ทอท.ห้ามโหลด”โน๊ต7″ใส่กระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 18:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453743

ทอท.ห้ามโหลด"โน๊ต7"ใส่กระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องบิน

ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสารไม่โหลด”ซัมซุง โน๊ต7″ลงกระเป๋าใส่ใต้ท้องเครื่องบิน เพื่อความปลอดภัยของอากาศยาน และผู้โดยสาร

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)กล่าวว่า ตามที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration : FAA) และสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) ได้ออกประกาศห้ามใช้งานหรือชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ Samsung Galaxy Note7 บนอากาศยาน และห้ามโหลดใส่กระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องอากาศยาน นั้น ทอท.ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ขอความร่วมมือผู้โดยสารไม่นำโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวโหลดใส่กระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องอากาศยาน เพื่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้น ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสารห้ามนำอุปกรณ์ที่มีขนาดของแบตเตอรี่ลิเธียมเกินกว่าที่กำหนดนำขึ้นอากาศยาน โดยแบ่งเป็นแต่ละประเภท ได้แก่ 1. ประเภทแบตเตอรี่สำรอง (Spare) เช่น Power Bank เป็นต้น ได้มีการกำหนดค่าความจุไฟฟ้า ดังนี้  (1) ค่าความจุไฟฟ้า 100Wh หรือ 20,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 กรัม อนุญาตให้นำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ (2) ค่าความจุไฟฟ้า 100 – 160Wh หรือ 20,000 – 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 – 8 กรัม นำติดตัวขึ้นเครื่องได้คนละไม่เกิน 2 ชิ้น ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากสายการบิน และ (3) ค่าความจุไฟฟ้ามากกว่า 160Wh หรือ 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมมากกว่า 8 กรัม ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบิน ซึ่งแบตเตอรี่สำรองทุกชนิด (Spare Battery) ไม่อนุญาตให้โหลดใส่กระเป๋าไว้ใต้ท้องอากาศยาน

2. ประเภทแบตเตอรี่ที่อยู่ในอุปกรณ์ (Portable Electronic Device : PED) เช่น แบตเตอรี่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ Laptop Hoverboard และ Airwheel เป็นต้น ได้กำหนดค่าความจุกำลังไฟฟ้า ดังนี้ (1) ความจุไฟฟ้าไม่เกิน 100Wh  หรือ 20,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 กรัม สามารถนำขึ้นเครื่องได้ทั้งในสัมภาระติดตัวและสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง (2) ความจุไฟฟ้าไม่เกิน 100 – 160Wh หรือ 20,000 – 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมระหว่าง 2 – 8 กรัม สามารถนำขึ้นเครื่องได้ ทั้งในสัมภาระติดตัวและสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง แต่ต้องได้รับอนุญาตจากสายการบิน และ (3) ค่ากำลังไฟฟ้ามากกว่า 160Wh หรือ 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมมากกว่า 8 กรัม ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบิน

ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การพาแบตเตอรี่ลิเธียมไปกับอากาศยาน พ.ศ.2559

 

บัลลังก์สมาร์ทโฟนสั่นคลอน ซัมซุง-แอปเปิ้ลสะดุดขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453664

บัลลังก์สมาร์ทโฟนสั่นคลอน ซัมซุง-แอปเปิ้ลสะดุดขา

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ระหว่างที่สมาร์ทโฟนใหม่ของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตจากเกาหลีใต้กำลังย่ำแย่ แม้จะมีความคาดหวังจะกดดันคู่แข่งอย่างแอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตจากสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ด้านแอปเปิ้ลเองที่เพิ่งเปิดตัวไอโฟน 7 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของแอปเปิ้ล ก็ไม่สามารถเปิดตัวได้อลังการตามที่ตลาดคาดหวังจะได้เห็น

ในขณะที่สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ทั้งสองเจ้ากำลังย่ำแย่นี้เอง กลายเป็นโอกาสใหญ่ของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเจ้าอื่น เช่น แอลจี ผู้ผลิตอีกเจ้าจากเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ วี 20 ในการเอาชนะเจ้าตลาดระดับโลก ท่ามกลางผู้ผลิตจากจีนที่เริ่มผงาดขึ้นมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากทั้งแอปเปิ้ลและซัมซุง

เจ้าตลาดสะดุดขาตัวเอง

นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2011 เป็นต้นมา ซัมซุงและแอปเปิ้ลก็ครองอันดับ 1 และอันดับ 2 พื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมาโดยตลอด จากข้อมูลที่รวบรวมโดยสเตติสตาชาร์ต เว็บไซต์อินโฟกราฟฟิก ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2016 ที่ผ่านมา ซัมซุงเคยครองส่วนแบ่งการตลาด 22.4% และเคยครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30% มาแล้วก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของซัมซุงกลับประสบปัญหา โดยผู้ผลิตยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ต้องประกาศระงับการขายสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ โน้ต 7 ที่เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา  เนื่องจากพบปัญหาแบตเตอรี่ระเบิดและติดไฟในระหว่างการชาร์จ โดยนิตยสารไทม์รายงานว่า หนึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นในรถยนต์ของผู้ใช้รายหนึ่งในรัฐฟลอริดาจนทำให้รถยนต์ติดไฟตามไปด้วย

ซัมซุงต้องเรียกคืนโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวเป็นจำนวน 2.5 ล้านเครื่องใน 10 ประเทศ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ต้นทุนในการกู้คืนโทรศัพท์ดังกล่าวจะสูงอยู่ที่ราว 1,420-1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9-6.1 หมื่นล้านบาท) ขณะที่หลายชาติ เช่น สหรัฐและออสเตรเลีย ได้ออกเตือนไม่ให้ใช้หรือชาร์จโทรศัพท์มือถือรุ่นดังกล่าวระหว่างเดินทางผ่านเครื่องบิน

 

ไอโฟน 7 ยากเจาะตลาดจีน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับซัมซุง ทำให้นักวิเคราะห์และผู้จับตาตลาดต่างมองว่า แอปเปิ้ลจะสามารถฉวยโอกาสชิงส่วนแบ่งการตลาดคืนมาได้จากคู่แข่งอันดับ 1 อย่างซัมซุง โดยจากข้อมูลของสเตติสตา ส่วนแบ่งการตลาดของแอปเปิ้ลในไตรมาส 2 อยู่ที่ 11.8% คิดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากซัมซุง และเคยครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 20% มาแล้วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2012

ที่ผ่านมา แอปเปิ้ลพยายามจับตลาดระดับบนด้วยราคาสมาร์ทโฟนที่สูงกว่า 400 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นบาท) ขึ้นไปจนถึงมากกว่า 600 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นบาท) อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟน เอสอี ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนขนาดเล็กที่ราคาถูกกว่ารุ่นอื่นๆ เพื่อจับผู้ใช้ในตลาดเกิดใหม่ หลังไตรมาสแรกที่ผ่านมา แอปเปิ้ลเผชิญกับรายรับหดเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่า แอปเปิ้ลกำลังต่อรองราคาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ให้ลดราคาชิ้นส่วนไอโฟนสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นต่อไป โดย อาร์เทอร์ เหลียว นักวิเคราะห์จากฟูบอน ไฟแนนเชียล ระบุว่า ความต้องการสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัว ทำให้แอปเปิ้ลต้องลดรายจ่าย และคาดว่าผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตไอโฟน 7 ทั้งหมดจะได้รับแรงกดดันด้านราคา ยกเว้นผู้ผลิตเลนส์กล้องถ่ายรูป

นอกจากนี้ การเปิดตัวไอโฟน 7 เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีกล้องที่ดีขึ้น การทำงานของระบบที่รวดเร็วขึ้น แบตเตอรี่ที่อยู่ได้ยาวนานขึ้น รวมถึงดีไซน์ให้สามารถกันน้ำได้ พร้อมทั้งถอดรูเสียบหูฟังออกไป ได้รับเสียงตอบรับไม่ดีนัก โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า สมาร์ทโฟนดังกล่าวยากจะเจาะตลาดจีนได้

“สีใหม่และป้องกันน้ำไม่ใช่ฟังก์ชั่นที่ใหญ่ขนาดนั้น พวกเราลดความคาดหวังสำหรับไอโฟน เพราะแอปเปิ้ลไม่สมารถให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้บริโภค โดยแอปเปิ้ลไม่สามารถเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ในสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนโลกได้” จินตี้ นักวิเคราะห์จากไอดีซี บริษัทวิจัยตลาด กล่าว

ยอดขายของแอปเปิ้ลในจีน รวมฮ่องกงและไต้หวัน ปรับลง 33% ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา และมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนร่วงมาอยู่ที่อันดับ 5 โดยไอโฟน 6 เอส หน่วยความจำ 16 กิกะไบต์ ราคาเริ่มต้น 5,288 หยวน (ราว 2.6 หมื่นบาท) นั้นเรียกได้ว่าแพงเมื่อเทียบกับหัวเว่ย พี 9 ที่ราคา 3,688 หยวน (ราว 1.8 หมื่นบาท) ด้วยหน่วยความจำ 64 กิกะไบต์ พร้อมฟังก์ชั่นปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ รวมถึงกล้อง 2 เลนส์ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นใหม่ในไอโฟน 7

แอลจียังยากจะตามทัน

ในวันเดียวกับที่แอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟน 7 ด้าน แอลจี อีเลกทรอนิคส์ผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ เปิดตัว วี 20 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ พร้อมด้วยระบบปฏิบัติการนูแก็ต ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่นล่าสุด 7.0 โดยหวังว่าจะฟื้นฟูธุรกิจสมาร์ทโฟนที่เสียส่วนแบ่งตลาดไปมาก หลังยอดขายรุ่นก่อนหน้าที่ออกเมื่อต้นปีต่ำกว่าคาด เนื่องจากแข่งขันสู้ซัมซุงและแอปเปิ้ลไม่ได้

สมาร์ทโฟนดังกล่าวมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้พร้อมกับการ์ดความจำไมโครเอสดี ซึ่งทำให้ วี 20 ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อสมาร์ทโฟนที่ต้องการแบตเตอรี่เปลี่ยนได้ อย่างไรก็ตาม อาวี กรีนการ์ท นักวิจัยจากเคอร์เรนท์ อนาไลซิส เปิดเผยว่า แอลจีไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่และชื่อแบรนด์พร้อมกันด้วย

“ผมไม่คิดว่า วี 20 จะเปรี้ยงไปทั่วโลก” กรีนการ์ท กล่าว

 

อีเบย์แนะ3แนวโน้มหนุนส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453439

อีเบย์แนะ3แนวโน้มหนุนส่งออก

อีเบย์เผยเคล็ดลับ 3 มิติ เจาะตลาดค้าปลีกออนไลน์ระดับโลก หนุนผู้ส่งออกไทยนำไปปรับใช้ได้จริง

นายบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอีเบย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงชัดเจนใน 3 มิติ โดยมิติแรกคือผู้บริโภคที่คาดหวังบริการที่ไหลลื่นไม่มีสะดุดจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อคาดหวังว่าจะได้รับบริการที่สะดวกครบวงจรและรวดเร็วขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกซื้อสินค้า ตอนที่สินค้ามาส่งถึงมือ ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย

สำหรับมิติที่ 2 คือสินค้าที่ซื้อขายผ่านทางอี-คอมเมิร์ซจะก้าวพ้นขีดจำกัดในการขนส่งทั้งด้านขนาดและน้ำหนัก เช่น ชุดเฟอร์นิเจอร์ ที่สามารถสั่งซื้อผ่านทาง อี-คอมเมิร์ซและขนส่งสู่ปลายทางในต่างประเทศได้อย่างไม่ติดขัด ดังนั้นจะมีสินค้าให้เลือกช็อปปิ้งทางออนไลน์ได้อย่างไม่จำกัดยิ่งกว่าเดิม และมิติที่ 3 คือผู้ขาย ที่จะต้องขยายขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพโดยนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสรรหาสินค้า การขายและการตลาด การจัดการหีบห่อและขนส่ง ตลอดจนการบริหารคลังสินค้า

ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการชาวไทยที่กำลังมองหาโอกาสขยายธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์นั้น ต้องเตรียมพร้อมใน 4 ด้านหลัก คือ ระบบจัดการคลังสินค้า ระบบบริหารการดำเนินงาน โลจิสติกส์ และงานบริการลูกค้า

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแชมป์ผู้ค้าปลีกส่งออกอันดับ 1 ของอีเบย์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม

 

ฟ้องศาลอินเดีย ไข่โปเกมอนหมิ่นศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 18:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453400

ฟ้องศาลอินเดีย ไข่โปเกมอนหมิ่นศาสนา

ศาลในอินเดียส่งหมายเตือนบริษัทผู้พัฒนาเกมโปเกมอน โก หลังมีผู้ร้องเรียนไข่โปเกมอนปรากฏในศาสนสถานถือเป็นการดูหมิ่นศาสนา

แม้ตอนนี้กระแสโปเกมอน โก เกมยอดนิยมแห่งปีจะซาลงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวความเคลื่อนไหวแปลกๆ ใหม่ๆ มาให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เกมดังกล่าวตกเป็นจำเลยที่อินเดีย เมื่อมีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลว่าการเล่นเกมโปเกมอน โกทำให้ศาสนิกชนชาวฮินดูและผู้นับถือศาสนาเชนเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากองค์ประกอบบางอย่างของเกมนี้ละเมิดข้อห้ามทางศาสนา

สำนักข่าวดิ อินเดียน เอ็กซ์เพรส รายงานว่า ศาลสูงในรัฐคุตราชทางตะวันตกของอินเดีย ได้ส่งหมายศาลแจ้งเตือนไปยังรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลกลาง และบริษัท นิแอนติก (Niantic) ผู้พัฒนาเกมโปเกมอน โก หลังจากที่มีผู้ร้องเรียนว่า การปรากฏตัวของไข่โปเกมอนในศาสนสถานของชาวฮินดู ศาสนาเชน และศาสนาอื่นๆ ในท้องถิ่น ถือเป็นการดูหมิ่นศาสนาและทำร้ายความรู้สึกของศาสนิกชน เพราะไข่ถือเป็นอาหารที่ไม่ใช่มังสวิรัต ขัดต่อหลักของศาสนาฮินดูและศาสนาเชนที่ถือหลักอหิงสา คือการไม่เบียดเบียนสัตว์และรับประทานอาหารที่ปลอดเนื้อสัตว์อย่างเคร่งครัด

นาชิเกต ดาเว ทนายความตัวแทนของผู้ร้องเรียนอธิบายว่า ไข่ของเกมดังกล่าวมักไปปรากฏอยู่ตามศาสนสถาน ซึ่งถือเป็นการหมิ่นศาสนาอย่างร้ายแรง เพราะมีข้อห้ามนำสิ่งที่มิใช่อาหารมังสวิรัติเข้าไปในเทวาลัยหรือวัดในศาสนาฮินดูและศาสนาเชน นอกจากนี้ เกมดังกล่าวยังล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชนและเป็นอันตรายต่อผู้เล่น เพราะผู้เล่นต้องเดินล่าตัวโปเกมอนไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดอุบัติเหตุได้

ทั้งนี้ ชาวฮินดูนิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติเพื่อปฏิบัติตามหลักอหิงสาหรือการไม่เบียดเบียน แต่ก็ยังมีชาวฮินดูจำนวนไม่น้อยยังเลือกที่จะรับประทานเนื้อสัตว์ อย่างไรก็ตาม ในเขตศาสนสถานจะห้ามนำเนื้อสัตว์เข้าไปอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นของไม่บริสุทธิ์ ขณะที่ศาสนิกชนชาวเชนปฏิบัติตามหลักอหิงสาและรับประทานอาหารมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดกว่า แม้แต่ไข่ก็ไม่สามารถรับประทานได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องนี้เป็นข่าวออกไป ชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าการฟ้องร้องดังกล่าวเป็นเรื่องไร้สาระ เนื่องจากตามระบอบการปกครองของอินเดียนั้นจะต้องแยกกิจการของรัฐ ประชาชน และศาสนาอออกจากกัน บางส่วนโจมตีผู้พิพากษาที่รับคำร้องว่าขาดวิจารณญาณ เพราะแทนที่จะพิจารณาคดีที่เร่งด่วนหลายต่อหลายคดีที่คั่งค้าง ศาลรัฐคุชราตกลับมาเสียเวลากับการโจมตีเกมโปเกมอน โก

โซนี่ไม่รอช้ารุกเกมARด้วยคน

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ ign รายงานว่า บริษัทโซนี่เตรียมที่จะรุกตลาดเกมในโทรศัพท์มือถืออย่างจริงจัง หลังจากปล่อยให้เกมโปเกมอน โกของนิแอนติกกับนินเทนโดออกโรงนำไปก่อน และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในธุรกิจเกมกลุ่มนี้

คาซ ฮิราอิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของโซนี่ เผยว่า การกระโจนเข้าสู่ตลาดเกมโมบายถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโซนี่จากเดิมที่เน้นเกมกล่องเป็นหลัก โดยมีตัวชูโรงคือเพลย์สเตชั่น (PlayStation) และล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ PlayStation 4 Neo ซึ่งสร้างความฮือฮาในระดับหนึ่ง แต่คงไม่พอที่จะกุมหัวหาดเพื่อเป็นผู้นำในวงการธุรกิจเกม จนกว่าจะเข้ามาปักหมุดในกลุ่มเกมโมบายที่กำลังมาแรงอย่างมาก

ฮิราอิยอมรับว่า โปเกมอน โกคือผู้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวงการเกม และไอเดียของเกมนี้จะเป็นแม่แบบให้กับอุตสาหกรรมวิดีโอเกม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในวงการวิดีโอเกมตีความว่า โซนี่น่าจะกำลังพัฒนาเกมที่ผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือน หรือ Augmented Reality (AR) แต่จะเป็นเกมตัวใดที่โซนี่หยิบมาพัฒนาเพื่อชนกับโปเกมอนนั้นยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา www.m2fnews.com

 

แอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 7ไร้ช่องเสียบหูฟัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453205

แอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 7ไร้ช่องเสียบหูฟัง

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ไอโฟน 7-7พลัส พร้อมฟีเจอร์ที่หลากหลายทั้งคุณสมบัติกันน้ำ กันฝุ่น ไม่มีช่องเสียบหูฟัง ต้องใช้สายแบบอะแดปเตอร์และหูฟังไร้สายแทน

บริษัทแอปเปิล ได้แถลงข่าวเปิดตัวโทรศัพท์ไอโฟน 7 และไอโฟน 7 พลัส เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ โดยไอโฟนรุ่นใหม่มาพร้อมบนระบบปฏิบัติการไอโอเอส 10 เพิ่มสีใหม่ 2 สีคือ สีดำ และสีดำเจ็ตแบล็ค นอกเหนือไปจากสีทอง สีเงิน และสีชมพู

สำหรับคุณสมบัตเด่นของไอโฟน 7 และไอโฟน 7 พลัส คือ ตัวเครื่องสามารถป้องกันกันฝุ่นได้อย่างสิ้นเชิงตามมาตรฐาน IP67 กันน้ำลึกได้ 1 เมตร ปุ่มโฮม (home button) ที่ถูกออกแบบใหม่ให้ตอบสนองต่อน้ำหนักการกดได้ดีขึ้น

ขณะที่กล้องหลังความละเอียด 12 เมกะพิกเซลที่มาพร้อมเลนส์ 6 ชิ้น และแฟลชทูดทน ที่มีไฟแอลอีดี 4 ดวง เพิ่มความสว่างขึ้น 50% ขณะที่กล้องหน้าเพิ่มความละเอียดจาก 5 ล้านพิกเซลเป็น 7 ล้านพิกเซล โโยแอปเปิลใส่ระบบกันสั่นในไอโฟนทั้ง 2 รุ่นเพื่อป้องกันภาพสั่นไหวขณะถ่าย

นอกจากนี้ในรุ่นไอโฟน 7 พลัสยังได้เพิ่มกล้องหลังอีก 1 ตัวที่มาพร้อมเลนส์เทเลโฟโตสามารถถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลได้ดียิ่งขึ้น

ไอโฟน 7 และ 7 พลัสได้ชิพประมวลผลรุ่นใหม่ที่ถูกเรียกว่า A10 Fusion ซึ่งทำงานได้เร็วกว่า ชิพ A8 ในไอโฟน 6เอส ถึง 2 เท่า รวมทั้งแบตเตอรี่ยังถูกปรับปรุงมห้ใช้งานได้นานกว่าเดิมราว 2 ชั่วโมง

ด้านระบบเสียงมีการอัพเกรดครั้งสำคัญ โดยเป็นครั้งแรกที่ลำโพงของไอโฟนเป็นระบบสเตอริโอ และไม่มีช่องเสียบแจ็กหูฟัง มีเฉพาะพอร์ตไลท์นิ่ง สำหรับเสียบสายชาร์จแบตฯ แต่แอปเปิลจะมีสายอแดปเตอร์เพื่อใช้ต่อแจ็กหูฟังกับพอร์ตไลท์นิ่งมาแทน รวมทั้งแอปเปิลได้เปิดตัวหูฟังไร้สายที่เรียกว่า AirPods ที่สามารถเชื่อมต่อกับไอโฟน 7 และ ไอโฟน7พลัส รวมทั้ง แอปเปิลวอทช์รุ่นใหม่ด้วย

ส่วนของขนาดหน้าจอยังคงมีขนาดเท่าเดิม โดย ไอโฟน7 อยู่ที่ 4.7 นิ้ว ไอโฟน7 พลัสขนาด 5.5 นิ้ว แต่เพิ่มความสว่างมากขึ้น 25%

ไอโฟน 7 มีขนาดความจุให้เลือก 3 ขนาดคือ 32GB, 128GB และ 256GB สนนราคาเริ่มต้นที่ 649 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 22,500 บาท) ส่วนไอโฟน7 พลัส  มีราคาเริ่มต้นที่ 769 ดอลลาร์ (ราว 26,700 บาท) เริ่มเปิดให้สั่งจองตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. นี้เป็นต้นไป โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 16 ก.ย. ใน 28 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยียม, แคนาดา, จีน, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ฮ่องกง, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, ลักเซมเบิร์ก, เม็กซิโก, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, โปรตุเกส, เปอร์โตริโก, สิงคโปร์, สเปน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาณาจักร, หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอเมริกา

ขณะที่หูฟังไร้สาย AirPods มีกำหนดวางตลาดในปลายเดือนต.ค.นี้ ในราคา 159 ดอลลาร์ หรือประมาณ 5,500 บาท

ภาพ…เอเอฟพี

 

 

 

 

 

 

 

ไอโฟน7ส่อกร่อย ลุ้นรุ่นเด็ดปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453188

ไอโฟน7ส่อกร่อย ลุ้นรุ่นเด็ดปีหน้า

ไอโฟน 7 เปิดตัววันนี้ นักวิเคราะห์คาดตลาดรอการพลิกโฉมครั้งใหญ่ปีหน้าแทน

บริษัท แอปเปิ้ล อิงก์ ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน 7 ในวันที่ 8 ก.ย.ตามเวลาไทย ซึ่งมีขึ้นเพียงไม่ถึงเดือน หลังคู่แข่งสำคัญจากเกาหลีใต้ อย่าง ซัมซุง อิเล็กโทรนิกส์ ประกาศเรียกคืนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าไอโฟนรุ่นใหม่อาจจะยังไม่สามารถฟื้นฟูยอดขายที่ร่วงลงมา 2 ไตรมาสติดกันในปีนี้ได้มากอย่างที่บริษัทหวังไว้

บรรดาผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยี คาดการณ์ว่า ไอโฟนรุ่นใหม่นี้จะไม่มีช่องใส่หูฟัง โดยอาจจะเปลี่ยนไปใช้หูฟังไร้สายแทน รวมทั้งอาจจะมีการพัฒนาคุณภาพของกล้องถ่ายรูป

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า หากไอโฟนใหม่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ต่างจากรุ่นอื่นในตลาดสมาร์ทโฟน ก็ยังไม่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากนัก โดยช่วงที่ผ่านแอปเปิ้ลเน้นการพัฒนาจากรูปแบบเดิมให้ดีขึ้น ขณะที่ลูกค้าและนักลงทุนจำนวนมากก็คาดการณ์ไปแล้วว่า จะมีการพลิกโฉมไอโฟนอีกครั้งในปีหน้า

แจน ดอว์สัน นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีแจ็กดอว์ ระบุว่า แอปเปิ้ลอาจยังคงดีไซน์ของไอโฟนแบบเดิมไว้ เพราะกำลังทุ่มเทเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2017 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 10 ปี ของไอโฟน

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แอปเปิ้ลเผชิญปัญหายอดขายตกต่ำในจีน และยังมีการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าสอบสวนกลางสหรัฐเรื่องความปลอดภัยข้อมูล ล่าสุดยังถูกคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปสั่งจ่ายภาษีย้อนหลังมหาศาล

ในวันเดียวกัน แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ จะเปิดตัว วี20 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ โดยหวังว่าจะฟื้นฟูธุรกิจสมาร์ทโฟนที่เสียส่วนแบ่งตลาดไปมาก หลังยอดขายรุ่นก่อนหน้าที่ออกเมื่อต้นปีต่ำกว่าคาด เนื่องจากแข่งขันสู้ซัมซุงและแอปเปิ้ลไม่ได้

 

“ฟิตบิท” หวังแวร์เอเบิลโต สานต่อคนไทยรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 21:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453178

"ฟิตบิท" หวังแวร์เอเบิลโต สานต่อคนไทยรักสุขภาพ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ผลสำรวจจากไอดีซี เกี่ยวกับตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ หรือแวร์เอเบิล ในส่วนของสมาร์ทวอทช์และฟิตเนสแบรนด์ ระบุว่า ไตรมาสแรกของปี 2559 สินค้าของทุกแบรนด์รวมกัน คือ ฟิตบิท หัวเว่ย การ์มิน จอว์โบน มียอดขายในไทยช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2 แสนชิ้น มูลค่าการตลาดอยู่ที่ 930 ล้านบาท

หลุยส์ ลายย์ ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ฟิตบิท ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า จากผลสำรวจของไอดีซีระดับโลก ฟิตบิทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 25% ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ในตลาดแวร์เอเบิลทั่วโลก ส่วนในไทยก็คาดหวังว่าจะเป็นเบอร์ 1 เช่นกัน

“โอกาสของฟิตบิทในประเทศไทย จากประชากรในกรุงเทพฯ ที่มีกว่า 8 ล้านคน หากทำได้อย่างน้อย 10% ก็ทำให้บริษัทมียอดขายถึง 8 แสนชิ้นแล้ว ถือว่ายังมีโอกาสอีกมาก” หลุยส์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทยังคงคาดหวังว่าจะเติบโตได้ 2 เท่าในปี 2559 นี้ รวมทั้งได้ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากลูกค้าองค์กรในปี 2560 อยู่ที่ 10% และผู้บริโภคทั่วไปอยู่ที่ 90%

“ฟิตบิทจะเข้ามาทำตลาดในรูปแบบองค์กร (บีทูบี) มากขึ้น นอกจากการทำตลาดสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งการรุกตลาดอย่างเต็มที่เชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่า”

การทำงานร่วมกับองค์กรธุรกิจให้มากขึ้นนั้น ถือว่าเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ขณะนี้ได้ทำร่วมกับบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของเอไอเอเรียบร้อยแล้ว ในรูปแบบกิจกรรมทางการตลาดสำหรับลูกค้าในเครือของเอไอเอสะสมก้าวเดินและเอายอดสูงสุดมาแลกของรางวัลถือว่าเป็นการเปิดโอกาสขยายตลาดในกลุ่มเฮลท์แคร์มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังมีกรณีศึกษาในต่างประเทศ ในรูปแบบการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างแพทย์กับคนไข้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมรักษาสุขภาพ สำหรับแพทย์ที่ต้องการเช็กสุขภาพของผู้ป่วยผ่านอุปกรณ์ออกกำลังกาย ถือว่าเป็นโอกาสที่จะมาปรับใช้ในตลาดไทยเช่นกัน

ในปีที่ผ่านมายังคงมีลูกค้าผู้ที่รักการออกกำลังกายใช้งานอุปกรณ์ประเภทแวร์เอเบิลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทยังคงโฟกัสในลูกค้า 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้ออกกำลังกายเป็นประจำ (เอฟวี่เดย์ ฟิตเนส) ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างสม่ำเสมอ (แอ็กทีฟ ฟิตเนส) และกลุ่มที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดและต้องการการแนะนำการฝึกฝน (เพอร์ฟอร์แมนซ์ ฟิตเนส)

“เราเชื่อมั่นว่ากลุ่มลูกค้าที่ออกกำลังกายทุกวัน จะเป็นฐานลูกค้าที่มีการเติบโตมากที่สุด” หลุยส์ กล่าว

สำหรับซอฟต์แวร์ของฟิตบิทยังเป็นระบบเปิด เพื่อขยายโอกาสให้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นทั้งในรูปแบบสตาร์ทอัพทั่วไปจนถึงกลุ่มนักศึกษาเข้ามาร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยกัน เพื่อนำไปใช้งานในเชิงการตลาดเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั่วไป

“หากมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจและต่อยอดเป็นรายได้สำหรับนักพัฒนา ทางบริษัทก็ยินดีและอาจมีโอกาสทำงานร่วมกันได้” หลุยส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สินค้าของฟิตบิททุกรุ่นถือว่าได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่เป็นเพศหญิง ทำให้บริษัทต้องออกสินค้าแอกเซสซอรี่เพิ่มเติม เพื่อตอบโจทย์การใช้งานสำหรับผู้บริโภควัยทำงานที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น

ขณะที่การเปิดตัวอุปกรรณ์รุ่นใหม่ในไทยปีนี้ มี 2 รุ่น คือ ฟิตบิท ชาร์จ 2 (Charge 2) ราคาขายอยู่ที่ 7,490 บาท และฟิตบิท เฟล็กซ์ 2 (Flex 2) ราคาขายอยู่ที่ 4,490 บาท นอกจากนี้ ยังมีแอกเซสซอรี่สำหรับเจาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเพิ่มเติม แบ่งเป็น สร้อยคอราคาอยู่ที่ 3,190-3,990 บาท และกำไลข้อมืออยู่ที่ 3,590-3,990 บาท

ด้านช่องทางจำหน่ายฟิตบิทขยายในไทย ทั้งรูปแบบร้านค้าในห้างสรรพสินค้า หน้าร้านสินค้ากลุ่มไอทีและไลฟ์สไตล์ เช่น เพาเวอร์บาย เจมาร์ท ไอสตูดิโอ รวมถึงการเจาะกลุ่มลูกค้าออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถหาซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น เพราะประเทศไทยมีการเติบโตในกลุ่มซื้อขายแบบอี-คอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริษัทยังสนับสนุนเรื่องข้อมูลการใช้งานและบริการหลังการขายเป็นภาษาไทย เพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ใช้งานอุปกรณ์มากขึ้น

 

พบผู้บริโภคพูดถึงเรื่อง “ประกัน” ในเฟซบุ๊กมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 21:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/453177

พบผู้บริโภคพูดถึงเรื่อง "ประกัน" ในเฟซบุ๊กมากสุด

โธธโซเชียล ผนึกนีลเส็น ระบุสังคมออนไลน์ที่ผู้บริโภคพูดถึงธุรกิจประกันมากสุด คือเฟซบุ๊ก

รายงานข่าวจากบริษัท โธธ โซเชียล เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับบริษัท นีลเส็น ทำวิจัยเสียงของผู้บริโภคบนโลกออนไลน์ ชื่อ นีลเส็น โซเชียล ลิสเทนนิ่ง รีพอร์ต เริ่มจากกลุ่มธุรกิจประกัน พบว่า ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กสนใจเรื่องราวผลิตภัณฑ์ธนาคารและประกันภัยกว่า 14 ล้านบัญชี เป็นกลุ่มตลาดใหญ่มาก จากการคำนวณเนื้อหาของแบรนด์ต่างๆ ในกลุ่มนี้ มีค่าปฏิสัมพันธ์ คือผู้ใช้งานมีส่วนร่วมกับเนื้อหาเหล่านั้นรวมกัน 9.3 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าข้อมูลในธุรกิจประกันไม่ได้เป็นแค่เชิงปริมาณ แต่น่าสนใจพอที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับเนื้อหาต่างๆ ของแบรนด์

ด้านช่องทางสังคมออนไลน์ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องประกันคือเฟซบุ๊กเป็นหลัก รองลงมาคือทวิตเตอร์ และเว็บบอร์ด สะท้อนว่าช่องทางเหล่านี้แบรนด์กลุ่มประกันควรให้ความสำคัญสร้างแบรนด์และการเข้าหาผู้บริโภค หรือวางงบการตลาดของบริษัท เพื่อไม่ให้ทุ่มงบกับช่องทางที่อาจไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่หวัง

ทั้งนี้ หากพิจารณาลึกระดับหัวเรื่องประกันที่ผู้บริโภคคุยบนโลกออนไลน์ เรื่องการตลาดนำอันดับหนึ่ง ตามด้วยความต้องการซื้อ การติดต่อผู้ให้บริการ การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และข้อมูลจากตัวแทน อย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลวิเคราะห์ลึกถึงการพูดคุยและอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับแบรนด์อีก ซึ่งเครื่องมือนี้จะเป็นประโยชน์ให้ภาคธุรกิจใช้วางแผนหรือปรับแผนกลยุทธ์ตลาดบนสังคมออนไลน์ได้ดีขึ้น สามารถป้องกันหรือแก้ไขหากพบการตอบสนองเชิงลบจากลูกค้าได้ทันและหาโอกาสสร้างนวัตกรรมธุรกิจได้ โดยพิจารณาจากความคิดเห็นและความต้องการผู้บริโภค

ภาพ…เอเอฟพี

 

สื่อดิจิทัลหนุนคนไทยรักการอ่านเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/452958

สื่อดิจิทัลหนุนคนไทยรักการอ่านเพิ่ม

สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เผยสื่อดิจิทัลหนุนคนไทยรักการอ่าน เพิ่มจากเฉลี่ยวันละ 37 นาที เป็น 66 นาที ลุ้นยุทธ์ศาสตร์ 20 ปีบิ๊กตู่ ดันหนังสือโต

นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการอ่านของคนไทยในปัจจุบันมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 66 นาที/วัน จาก 37 นาที/วัน เนื่องจากคนไทยให้ความสนใจข้อมูลข่าวสารในสื่อดิจิทัลมากขึ้น จึงทำให้แนวโน้มการอ่านของคนไทยเริ่มปรับทิศทางดีขึ้น หลังคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับสื่อโซเชียลมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวโน้มการอ่านจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่แนวโน้มการอ่านหนังสือยังถือว่ามีอัตราการเติบโตอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากการอ่านของคนไทยจะเพิ่มขึ้น ต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสนใจอนุมัติงบสนับสนุนในเรื่องของการอ่านหนังสือเลย โดยเฉพาะการอนุมัติงบซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ซึ่งปัจจุบันมีงบสนับสนุนในด้านนี้น้อยมาก

“เราไม่เคยมองว่าสื่อดิจิทัลจะส่งผลกระทบต่อการอ่านของคนไทย ในทางตรงกันข้ามเรามองว่าสื่อดิจิทัลเข้ามากระตุ้นให้คนไทยมีความสนใจในการอ่านมากขึ้น เนื่องจากคนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและอ่านสิ่งที่สนใจได้ทุกที่ทุกเวลา”นายจรัญ กล่าว

นายจรัญ กล่าวว่า การที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาประกาศยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 20 ปี ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจหนังสือเริ่มมีความหวังในการกระตุ้นให้ธุรกิจหนังสือมีอัตราการเติบโตมากขึ้น เนื่องจากวาระการอ่านถูกบรรจุเข้าไปในแผนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 หากมีการพัฒนาตามแผนที่วางไว้จริง เชื่อว่าการอ่านของคนไทยจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยยังคงมีอัตราเฉลี่ยในด้านของการอ่านหนังสืออยู่ในระดับต่ำ นอกจากจะขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานของภาครัฐในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแล้ว ทุกฝ่ายยังมุ่งเน้นแต่การจัดอีเวนต์ ในขณะที่ตัวคอนเทนต์ของการจัดงานที่เกี่ยวกับการอ่านไม่มี จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าตลาดของธุรกิจหนังสือตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ยังคงมีมูลค่าเพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น และถ้าหากยังไม่มีการแก้ไขปัญหามูลค่าตลาดของธุรกิจหนังสืออาจมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

สำหรับภาพรวมธุรกิจหนังสือในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเศรษฐกิจ และไม่ได้รับแรงกระตุ้นจากหน่วยงานภาครัฐ จากผลกระทบดังกล่าวเชื่อว่าจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจหนังสือในสิ้นปีนี้จะยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเหมือนกับช่วงครึ่งปีแรก แต่กับการจัดงานมหกรรมหนังสือการต้อนรับยังดีทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

 

เรียนลัดจากสหรัฐ-จีน รุกแจ้งเกิดในอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 21:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/452875

เรียนลัดจากสหรัฐ-จีน รุกแจ้งเกิดในอี-คอมเมิร์ซ

โดย…เชจิ โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (CMO) เอคอมเมิร์ซกรุ๊ป

จริงอยู่ว่าการเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น หรือการเป็นเด็กใหม่ในวงการอี-คอมเมิร์ซนั้น อาจมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อดีของมันก็มีอยู่ไม่น้อย การเป็น “เด็กใหม่” ทำให้สามารถเรียนรู้จาก “รุ่นพี่” ที่เริ่มในวงการอย่างอเมริกาหรือจีนมาก่อน

ตัวอย่างที่ดีคงหนีไม่พ้น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง อีเบย์ (ค.ศ. 1994) กับ อเมซอน (ค.ศ. 1995) ที่เปิดมาเกิน 20 ปีแล้ว หรืออย่าง อาลีบาบา ที่เปิดในปี ค.ศ. 1999 ช่วงเดียวกับที่มีภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอทคอม ขนาดรายใหญ่ยังเจ็บมาเยอะแบบทุกวันนี้ได้ ดังนั้น รายเล็กเองก็ไม่ควรประมาท

1.สำรวจวงวัฏจักรของเทรนด์ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ วัฏจักรของธุรกิจนี้มีรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจน หากสังเกตจากตลาด “รุ่นพี่” อย่างอเมริกา ความนิยมตอนแรกคือ เว็บประเภทโพสต์ขาย (Classifieds)/C2C ก่อนจะมีธุรกิจอย่าง B2C โผล่มา และมักต่อท้ายด้วย Brand.com หรือประเภทขายด้วยตัวเองผ่านช่องทางใหม่ชื่อ อี-คอมเมิร์ซ ซึ่งความนิยมเริ่มจาก Craiglist (Classifieds) ebay, amazon (C2C & B2C) ตามด้วย Brand.com อย่าง Nike, J.Crew, GAP ตลาดจีนเองก็เช่นกัน โดยเริ่มจาก 58 (Classifieds) สู่ TMall (B2C) และแบบแบรนด์ขายเอง เช่น Burberry, Coach เป็นต้น

หากตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงขยับตามวัฏจักรเดิมต้องไม่ใช่การเดินตาม แต่เป็นการ “วิ่ง” ตาม เพราะเทรนด์นั้นเกิดขึ้นเร็วมาก จนรู้สึกได้ว่าธุรกิจประเภทโพสต์ขายสินค้าอย่าง OLX, ประเภท C2C (Tarad, Tokopedia, Shopee), B2C (Lazada, Zalora, MatahariMall) และ Brand.com (L’Oreal, Estee Lauder, Adidas) นั้น การเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไปเหมือนอย่างสมัยก่อน แปลว่าวัฏจักรนี้ไม่ได้วนอยู่แบบเดิมและมีรูปแบบที่ตายตัวอีกต่อไป

2.วัฒนธรรม สิ่งสำคัญที่กำหนดว่าอะไรรอด อะไรดับ หากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีค่านิยมแบบจีน คือ ไม่ชอบระบบประมูล และไม่ชอบของมือสอง อีเบย์จะเกิดขึ้นได้หรือไม่? คำตอบคือ คงยากมากหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย นั่นคือตัวอย่างที่ว่า ทำไมธุรกิจแบบ C2C อย่างอีเบย์จึงไม่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน แต่สำเร็จในอเมริกาได้ เพราะอีเบย์ตอบโจทย์เรื่องวัฒนธรรมและความเคยชินของคนอเมริกันซึ่งชอบระบบประมูล (Auction) และไม่คิดมากเรื่องการซื้อของมือสอง อีเบย์ยังเป็นตลาดที่เหมาะที่สุดในการหาของสะสมต่างๆ เช่น การ์ดนักเบสบอล (หรือกีฬาประเภทอื่น), Pez ที่คนอเมริกันชอบอยู่แล้ว

ส่วนโมเดล B2B2C ของ Tmall ที่เกิดขึ้นและยังคงอยู่ได้ในทุกวันนี้ เป็นเพราะ Tmall เล่นกับปัจจัยเรื่องวัฒนธรรม ความชื่นชอบ และความเคยชินของชาวจีนที่มีต่อตลาดนัด คือ มีร้านค้าและสินค้าขายเยอะแยะไปหมด เปรียบเสมือนความคึกคักเวลาช็อปปิ้ง ที่ชาวจีนเจออยู่ทุกวันในโลกออฟไลน์

3.สมการ “อเมริกา + จีน = เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หนึ่งในบริษัทอี-คอมเมิร์ซทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาคอย่างลาซาด้านั้น ใช้สมการนี้ โดยลาซาด้าเป็นทั้งอเมซอน (อเมริกา) และทีมอลล์ (จีน) ด้วยเป้าหมายที่จะให้ลาซาด้าเป็นอเมซอนแห่งเอเชีย รายได้หลักของลาซาด้ากว่า 70% นั้น มาจากการเป็นตัวกลางให้คนขายกับคนซื้อมาเจอกัน หรือ Third Party Marketplace คล้ายกับ Tmall และอีก 30% มาจากการเป็นค้าปลีกเอง หรือ Direct Retail ตามแบบฉบับของอเมซอน แต่หลังจากโดนซื้อกิจการไปโดยอาลีบาบาแล้วเป็นไปได้ว่าลาซาด้ากำลังจะผันตัวเองไปเป็น ตลาดกลาง(Marketplace) แบบเต็มร้อย เพราะขยายตลาดได้ง่ายกว่ามาก

4.การเกิดขึ้นพร้อมกันของ B2C, B2B2C, Brand.com อย่างไม่มีแบบแผน หลายแบรนด์ก่อนที่จะไปสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง ได้ทดลองใช้ Tmall ในการขายสินค้าเพื่อทดลองตลาดก่อน ยกตัวอย่าง Uniqlo ที่เริ่มบุกตลาดออนไลน์ในจีนด้วยการขายสินค้าผ่าน Tmall ก่อนจะไปเริ่มขายบน Webstore ของ  Uniqlo เอง ซึ่งไม่แปลกสำหรับหลายแบรนด์ที่จะเพิ่มช่องทางการขายให้มากกว่านั้น เช่น การขายสินค้าผ่าน e-store ของผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Central (Central Online) เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับแบรนด์นั้น ย่อมเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์มากกว่าการไม่เริ่มต้นทำสิ่งใดเลย