วอนกสทช.แจกคูปองกล่องทีวีดิจิทัลอีก14.2ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455291

วอนกสทช.แจกคูปองกล่องทีวีดิจิทัลอีก14.2ล้าน

เซตท็อปบ็อกซ์โอด กสทช.แก้ไม่ตรงจุด บี้แจกที่เหลืออีก 14.2 ล้านกล่อง หวังสะพัดเกือบหมื่นล้าน

นายสมชาย เปรื่องวิริยะ ประธานชมรมผู้ประกอบการกล่องรับสัญญาณดิจิตอลทีวีภาคพื้นดิน 2558 เปิดเผยว่า แม้ว่าขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะออกมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคหันมาติดตั้งระบบการรับสัญญาณทีวีดิจิทัลผ่านสื่อต่างๆ แต่แนวทางดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ผู้บริโภคหันมาติดตั้งกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล (เซตท็อปบ็อกซ์) เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีความเข้าใจในการติดตั้งกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่ทีวีดิจิทัลเริ่มออกอากาศ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้น อยากให้ กสทช.หันมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ถูกทาง ด้วยการสื่อสารไปยังผู้บริโภคว่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว ขณะเดียวกันก็ควรชี้แจงข้อดีของการติดตั้งกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล รวมไปถึงการอธิบายขั้นตอนการติดตั้งที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจตรงกัน

นอกจากนี้ กสทช.ยังควรเร่งแจกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่เหลืออยู่ในตลาดอีกประมาณ 14.2 ล้านกล่อง จากแผนที่วางไว้ว่าจะแจกทั้งหมด 22.9 ล้านกล่อง เพราะถ้า กสทช.สามารถปลดล็อกสินค้าดังกล่าวที่ค้างในตลาดได้ จะช่วยให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล อุตสาหกรรมโฆษณา หรือผู้ประกอบการสินค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่ค้างอยู่ในตลาด 14.2 ล้านกล่อง คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 9,798 ล้านบาท ส่วนจำนวนกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่ทำการแจกไปแล้ว 8.7 ล้านกล่อง คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 6,003 ล้านบาท

“สิ่งที่ กสทช.ควรเร่งดำเนินการในตอนนี้ คือ แจกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่เหลืออยู่ทั้งหมด เพื่อให้เม็ดเงินที่เหลืออีก 9,798 ล้านบาท ไหลเข้าสู่ระบบ หาก กสทช.ทำได้จะมีเงินหมุนเข้าระบบกว่า 1 แสนล้านบาท หักเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 7-8% ที่ภาครัฐจะได้กลับคืนไปคิดเป็นเงินกว่า 7,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับเม็ดเงินที่ กสทช.จะนำมาสนับสนุนแจกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลให้กับครัวเรือนไทยทั่วประเทศ” นายสมชาย กล่าว

นายวิวัฒน์ ก่อเฉลิมสนธิ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการตลาด บริษัท อสมท กล่าวว่า สถานการณ์การจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลในตลาดขณะนี้ ผู้ประกอบการแต่ละรายต่างรอความชัดเจนในการแจกคูปองแลกกล่องทีวีดิจิทัลจาก กสทช.ในช่วงปลายปีนี้ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายอดขายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลไม่ได้มียอดขายสูงมากอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เนื่องจากติดขัดปัญหา เช่น สัญญาณยังไม่เข้าถึงทุกครัวเรือน ประชาชนยังไม่เห็นความจำเป็นรับชมทีวีดิจิทัลผ่านกล่องรับสัญญาณ เนื่องจากยังรับชมผ่านดาวเทียมได้ตามปกติ

“ในช่วงที่ผ่านมา กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลค้างในตลาดจำนวนมาก เชื่อว่าหลังจากที่ กสทช.แจกคูปองในช่วงปลายปีนี้ ประกอบกับสัญญาณโครงข่ายทีวีดิจิทัลเริ่มครอบคลุมเกือบทุกครัวเรือน ทาง อสมท ก็เตรียมรุกเจาะขายในพื้นที่ที่ได้รับแจกคูปอง”นายวิวัฒน์ กล่าว

 

ดิจิทัลฟรีไม่มีในโลก 70%โดนฉกข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ :http://www.posttoday.com/digital/455252

ดิจิทัลฟรีไม่มีในโลก 70%โดนฉกข้อมูล

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ทุกคนที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือมือถือ ชาวเน็ตที่ออนไลน์เกือบตลอดเวลา เชื่อแน่ว่าคงต้องได้รับโทรศัพท์ หรือข้อมูล ขายสินค้าหรือบริการต่างๆ โดยเฉพาะบัตรเครดิต ประกัน พวกปล่อยเงินกู้รวมหนี้ล้างหนี้ พิเศษต่างๆ หลายคนสงสัยปนรำคาญว่าพวกนี้ได้เบอร์ อีเมล หรืออื่นๆ ติดต่อมาถึงได้อย่างไร บางครั้งเป็นเบอร์ลับเฉพาะ แต่ก็มีการโทรเข้ามาเรียกชื่อได้ถูกต้อง และบางทีรู้ข้อมูลส่วนตัวหลายอย่างจนผวาถึงภัยหากฝ่ายที่ติดต่อเข้ามาต้องการจะโจรกรรม

ด้วยการที่ข้อมูลมันมีราคา มีการเล่ากันว่าเบอร์โทรศัพท์ พร้อมชื่อผู้เป็นเจ้าของ ซื้อขายกันที่ชื่อละ 3 บาท หากข้อมูลนั้นพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้น รู้ว่ามีรายได้เท่าไร ชอบใช้จ่ายอย่างไร ชอบกินดื่มเที่ยวแบบไหน ว่ากันว่าราคาของข้อมูลจะสูงขึ้นเป็นชื่อละหลายสิบหลายร้อยบาท

ด้วยราคาค่างวดดังกล่าว จึงทำให้มีการขายข้อมูลกันอย่างคึกคัก รวมทั้งกรณีล่าสุด ซึ่งลูกค้าที่ชื่อว่า “พล” มัณฑนากร วัย 41 ปี ที่ถูกพนักงานของเอไอเอสนำข้อมูลการโทรเข้าและออก ตำแหน่งและเสาสัญญาณที่อยู่รอบตัว รวมทั้งระบุการเดินทาง ในไฟล์ข้อมูลที่ถูกส่งมาจากผู้หวังดีชี้ให้เห็นว่า มีข้อมูลย้อนหลังประมาณ 3-4 เดือน และมีหมายเลขโทรศัพท์ย้อนหลังไปถึงปี 2556 ซึ่งหลังจากที่ลูกค้ารายนี้ได้แจ้งเรื่องร้องเรียนไปยังเอไอเอส เซเรเนดและพบผู้จัดการสาขาของเอไอเอสแห่งหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ความชัดเจน ภรรยาของ “พล” จึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ในกระทู้เว็บไซต์พันทิป จากนั้นจึงมีการติดต่อกลับจากทางผู้บริหารและเดินทางไปเจรจากันที่สำนักงานใหญ่ และเมื่อทราบเรื่องบริษัทได้จัดการลงโทษขั้นสูงสุดคือ ไล่พนักงานคนดังกล่าวออกแล้ว

วิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำผิดของพนักงานต่อ “นโยบายการคุ้มครองสิทธิและการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ” และ “ประมวลจริยธรรมทางธุรกิจ” ของบริษัท ซึ่งเอไอเอสรู้สึกเสียใจและขออภัยลูกค้า ซึ่งเมื่อทราบเรื่องดังกล่าวบริษัทได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้นทันที โดยสิ่งสำคัญในกระบวนการทำงาน คือ การกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตามอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ และกำหนดให้มีรหัสผ่านในการเข้าถึงข้อมูลทุกครั้ง มีการจัดให้มีการตรวจสอบโดยส่วนงานตรวจสอบภายในและโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระจากภายนอกเป็นประจำ

ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคอมพิวเตอร์และความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ กล่าวว่า มีความเป็นได้ที่ปัญหาเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมักเกิดขึ้นในต่างประเทศเป็นส่วนมาก แม้ว่าหลายบริษัทหน่วยงานราชการจะมีมาตรการดูแลที่เข้มงวดแล้วก็ตาม เพราะการนำข้อมูลออกมาไม่ได้มีกลวิธีที่ซับซ้อนยุ่งยากแต่อย่างใด สามารถทำกันได้ดื้อๆ เช่น พนักงานคนนั้นกดคิวรี (Query) สืบค้นข้อมูลได้ เพราะคนเหล่านั้นได้รับหน้าที่ให้เข้าถึงข้อมูลได้ ซึ่งปัญหาอยู่ที่เมื่อมีพนักงานจำนวนมากการควบคุมจะทำอย่างไร บริษัทต้องตรวจสอบว่าพนักงานมีการเข้าไปถึงข้อมูลกี่ลำดับชั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของบุคคลไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานของเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหน่วยงานภาครัฐก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เช่น ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ข้อมูลตำรวจ ข้อมูลกรมการปกครอง ฯลฯ สามารถเข้าได้เช่นกันเพียงมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ก็สืบค้นข้อมูลได้ ดังนั้นในอนาคตเวลาพนักงานหรือเจ้าหน้าที่จะเข้าไปดูข้อมูลสำคัญของลูกค้าหรือประชาชน ควรจะต้องใส่ไอดีส่วนตัว และหากพบว่านำข้อมูลลูกค้าไปหาประโยชน์ ควรลงโทษหนักไล่ออกและดำเนินคดีอาญา

ด้าน กมล เกียรติเรืองกมล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและการเงิน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายถึงสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานผ่านเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ว่า จากสถิติและประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการไอทีบอกได้เลยว่า มากกว่า 70% ผู้บริโภคมีความสุ่มเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัวจะไปตกอยู่กับผู้ไม่หวังดี

“ถ้าเป็นขององค์กรหรือบริษัทใหญ่ จะมีความปลอดภัยสูงกว่าองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะเว็บไซต์หลักจะได้รับการตรวจสอบรับรองความปลอดภัยจากองค์กรตรวจสอบระดับโลกโดยเฉพาะ ซึ่งข้อมูลของผู้ใช้งานที่อยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ จะมีการเก็บบันทึกข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้เอาไว้ทั้งหมด เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ เลขที่บัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ตามที่เราเคยกรอกข้อมูลเอาไว้ รวมทั้งประวัติการใช้งานและพ่วงท้ายด้วยไอพีแอดเดรส ซึ่งสามารถระบุได้ถึงที่อยู่ที่เราใช้งานอยู่ติดเข้าไปด้วย”

จากนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายในการรักษาข้อมูลลูกค้า และระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทว่าแข็งแกร่งพอจะป้องกันได้มากน้อยแค่ไหนในการโจรกรรมข้อมูลวิธีแรกคนร้ายมักจะใช้กลวิธีการใช้เว็บฟิชชิ่ง เว็บเหล่านี้จะทำการก๊อบปี้หน้าเว็บจนแยกไม่ออก จนเหยื่อหลงเชื่อว่ากำลังเข้าเว็บไซต์จริง หลอกเอาล็อกอินพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานเข้าไปเอาข้อมูลหรือส่งคำสั่งโอนเงินไปเข้าอีกบัญชีหนึ่ง

ต่อมาคือวิธีการส่งมัลแวร์เข้าไปฝังไว้ในเครื่องชนิดที่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสบางตัวก็ไม่สามารถตรวจจับได้ว่ามีการทำงานเบื้องหลังหรือหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน มัลแวร์เหล่านี้ส่วนมากจะได้มาจากการที่เราเช้าใช้งานเว็บไซต์ผิดกฎหมาย มัลแวร์ที่ฝังตัวเข้ามาจะตรวจจับการทำงานของคีย์บอร์ดแล้วส่งข้อมูลกลับไปที่ต้นทาง ซึ่งข้อมูลสำคัญเหล่านี้ก็คือล็อกอินและพาสเวิร์ด เลขที่บัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ นั่นหมายความว่าแม้ว่าเราจะเข้าเว็บไซต์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูง ก็ไม่สามารถป้องกันการล้วงข้อมูลออกไปได้ เพราะเว็บไซต์กับการทำงานของคีย์บอร์ดในเครื่องเราเป็นคนละส่วนกัน

อีกวิธีหนึ่งก็คือการส่งไวรัสหรือมัลแวร์ในเครื่องสมาร์ทโฟน ซึ่งต่อไปเราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการโจรกรรมข้อมูลในสมาร์ทโฟนมากขึ้น พวกนี้สามารถทำได้โดยการสร้างแอพพลิเคชั่นที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยให้เราดาวน์โหลด เช่นฟรีเกม หรือแอพใช้งานฟรีต่างๆ โดยเบื้องหลังแอพเหล่านี้จะคอยดักจับข้อมูลในเครื่องส่งกลับไปที่ต้นทาง

วิธีการป้องกันไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเว็บไซต์โซเซียลมีเดีย หรือแอพพลิเคชั่น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นเว็บหรือแอพที่มีจุดประสงค์ไม่ดี เวลาใช้งานเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นเว็บอะไรก็ตามในขั้นตอนการกรอกล็อกอิน พาสเวิร์ด หรือกรอกข้อมูลส่วนตัว ให้ดูที่ช่องแอดเดรสของเว็บไซต์ว่ามี https:// นำหน้าชื่อเว็บไซต์และมีสัญลักษณ์รูปกุญแจปรากฏอยู่หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ามีการเข้ารหัสความปลอดภัยเชื่อถือได้ แต่ถ้าไม่มีให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นเว็บปลอม หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง

ถ้าเป็นเว็บธนาคารลิงค์การกรอกข้อมูลล็อกอินและพาสเวิร์ดจะต้องกดเข้าผ่านหน้าเว็บหลักของธนาคารเท่านั้น หรือสงสัยให้โทรสอบถามกับธนาคารโดยตรง และที่กำลังนิยมอยู่ในตอนนี้ก็คือแอพเฟซบุ๊กเล่นเกมควิซต่างๆ แอพเหล่านี้จะมีการระบุการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ข้อมูลรูปภาพ ข้อมูลเพื่อน หรือข้อมูลการใช้งานอื่นๆ จึงไม่ควรเข้าใช้งานอย่างเด็ดขาด

ต่อมาในขั้นตอนการใส่ล็อกอินพาสเวิร์ด แนะนำให้ใช้งานฟังก์ชั่นคีย์บอร์ดสกรีน (ในระบบปฏิบัติการวินโดว์ใช้คำสั่ง Windows+Q แล้วพิมพ์คำว่า osk) แล้วใช้เมาส์คลิกใส่ข้อมูลต่างๆ แทนการพิมพ์ ซึ่งมัลแวร์จะไม่สามารถตรวจจับได้ว่าเราใส่ข้อมูลอะไร นอกจากนี้เราไม่ควรใส่ข้อมูลจริงลงในโซเชีียลมีเดีย หรือเว็บไซต์ที่ไม่ใช่เว็บที่มีความสำคัญ อย่างเว็บของทางราชการ หรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน

ในเรื่องรูปถ่ายเราก็ควรให้ความสำคัญ เพราะปัจจุบันมีการแชร์โพสต์ภาพถ่ายอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียลมีเดีย ไม่ควรแท็กสถานที่ หรือใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพแบบใส่ข้อมูลพิกัดสถานที่ลงในรูปภาพเหล่านี้ เพราะจะมีข้อมูลที่ระบุถึงตำแหน่งที่อยู่ผู้ใช้งานอยู่ในภาพถ่ายเหล่านี้ด้วย

สุดท้าย ไม่ควรดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ไม่ได้อยู่ในระบบของเพลย์สโตร์ หรือแอพสโตร์ เพราะแอพเหล่านี้ไม่ได้ผ่านระบบการรักษาความปลอดภัย ผู้ผลิตอาจจะมีวัตถุประสงค์ในการล้วงข้อมูลส่วนตัว เพื่อนำไปใช้ในทางไม่ดี ซึ่งจะพบปัญหานี้ได้มากในเครื่องที่ผ่านการแครก และลงแอพพลิเคชั่นที่ไม่ได้ผ่านระบบการตรวจสอบอย่างถูกต้อง

 

พบกับ MOTI เทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างนิสัย และชีวิตที่ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 15:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/455239

พบกับ MOTI เทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างนิสัย และชีวิตที่ดีขึ้น

หุ่นยนต์ที่ช่วยสร้างนิสัยที่ดี ซึ่งนอกจากคอยช่วยแจ้งเตือนแล้ว มันมีอารมณ์ดีเมื่อผู้ใช้งานทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จอีกด้วย

คุณผู้อ่านเคยพยายามเปลี่ยนแปลงนิสัยแย่ๆของตนเอง หรือพยายามสร้างวินัยที่ดีในชีวิตหรือไม่ เช่นการพยายามลุกขึ้นมาออกกำลังกาย, การตั้งมั่นว่าจะไม่ทานขนมหวาน หรือความพยายามตื่นเช้าเป็นต้น หากทำได้ประสบความสำเร็จขอแสดงความยินดีด้วย แต่หากล้มเลิกกลางคันอย่าเสียใจไป เพราะไม่ได้มีแค่คุณเพียงคนเดียว

เชิญพบกับ MOTI ทางเลือกใหม่ของเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างนิสัย และเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ใช้ไปในทางที่ดีขึ้นได้ด้วยความแตกต่างจากแอพพลิเคชั่นตารางเวลา และเตือนความจำทั่วไป MOTI เป็นดังเพื่อนหุ่นยนต์คู่ใจ ที่จะช่วยแจ้งเตือนสิ่งที่ผู้ใช้ตั้งค่าไว้ว่าจะทำ ในขณะเดียวกันมันมีอารมณ์ และจะแสดงความดีใจร่วมไปกับผู้ใช้ด้วยหากพวกเขาทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จ

การที่ MOTI มีอารมณ์นี้เป็นคุณลักษณพิเศษที่โดดเด่น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทางจิตวิทยาที่พบว่าอารมณ์คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การสร้างนิสัยที่ดีประสบความสำเร็จ

หลักการทำงานของ MOTI นั้นแบ่งออกเป็นสามหลักการคือ สิ่งเร้า, วินัย และรางวัล เมื่อผู้ใช้งานเริ่มต้นตั้งค่าวินัยของตนเอง เมื่อถึงเวลาตามนัด เจ้า MOTI จะส่งเสียงเตือนให้ผู้ใช้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมตามที่ตั้งค่าไว้

จากนั้นเมื่อผู้ใช้ทำกิจกรรมเสร็จ ก็แตะที่เจ้า MOTI เจ้า MOTI จะแสดงสีสันที่บ่งบอกว่ามันอารทณ์ดีออกมา เป็นรางวัล เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกดีไปด้วยที่ทำสิ่งเหล่านั้นสำเร็จ และหากทำได้ตามที่ตั้งใจไว้ไปเรื่อยๆ สีสันของเจ้า MOTI ก็จะยิ่งพัฒนาขึ้นเช่นกัน

โปรเจค MOTI เริ่มต้นบน Kickstarter โดยกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก ซึ่ง 85% ของผู้ที่ได้ใช้งานยืนยันว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้มีส่วนช่วยให้พวกเขาเป็นคนที่ดีขึ้นจริงๆ  ขณะนี้ MOTI มีให้เลือกใช้ด้วยกัน 3 สี คือสีเทาอ่อน สีเทาเข้ม และสีเขียวเวอร์ริเดียน

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม และชมวิดีโอแนะนำ MOTI ได้ที่นี่ https://www.kickstarter.com/projects/habitmoti/moti-your-smart-companion-for-better-habits

 

สหรัฐสั่งเก็บซัมซุงล้านเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/455055

สหรัฐสั่งเก็บซัมซุงล้านเครื่อง

สหรัฐออกแถลงเรียกคืนสมาร์ทโฟนรุ่น กาแล็คซี่ โน้ต 7 ของ ซัมซุง ราว 1 ล้านเครื่อง หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับแบตเตอรี่ร้อนจัด

คณะกรรมการคุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภคสหรัฐ ออกแถลงเรียกคืนสมาร์ทโฟนรุ่น กาแล็คซี่ โน้ต 7 ของ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากเกาหลีใต้ ราว 1 ล้านเครื่องในประเทศ หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับแบตเตอรี่ร้อนจัด 92 ครั้ง และในจำนวนนี้เกิดการลุกไหม้ 26 ครั้ง ขณะที่ 55 ครั้งทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน

ขณะเดียวกัน ซัมซุงเปิดเผยว่า เตรียมวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวครั้งใหม่ในเกาหลีใต้ วันที่ 28 ก.ย.นี้ หลังประกาศเรียกคืนสินค้าซึ่งวางจำหน่ายไปแล้วใน 10 ประเทศทั่วโลก ทั้งหมด 2.5 ล้านเครื่อง เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ญี่ปุ่นสั่งแอปเปิ้ลจ่ายภาษีเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2559 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/455050

ญี่ปุ่นสั่งแอปเปิ้ลจ่ายภาษีเพิ่ม

จนท.ศุลกากรท้องถิ่นกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ออกคำสั่งให้ แอปเปิ้ล อิงค์  จ่ายภาษี 1.2 หมื่นล้านเยน  เนื่องจากมีการรายงานรายรับในไอทูนส์ ต่ำกว่าความจริง

สำนักข่าวเอ็นเอชเค รายงานว่า เจ้าหน้าที่ ศุลกากรท้องถิ่นกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ออกคำสั่งให้ แอปเปิ้ล อิงค์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐ จ่ายภาษี 1.2 หมื่นล้านเยน (ราว 4,100 ล้านบาท) เนื่องจากมีการรายงานรายรับในหน่วยธุรกิจเพลง หรือไอทูนส์ ต่ำกว่าความจริง โดยแอปเปิ้ลได้ส่งยอดรายรับจากสมาชิกผู้ใช้บริการในญี่ปุ่นบางส่วนไปยังหน่วยธุรกิจในไอร์แลนด์เพื่อเป็นค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งยังไม่ได้จ่ายภาษีจากส่วนดังกล่าวให้ทางการญี่ปุ่น ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา แอปเปิ้ลเผชิญการตรวจสอบการจ่ายภาษีอย่างหนักจากทั่วโลก โดยล่าสุด สหภาพยุโรป (อียู) สั่งให้แอปเปิ้ล จ่ายภาษีย้อนหลัง 1.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 50.89 หมื่นล้านบาท)

ภาพ เอเอฟพี

 

กสทช.สั่งระงับจำหน่ายมือถือลาวา3รุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 16:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/454956

กสทช.สั่งระงับจำหน่ายมือถือลาวา3รุ่น

กสทช.สั่งให้ระงับการนำเข้าและจำหน่ายมือถือLAVA รุ่น iris 600 ,iris 700 และรุ่น iris 708 และแจ้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยให้ประชาสัมพันธ์แนวปฏิบัติในการนำโทรศัพท์ทั้ง 3 รุ่นขึ้นเครื่องแบบเดียวกับซัมซุง โน๊ต 7

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิ จการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ตามที่เป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์ว่าพบโทรศั พท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ LAVA เกิดการระเบิดและลุกไหม้ขณะกำลั งชาร์จแบตเตอรี่และระหว่ างพกพานั้น สำนักงาน กสทช. ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็ จจริงของกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า เครื่องโทรศัพท์ดังกล่าวเป็ นเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ ห้อ LAVA  รุ่น iris 600 ,รุ่น iris 700 และรุ่น iris 708  โดยสาเหตุอาจเกิดจากแบตเตอรี่ เป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภั ยของประชาชน ในวันนี้ (16 ก.ย. 2559) สำนักงานจึงได้มีหนังสือถึง 3 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องให้ ดำเนินการ ดังนี้ 1.ขอความร่วมมือไปยังสำนั กงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ให้ประชาสัมพันธ์แนวปฏิบัติ ในการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ LAVA  รุ่น iris 600 ,รุ่น iris 700 และรุ่น iris 708 ขึ้นเครื่อง โดยขอให้มีแนวปฏิบัติเช่นเดียวกันกับประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง แนวปฏิบัติในการนำโทรศัพท์เคลื่ อนที่ Samsung Galaxy รุ่น Note 7 ขึ้นเครื่อง

2.มีหนังสือถึงบริษัท เอส. วาย. ซี. โลจิสติกส์ จำกัด ในฐานะผู้ยื่นขอใบรั บรองมาตรฐานเครื่ องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้ง 3 รุ่น ให้ระงับการนำเข้าและจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว และได้สั่งการให้บริษัทฯ จัดให้มีช่องทางการรับเรื่องร้ องเรียนกรณีเกิดเหตุจากการใช้ งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อดังกล่าว รวมถึงจะต้องมีข้อแนะนำการใช้ โทรศัพท์ด้วย หลังจากนี้หากบริษัทฯ มีความประสงค์ที่จะนำเข้าหรื อจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ ห้อ LAVA ในรุ่นอื่น ๆ สำนักงานฯ ได้ขอความร่วมมือให้บริษัทฯ ส่งผลการทดสอบมาตรฐานความปลอดภั ยทางไฟฟ้าและแบตเตอรี่เพิ่มเติ มในการขอรับใบรับรองเครื่ องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ด้วย

3.มีหนังสือถึงบริษัท ลาวา อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะบริษัทตัวแทนผู้ผลิต ให้ทำการประชาสัมพันธ์ข้ อแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว

 

ติวหน่วยงานรัฐคุมเข้มข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/454797

ติวหน่วยงานรัฐคุมเข้มข้อมูล

กระทรวงไอซีทีติวเข้ม 120 หน่วยงานรัฐ รักษาความปลอดภัยข้อมูลระดับ “เคร่งครัด”

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดประชุมชี้แจงเตรียมความพร้อมให้กับหน่วยงานที่มีรายชื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งต้องรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในระดับ “เคร่งครัด” ตามประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงไอซีที เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการผลักดันให้มีการบริหารจัดการและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของทรัพย์สินสารสนเทศในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่องและสำคัญต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของประเทศ คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงประกาศรายชื่อหน่วยงานหรือองค์กรที่ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งต้องกระทำตามวิธีการแบบปลอดภัยในระดับเคร่งครัด ปี 2559
โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 360 วัน นับแต่วันที่ได้ลงประกาศ

ทั้งนี้ ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศตามวิธีการแบบปลอดภัย ปี 2555 แบ่งระดับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและความมั่นคงของระบบสารสนเทศไว้ 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับเคร่งครัด โดยหน่วยงานที่ถูกประกาศรายชื่อหน่วยงานที่ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งต้องกระทำตามวิธีการแบบปลอดภัยในระดับเคร่งครัดมีทั้งหมด 120 หน่วยงาน อาทิ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง กรมการปกครอง บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ธนาคาร รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานในกองทัพ เป็นต้น

“ปัจจุบันประเทศไทยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองสิทธิให้กับผู้ใช้งานในทุกภาคส่วน ตลอดจนเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต กระทรวงไอซีทีในฐานะเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้จัดการประชุมชี้แจงเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมหน่วยงานในการจัดทำมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศระดับเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป” น.อ.สมศักดิ์ กล่าว

 

แรงงานดิจิทัลเนื้อหอม รับกระแสไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 21:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/454770

แรงงานดิจิทัลเนื้อหอม รับกระแสไทยแลนด์ 4.0

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

นโยบายของรัฐบาลประกาศนำประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม สิ่งที่ท้าทายคือการลงทุนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างเดียวไม่เพียงพอจะทำให้ไทยไปจุดนั้นได้ แต่ต้องมีบุคลากรด้านดิจิทัลพร้อมก้าวไปด้วย ซึ่งวันนี้ประเทศไทยยังขาดความพร้อมเรื่องนี้มาก

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมผู้หางานในไทยที่มีทักษะด้านดิจิทัลยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการในทุกด้าน และปัญหานี้ไม่ได้มีเฉพาะไทยแต่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้บริษัทจัดหางานต้องรับสมัครคนจากทั่วโลกเพื่อเข้ามาเติมเต็มตำแหน่งงานด้านนี้

ตัวอย่างตำแหน่งงานดิจิทัลที่หาคนยากมากในไทย คือ นักเขียนโปรแกรมที่พัฒนาแอพพลิเคชั่นใช้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ผู้ออกแบบเว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานผ่านทุกอุปกรณ์มีประสบการณ์ที่ดี (ยูสเซอร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์) ผู้ทำให้เว็บไซต์องค์กรติดอันดับต้นๆ เวลาค้นหาผ่านเว็บไซต์ค้นหา (เสิร์ชเอนจิ้น ออปติไมเซชั่น หรือ เอสอีโอ) เป็นต้น โดยตำแหน่งยูสเซอร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ มีคนไทยเรียนจบด้านนี้โดยตรงเพียง 1 คน ทำงานในสหรัฐอเมริกา จึงต้องจ้างมาทำงานให้บริษัทต่างๆ ในไทยเป็นโครงการไป

ทั้งนี้ ในอนาคตบริษัทต่างๆ อาจต้องรับมือสถานการณ์ขาดแคลนผู้มีทักษะดิจิทัล โดยการผ่อนปรน หรือเปลี่ยนวิธีหาบุคลากรด้านนี้เป็นการจ้างบริษัทภายนอก หรือรับบุคลากรมาทำรายโครงการแทนการเป็นพนักงานประจำ ซึ่งบางบริษัทเริ่มแล้ว แต่หลายบริษัทยังต้องการจ้างเป็นพนักงานประจำอย่างเดียว ขณะที่ในความจริงกลุ่มคนที่มีทักษะดิจิทัลมีทางเลือกมาก ไม่ต้องการเข้าและออกงานในเวลาตายตัว รวมทั้งยังทำงานให้หลายบริษัทได้ในเวลาเดียวกัน

“กลุ่มคนที่มีทักษะดิจิทัลหายากมาก กลุ่มนี้ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ในอนาคตอาจเจอคนทำงานด้านดิจิทัลให้องค์กรมากกว่า 1 แห่งพร้อมกันมากขึ้น” นพวรรณ กล่าว

อีกความท้าทายที่น่าสนใจคือผู้สมัครงานจำนวนหนึ่งกรอกประวัติของตัวเองว่ามีทักษะดิจิทัลในด้านที่ผู้ประกอบการต้องการ แต่เมื่อไปทดลองทำจริงกลับทำไม่ได้จริงตามที่ต้องการ หรือทำได้แต่ไม่ถึงระดับเงินเดือนที่ให้ แนวทางหนึ่งที่น่าจะช่วยผู้ประกอบการได้คือ การสนับสนุนบุคลากรที่มีอยู่เดิมในองค์กรพัฒนาทักษะดิจิทัลที่บริษัทต้องการ ซึ่งหากบุคลากรมีทักษะดิจิทัลก็จะมีคุณลักษณะกระหายการเรียนรู้ ชอบทำโจทย์ใหม่เพื่อพัฒนาฝีมืออยู่เสมออยู่แล้ว

ทีนา วู ผู้จัดการทั่วไป วุฒิบัตรรับรองความสามารถคอมพิวเตอร์สากล (ไอซีดีแอล) ภูมิภาคเอเชีย ดำเนินการโดยมูลนิธิไอซีดีแอล สหภาพยุโรป กล่าวว่า คนจำนวนมากมองตัวเองมีทักษะดิจิทัลดีแล้ว แต่เมื่อทดสอบทักษะ พบว่าไม่ดีเท่ากับที่คิด เช่น 94% ของผู้ฝึกอบรมและทดสอบกับไอซีดีแอลในออสเตรีย ประเมินก่อนทดสอบว่าตัวเองมีทักษะดิจิทัลระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยหรือดีมาก หลังทดสอบมีเพียง 39% ของกลุ่มนี้เท่านั้นที่ผ่านการทดสอบมาตรฐาน

ดังนั้น การที่ไทยต้องการไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 การศึกษาจะเป็นหัวใจสำคัญ ต้องผลักดันคนไทยฝึกทักษะดิจิทัลมากขึ้นและทดสอบให้แน่ใจว่าจะมีทักษะดิจิทัลเพียงพอเป็นศูนย์กลางประเทศที่มีทักษะดิจิทัล (ดิจิทัล ฮับ) เหมือนที่ไอร์แลนด์เคยให้ความสำคัญเรื่องนี้จนเป็นประเทศในยุโรปที่บริษัทใหญ่ด้านดิจิทัลเลือกตั้งเป็นสำนักงานในยุโรป เพราะมีแรงงานทักษะดิจิทัลพอรองรับ

สำหรับการทดสอบไอซีดีแอลเป็นแนวทางหนึ่งช่วยให้ทราบว่ามีทักษะดิจิทัลเพียงพอหรือยัง ปัจจุบันไอซีดีแอลร่วมกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เพื่อเป็นศูนย์อบรมและทดสอบดิจิทัลด้วยมาตรฐานไอซีดีแอลที่เป็นสากล มีศูนย์ทดสอบในไทย 30 แห่ง และจะเดินสายดึงบริษัทต่างๆ ใช้การทดสอบนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้ได้คนที่มีทักษะดิจิทัลพร้อมรับขยายธุรกิจยุคดิจิทัลได้

นับเป็นโอกาสทองที่คนไทยจะเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อรับโอกาสงานดีๆ ที่รออยู่อีกมาก

 

นักการตลาดตลาดดิจิทัลค่าตัวพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/454585

นักการตลาดตลาดดิจิทัลค่าตัวพุ่ง

จ๊อบส์ ดีบี เผยนักการตลาดดิจิทัล เงินเดือนพุ่ง 21-61% เทียบนักการตลาดทั่วไปรับความต้องการบริษัท

น.ส.นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้สายงานนักการตลาดดิจิทัล (ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง) ขาดแคลนสูงมาก ทำให้การเสนอเงินเดือนดึงคนกลุ่มนี้ทำงานสูงด้วยเมื่อเทียบนักการตลาดทั่วไป โดยสถิติการหาบุคลากรสายงานนี้ผ่านจ๊อบส์ ดีบี พบว่านักการตลาดดิจิทัลกลุ่มเริ่มต้นเข้าทำงานจะมีเงินเดือนขั้นต่ำ 19,305 บาท มากกว่า 21% เมื่อเทียบนักการตลาดทั่วไปอยู่ที่ 1.6 หมื่นบาท ถ้าเป็นเงินเดือนขั้นสูงสุด 34,887 บาท มากกว่า 40% เทียบนักการตลาดทั่วไป 24,999 บาท

กรณีมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว นักการตลาดดิจิทัล เงินเดือนขั้นต่ำ 28,188 บาท มากกว่า 41% เงินเดือนขั้นสูง 48,453 บาท มากกว่า 8% กลุ่มนักการตลาดดิจิทัลระดับอาวุโส เงินเดือนขั้นต่ำ 48,333 บาท มากกว่า 61% เงินเดือนขั้นสูง 82,142 บาท มากกว่า 17% ส่วนเมื่อขึ้นไปถึงระดับผู้บริหาร พบว่าเงินเดือนนักการตลาดดิจิทัลไม่ต่างจากนักการตลาดทั่วไปมาก เพราะกลุ่มที่ไปถึงระดับนี้ต้องเรียนรู้งานทุกด้าน เป็นคนรู้กว้างจึงจะได้เงินเดือนมากกว่า

น.ส.นพวรรณ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกมีบริษัทหาตำแหน่งงานดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง กว่า 4,800 ตำแหน่ง มีผู้หางานดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง 700 ราย เท่ากับไทยขาดแคลนดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง 85% ล่าสุดเดือน ก.ย. บริษัทหาตำแหน่งงานดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพิ่มจากครึ่งปีแรก 8% ส่วนผู้หางานดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพิ่ม 60%

“ความต้องการดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งสูง แต่การแข่งขันก็สูง ผู้สมัคร 10 คน จะมี 1 คนที่ได้งาน เพราะเมื่อบริษัททดสอบก่อนทำงาน พบว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถทำงานได้จริง เมื่อทำงานระยะหนึ่งกลุ่มนี้มีโอกาสถูกดึงตัวสูง เพราะบริษัทอื่นก็ต้องการตำแหน่งนี้ บริษัทจึงต้องรักษาคนตำแหน่งนี้ให้ดีเพราะหาใหม่ยาก”

 

สุดเจ๋ง! โชว์เล่นเซิร์ฟกับโดรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/454571

สุดเจ๋ง! โชว์เล่นเซิร์ฟกับโดรน

คลิปวิดีโอจาก Freefly Systems เมื่อเทคโนโลยีใหม่สามารถใช้โดรนในการเล่นเซิร์ฟได้ ท่ามกลางเสียงกังขาจากชาวเน็ตว่าจริงหรือตัดต่อ

ต่อไปนี้การเล่นเซิร์ฟจะเพลิดเพลินขึ้นอีกทวีคูณ และที่สำคัญสามารถเล่นคนเดียวได้แล้ว โดยไม่ต้องใช้เรือลาก หากคุณมีโดรนพิเศษชนิดนี้ “Surfing Drone”

ปัจจุบันมีโดรนที่ใช้ในการแข่งขัน โดรนส่งของ ไปจนถึงโดรนทิ้งระเบิด แต่เทคโนโลยีใหม่จาก Freefly Systems ได้ผนวกโดรนเข้ากับการเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมสุดมันส์ อย่าง Wakeboard และ Skimboard

ฮิวต์ เบลล์ ตัวแทนจาก Freefly Systems กล่าวว่า ทางทีมงานได้ร่วมกันพัฒนาโดรน ก่อนทดลองใช้ในการเล่นเซิร์ฟจริง ดังวิดีโอสุดเจ๋งที่จะได้ชมเบื้องล่างนี้

อย่างไรก็ตามหลังวิดีโอดังกล่าวถูกปล่อยออกมา ก็มีบรรดาชาวเน็ตจำนวนมากกังขาว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นเป็นของจริงหรือไม่ ซึ่งเบลล์ได้ยืนยันว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจริงแน่นอน 100% และพวกเขาเตรียมที่จะปล่อยวิดีโอเบื้องหลังให้ได้ชมกันภายในสัปดาห์นี้

สนนราคาโดรนตัวนี้อยู่ที่ 17,495 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 610,000 บาท