“ทรูไอดีซี” มั่นใจปีนี้ คลาวด์โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 22:01 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456181

"ทรูไอดีซี" มั่นใจปีนี้ คลาวด์โต

ทรูไอดีซี มั่นใจปีนี้ไปได้สวย หลังครึ่งปีคลาวด์โตถึง 15% เพราะธุรกิจพอใจกล้าลงทุน

นายฐนสรณ์ ใจดี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ เปิดเผยว่า แนวโน้มภาพรวมตลาดคลาวด์ในช่วงครึ่งปีแรกเติบโต 15% ขณะที่ทรูไอดีซีมีผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตแบบสองเท่า ถือว่าโตกว่าตลาด

ปัจจัยที่ทำให้คลาวด์โต เพราะภาคธุรกิจเข้าใจและกล้าลงทุนมากขึ้น ไม่ได้มีความกังวลเหมือนก่อน ทำให้บริษัทแนวโน้มในครึ่งปีหลังว่ามีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หลายธุรกิจไม่ได้มองว่าคลาวด์ไม่ปลอดภัยหรือนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลเว็บไซต์หรือเก็บข้อมูลแค่เบื้องต้นอีกแล้ว แต่เชื่อมั่นที่จะนำไปใช้ในด้านสำคัญๆ มากขึ้น เพราะช่วยลดต้นทุน รวมทั้งระบบความปลอดภัยก็รัดกุมกว่าลงทุนเอง

ด้านบริการ Co Location ซึ่งเป็นบริการรับฝากเครื่องเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ ICT ขององค์กรนั้น แม้ในไทยจะยังมีการใช้งานไม่เยอะ เพราะคนสนใจเก็บข้อมูลภายในองค์กรหรือดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนตัวมากกว่าแต่เชื่อว่าถ้าธุรกิจเข้าใจเรื่องความปลอดภัยของระบบนี้ ก็จะใช้งานมากขึ้น

บริษัทจะเร่งขยายทีมให้เป็น 100 คนจากปัจจุบันมี 70 คน ซึ่งการหาคนที่รู้และมีทักษะด้านคลาวด์ดีถือว่ายาก แต่ไอทีจะเน้นลงทุนด้านอุปกรณ์ที่มีการสั่งงานแบบอัตโนมัติมากกว่าแรงงานคนจึงไม่กังวลมากนัก

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าเกี่ยวกับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์อย่าง ซูเปอร์แนป (SUPERNAP) ที่ทรูไอดีซีเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นนั้น คาดจะเปิดตัวเป็นทางการไตรมาสแรกปีหน้า ขณะนี้ทำออฟฟิศและมีผู้บริหารในไทยแล้ว

 

คนไทยใช้ “กูเกิล” เพื่อการศึกษาเพิ่มต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 21:54 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456178

คนไทยใช้ "กูเกิล" เพื่อการศึกษาเพิ่มต่อเนื่อง

กูเกิลเผยคนไทยใช้งานแพลตฟอร์มกูเกิล-ยูทูบเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การใช้งานกูเกิลของคนไทยยังคงมีอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง การนำแพลตฟอร์มอย่างกูเกิลและยูทูบไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาสูงสุดนั้น ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าสูงขึ้นเท่าใด แต่การนำไปใช้งานในเชิงสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้นถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดด้านผู้บริโภค Google ประเทศไทย กล่าวว่า ทุกแพลตฟอร์มด้านระบบการศึกษานั้นยังคงเป็นคอนเทนต์ที่เปิดให้ใช้งานทั่วโลก เพราะคอนเทนต์จากประเทศไทยอย่างเดียวยังไม่พอ แม้ว่าการใช้งานยูทูบในไทยจะโตเร็วมาก รวมทั้งมีผู้ผลิตคอนเทนต์ด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียนในไทยจึงต้องพัฒนาคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามาเสริมด้วย

“คนไทยยังคงใช้บริการแพลตฟอร์มของกูเกิลมากถึงกว่า 60 ล้านคนตามจำนวนประชากรผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศ และยังคงมีการเติบโตเร็วที่สุดอย่างต่อเนื่อง”

ทางกูเกิลได้เปิดให้มีการใช้งานเครื่องมือ Google for Education ฟรี 6 บริการ คือ Gmail, Drive, Calendar, Sites, Groups และ Hangouts ซึ่งมีการใช้งานกว่า 180 ประเทศ จำนวนครูและนักเรียนกว่า 60 ล้านคน

ผลการศึกษาจาก The Economist ปี 2558 พบว่า การทำงานเป็นทีมและติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้มีข้อมูลที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลอันมหาศาลของนักเรียนนั้นจะมีการวิเคราะห์ แยกแยะและตัดสินว่าข้อมูลใดควรหรือไม่ควรนำมาใช้งานถือว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ครูผู้สอนทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ยกตัวอย่าง โรงเรียนภูเขียว จ.ชัยภูมิ ที่มีการพัฒนาด้านระบบสารสนเทศและอาจารย์กว่า 222 คน นักเรียนกว่า 3,030 คน สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นของกูเกิลในการพัฒนาด้านการศึกษาได้เป็นอย่างดี โดยตัวแทนอาจารย์มองว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเป็นทางการนั้น หากภาครัฐสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งเรื่องของอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงความรู้ของเด็กได้ดีเพิ่มขึ้น

ทักษะสำคัญในการพัฒนาการทำงานรูปแบบเดิมนั้น คือ ต้องรู้จักการแก้ปัญหา 51% การทำงานร่วมกัน 33% การสื่อสาร 26% และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 21% หากครูทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดสามารถนำเครื่องมือดิจิทัลไปปรับใช้ในหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ของเด็กให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ควรจะนำทฤษฎีแบบ 3R7C มาปรับใช้ แบ่งเป็น 3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้) และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น) ส่วน 7C คือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ, มีทักษะด้านการสร้างสรรค์, เข้าใจด้านความต่างวัฒนธรรม, ทำงานร่วมกันเป็นทีม, รู้เท่าทันสื่อ, มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และเข้าใจในอาชีพงาน เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของอาชีพครู

ภาพ…เอเอฟพี

 

ซัมซุงพร้อมส่งกาแลคซี่โน้ต7 ล็อตผลิตใหม่ให้ลูกค้าในไทย30พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 15:58 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/456068

ซัมซุงพร้อมส่งกาแลคซี่โน้ต7 ล็อตผลิตใหม่ให้ลูกค้าในไทย30พ.ย.นี้

ซัมซุง ประเทศไทย พร้อมส่งมอบกาแลคซี่ โน้ต 7 ให้ลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้าภายใน 30 พ.ย.นี้ พร้อมของขวัญพิเศษเพิ่ม

ซัมซุงแถลงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนกาแลคซี่ โน้ต 7 ว่า บริษัทพร้อมส่งมอบกาแลคซี่ โน้ต7 ล็อตที่ผลิตใหม่ให้ลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้า (Pre-booking) ภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้ พร้อมตอบแทนลูกค้าด้วยการมอบของของขวัญพิเศษเพิ่มเติม คือ หูฟัง Samsung Level Active สีดำ มูลค่า 2,990 บาท ซึ่งเพิ่มจากสิทธิพิเศษเดิมที่ได้รับก่อนหน้านี้ ได้แก่ ส่วนลด 2,000 บาท Galaxy Note 7 Value Pack* มูลค่า 3,190 บาท Backpack Battery มูลค่า 2,590 บาท และการรับประกันจอแตกสำหรับลูกค้า Galaxy Note 1-5 ที่กด Galaxy Gift

สำหรับลูกค้าที่ต้องการยกเลิกการสั่งจอง สามารถยกเลิกได้ภายใน 10 ต.ค.นี้  โดยติดต่อร้านค้าที่สั่งจองไว้ เพื่อรับเงินค่ามัดจำคืนและรับบัตรกำนัลเงินสด (Voucher)มูลค่า 2,000 บาท

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถสังเกต กาแลคซี่ โน้ต 7 ล็อตใหม่ โดยดูที่สีของรูปไอคอนแบตเตอรี่ โดย กาแลคซี่ โน้ต 7   ล็อตใหม่นี้ ซัมซุงได้ทำการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ทั้งหมด 3 จุด เพื่อเปลี่ยนสีไอคอนแบตเตอรี่ของกาแลคซี่ โน้ต 7 ล็อตใหม่ให้เป็นสีเขียว โดยไอคอนแบตเตอรี่ที่เป็นสีเขียวนี้สามารถเห็นได้ที่ 1) แถบสเตตัสบาร์ 2) หน้าจอ Always On และ 3) หน้าจอยืนยันการปิดเครื่อง ซึ่งจะแสดงขึ้นมาเมื่อผู้ใช้กดปุ่มพาวเวอร์ค้าง และผู้ใช้ยังสามารถสังเกตตราสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมบนกล่องของผลิตภัณฑ์กาแลคซี่ โน้ต 7

นอกเหนือจากนั้น กาแลคซี่ โน้ต 7 ล็อตใหม่ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้น จะไม่มีสัญลักษณ์ DUOS ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง เพื่อยืนยันว่าเป็นเครื่องผลิตใหม่จริง

ซัมซุงยังคงกำลังทำงานอย่างเต็มที่ในการผลิต เพื่อเร่งดำเนินการจัดส่ง กาแลคซี่ โน้ต 7 ล็อตที่ผลิตใหม่ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเร็วที่สุด สำหรับประเทศไทย คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายกาแลคซี่ โน้ต 7 ล็อตผลิตใหม่อย่างเป็นทางการได้ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า หากซัมซุงทราบข้อมูลเพิ่มเติม จะรีบแจ้งให้ผู้บริโภคชาวไทยทราบโดยเร็วที่สุด

 

 

โยนคลัง-สตง. เคาะเงินส่งรัฐ ใช้คลื่น1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 06:15 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455938

โยนคลัง-สตง. เคาะเงินส่งรัฐ ใช้คลื่น1800

กทค.โยน “สตง.-คลัง” พิจารณาเงินนำส่งรัฐจากการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงมาตรการเยียวยา

ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา มีวาระพิจารณาตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ (มาตรการเยียวยา) บนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอล โฟน (ดีพีซี) อย่างไรก็ดี กทค.ไม่ได้สรุปว่าทั้งสองต้องนำส่งรายได้เท่าใด เนื่องจากยังมีความแตกต่างของจำนวนเงินที่คำนวณได้ และมีมติส่งข้อมูลให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกระทรวงการคลัง พิจารณาเพื่อความรอบคอบ ก่อนที่ กทค.จะลงมติอีกครั้ง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตัวเลขที่คำนวณได้มี 2 ชุด คือ 1.ตัวเลขของคณะทำงานตรวจสอบเงินนำส่งรายได้ที่เกิดจากช่วงเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทาน ซึ่งคำนวณว่า ทรูมูฟต้องนำส่งรายได้ 1.39 หมื่นล้านบาท และดีพีซีนำส่งรายได้ 879.59 ล้านบาท รวม 1.48 หมื่นล้านบาท

2.ตัวเลขที่สำนักงาน กสทช.คำนวณ ทรูมูฟต้องนำส่งรายได้ 3,088 ล้านบาท และดีพีซีต้องนำส่งรายได้ 879.39 ล้านบาท รวม 3,967 ล้านบาท ซึ่ง 2 แนวทางนี้มียอดต่างกัน 1.09 หมื่นล้านบาท

 

โอลิมปัสชี้ตลาดกล้องเซลฟี่เจาะผู้หญิงโตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 22:07 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455933

โอลิมปัสชี้ตลาดกล้องเซลฟี่เจาะผู้หญิงโตสูง

โอลิมปัส ชี้ตลาดกล้องมิลเลอร์เลสโตสูง เปิดตัว 5 ผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมกล้องเจาะกลุ่มผู้หญิงเซลฟี่

นายชินโช อิเคดะ กรรมการบริษัทและผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท โอลิมปัส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากรายงานข้อมูลภาพรวมตลาดกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ในประเทศไทยช่วงเดือน ส.ค. 2557-ก.ค. 2558 มีจำนวนอยู่ที่ 1.45 แสนเครื่อง แบ่งเป็น กล้องมิลเลอร์เลส 52.4% และ กล้องดีเอสแอลอาร์ 47.6% ขณะที่ช่วงเดือน ส.ค. 2558-ก.ค. 2559 มีจำนวนอยู่ที่ 2.3 แสนเครื่อง แบ่งเป็น กล้องมิลเลอร์เลส 75.7% และกล้องดีเอสแอลอาร์ 24.3% คาดว่าในช่วงเดือน ส.ค. 2558-ก.ค. 2559 ตลาดจะอยู่ที่ 2.5 แสนเครื่อง แบ่งเป็น กล้องมิลเลอร์เลส 2 แสนเครื่อง และกล้องดีเอสแอลอาร์ 5 หมื่นเครื่อง

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าภายใน 12 เดือนหลังจากนี้จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 20% จากที่ผ่านมาบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 16% โดยปีนี้บริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดแล้ว 3 รุ่น และล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 5 รุ่น เช่น โอลิมปัส เพน อี พีแอล 8 กล้องสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ที่มีหน้าจอปรับพลิกลงได้ 180 องศา สำหรับทัชเซลฟี่ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ รวมถึงการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Wi-Fi และฟังก์ชั่นตกแต่งภาพนิ่งและวิดีโอ และยังมีเลนส์คุณภาพสูง และแฟลชอิเล็กทรอนิกส์ และอีกรุ่นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาการกำหนดราคาและการกำหนดการวางจำหน่าย คือ โอลิมปัส โอเอ็มดี อีเอ็มวัน มาร์กทู ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้

“พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันโดยเฉพาะผู้หญิงหันมาใช้กล้องมิลเลอร์เลสในการถ่ายภาพแทนโทรศัพท์มือถือ ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว เนื่องจากต้องการคุณภาพของภาพและวิดีโอที่สูงกว่า หลังจากนี้บริษัทจะเน้นการทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งและโซเชียลมีเดีย โดยใช้งบการตลาดไม่น้อยกว่า 120 ล้านบาทในปีนี้ เพื่อทำกิจกรรมและการส่งเสริมการตลาด โดยคาดว่าในปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ 1,300-1,400 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 1,100 ล้านบาท”นายอิเคดะ กล่าว

‘ประจิน’เร่งเน็ตหมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 06:19 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455694

‘ประจิน’เร่งเน็ตหมู่บ้าน

พล.อ.อ.ประจิน เร่งงานจัดซื้อจัดจ้างโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านให้เสร็จใน 4 เดือน และวางโครงข่ายให้ทันปี 2560

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดท.) จัดประชุมมอบนโยบายหน่วยงานในสังกัดภายหลังการเปลี่ยนโครงสร้างจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็น ดท. เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า โครงการขยายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ครอบคลุมทุกหมู่บ้านงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเริ่มจัดทำทีโออาร์เมื่อเดือน มิ.ย. และช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาก็อยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ก็มีข้อท้วงติงจากสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในเรื่องความซ้ำซ้อนกับโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือไม่ รวมทั้งความโปร่งใสในการจัดซื้อ

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้จึงได้หารือกับปลัดกระทรวง ดท. ในการตั้งคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยปลัดและรองปลัดกระทรวงขึ้นมาพิจารณา ทั้งในเรื่อง Scope of Work ให้มีความชัดเจนว่าจะไม่ซ้ำซ้อนกับงานของ กสทช. รวมทั้งความชัดเจนเรื่องจุดปลายสายของโครงข่ายที่จะไปลงตามหมู่บ้าน ความรับผิดชอบในการดูแลรักษาโครงข่าย รวมทั้งพิจารณาทีโออาร์ว่าจะปรับปรุงให้มีความชัดเจนรัดกุมขึ้นอย่างไร ซึ่งความเป็นไปได้มีทั้งการใช้ทีโออาร์เดิมหรือปรับปรุง
รายละเอียดอย่างไร แล้วแต่คณะทำงานจะหารือกันอีกครั้ง

“ส่วนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างก็จะเชิญหน่วยงานด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นเข้ามาดู เพื่อให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะเร่งกระบวนการทั้งหมดจนถึงขั้นลงนามจัดซื้อจัดจ้างให้เสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้ ไม่เช่นนั้นจะเสร็จไม่ทันตามแผน ส่วนการวางโครงข่ายจะต้องเสร็จในปี 2560 โดยอาจจะล่าช้าจากกำหนดการเดิม 3-4 เดือน” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน ยังมอบนโยบายอื่นๆ เช่น ในช่วง 1 เดือนนี้ให้ขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ ให้หน่วยงานอื่นและประชาชนเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนสถานะของกระทรวงและโครงการที่ค้างอยู่ให้ดำเนินการให้เสร็จภายในปีงบประมาณ 2560

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า จะรักษาการ รมว.ดท. อีกประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีคนใหม่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีสูง แต่จะเน้นคนเก่ง เพื่อเอามาฝึกฝนเพราะหน่วยงานในสังกัดมีผู้เชี่ยวชาญมาเป็นกำลังเสริมอยู่แล้ว

ด้าน นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวง ดท. กล่าวว่า หลังจากสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านแล้วจะตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยนำโครงข่ายดังกล่าวและโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่จะลงทุนเพิ่มอีก 5,000 ล้านนาท เข้าไปอยู่ในกองทุนนี้

 

“โลตัส” ผนึกมาร์เก็ตเพลส ขยายลูกค้าออนไลน์ภูธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 22:19 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455691

"โลตัส" ผนึกมาร์เก็ตเพลส ขยายลูกค้าออนไลน์ภูธร

โดย…จะเรียม สำรวจ

จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีมากถึง 63%  ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งในจำนวนดังกล่าว 56% ใช้สมาร์ทโฟน  และในจำนวนนี้ 22% มีพฤติกรรมชอบช็อปปิ้งออนไลน์ จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้การทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ของห้างเทสโก้ โลตัส ได้ผลการตอบรับจากผู้บริโภคดีขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาเป็นแฟนเพจในเฟซบุ๊กที่มีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย

นอกจากนี้  ยังมีลูกค้าเข้ามาแอดเฟรนด์ในไลน์จำนวน 28 ล้านราย ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น 1.5 ล้านราย และเข้ามาเป็นสมาชิกผ่านเว็บไซต์ประมาณ 1 ล้านราย ซึ่งจากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าว ส่งผลให้ยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์  ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 ช่องทาง คือ เว็บไซต์ของห้างเทสโก้ โลตัส  แอพพลิเคชั่นเทสโก้ โลตัส  มาร์เก็ตเพลสของลาซาด้า และมาร์เก็ตเพลสของวีเลิฟช็อปปิ้ง มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 300%

สำหรับช่องทางที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ มาร์เก็ตเพลส ทั้งในส่วนของลาซาด้าและวีเลิฟช็อปปิ้ง เนื่องจากทั้งสองช่องทางสามารถเจาะลูกค้าได้ทั่วประเทศ  ขณะที่เว็บไซต์ของเทสโก้ โลตัส สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดได้เพียง 8 จังหวัดเท่านั้น

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองประธานกรรมการฝ่ายธุรกิจออนไลน์ บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้บริหารห้างเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า หลังจากบริษัทเปิดตัวร้านค้าบนเว็บไซต์ลาซาด้าในปี 2557 ที่ผ่านมา พบว่ามียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันเป็นร้านค้าที่มียอดขายสูงที่สุดในลาซาด้า จากจุดเริ่มต้นบริษัทมีสินค้าประมาณ 6,000 รายการที่จำหน่ายในลาซาด้า ปัจจุบันมีสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.2 หมื่นรายการ ครอบคลุมทุกประเภทสินค้าทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก

ขณะที่ช่องทาง วีเลิฟช็อปปิ้ง ออนไลน์มาร์เก็ตเพลสอันดับ 2 ของประเทศไทย มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 25-45 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของห้างเทสโก้ โลตัส บริษัทได้มีการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในช่องทางดังกล่าวแล้วประมาณ 4,000 รายการ เน้นไปที่กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม รวมไปถึงสินค้าสำหรับแม่และเด็ก

อย่างไรก็ดี เพื่อให้กลุ่มลูกค้าออนไลน์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด ล่าสุด เทสโก้ โลตัส ได้มีการติดตั้งตู้คีออสก์ภายในเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส และตลาดโลตัส เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์ของเทสโก้ โลตัส ขณะเดียวกันยังถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ไร้รอยต่อ หรือ Seamless shopping experience

จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ตู้คีออสก์ถือเป็นนวัตกรรมบริการในช่องทางออนไลน์รูปแบบใหม่ที่บริษัทได้มีการพัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ายุค 4.0 ที่มีความต้องการเข้าถึงสินค้าและบริการคุณภาพแบบ Anywhere, Any Time ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีแผนการในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์อย่างต่อเนื่อง รองรับการเติบโตของเทรนด์ดิจิทัล และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้า

ทั้งนี้ การซื้อสินค้าผ่านตู้คีออสก์ถือเป็นการช็อปปิ้งออนไลน์ที่จะช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้ครบเหมือนซื้อในไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดที่ยู่ในอำเภอต่างๆ เนื่องจากสาขาห้างเทสโก้ โลตัส ที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวจังหวัด การเปิดให้บริการตู้คีออสก์ซึ่งถือเป็นการช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เนื่องจากมีบริการส่งสินค้าให้ฟรีเมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 300 บาท ซึ่งในส่วนของต่างจังหวัดจะบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าภายใน 2-3 วัน ขณะที่กรุงเทพฯ จะจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายใน 24 ชั่วโมง

ในส่วนของลูกค้าที่ต้องการจะสงซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านตู้คีออสก์ ห้างเทสโก้ โลตัสได้มีการเตรียมพนักงานไว้ประจำตู้ เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือและแนะนำลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ โดยหลังจากสั่งซื้อสินค้าเป็นที่เรียบร้อย ลูกค้าสามารถเลือกชำระเงินได้หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต ชำระเงินที่เคาน์เตอร์ หรือชำระเงินปลายทางเมื่อสินค้าถึงมือลูกค้า

 

สอบ 100 เบอร์เอไอเอสรั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455522

สอบ 100 เบอร์เอไอเอสรั่ว

กสทช.สั่งตรวจสอบข้อมูลมือถือเอไอเอสรั่วอีก 100 เลขหมาย บริษัท แอดวานซ์ฯ ยันระบบป้องกันดีมาก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส นำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปให้บุคคลภายนอก ได้เชิญนายชยพลปกรณ์ ศรัทธาณรงค์ ผู้เสียหายและตัวแทนเอไอเอสเข้าชี้แจง

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้เสียหาย พบว่ายังมีเลขหมายอีกกว่า 100 เลขหมาย ที่ถูกนำข้อมูลการใช้งานไปเผยแพร่ต่อคนนอกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาด้วย ดังนั้น กสทช.จึงให้เอไอเอสไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งประธานคณะกรรมการตรวจสอบกรณีนี้จะตรวจสอบด้วยว่ามีลูกค้ารายอื่นโดนลักลอบนำข้อมูลออกไปหรือไม่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม กสทช.ยืนยันว่าการนำข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ไปเผยแพร่มีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นในสัปดาห์หน้าจะเสนอบอร์ด กสทช. ให้เห็นชอบการแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานเอไอเอสที่กระทำผิดในฐานะผู้เสียหายร่วม และหากตรวจสอบเพิ่มเติมแล้วพบว่ามีหมายเลขอื่นนอกเหนือจาก 100 เลขหมาย ก็อาจขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่กรณีนายชยพลปกรณ์ จะต้องเสร็จใน 30 วัน

นายฐากร กล่าวอีกว่า ในส่วนเอไอเอสนั้นได้ยืนยันว่าระบบการป้องกันข้อมูลของบริษัทดีมาก ไม่สามารถนำข้อมูลไปเปิดเผยได้ ทั้งบริษัทมีคนเข้าถึงข้อมูลได้แค่ 4-5 คนเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือผู้กระทำผิด ขณะนี้เอไอเอสได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว และไล่พนักงานคนดังกล่าวออกแล้ว

ด้าน นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท เอไอเอส ชี้แจงกับ กสทช. ว่า พนักงานผู้กระทำผิดมีตำแหน่งเป็น IT Specialist เทียบเท่าระดับผู้ชำนาญการ ไม่ใช่ระดับผู้บริหาร และเป็นงานที่ต้องทำเพียงลำพัง จึงไม่อาจทราบว่ามีการกระทำผิดขึ้น

 

“หัวเว่ย” ฮึดรุกแท็บเล็ต ทุ่มงบเจาะตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455518

"หัวเว่ย" ฮึดรุกแท็บเล็ต ทุ่มงบเจาะตลาด

หัวเว่ยฯ สบช่องตลาดโลกแท็บเล็ตหดตัว โหมรุกด้วยงบ 2 เท่า หวังสิ้นปีมีแชร์เพิ่มเป็น 5%

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดแท็บเล็ตทั่วโลกมีการหดตัวลงถึง 12% และหลายแบรนด์ถอนตัวจากตลาดนี้ จึงเป็นโอกาสของหัวเว่ยในการกลับมาสานต่อหลังมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกกว่า 5.6%

ก่อนหน้านี้ หัวเว่ยทำตลาดแท็บเล็ตรุ่น MediaPad T1 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ราคา 3,590 บาท รองรับเฉพาะ 3จี เป็นรุ่นที่มีการตอบรับดีมาก จนทำให้บริษัทชิงส่วนแบ่งตลาดแท็บเล็ตได้มากขึ้น และเชื่อว่าการนำสินค้าเข้ามาเพิ่มอีก 2 รุ่น คือ MediaPad M3 เจาะกลุ่มพรีเมียมในช่วงราคาหลักหมื่นบาท และ MediaPad T2 รองรับ 4จี ราคาต่ำกว่า 5,000 บาท เพื่อเร่งการจับจ่ายในช่วงปลายปีจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มได้

อย่างไรก็ตาม แม้กระแสสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่จะมากลบกระแสความต้องการแท็บเล็ตลง แต่หากมองในภาพเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐด้านดิจิทัล บริษัทมั่นใจว่ายังมีกลุ่มลูกค้าที่นำเครื่องไปใช้งานในเชิงธุรกิจและไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง

“การเพิ่มจำนวนสินค้าเข้าไปในตลาดจะช่วยให้บริษัทรักษาฐานในตลาดได้ ซึ่งหัวเว่ยได้ตั้งเป้าแท็บเล็ตในไทยไว้ 2 ดิจิต เพราะเห็นทิศทางการเติบโตที่ดี”นายทศพร กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดแท็บเล็ตในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 5 แสนเครื่อง เฉลี่ยทุกแบรนด์ขายรวมกัน 4.5 หมื่นเครื่อง/เดือน หัวเว่ยคาดว่าภาพรวมตลาดในปีนี้จะใกล้เคียงกัน บริษัทจึงได้ทุ่มงบมากกว่ารุ่น P9 ถึง 2 เท่าหวังช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของภาพรวมธุรกิจแตะ 5% ให้ได้ในสิ้นปีนี้

“ตอนทำตลาดสมาร์ทโฟนรุ่น P9 หัวเว่ยใช้งบกว่า 120 ล้านบาท เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ส่วนการเพิ่มงบจะช่วยให้บริษัทมีรายได้ตลาดแท็บเล็ตโตไปคู่กับสมาร์ทโฟน”

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยังคงใช้กลยุทธ์ในการทำตลาดร่วมกับโอเปอเรเตอร์ทุกค่าย เพราะแต่ละค่ายมีฐานลูกค้าในมือและโปรโมชั่นที่แตกต่างกันในการดึงดูดลูกค้า

ด้านสัดส่วนลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของหัวเว่ยจะมีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 50% เท่ากัน โดยสมาร์ทโฟนขนาด 5.5-6 นิ้ว กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ในขณะที่แท็บเล็ตขนาด 8.4 นิ้ว ก็น่าจะเป็นที่นิยมเช่นกัน

แม้ว่าจะมีกระแสเครื่องของคู่แข่งมีปัญหา หัวเว่ยยังเชื่อว่าการลงทุนทำวิจัยตลาดอย่างต่อเนื่องของบริษัทจะช่วยให้สินค้ามีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งบริษัทมีแผนการตลาดที่ชัดเจนทำให้กระแสตอบรับในสมาร์ทโฟนดีขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ หัวเว่ยได้ทำการวิจัยตลาดเกี่ยวกับภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทว่าเป็นที่รู้จักมากน้อยแค่ไหน ซึ่งแบรนด์หัวเว่ยเริ่มเป็นที่รู้จักแล้วถึง 65% และตั้งเป้าในสิ้นปีนี้หัวเว่ยจะต้องเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นถึง 85% ทั้งในเรื่องสินค้าและบริการ

 

ซัมซุงยันโน้ต7นำมาขายในไทยเป็นเครืองผลิตใหม่ทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 13:24 น….. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455327

ซัมซุงยันโน้ต7นำมาขายในไทยเป็นเครืองผลิตใหม่ทั้งหมด

ซัมซุง ประเทศไทย ส่งคืนกาแลคซี่ โน้ต 7 ล็อตกลับเกาหลีใต้ ยืนยันเครื่องที่จะนำมาจำหน่ายเป็นล็อตใหม่-ผลิตใหม่ 100%

รายงานความคืบหน้ากรณี ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 ล่าสุด ซัมซุงประเทศไทยได้ดำเนินการเรียกเก็บกาแลคซี่ โน้ต 7ที่นำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อเตรียมจัดส่งให้กับลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้า (Pre-booking) คืนจากหน้าร้านทั้งหมด และได้ส่งคืนเครื่องล็อตแรกกลับไปยังสำนักงานใหญ่ ประเทศเกาหลีใต้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางซัมซุงได้บันทึกหมายเลข IMEI ของทุกเครื่องไว้ โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

ซัมซุงยืนยันว่าเครื่องล็อตใหม่ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายภายหลังจะเป็นเครื่องที่ผลิตใหม่ทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ ซัมซุงกำลังทำงานอย่างหนักในการผลิต เพื่อเร่งดำเนินการจัดส่ง กาแลคซี่ โน้ต 7 ล็อตใหม่ที่ผลิตใหม่ให้ลูกค้า เพื่อทยอยส่งไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเร็วที่สุด

ภาพ…เอเอฟพี