมผ่านบริการของธนาคารทางมือถือ จะสมัครผ่านตู้เอทีเอ็มเพื่อใช้ในการโอน จ่ายหรือเติมเงินผ่านบัญชีธนาคารหลักเพียงแห่งเดียว

บริการทั้งสองรูปแบบดังกล่าว แล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละบุคคล เพราะรูปแบบการให้บริการทั้งสองแอพพลิเคชั่นจะมีความสะดวกที่คล้ายคลึงกัน คือ อี-แบงก์กิ้ง การทำงานจะจำกัดเพียงธนาคารเดียวในการทำธุรกรรมต่างๆ ที่บริการกำหนด ในขณะที่อี-วอลเล็ตจะให้ผู้ใช้งานเลือกว่าจะรับบริการต่างๆ จากช่องทางใดหรือจ่ายเงินอย่างไรก็ได้ ถือว่าเป็นความสะดวกสบายที่ควรมีไว้ใช้งานในโทรมือถือ เพียงแต่การเข้าใช้งานนั้น ควรระวังไม่บอกพาสเวิร์ดหรือจดรหัสไว้ภายในเครื่อง เพราะหากมีการขโมยเครื่อง อาจเข้าใช้งานระบบได้ทันที และไม่ควรล็อกอินรหัสส่วนตัวค้างไว้ในเครื่องเพราะอาจถูกขโมยไปใช้งานได้ง่าย

อรสุรางค์ กีรติชีวนันท์ ผู้อำนวยการด้านบริหารจัดการสินค้าออนไลน์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้เงินสดจะลดลง อี-วอลเล็ต เป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการชำระเงินเมื่อซื้อสินค้า ซึ่งในปีหน้าเทรนด์นี้มาแน่นอน ทางด้านการช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับการมาของการจ่ายเงินในรูปแบบนี้เช่นกัน

บริการจ่ายเงินแบบอี-วอลเล็ตนั้น เริ่มเป็นที่นิยมมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทั้งจากผู้ประกอบการโทรมือถือทั้งสาม ค่ายหลัก เพราะเป็นกระเป๋าเงินออนไลน์ที่มาช่วยให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่ายขึ้น และยังมีบริการผ่านแอพพลิเคชั่นของเหล่าสตาร์ทอัพ ทั้ง แรบบิท ไลน์ เพย์, แอร์ เพย์, ดีพ พ็อกเกต ไปจนถึงการจ่ายเงินผ่านบัตรวีการ์ด สตาร์บัคส์การ์ดและแรบบิทการ์ด เป็นต้น

ผลสำรวจการใช้จ่ายซื้อสินค้าด้วยบัตรแรบบิทแทนการใช้เงินสดของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำ มองว่านอกจากจะเป็นความสะดวกในการจับจ่ายซื้อสินค้าทั้งร้านค้าในสถานีและอีกหลายร้านค้าในศูนย์การค้าขนาดใหญ่แล้ว ยังได้รับส่วนลดประมาณ 10% ด้วย ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร เพราะถ้าซื้อด้วยเงินสดยังไม่สามารถลดได้ถึง 10% และเหมือนถือบัตรใบเดียวใช้ได้ทั้งการเดินทางและซื้อสินค้า ซึ่งข้อดีของบัตรแรบบิทแตกต่างจากไอ-แบงก์กิ้ง คือสามารถใช้ซื้อสินค้ากับร้านค้าทั่วไปได้ทันที ไม่ใช่เฉพาะการซื้อสินค้าในออนไลน์

นอกจากนี้ ในช่วงก่อนสิ้นเดือนมนุษย์เงินเดือนนักรูดบัตรเครดิตหลายคนยังใช้บัตรเครดิตรูดเติมเงินให้กับแรบบิท แล้ว ใช้แรบบิทซื้อสินค้า ซื้ออาหารเครื่องดื่มตามร้านค้าต่างๆ ที่รับ ซึ่งมีร้านค้าชั้นนำจำนวนมากที่เปิดรับบัตรใบนี้ด้วย โดยข้อแตกต่างของบัตรเครดิต กับการใช้อี-วอลเล็ต คือ บัตรเครดิตส่วนใหญ่จะใช้กับยอดเงินมากและบางร้านค้าก็มีขั้นต่ำ แต่ถ้าอี-วอลเล็ตอย่างแรบบิท ยอดเท่าไรก็ได้ จึงมีคนโยกเงินในบัตรเครดิตมาใส่แรบบิท ส่วน
อี-วอลเล็ตของสตาร์บัคส์ในมุมมองของผู้ใช้ก็มีความสะดวกมากเช่นกัน เพราะสามารถบริหารจัดการเงินในอี-วอลเล็ตได้ผ่านสมาร์ทโฟน จะโยกเงินให้ใครก็ได้ หรือจะโยกเงินใส่บัตรสตาร์บัคส์ที่เป็นบัตรจริงๆ ไว้ใช้ก็ได้ ถ้าบัตรหายก็ยังจัดการโยกเงินไปบัตรอื่นได้ทันที

“ลูกค้าของเราอยู่ในวัย 18-40 ปี ที่นิยมใช้จ่ายผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ท่องในโลกออนไลน์ เราจึงจะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าโดยขยายไปใช้ในร้านค้านอกออนไลน์มากขึ้น โดยเดือนหน้าจะเริ่มใช้แรบบิท ไลน์ เพย์ จ่ายค่าอาหารในร้านแมคโดนัลด์ได้ และมีแผนว่าจะให้จ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ต้นปีหน้า โดยเฟสแรกจะจ่ายร้านอาหาร 90 ร้านค้าในเครือข่ายแรบบิท การ์ด ที่มีอยู่ 4,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ” วิทยา โตโพธิ์ยศสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากลยุทธ์ บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ดซิสเทม กล่าว

แรบบิท ไลน์ เพย์ สะดวกกว่าการดาวน์โหลดแอพหรืออี-แบงก์กิ้ง เพราะแอพดาวน์โหลดจะคล้ายเว็บไซต์ที่ทำให้ยุ่งยากในการระบุตัวตน ต้องกรอกข้อมูลมากมาย ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน แต่ถ้าใช้ แรบบิท ไลน์ เพย์ ก็แค่คลิกเข้าไปในแรบบิท ไลน์ เพย์ ที่ใช้งานง่ายและสะดวกกว่า เพราะคนส่วนใหญ่เป็นสมาชิกไลน์ อยู่แล้ว ในขณะที่ระบบความปลอดภัยเท่ากัน

เป้าหมายของแรบบิท ไลน์ เพย์ เริ่มให้บริการเมื่อเดือน เม.ย. 2559 หลังจากร่วมทุนกับไลน์เพย์และได้ฐานลูกค้าไลน์เพย์มา 1.5 ล้านคน ได้ตั้งเป้าภายใน 3-4 ปีแรก จะมีลูกค้าเพิ่มเป็น 8 ล้านคน จากฐานลูกค้าของไลน์ทั้งหมด 33 ล้านคน จากการใช้เงินลงทุน 450 ล้านบาท เพื่อขยายจุดบริการและจัดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า

อภินันท์ ดาบเพ็ชร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผลิตภัณฑ์ทรูมันนี่วอลเล็ต และวีการ์ด บริษัท ทรู มันนี่ กล่าวว่า บริษัทเปิดให้บริการทรูมันนี่มาตั้งแต่ปี 2552 แล้ว แต่เพิ่งได้รับความนิยมในช่วงหลัง ซึ่งผู้ใช้งานเริ่มต้นคุ้นเคยจากการใช้งานบัตรแรบบิทหรือบัตรสมาร์ทเพิร์ส ซึ่งเป็นวิธีแบบออฟไลน์ก่อน และเมื่อมีการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนคนไทยก็เริ่มรู้จักใช้จ่ายผ่านออนไลน์มากขึ้น

ทรูมันนี่ มียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 30% หรือ 8 แสนราย จากจำนวนลูกค้าที่ดาวน์โหลดทั้งหมด 6 ล้านรายจากปีที่ผ่านมา ถือว่ามีการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากเดือนก่อน พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น เดิมมาจากการวางกลยุทธ์ทำตลาดให้คนเข้ามาใช้งาน แต่ในกรณีของเซเว่น อีเลฟเว่นนั้น มียอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2 เท่าและรักษาการเติบโตแบบสองเท่านี้มาได้ต่อเนื่อง

ในเอเชียกระเป๋าเงินออนไลน์เป็นที่นิยมมาก ที่ฮ่องกงสามารถใช้กระเป๋าเงินออนไลน์เติมเงิน จ่ายค่าโดยสารรถใต้ดิน และรถไฟฟ้า จ่ายค่าอาหารที่ร้านอาหารได้

ที่จีนนิยมใช้วีแชต แอพแชตสัญชาติจีน บริษัทลูกของบริษัทเทนเซ็นต์ เจ้าของเดียวกับสนุกดอทคอมในไทย ที่เป็นแอพอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรียกว่าใหญ่กว่า อาลีบาบา โดยมีสมาชิกที่เป็นชาวจีนถึง 400 ล้านคน หรือ 40% ของประชากรจีนที่มีทั้งหมด 1,000 ล้านคน แม้แต่เกาหลี ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ยังใช้แอพนี้

ถ้าอี-วอลเล็ต มาแรงอย่างที่ว่าในปีหน้า เรียกได้ว่าประเทศไทยก็ข้ามขั้น แทนที่จะเริ่มต้นใช้ระบบชำระเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้งที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรป กลับก้าวกระโดดมาสตาร์ทที่อี-วอลเล็ต แทน

 

“ทินเดอร์” ตัวการใหญ่ พลิกโฉมสังคมอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456475

"ทินเดอร์" ตัวการใหญ่ พลิกโฉมสังคมอินเดีย

โดย…อักษราภัค ลาภานันต์

เมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ทินเดอร์ แอพพลิเคชั่นจับคู่ออนไลน์จากซิลิคอนวัลเลย์ สหรัฐ ได้เปิดตัวโฆษณาเวอร์ชั่นอินเดียเป็นครั้งแรก ซึ่งมีเนื้อหาในทำนองว่า แม่ของหญิงสาวที่กำลังจะนัดพบกับผู้ชายในทินเดอร์ แสดงท่าทีสนับสนุนการนัดพบดังกล่าว

การออกโฆษณาชิ้นนี้อาจจะสะท้อนได้ว่าทินเดอร์ต้องการจับตลาดอินเดียอย่างจริงจัง แม้จะมีกระแสต่อต้านโฆษณาดังกล่าวอยู่บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทินเดอร์และแอพพลิเคชั่นจับคู่ออนไลน์อื่นกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในสังคมอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดแอพพลิเคชั่นจับคู่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยในปี 2015 มียอดดาวโหลดทินเดอร์เพิ่ม 400% จากช่วงที่เปิดตัวในปี 2013

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แอพพลิเคชั่นจับคู่เป็นที่นิยม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็นสังคมอนุรักษนิยมของอินเดียเอง ที่ทำให้ผู้หญิงอินเดียมีทางเลือกไม่มากนักในการเจอและปฏิสัมพันธ์กับเพศ ตรงข้าม ขณะเดียวกันบรรดาพ่อแม่ชาวอินเดียก็มักจะให้ความสนใจกับการแต่งงานของลูกชายจนมีการจับคู่แต่งงานแพร่หลาย

“สังคมอินเดียกำลังเปลี่ยนแปลงแต่คนหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้หญิง แทบไม่มีโอกาสได้พบหรือปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ซึ่งแอพพลิเคชั่นจับคู่นี้จะเป็นส่วนที่ช่วยทลายอุปสรรคจากรูปแบบสังคม ทำให้ผู้คนมีโอกาสและอิสระในการเลือกมากขึ้น” ทารู กาปัวร์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการในอินเดีย ซึ่งเป็นสำนักงานนอกสหรัฐแห่งเดียวของทินเดอร์ ระบุ

ในทำนองเดียวกัน เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ ระบุว่า กระบวนการหาคู่ในอินเดียกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมี ทินเดอร์ วู ทรูลีแมดลีย์ แอพพลิเคชั่นจับคู่ทั้งหลายเป็นตัวกระตุ้น ทำให้การจับคู่แบบเดิมเริ่มออกจากตลาด ขณะที่คนหนุ่มสาวอินเดียก็เริ่มรู้จักและนิยมการออกเดทเพื่อความสนุกสนานมากกว่าการมุ่งแต่งงาน

ขณะที่การแต่งงานก็เริ่มลดระดับความเป็นทางการลง โดยหลายครอบครัวเริ่มหันมาขอแยกอยู่กับพ่อแม่หลังแต่งงาน รวมทั้งการออกเดทโดยไม่ได้แต่งงานเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น

ทั้งนี้ ธุรกิจจับคู่ออนไลน์ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ในสังคมอินเดีย โดยก่อนหน้านี้มีเว็บไซต์หาคู่ครองที่พ่อแม่เข้าไปใช้บริการเพื่อจับคู่แต่งงานให้ลูกได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น ชาดีดอทคอม โดยในการเลือกลูกเขยหรือลูกสะใภ้นั้น จะมีการจัดหมวดหมู่ตาม ภูมิภาค ศาสนา ภาษา ไปจนถึงราศีนักษัตร รวมทั้งสถานภาพทางสังคมและรายได้ ซึ่งเว็บไซต์นี้ก็วิวัฒนาการมาจากการจับคู่แต่งงานรูปแบบดั้งเดิมที่อยู่กับชาวอินเดียมานับพันปี ขณะที่แอพพลิเคชันจับคู่ก็อาจจะถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการต่อมา

 

ธุรกิจก็ต้องปรับเข้าสังคมอินเดีย

นิกคิล สิงห์ ราชพัจ ผู้กำกับภาพยนตร์ในมุมไบ ระบุว่า แอพพลิเคชั่นจับคู่จะกระตุ้นให้พ่อแม่ผ่อนคลายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชาย หญิง อย่างไรก็ดี การขยายธุรกิจในอินเดียต้องระวังและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอินเดีย เนื่องจากความนิยมทั่วโลกหลายอย่างใช้ไม่ได้ผลในอินเดีย

โฆษณาของทินเดอร์ยังสะท้อนความพยายามของธุรกิจในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมอินเดีย โดยพยายามวางภาพลักษณ์ให้เป็นแอพพลิเคชั่นเพื่อความสนุกสนานและเปิดโอกาสทำความรู้จักกับคนใหม่ รวมทั้งเป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ มากกว่าเรื่องเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ ทินเดอร์ยังได้ใส่คุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากในสหรัฐหรือตลาดอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ระบบค้นหาจากสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น รวมทั้งยังเพิ่มการค้นหาจากอาชีพและการศึกษา

เมื่อปี 2014 ซาชิน บาเทีย ได้ร่วมก่อตั้ง ทรูลีแมดลีย์ แอพพลิเคชั่นจับคู่สัญชาติอินเดีย โดยพยายามนำเสนอเป็นเดทติ้งแอพพลิเคชั่น ซึ่งเน้นว่าเป็นพื้นที่พบปะของคนที่มีความสนใจในเรื่องบางอย่างร่วมกัน และนำเสนอเรื่องความปลอดภัยว่าการเดทไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับเรื่องเพศสัมพันธ์

ทรูลีแมดลีย์ได้เสนอให้วัยรุ่นอินเดียรู้จักสนุกสนานกับการออกเดท โดยพยายามทำภาพลักษณ์ของการเดทให้เป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน มากกว่าการมุ่งหาคู่ครองเพื่อแต่งงานอย่างในเว็บไซต์จับคู่และไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการนัดพบเพื่อมีเพศสัมพันธ์

 

ยาฮูอ่วมแฮ็กเกอร์เจาะระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456353

ยาฮูอ่วมแฮ็กเกอร์เจาะระบบ

ยาฮูเผยแฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูลผู้ใช้กว่า 500 ล้านบัญชี ในปี 2014 คาดมีรัฐบาลต่างชาติหนุนหลัง

บริษัท ยาฮู อิงค์ เปิดเผยว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูลผู้ใช้กว่า 500 ล้านบัญชี ออกไปจากระบบของบริษัทในปี 2014 ซึ่งเป็นเหตุข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยการเจาะระบบดังกล่าวมีแนวโน้มว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศอื่น

ทั้งนี้ ข้อมูลที่โดนขโมยประกอบด้วย ชื่อผู้ใช้ อีเมล วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ และพาสเวิร์ดที่มีการเข้ารหัสไว้ แต่จากการสอบสวนล่าสุดพบว่าข้อมูลบัตรเครดิตและบัญชีธนาคารยังไม่ถูกขโมยไป

อย่างไรก็ดี ยาฮู เสริมว่า แฮ็กเกอร์กลุ่มดังกล่าวไม่อยู่ในระบบของบริษัทแล้ว และบริษัทกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่สืบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) เพื่อสืบสวนกรณีดังกล่าวต่อไป ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ทราบวิธีที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ใช้หรือรัฐบาลประเทศใดหนุนหลังการโจมตีดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ยาฮูเตือนผู้ใช้ให้ตรวจสอบบัญชีออนไลน์อื่นๆ และแนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมด หากใช้รหัสชุดเดียวกับบัญชียาฮู รวมถึงเลี่ยงการคลิกลิงค์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากอีเมลน่าสงสัย

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ค. ยาฮูเริ่มสืบสวนกรณีแฮ็กเกอร์กลุ่มหนึ่ง อ้างว่าได้นำชื่อและพาสเวิร์ดของผู้ใช้ยาฮู 280 ล้านบัญชี ไปขายในตลาดมืด โดยในขณะนั้นเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐยังไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ขณะที่ยาฮูตัดสินใจขยายขอบเขตการสืบสวนออกไปและระบุว่าการเจาะระบบดังกล่าวเป็นการกระทำที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ขณะที่ในเดือน ส.ค. สื่อหลายแห่งรายงานว่า แฮ็กเกอร์รายหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อว่า พีซ ประกาศขายข้อมูลผู้ใช้กว่า 200 ล้านบัญชี ที่ขโมยมานับตั้งแต่ปี 2012 ในเว็บไซต์ใต้ดินทางออนไลน์

ด้าน เวอไรซอน บริษัทโทรคมนาคมสหรัฐที่ตกลงซื้อกิจการของยาฮู มูลค่า 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.66 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า บริษัททราบข่าวการขโมยข้อมูลผู้ใช้ยาฮูเมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้ และกำลังประเมินผลกระทบของกรณีดังกล่าว

ขณะที่ โรเบิร์ต เพค นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินซันทรัสต์ โรบินสันฮัมฟรีย์ ในสหรัฐ เปิดเผยว่า การเจาะระบบดังกล่าว อาจไม่ส่งผลให้เวอไรซอนยกเลิกข้อตกลงการควบรวมกิจการกับยาฮู แต่เวอไรซอนอาจขอลดราคาการซื้อกิจการลงราว 100-200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,469- 6,939 ล้านบาท) โดยประเมินจากจำนวนผู้ที่ยกเลิกการใช้งานยาฮู

ภาพ เอเอฟพี

 

อัลคาเทล หวนเปิดศึก หวังท็อป5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456351

อัลคาเทล หวนเปิดศึก หวังท็อป5

อัลคาเทล กลับมาทำตลาดในไทย เชื่อสินค้ายังเป็นที่นิยม หวังกลับมาติดท็อป 5 สมาร์ทโฟน

นายนิโคล่า ซิเบล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีแอล คอมมูนิเคชั่น (ฮ่องกง) เปิดเผยว่า การกลับมาครั้งนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าแบรนด์อัลคาเทลยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยแม้จะหายจากตลาดไปนาน รวมทั้งเป็นตลาดที่มีการจับจ่ายเป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย

สำหรับการเร่งสื่อสารการตลาดครั้งนี้ จะเน้นเข้าถึงผู้ใช้งานผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์แบบเต็มรูปแบบและเร่งกระจายสินค้าให้ทั่วถึงผ่านช่องทางการขายของพาร์ตเนอร์ เพื่อให้มีสินค้าครอบคลุมทุกจุด ตั้งเป้าเป็นท็อป 5 ตลาดสมาร์ทโฟนภายในปีนี้

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่สามารถบอกงบลงทุนและงบการตลาดได้ แต่มั่นใจว่าการกลับมาครั้งนี้จะสร้างการรับรู้แบรนด์ในช่องทางออนไลน์ และจะช่วยให้ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่กลุ่มมิลเลนเนียมหันมาสนใจสินค้ามากขึ้น ด้วยการชู 3 กลยุทธ์หลัก คือ การออกแบบ (Design) คุณภาพ (Quality) และราคา (Price)

นายซิเบล กล่าวว่า อัลคาเทลจะมีสินค้าเจาะทุกกลุ่มสมาร์ทโฟน ตั้งแต่ราคา 1,990-1.99 แสนบาท เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าตามความต้องการ โดยมุ่งทำตลาดผ่านโอเปอเรเตอร์ ร้านค้าปลีก และร้านตู้ทุกจุดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ อัลคาเทล รุ่น SHINE LITE จะทำตลาดร่วมกับเอไอเอสรายเดียว ในราคาพิเศษจาก 5,990 บาทเหลือ 3,990 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจเอไอเอส ฮอตดีล 399 บาท/เดือน

ภาพประกอบข่าว

 

แซดทีอีหวังขึ้นท็อปไฟว์ ชิงตลาดสมาร์ทโฟนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456219

แซดทีอีหวังขึ้นท็อปไฟว์ ชิงตลาดสมาร์ทโฟนไทย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เริ่มมีทิศทางการแข่งขันกลับมาอีกครั้งสำหรับตลาดสมาร์ทโฟน แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัท วิจัยตลาดไอดีซี (IDC) ได้ออกรายงานยอดขายตลาดสมาร์ทโฟนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 พบว่า ยอดขายรวมอยู่ที่ 334.9 ล้านเครื่อง ซึ่งลดลงจากไตรมาส 3 ของปี 2558 ที่ทำได้ 355.2 ล้านเครื่อง แต่การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่างคึกคักก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

เจเรมี จ้าว ประธานบริษัท แซดทีอี ดีไวซ์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แซดทีอีไม่ได้เป็นแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย แต่เข้ามาทำธุรกิจในไทยกว่า 11 ปีแล้ว โดยเป็นผู้รับจ้างผลิตเครื่อง (OEM) ฟีเจอร์โฟนและสมาร์ทโฟนให้แก่โอเปอเรเตอร์ในไทย แต่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจแบบบีทูซี (B2C) อย่างจริงจังเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเปิดสมาร์ทโฟนในแบรนด์แซดทีอีไปแล้วกว่า 10 รุ่น

ทั้งนี้ ล่าสุดได้เปิดตัวรุ่นแอ็กซอน 7 มินิ และแอ็กซอน 7 เพื่อจับตลาดรุ่นไฮเอนด์ ราคาเริ่มต้นที่ 11,990-15,990 บาท ตามลำดับ พร้อมทั้งเปิดตัวมาริโอ้ เมาเร่อ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนแรกของบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากทั้งในประเทศไทยและจีน เชื่อว่าจะปลุกกระแสความต้องการให้แก่ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

“แซดทีอีตั้งเป้ายอดขายทั้งสองรุ่นใหม่นี้ 5 หมื่นเครื่อง ซึ่งจะมีการทำโปรโมชั่นร่วมกับเอไอเอส อีกทั้งหลังจากนี้จะเปิดเพิ่มอีก 2 รุ่น”

ปัจจุบันแบรนด์แซดทีอีเป็นที่รู้จักในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน อเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน และมาเลเซีย โดยแต่ละประเทศจะมีกลยุทธ์ในการทำตลาดที่แตกต่างกัน เช่น ในอเมริกาใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งจนเป็นที่ยอมรับ หรืออย่างในยุโรปก็เข้าไปสนับสนุนทีมฟุตบอล ส่วนในไทยนั้นได้เลือกใช้กลยุทธ์เอนเตอร์เทนเมนต์มาร์เก็ตติ้ง

“บริษัทไม่สามารถบอกเม็ดเงินลงทุนการตลาดที่ชัดเจนได้ แต่ยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2558-2559 บริษัทลงทุนการตลาดเพิ่ม 3 เท่าตัว และในครึ่งปีหลังนี้ไปจนถึงปีหน้าจะใช้เพิ่มอีก 2 เท่าเพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก”

สำหรับเป้าหมายของแซดทีอีนั้น ตั้งเป้าที่จะติดอันดับ 1 ใน 5 ของแบรนด์สมาร์ทโฟนยอดนิยมในไทย โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดในไทยไว้ที่ 5% และได้ตั้งเป้ายอดขายสมาร์ทโฟนทุกรุ่นทั่วโลกแตะ 60 ล้านเครื่อง หลังจากปีที่แล้วทำไปได้กว่า 58 ล้านเครื่อง

ขณะที่การแข่งขันในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน มองว่ายังมีโอกาสอีกมากที่จะเข้ามารุกตลาด แม้จะเป็นช่วงกลางปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีอีเวนต์ใหญ่ ทำให้มีโอกาสที่เพลี่ยงพล้ำของคู่แข่ง รวมทั้งความต้องการใช้งานเครือข่ายทั้ง 3จี และ 4จี ที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังได้วิจัยตลาดเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการรับรู้แบรนด์แซดทีอีในประเทศไทย ซึ่งกำลังรอผลสรุปอยู่ แต่เชื่อมั่นว่าการทำตลาดผ่าน พรีเซนเตอร์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการทำกิจกรรมร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โฆษณาสื่อประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ จะช่วยให้มีคนรับรู้แบรนด์ได้มากขึ้น

“เราลงทุนงบวิจัยและพัฒนาต่อเนื่องอย่างน้อย 10% ทุกปี เพื่อให้ได้คุณภาพของสินค้าที่ได้มาตรฐานและจดสิทธิบัตรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ทั่วโลก”

ทางด้านช่องทางการขายต่อจากนี้ได้ร่วมกับร้านค้าปลีกสมาร์ทโฟนอย่าง ทีจีโฟน เจมาร์ท แอดไวซ์ และสาขาของโอเปอเรเตอร์จำนวนกว่า 1,000 สาขา และปีนี้จะขยายเพิ่มอีก 2,000 สาขา และไตรมาส 4 ปีนี้มีแผนจะเปิดสาขาในแบรนด์แซดทีอี 1 แห่ง จากปัจจุบันที่ยอดขายมาจากใน กทม.และต่างจังหวัดอย่างละ 50% เท่ากัน

ในด้านการบริการหลังการขายยังใช้ของแอดไวซ์ที่มีจุดส่งมอบสินค้ากว่า 140 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งพิจารณาแต่งตั้งหาพาร์ตเนอร์เกี่ยวกับจุดส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าจะเพิ่มให้ถึง 200 จุดในสิ้นปีนี้

 

สื่อดิจิทัลโตหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456206

สื่อดิจิทัลโตหมื่นล้าน

เรดดี้แพลนเน็ต ชี้ 3 ยักษ์ออนไลน์ พุ่งตลาดเอสเอ็มอีไทย แนะรายย่อยใช้ครื่องมือครบแพลตฟอร์มรับอุตฯ โฆษณาดิจิทัลปีนี้แตะหมื่นล้าน

นายบุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต ผู้ดำเนินธุรกิจการตลาดดิจิทัลครบวงจร เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ผู้ดำเนินธุรกิจออนไลน์รายใหญ่ระดับโลก ทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ ต่างหันมาสนใจภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศไทย จากจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจราว 2.89 ล้านราย และมีอัตราการเติบโตธุรกิจใหม่และมุ่งสู่รูปแบบการค้าออนไลน์ต่อเนื่อง แต่มีเอสเอ็มอีราว 3 แสนราย ที่มีเว็บไซต์

ขณะที่โครงสร้างการดำเนินธุรกิจการค้าออนไลน์ของผู้ประกอบการไทย แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ราว 5,000 ราย จะใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ครบวงจรอาทิ เว็บไซต์ มีการเรียนรู้ โฆษณาดิจิทัล และ ใช้บริการรับคำปรึกษา ส่วนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีราว 2 แสนราย จะใช้บริการเว็บไซต์ มีการเรียนรู้ และโฆษณาดิจิทัล สุดท้ายกลุ่มร้านค้ารายย่อยราว 8 แสนราย ใช้บริการเว็บไซต์และการเรียนรู้

ทั้งนี้ จากการสำรวจรูปแบบการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์และโปรแกรมการสนทนาของผู้บริโภคชาวไทย ในช่วงเดือน ม.ค. 2559 พบว่าเฟซบุ๊ก มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 32% ไลน์ 29% และ เฟซบุ๊กเมสเซนเจอร์ 28% กูเกิลพลัส 22% อินสตาแกรม 19% ทวิตเตอร์ 14% พินเทอเรสต์ 11% วอตส์แอพ 11% สไกป์ 10% และ ลิงค์อิน 10% โดยประเทศไทยถือเป็นอันดับ 2 ของโลกที่มีผู้ใช้บริการไลน์อยู่ที่ 33 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 53% ของประชากรไทยที่เข้าถึงโปรแกรมดังกล่าว

“การเข้าสู่การค้าออนไลน์ของเอสเอ็มอีไทยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเอสเอ็มอีควรหันมาใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ ควบคู่กันไปเพื่อเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน” นายบุรินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทได้ขยายการให้บริการด้านดิจิทัล เทรนนิ่ง สำหรับการใช้งาน LINE@ สำหรับผู้ประกอบการจากบุคลากรบริษัทที่ได้รับ LINE@Certified Trainer ซึ่งไทยถือเป็นรายแรกในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ไลน์เข้าไปทำตลาด เพื่อให้บริการตรงกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยตรง ที่ใช้บริการ LINE@ ที่เปิดตัวในไทยไปแล้ว โดยมีข้อมูลเมื่อเดือน มี.ค.ระบุมีผู้ใช้งานดังกล่าวราว 4 แสนราย

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าในปี 2559 อุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลคาดมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทจะเติบโต 40-50% จากธุรกิจเว็บไซต์ 30% โฆษณาดิจิทัล 50% การอบรม 5% และลูกค้าขนาดใหญ่ 15% โดยมีฐานลูกค้า 1.6 หมื่นราย

 

แฮ็ก‘ยาฮู’ ข้อมูลรั่ว 200ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2559 เวลา 06:44 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456191

แฮ็ก‘ยาฮู’ ข้อมูลรั่ว 200ล้านคน

ยาฮูเตรียมเผยรายละเอียดข้อมูลผู้ใช้รั่วครั้งใหญ่สัปดาห์นี้ คาดกระทบผู้ใช้กว่า 200 ล้านราย

เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี รีโค้ด รายงานอ้างแหล่งข่าวไม่ระบุนามหลายราย ว่า บริษัท ยาฮู อิงก์ เตรียมเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากรั่วไหลออกจากระบบ โดยคาดมีจำนวนกว่า 200 ล้านบัญชี ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์กสอบทางไปทางโทรศัพท์และอีเมลและยังไม่ได้รับการตอบรับจากยาฮู

บลูมเบิร์ก รายงานว่า รายงาน ดังกล่าวอาจเป็นการยืนยันรายงานที่เปิดเผยเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยแฮ็กเกอร์ ใช้ชื่อว่า พีซขโมยข้อมูลผู้ใช้ยาฮูหลายล้านบัญชี แล้วนำข้อมูลชื่อผู้ใช้พาสเวิร์ดและข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เช่น วันเกิดและอีเมลอื่นๆ ไปปล่อยขายในเว็บไซต์ใต้ดินทางออนไลน์ในราคาราว 1,800 เหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 หมื่นบาท) นับตั้งแต่ช่วงปี 2012

รีโค้ด เปิดเผยว่า แฮ็กเกอร์คนดังกล่าวเป็นแฮ็กเกอร์ชาวรัสเซีย ซึ่งเคยเจาะระบบขโมยข้อมูลผู้ใช้มาแล้วหลายล้านบัญชี จากเว็บลิงค์อิน ทัมเบลอร์ และมายสเปซ

รายงานระบุว่า ในขณะนั้นตัวแทนจากยาฮูรับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วและกำลังดำเนินการสืบสวน พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้ตั้งพาสเวิร์ดที่ยากต่อการคาดเดา ใช้พาสเวิร์ดหลากหลาย หรือใช้ยาฮูแอคเคาท์คีย์ ซึ่งเป็นบริการยืนยันตัวตนผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นขณะที่ยาฮูใกล้ควบรวมกิจการกับเวอไรซอน คอมมูนิเคชั่น อิงก์ บริษัทโทรคมนาคมในสหรัฐ ซึ่งตกลงเข้าซื้อสินทรัพย์ของยาฮู 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.66 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่าตัวแทนจากทั้งเวอไรซอนและยาฮู เริ่มประชุมกันเมื่อเร็วๆ นี้ี้ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับธุรกิจของยาฮูก่อนควบรวมกิจการ

ภาพ เอเอฟพี