คนไทย56%ช็อปปิ้งออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/452063

คนไทย56%ช็อปปิ้งออนไลน์

เผยคนไทย 56% เคยซื้อสินค้าออนไลน์ เหตุซื้อง่าย-สะดวก-ส่งถึงที่ มูลค่าช็อปครั้งละ 500-1,000 บาท

นายสมเกียรติ ตรีรัตน์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 4,653 ตัวอย่าง ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2559 เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่าประชาชน 56.87% เคยซื้อสินค้าออนไลน์ และสินค้าที่นิยมซื้อมากที่สุด คือ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า ส่วนอีก 43.13% ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ เนื่องจากกลัวถูกผู้ขายสินค้าหลอกลวง รองลงมาคือประชาชนในต่างจังหวัดใช้อินเทอร์เน็ตไม่เป็น

ทั้งนี้ ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตให้เหตุผลสำคัญในการตัดสินใจซื้อ คือ ซื้อง่าย สะดวก และซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง รองลงมาคือ มีบริการส่งสินค้าถึงที่ อีกทั้งสินค้ามีความทันสมัยและหลากหลาย ส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าออนไลน์เฉลี่ยเดือนละ 1-2 ครั้ง ค่าใช้จ่ายในการซื้อต่อครั้ง 501-1,000 บาท และยังนิยมซื้อสินค้าจากแหล่งในประเทศ มากกว่าแหล่งจากต่างประเทศ โดยผู้ซื้อต้องชำระเงินผ่านทางการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ขายเป็นหลักมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า 60% ไม่เคยประสบปัญหาในการซื้อสินค้าออนไลน์ ส่วนที่เคยประสบปัญหาในการซื้อสินค้าจากออนไลน์ ปัญหาหลักอันดับหนึ่งเลย คือ คุณภาพ ลักษณะสินค้าไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้ รองลงมา คือ ปัญหาเรื่องได้รับสินค้าช้ากว่าที่กำหนดไว้ และปัญหาเรื่องสินค้าเสียหาย เป็นต้น

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ประชาชนยังเห็นว่าภาครัฐควรมีบทลงโทษที่เหมาะสมกับผู้ขายสินค้าออนไลน์ที่ทำผิดกฎหมาย รองลงมาเห็นว่าภาครัฐควรแจ้งข้อมูลแหล่งขายสินค้าออนไลน์ที่มีปัญหา และยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ผู้บริโภคทราบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควรเพิ่มช่องทางการแจ้งข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการค้าสินค้าออนไลน์ที่สะดวกสำหรับผู้บริโภคด้วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาผู้ค้าสินค้าออนไลน์ไม่มาจดทะเบียนให้ถูกต้อง เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตรวจสอบภาษี และให้ผู้ที่มียอดขายถึงปีละ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากไม่ถึงต้องยื่นแบบการเสียภาษีปีละ 2 ครั้ง

 

5ปีโมบายช็อปปิ้งเบียดพีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 07:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/452060

5ปีโมบายช็อปปิ้งเบียดพีซี

ช้อปปี้ชี้เทรนด์ช็อปปิ้งออนไลน์ในไทยผ่านมือถือมาแรง คาด ไม่เกิน 5 ปีสัดส่วนแตะ 50%

นายเทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ (Shopee) ผู้ประกอบการซื้อขายออนไลน์บนมือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดเผยว่า แนวโน้มการช็อปปิ้งออนไลน์บนมือถือในตลาดเมืองไทยมีการเติบโตสูงมาก โดยคาดการณ์ว่าภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี สัดส่วนการซื้อขายออนไลน์บนมือถือจะเพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 25% และซื้อขายออนไลน์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ 75% ซึ่งเป็นผลจากการที่ คนไทยใช้มือถือเชื่อมต่อโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เมื่อปี 2558/2559 พบว่า ในประเทศไทยมีฐานผู้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน ส่วนภาพรวมการเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยมีสัดส่วนสูงถึง 122% หรือหมายถึง คนไทยมีโทรศัพท์มือถือเฉลี่ยมากกว่า 1 เครื่อง/คน และการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือเฉลี่ยสูงถึง 5.7 ชั่วโมง/วัน (แต่ขณะนี้ค่าเฉลี่ยดังกล่าวสูงขึ้นมาก หลังจากที่โปเกมอน โก เปิดใช้งานในเมืองไทย) โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือสัดส่วน 25.8% ใช้เพื่อการซื้อสินค้าออนไลน์

“สถิติต่างๆ แสดงให้เห็นถึงเทรนด์การช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านโทรศัทพ์มือถือ ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศ ไทย และมีแนวโน้มจะเพิ่มทวีต่อเนื่อง ด้วย หากเทียบกับไต้หวันหรือญี่ปุ่น ปัจจุบันคนซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือสูงถึง 50% แล้ว”

ขณะที่การช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านมือถือในเมืองไทย ปัจจุบันยังนิยมซื้อสินค้าจากเจ้าของสินค้าที่เสนอขายบนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และบนเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์บนเดสก์ท็อปเป็นหลัก ส่วนการซื้อขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นช็อปปิ้งบนมือถือถือว่าเพิ่งเริ่มต้น และต้องใช้เวลาในการให้ความรู้ทั้งฝั่งคนขายและคนซื้อ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมในการซื้อผ่านออนไลน์ยังคงเป็นสินค้าความงาม แฟชั่น และเพื่อสุขภาพ และกลุ่มผู้ซื้อหลักยังเป็นผู้หญิง อายุ 18-30 ปี แต่มีแนวโน้มว่ากลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 30 ปี จะซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อผู้ชายด้วย

สำหรับช้อปปี้ที่เปิดตัวพร้อมกัน ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในไต้หวัน เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดผู้ใช้แอพในทุกประเทศ รวมกันกว่า 20 ล้านคน มีการทำรายการสั่งซื้อสินค้าวันละ 2.5 แสนรายการ และมีมูลค่าการซื้อขายสินค้ามาแล้วสูงถึง 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทุกประเทศยังไม่มีรายได้

ด้านตลาดในเมืองไทย ปัจจุบัน มีผู้ใช้งานแอพช้อปปี้กว่า 3 ล้านคน และมียอดทำรายการสั่งซื้อสินค้าวันละ 2 หมื่นรายการ ตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2559 จะมีผู้ใช้งานแอพเพิ่มเป็น 4 ล้านคน โดยกลยุทธ์หลักในการดึงทั้งผู้ขายและ ผู้ซื้อ คือ ตัวแอพ ใช้งานง่าย ยังไม่มี ค่าคอมมิชชั่นในการขาย และจัดส่งฟรี ซึ่งกลยุทธ์จัดส่งฟรีถือว่าดึงกลุ่มผู้ซื้อได้ดีมาก ส่วนนับจากนี้จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักมากขึ้น พร้อมกับเตรียมแคมเปญใหญ่ Shopee 9.9 Mobile Shopping Day ลดสูงสุด 80% และข้อเสนอพิเศษตั้งแต่วันที่ 1-9 ก.ย.นี้

ภาพประกอบข่าว

 

แอปเปิ้ลกดซัพพลายเออร์หั่นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2559 เวลา 07:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/452054

แอปเปิ้ลกดซัพพลายเออร์หั่นราคา

ผู้ผลิตชิ้นส่วนไอโฟนรุ่นต่อไปอ่วม แอปเปิ้ลต่อรองหั่นราคา-ลดปริมาณซื้อ หวังพยุงกำไร

วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยว่า แอปเปิ้ล อิงค์ บริษัทเทคโนโลยีกำลังต่อรองราคาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์หลังเผชิญยอดขายไอโฟนที่ปรับตัวลดลงในช่วงปีนี้ จากการแข่งขันสูงและเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ต้องกระตุ้นยอดขายในจีนผ่านการลดราคา

ซัพพลายเออร์หลายราย ระบุว่า แอปเปิ้ลขอให้ลดราคาชิ้นส่วนไอโฟนรุ่นต่อไป รวมทั้งยังลดการคาดการณ์ปริมาณคำสั่งซื้อในอนาคต ซึ่งอาจจะทำให้ซัพพลายเออร์มีรายรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2016

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลยังระบุกับซัพพลายเออร์ว่า แม้จะลดปริมาณการซื้อชิ้นส่วน แต่คาดว่าหลังการเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่จะมีคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีจากสถานการณ์ยอดขายที่ตกต่ำของไอโฟน ทำให้ซัพพลายเออร์กังวลว่าจะได้รับผลกระทบหนักขึ้นอีกในอนาคต

“เหตุผลที่ซัพพลายเออร์หลายฝ่ายไม่พอใจ คือแอปเปิ้ลขอลดทั้งราคาและปรับลดปริมาณการสั่งซื้อทั้งสองทาง” หนึ่งในซัพพลายเออร์ ระบุ

นักวิเคราะห์ ระบุว่า การต่อรองราคาอาจจะช่วยพยุงรายรับของแอปเปิ้ลในครึ่งปีหลังได้ แต่กระทบกำไรของซัพพลายเออร์หลายราย ได้แก่ ฟอกซ์คอนน์ ผู้รวบรวมชิ้นส่วน แคทเชอร์ ผู้ผลิตโลหะตัวเครื่อง และแอดวานซ์ เซมิคอนดักเตอร์ เอนจิเนียริง ผู้ผลิตชิป ขณะที่ซัพพลายเออร์ที่มีอำนาจต่อรองสูงอย่าง ไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเตอริ่ง และลาร์แกน พรีซิชั่น ผู้ผลิตเลนส์กล้องถ่ายรูป อาจจะไม่ได้รับผลกระทบ

เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ไชน่า เทเลคอม คอร์ป บริษัทสื่อสารของจีน เริ่มลดราคาขายไอโฟนรุ่น 6s ขนาด 16 กิกะไบต์ ในราคา 4,288 หยวน (ราว 2.22 หมื่นบาท) ซึ่งถูกกว่าราคาที่ประกาศในเว็บไซต์ของแอปเปิ้ลในจีนที่ราคา 5,288 หยวน (ราว 2.74 หมื่นบาท) เช่นเดียวกับไชน่า โมบาย และไชน่า ยูนิคอม บริษัทคู่แข่งก็เสนอลดราคาขายโทรศัพท์ไอโฟนลง

อาร์เทอร์ เหลียว นักวิเคราะห์จากฟูบอน ไฟแนนเชียล ระบุว่า ความต้องการสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัว ทำให้แอปเปิ้ลต้องลดรายจ่าย และคาดว่าผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตไอโฟน 7 ทั้งหมด จะได้รับแรงกดดันด้านราคา ยกเว้นผู้ผลิตเลนส์กล้องถ่ายรูป

ล่าสุด เพกาตรอน ผู้ประกอบไอโฟนอันดับ 2 ของแอปเปิ้ล คาดการณ์ว่า จะมีรายรับจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ลดลง 10.5-14% ในไตรมาส 3 ปีนี้

ก่อนหน้านี้ แอปเปิ้ลเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 กำไรลดลง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 โดยยอดขายไอโฟนในจีนลดลงมากที่สุดถึง 33%

ขณะเดียวกัน ซัมซุงเผชิญแรงกดดันอีกครั้งหลังมีผู้คนโพสต์ภาพและข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ว่า แบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนรุ่นกาแล็คซี่ โน้ต 7 รุ่นใหม่ที่จะแข่งขันกับไอโฟน 7 ระเบิดและติดไฟ ทำให้ต้องประกาศระงับการขนส่งสินค้าในเกาหลีใต้ เพื่อตรวจสอบคุณภาพเพิ่มเติม ทำให้มูลค่าตลาดลดลงไป 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.42 แสนล้านบาท)

ภาพประกอบข่าว เอเอฟพี

 

6 ทักษะที่สตาร์ทอัพต้องมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 12:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/451841

6 ทักษะที่สตาร์ทอัพต้องมี

โดย…ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

เอมี่ วิลคิลสัน อาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้สัมภาษณ์ 200 สุดยอดผู้ก่อตั้งบริษัทชั้นนำของโลก จากนั้นได้
เขียนหนังสือ “รหัสแห่งผู้ก่อตั้ง : 6 ทักษะจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการใหม่เยี่ยมยอด” (Creator’s Code : The Six Essential Skills of Extraordinary Entrepreneurs) โดยนำเสนอ 6 ทักษะสำหรับสตาร์ทอัพ ประกอบด้วย

ประการแรก Find the Gap ต้องเสาะหาช่องว่างทางธุรกิจซึ่งบุคคลอื่นมองไม่เห็น มีบุคลิกอยากรู้อยากเห็นในเรื่องต่างๆ ซึ่งความจริงแล้วไม่ถือว่าเป็นเรื่องลึกลับแต่อย่างใด เพราะเป็นทักษะของเราที่มีมาตั้งแต่เด็ก โดยการวิจัยพบว่าเด็ก 5 ขวบ จะตั้งคำถามมากถึง 100 คำถาม/วัน แต่เมื่อเติบโตขึ้นเรากลับสูญเสียทักษะนี้ไป โดยอยากรู้อยากเห็นลดลง

ประการที่สอง Drive for Daylight ต้องเหมือนนักขับรถแข่งที่มองไปยังขอบฟ้าอันห่างไกล แทนที่จะมองพื้นถนน ดังนั้นจะต้องมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลสู่อนาคต ไม่หวั่นเกรงอุปสรรคที่เป็นหลุมบ่อในระยะสั้น

ประการที่สาม Fly the OODA Loop ต้องดำเนินการรวดเร็ว เปรียบเสมือนกับ จอห์น บอยด์ อดีตเสืออากาศสหรัฐ ซึ่งมีวัฏจักร OODA ในการตัดสินใจ คือ สังเกตการณ์ (Observe) เล็ง (Orient) ตัดสินใจ (Decide) และดำเนินการ (Act) อย่างรวดเร็วมาก โดยรวม 4 ขั้นตอนในการยิงเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามตกใช้เวลาไม่ถึง 40 วินาที

ประการที่สี่ Fail Wisely ต้องตระหนักว่าการล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องจำเป็น หากไม่เคยล้มเหลวแสดงว่าเป็นคนอนุรักษนิยม ไม่กล้าเสี่ยงเชิงธุรกิจ โดยต้องทดสอบความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ จากนั้นศึกษาข้อผิดพลาดเป็นบทเรียนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องล้มเหลวอย่างฉลาดเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่ผิดพลาดในเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ประการที่ห้า Network Minds ต้องระดมพลังสมองจากทุกมุมโลกเพื่อแก้ไขปัญหา โดยใช้หลากหลายวิธี ทั้งหาคนฉลาดมาทำงานด้วย รวมถึงแสวงหาพลังสมองจากภายนอกบริษัท ตัวอย่างเช่น นำปัญหาโพสต์ขึ้นบนอินเทอร์เน็ต พร้อมกับกำหนดหลักเกณฑ์ให้รางวัลแก่ผู้สามารถให้คำตอบ เพื่อจูงใจให้คนทั่วโลกมาช่วยแก้ไขปัญหา

ประการที่หก Gift Small Goods ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลอื่น อันจะก่อให้เกิดพันธมิตรมากมาย และจะนำมาซึ่งการช่วยเหลือเกื้อกูลเราบ้างเป็นการตอบแทน

วิลคิลสัน ได้ยกตัวอย่างบุคคลหนึ่งที่ได้สัมภาษณ์ คือ อีลอน มัสค์ ว่าเป็นอัจฉริยะด้านสตาร์ทอัพเปรียบเสมือนเป็น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ สตีฟ จ็อบส์ รวมกัน กล่าวคือ เป็นนักฟิสิกส์เหมือนไอน์สไตน์ ขณะเดียวกันยังเป็นนักนวัตกรรมและยอดเยี่ยมด้านสุนทรียศาสตร์เหมือน สตีฟ จ็อบส์ อีกด้วย

สำหรับคุณสมบัติสำคัญของมัสค์ คือ มักตั้งคำถามอยู่เสมอ เช่น ตั้งคำถามว่า ทำไมท่องเที่ยวในอวกาศไม่ได้? พบว่าเนื่องจากต้นทุนส่งขึ้นสู่อวกาศสูงมาก คำถามต่อไป คือ ทำไมต้นทุนสูง? พบว่าเพราะตัวจรวดนำมาใช้ใหม่ไม่ได้ โดยจะถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ส่วนค่าเชื้อเพลิงของจรวดต่ำมากไม่ถึง 1% ของต้นทุนทั้งหมด

จากนั้นได้ตั้งคำถามต่อไปว่าจะนำจรวดมาใช้ซ้ำต้องทำอย่างไร? นำไปสู่การก่อตั้งธุรกิจสเปซเอ็กซ์ โดยมีนวัตกรรมสำคัญ คือ ภายหลังยิงจรวดแล้ว จรวดจะร่อนลงจอดได้เอง ทำให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ส่งผลให้ต้นทุนส่งขึ้นสู่อวกาศลดต่ำลงมาก

ภาพจาก www.123rf.com

 

จับเทรนด์ดีไวซ์ในไทย จำนวนลดแต่มูลค่าเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/451837

จับเทรนด์ดีไวซ์ในไทย จำนวนลดแต่มูลค่าเพิ่ม

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้ว่าพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อของคนไทยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประชากร 1 คน จะมีการพกพาดีไวซ์ไม่น้อยกว่า 2 เครื่อง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ตหรือสมาร์ทวอตช์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ทั้งสิ้น ล่าสุด ไอดีซีได้ทำผลสำรวจตลาดเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อของปี 2558-2559 พบว่า จำนวนเครื่องของอุปกรณ์เหล่านี้มีตัวเลขที่ลดลงแต่มูลค่าการซื้อขายมีทิศทางที่เพิ่มขึ้น

ชัยกร จิววุฒิพงค์ นักวิเคราะห์ ด้านอุปกรณ์เชื่อมต่อพีซี บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดอุปกรณ์พีซีอย่างเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ก จะมีการหดตัวเพราะเทคโนโลยีใหม่อย่างแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ แต่ในเชิงของการทำงานทั้งรูปแบบองค์กรและการศึกษา สินค้ากลุ่มนี้ยังคงมีความต้องการใช้งานต่อเนื่อง แต่ผู้บริโภคจะเลือกใช้เครื่องที่มีสเปกการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาเฉลี่ยของเครื่องที่ใช้ในการทำงาน เพิ่มขึ้นจาก 1.9 หมื่นบาท มาเป็น 2.2 หมื่นบาท

“เหตุผลที่ราคาเฉลี่ยสูงขึ้น เพราะกลุ่มเกมมิ่งและลูกค้าที่ซื้อใช้งานเป็นเครื่องที่สองมองหาเทคโนโลยีของระบบประมวลผลที่สูงขึ้น ทำให้ใช้งานเครื่องได้นานขึ้น” ชัยกร กล่าว

ทางด้าน ณัฐชนน บุญสอน นักวิเคราะห์ ด้านอุปกรณ์เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ตลาดสมาร์ทโฟนมีจำนวนเครื่องและมูลค่าที่สูงขึ้นเกิดขึ้นการแข่งขันของโอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย ที่แย่งลูกค้ากันอย่างรุนแรง และในปี 2559 นี้จะเห็นเครื่องที่รองรับเครือข่าย 4จี มากขึ้นกว่าเครื่อง 3จี ที่เคยนำเข้ามาขายในตลาด ขนาดหน้าจอเฉลี่ยที่ 5-5.5 นิ้ว และราคาเครื่องจะมีอัตราที่สูงขึ้นจากปัจจุบัน 5,900 บาท ในปี 2560 จะอยู่ที่ 6,500 บาท และในปี 2563 จะอยู่ที่ 8,250 บาท

“การที่มีแบรนด์ผู้ผลิตเข้ามาในตลาดสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ทำให้การแข่งขันของช่องทางการจำหน่ายผ่านหน้าร้านแบบเดิมต้องเร่งปรับตัว ยิ่งการซื้อขายออนไลน์เริ่มบูม ยิ่งทำให้สาขาเริ่มถูกมองข้ามความสำคัญ” ณัฐชนน กล่าว

เรื่องของโมบายเพย์เมนต์หรือเอ็ม-คอมเมิร์ซ จะเข้ามาเชื่อมโยงการซื้อขายมากขึ้น ซึ่งเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการใช้จ่ายผ่านมือถือมากที่สุดในโลกและระบบการทำงานก็มีความพร้อมที่ดีไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งจำนวนบัตรเครดิตที่ยังมีน้อยอยู่ทำให้การใช้งานโมบายวอลล์เลต์ช่วยตอบโจทย์การใช้จ่ายออนไลน์ได้ดีขึ้น

ทางด้านของตลาดแท็บเล็ตในปี 2557 โตขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3.15 ล้านเครื่อง จากการสนับสนุนเชิงนโยบายของภาครัฐแต่ในปี 2558 ก็ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกันเหลือเพียง 1.4 ล้านเครื่อง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่เสมือนอยู่ตรงกลาง การใช้งานค่อนข้างจำกัดไม่เหมือนสมาร์ทโฟนและพีซีที่รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้ต้องรอวิวัฒนาการใหม่ที่จะรองรับการทำงานแบบพีซีมากขึ้น ถือว่าเป็นแนวโน้มเดียวกับทั่วโลกไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ นวัตกรรมใหม่เริ่มเข้ามาเป็นศูนย์กลางให้แก่อุปกรณ์อื่น จากเดิมพีซีเป็นที่เก็บข้อมูลให้กลุ่มมือถือหรือสมาร์ทโฟน แต่ในอนาคตจะเป็นการเก็บข้อมูลผ่านทางเซ็นเซอร์ยิ่งทำให้พื้นที่ในการจัดเก็บเล็กลง

จาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยตลาดไคลเอนด์ดีไวซ์ และหัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมอุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะของไทยยังคงรักษาฐานอยู่ที่ 2 แสนล้านบาทเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ทำให้มีอัตราการเติบโตไม่ถึง 5% แต่จะมีตลาดอุปกรณ์ใหม่เข้ามาแทนที่ คือกลุ่มฟิตเนสแบรนด์ เช่น ฟิตบิท หัวเว่ย การ์มิน โดยในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ทำยอดขายในไทยไปแล้วกว่า 2 แสนชิ้น มูลค่ากว่า 930 ล้านบาท ขณะที่สมาร์ทวอตช์ ของแบรนด์สมาร์ทโฟนอย่างแอปเปิ้ล ซัมซุง โมโตโรล่า ทำยอดขายไปกว่า 4.5 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 630 ล้านบาท

ทั้งนี้ เรื่องของอุปกรณ์สำหรับอนาคตอย่าง เออาร์หรือวีอาร์ (Augmented/Virtual Reality) จะเริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น จากการนำไปใช้งานร่วมกับตลาดเกม การแพทย์ การศึกษาและการออกแบบ ยิ่งทำให้เป็นโอกาสของนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ยุคเดิม แต่เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ ยังต้องมีการปรับปรุงต่อเนื่องในเรื่องคอนเทนต์ การเซ็ทอัพ แบตเตอรี่ ราคา ฯลฯ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้งานในอนาคต

 

เมื่อ “เกาหลีเหนือ” ก็มีสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 19:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/451768

เมื่อ "เกาหลีเหนือ" ก็มีสตาร์ทอัพ

โดย…www.m2fnews.com

แม้ว่าทุกวันนี้จะเหลือประเทศคอมมิวนิสต์เพียง 5 ประเทศในโลก ซึ่งได้แก่ จีน เวียดนาม ลาว คิวบา และเกาหลีเหนือ แต่ทั้งหมดนี้มีเพียงเกาหลีเหนือเท่านั้นที่ยังปิดประเทศอย่างเหนียวแน่น และแทบไม่เปิดรับระบบเศรษฐกิจแบบตลาดหรือกระแสทุนนิยมเลย ทุกอย่างยังจัดการโดยรัฐเกือบ 100% แม้แต่อาหารและของกินของใช้ก็ยังต้องรอคอยการแจกจ่ายโดยรัฐผ่านระบบส่วนแบ่ง (Rationing) โดยไม่มีการซื้อขายสินค้าอย่างเสรีเหมือนประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม หลังจากวิกฤตอดอยากในช่วงทศวรรษที่ 90-2000 ชาวเกาหลีเหนือไม่อาจรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐได้อีก พวกเขาเริ่มออกมาค้าขายตามตลาดมืด จนกระทั่งรัฐบาลไม่สามารถทนแรงกดดันได้ ต้องอนุญาตให้ประชาชนค้าขายได้พอควร นับแต่นั้นชาวเกาหลีเหนือก็เริ่มลิ้มรสชาติของระบบตลาดและทุนนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ใครเลยจะคิดว่าประเทศที่แทบไม่รู้จักระบบค้าขายอิสระ จะเริ่มทำความรู้จักกับสตาร์ทอัพอย่างเงียบๆ

โชซอน เอ็กซ์เชนจ์ (Choson Exchange) เป็นองค์กรเอกชนที่สนับสนุนการทำธุรกิจในหมู่ชาวเกาหลีเหนือ ผ่านการฝึกฝนในเวิร์กช็อป การให้คำปรึกษา และการให้ทุนการศึกษากับปัจเจกบุคคลในดินแดนที่ปิดตายแห่งนี้ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ โดยเฉพาะคำว่าปัจเจกบุคคลกับคำว่าธุรกิจ เป็นคำที่สะท้อนแนวคิดเสรีนิยมและทุนนิยม ที่ผู้นำเกาหลีเหนือมองว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจมาตลอด

คำถามก็คือ เหตุใดเกาหลีเหนือถึงเปลี่ยนใจมาศึกษาระบบทุนนิยม แถมยังส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้สตาร์ทอัพ?

คำตอบอยู่ที่ชายชาวสิงคโปร์ที่ชื่อ จอฟฟรีย์ ซี (Geoffrey See)

จอฟฟรีย์ ซี เป็นชาวสิงคโปร์โดยกำเนิด จบปริญญาตรีที่สหรัฐ โดยได้เกียรตินิยมจากสถาบันวอร์ตัน แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งตักษิลาด้านธุรกิจชั้นแนวหน้าของโลก จบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเยล และเป็นนักวิจัยของ MIT แถมยังเป็นที่ปรึกษาด้านสตาร์ทอัพของสถาบันพันธมิตรเพื่อการวิจัยและเทคโนโลยีของ MIT ในสิงคโปร์ นับว่าโปรไฟล์ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้เขาทำงานในสหรัฐและเกาหลีใต้ และร่วมงานกับบริษัทด้านการจัดการชื่อดังคือ Bain & Co. แต่ตัดสินใจออกจากงานในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะก่อตั้งโชซอน เอ็กซ์เชนจ์ เขาแทบไม่มีความรู้เรื่องเกาหลีเหนือเลย จนกระทั่งเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐบาลที่เกาหลีใต้เมื่อปี 2005 จึงได้ทราบเรื่องการพลัดพรากของญาติพี่น้องใน 2 เกาหลีและเริ่มคิดคำนึงเรื่องเกาหลีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งตัดสินใจลงทะเบียนขอเดินทางเข้าไปเที่ยวชมดินแดนโสมแดงให้เห็นกับตาในปี 2007

ไกด์สาวของเขาที่เปียงยางบอกกับเขาว่า เธอมาทำงานนี้เพื่อฝึกฝนภาษาอังกฤษและอยากจะเรียนด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อทำธุรกิจของตัวเอง และเพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงในประเทศนี้ก็มีความสามารถในการทำธุรกิจ (ซึ่งอันที่จริงแล้วในช่วงยุคอดอยาก ผู้หญิงจำนวนมากออกมาทำการค้าอย่างผิดกฎหมายในตลาดมืด ขณะที่ผู้ชายต้องรอรับความช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น ในเวลาต่อมาเมื่อรัฐบาลอะลุ่มอล่วยให้มีการค้าขายได้ ก็ยังเป็นผู้หญิงที่ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในตลาด)

ก่อนที่ ซี จะสิ้นสุดการเดินทางในเกาหลีเหนือ ไกด์สาวถามกับเขาว่าจะเป็นไปได้ไหมหากเขากลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งจะขนหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์กลับมาด้วย คำขอร้องนี้ทำให้ ซี ต้องทบทวนทัศนคติของเขาใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับเกาหลีเหนือและความเป็นปัจเจกชนของคนที่นี่ เพราะแต่ไรมาคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ชาวเกาหลีเหนือไม่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองได้ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐเท่านั้น

ตอนที่ ซี ได้ยินไกด์สาวคนนี้บอกความฝันของเธอเขาถึงกับอุทานในใจว่า “ว้าว นี่มันบ้าไปแล้ว นี่ผมอยู่ในเกาหลีเหนือจริงๆ หรือเปล่า?” ที่เขาตกใจไม่ใช่เพราะความคิดของเธอเป็นเรื่องบ้าๆ แต่การแสดงออกของเธอต่างหากที่ดูเป็นธรรมชาติ ราวกับว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่จะทำธุรกิจของตัวเอง

แม้ว่า ซี จะไม่มีโอกาสพบไกด์สาวคนนั้นอีก แต่คำร้องขอของเธอจุดประกายให้เขาหันมาสนใจเรื่องธุรกิจในเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง จนกระทั่งเขาก่อตั้ง “โชซอน เอ็กซ์เชนจ์” เพื่อเป็นศูนย์รวมอาสาสมัครเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านความรู้และการฝึกอบรมด้านธุรกิจในเกาหลีเหนือ

สิ่งที่หลายคนคาดคิดก็คือการทำงานในลักษณะนี้ของ โชซอน เอ็กซ์เชนจ์ จะต้องพบเจอกับตอดุ้นเบ้อเริ่มจากรัฐบาลแน่ๆ แต่ ซี เผยว่า ระบบของเกาหลีเหนือไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันหรือผูกขาดโดยส่วนกลางอย่างเหนียวแน่นเหมือนที่คนนอกคิด และที่สำคัญก็คือแม้การทำงานของเขาจะเสี่ยงกับการถูกประณามว่าร่วมมือกับรัฐบาลเผด็จการที่กดขี่ประชาชน แต่ ซี ให้เหตุผลว่าจะเป็นการดีกว่าหากเข้าไปมีส่วนร่วมกับการผลักดันให้เกาหลีเหนือเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งในระดับปัจเจกชนและในระดับการลงทุน

ความเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อตอนที่ ซี เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในปี 2007 การค้าขายในระดับล่างยังอยู่ในวงจำกัด แต่นานวันเข้าสินค้าและทัศนะด้านการค้าขายของคนที่นั่นเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับกิจกรรมของโชซอน เอ็กซ์เชนจ์ที่เข้มข้นมากขึ้น จนประทั่งสามารถเปิดเวิร์คช็อปด้านสตาร์ทอัพ หรือแม้แต่จัดเวทีสัมมนาสตาร์ทอัพในกรุงเปียงยาง

“สตาร์ทอัพในเปียงยาง” อาจเป็นอะไรที่ย้อนแย้งอย่างมาก แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

สตาร์ทอัพในเกาหลีเหนือมีความเหมือนกับส่วนอื่นๆ ของโลก ตรงที่เป็นธุรกิจเกิดใหม่ใช้เทคโนโลยีเป็นแขนขาและมุ่งสร้างนวัตกรรม แต่ก็มีความแตกต่างจากที่อื่นๆ เช่นกัน ตรงที่ยังถูกปิดตายจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเป็นการเริ่มต้นไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ระบบตลาดเสรีไปด้วย อย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพของที่นี่ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะด้านไฮเทคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าและบริการประเภทอื่นๆ ที่รัฐเปิดโอกาสให้ภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษ 29 แห่ง

แม้จะขาดการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่โชซอน เอ็กซ์เชนจ์ก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการนำบุคลากรชาวต่างประเทศไปฝึกและแลกเปลี่ยนทัศนะกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือ และนำดาวรุ่งของวงการสตาร์ทอัพจากเปียงยางไปเปิดหูเปิดตาที่สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย บทบาทของโชซอน เอ็กซ์เชนจ์จึงคล้ายกับพี่เลี้ยงสตาร์ทอัพที่รัฐบาลหลายๆ ประเทศให้การสนับสนุน

ซี บอกว่า เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้เรื่องราวของดินแดนนี้มากนัก แต่เพราะอคติและภาพลักษณ์ที่ฝังหัวต่างหากที่ทำให้เราคิดว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่แย่หมด

งานของ ซี และโชซอน เอ็กซ์เชนจ์ ไม่ใช่การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเกาหลีเหนือในสายตาชาวโลก แต่เป็นการเสริมพลังให้กับประชาชนในประเทศนี้ ให้รู้จักอิสรภาพ (แม้เพียงน้อยนิด) ของการเลือกที่จะทำธุรกิจตามความต้องการและค้าขายกันอย่างเสรี แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ในอนาคตไม่แน่ว่าเราอาจเห็นสตาร์ทอัพในเกาหลีเหนือเป็นแรงขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงในดินแดนหลังม่านแห่งนี้ก็เป็นได้

ภารกิจของโชซอน เอ็กซ์เชนจ์

ด้วยความที่โชซอน เอ็กซ์เชนจ์เป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร อีกทั้งรัฐบาลเกาหลีเหนือเองก็ไม่มีทุนรอนสนับสนุนในด้านนี้ พวกเขาจึงต้องพึ่งพาเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเป็นหลักและเงินช่วยเหลือส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลสิงคโปร์ รัฐบาลอังกฤษ รวมถึงมูลนิธิต่างๆ แต่การขอเงินบริจาคเพื่อทำงานในเกาหลีเหนือไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภาพลักษณ์ของประเทศนี้บวกกับท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำ ทำให้การเสนอขอทุนรอนเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่พวกเขาบอกว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้พวกเขา ก็คือการคิดในแง่บวกเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในดินแดนโสมแดง

ตอนนี้โชซอน เอ็กซ์เชนจ์ผลักดันความร่วมมือไปถึงสหรัฐแล้วและในเปียงยางยังริเริ่มเวิร์คช็อปสำหรับสตาร์ทอัพหลายโครงการ เช่น โครงการสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง โครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ โครงการแนะแนวทางความสำเร็จของประกอบการรุ่นเยาว์ การจัดแคมป์เก็บตัวให้กับสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ฯลฯ

เมื่อก่อนคำว่า “ผู้ประกอบการ” (Entrepreneurs) ในเกาหลีเหนืออาจฟังดูพิลึกพิลั่น แต่วันนี้โชซอน เอ็กซ์เชนจ์ ทำให้คำๆ นี้กลายเป็นความจริงขึ้นมาในดินแดนที่ (เคย) เป็นศัตรูกับการค้าเสรี

 

เอไอเอส-ดีแทคอัดโปรฯ ดันสมาร์ทโฟนสู้มือถือฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 21:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/451562

เอไอเอส-ดีแทคอัดโปรฯ ดันสมาร์ทโฟนสู้มือถือฟรี

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

บริษัท วิจัยตลาดไอดีซี (IDC) ได้ออกรายงานยอดขายตลาดสมาร์ทโฟนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 พบว่า ยอดขายรวมอยู่ที่ 334.9 ล้านเครื่อง ซึ่งลดลงจากไตรมาส 3 ของปี 2558 ที่ทำได้ 355.2 ล้านเครื่อง หรือนี่จะเป็นสัญญาณบอกให้เห็นถึงจุดอิ่มตัวของตลาดนี้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไตรมาสแรกของปีนี้ที่ไอดีซีระบุเพิ่มเติม คือ ยอดขายและส่วนแบ่งตลาดของซัมซุงยังทำได้ 24.5% ในขณะที่แอปเปิ้ลยอดขายลดลงจาก 61.2 ล้านเครื่อง เหลือ 51.2 ล้านเครื่อง ทำให้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 15.3% ส่วนหัวเว่ยมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 8.2% ออปโป้อยู่ที่ 5.5% และวีโว่ 4.3% ตามลำดับ

ปริศนา รัตนสุวรรณศรี ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในช่วงครึ่งปีแรกติดลบทั้งจำนวนเครื่องและยอดขาย เพราะมีโปรโมชั่นแจกฟรีเยอะ ทำให้ยอดขายในตลาดติดลบประมาณ 3-4% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่ารุ่นแฟล็กชิปของแบรนด์ดังที่ออกมาจะช่วยกระตุ้นตลาดให้ดีขึ้น เพราะเป็นจังหวะการเปลี่ยนเครื่องใหม่ของลูกค้าและมีขาประจำของแบรนด์เหล่านี้รอเยอะ ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังน่าจะคึกคักขึ้น

“จากความต้องการสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทางโอเปอเรเตอร์เองก็ต้องเร่งจัดแพ็กเกจหรือโปรโมชั่นพิเศษร่วมกับแบรนด์เพื่อดึงดูดใจลูกค้าเช่นกัน” ปริศนา กล่าว

เทรนด์การเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกปีของลูกค้ารายเดือน (โพสต์เพด) อยู่ที่ 60% และเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุก 2 ปีอยู่ที่ 90% ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ชี้ให้เห็นว่าหากยังไม่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดออกมาสร้างกระแสในตลาด ระยะเวลาความต้องการเปลี่ยนเครื่องก็จะค่อยๆ นานออกไป ดังนั้นผู้ผลิตเครื่องเองจึงต้องเร่งหาจุดเด่นและแข่งขันกันในเรื่องของนวัตกรรมให้มากขึ้น

ดังนั้น ในมุมของโอเปอเรเตอร์เองแม้จะมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษที่จะช่วยกระตุ้นตลาดสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ไว้ล่วงหน้า แต่ตลาดระดับกลางและล่างทางค่ายยังคงเน้นทำเองอยู่และเน้นโปรโมชั่นที่คุ้มค่ามากขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมที่เปลี่ยนจากแบบเติมเงินมาเป็นรายเดือน รวมทั้งเพิ่มโอกาสลูกค้าย้ายค่ายด้วย

คนรุ่นใหม่นิยมใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นและต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายเอง จึงจะเห็นเทรนด์ที่เปลี่ยนจากการใช้แพ็กเกจแบบเติมเงินมาเป็นรายเดือนเยอะขึ้น ดังนั้น ดีแทคจึงเน้นโปรที่แจกการใช้งานออนไลน์ที่คุ้มค่า ราคาอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ รวมทั้งปลายปีนี้จะมีดีแทคโฟนเข้ามาเสริมตลาดการใช้งาน 4จี ที่มากขึ้น ในราคาเริ่มต้นที่ 2,000 บาท ถือว่าเป็นโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจเปลี่ยนแพ็กเกจง่ายขึ้น

ด้าน ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกไม่ได้มีสมาร์ทโฟนรุ่นไฮเอนด์ออกมาทำตลาดมากนัก ทำให้การแข่งขันอาจไม่แรง ในขณะที่ตลาดระดับกลางแข่งขันกันสูงกว่า รวมทั้งช่วงต้นปีทางโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายต่างก็แข่งกันทำตลาดให้ลูกค้าอัพเกรดเครื่องทั้งจาก 2จี มาเป็น 3จี และจาก 3จี มาเป็น 4จี มากขึ้น

“ครึ่งปีหลังนี้แบรนด์ใหญ่ที่เปิดตัวรุ่นแฟล็กชิปน่าจะช่วยกระตุ้นตลาดครึ่งปีหลังได้ดีขึ้น เพราะความต้องการสินค้าไฮเอนด์ มีการตอบรับที่ดีทุกปี” ฐิติพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทไม่อยากให้มองว่าตลาดสมาร์ทโฟนซบ เพราะเชื่อว่าหากมีเครื่องที่ดีผนวกกับการกระตุ้นลูกค้าด้วยแคมเปญที่โดนใจ จะช่วยหนุนให้ลูกค้าอยากซื้อเครื่องใหม่ง่ายขึ้น โดยเอไอเอสยังคงใช้กลยุทธ์เบสต์บาย (Best Buy) เข้ามากระตุ้นตลาดสมาร์ทโฟนเพื่อให้ลูกค้าเติมเงินเปลี่ยนมาเป็นรายเดือนให้มากขึ้น ด้วยการจ่ายค่าแพ็กเกจ 650 บาท ได้รับเครื่องฟรีไปเลย รวมทั้งมีแผนจะนำเครื่องรุ่นใหม่ของเอไอเอสเข้ามาเสริมในตลาด
สมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องแน่นอน

ส่วนเรื่องสงครามราคานั้น อยากให้มองว่าทุกค่ายมีการแข่งขันกันอย่างคึกคักมาตลอดอยู่แล้ว ในปลายปีอาจไม่ได้มีแพ็กเกจที่รุนแรงกว่านี้ น่าจะเป็นการเน้นไปที่โปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้ารายเดือนที่ย้ายเข้ามาจดทะเบียนใหม่ เพื่อให้อยู่กับทางค่ายมากขึ้นมากกว่า

 

โฆษณาดิจิทัลเบียดหนังสือพิมพ์เฟซบุ๊กนั่งแชมป์สินค้าใช้งบมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2559 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/451352

โฆษณาดิจิทัลเบียดหนังสือพิมพ์เฟซบุ๊กนั่งแชมป์สินค้าใช้งบมากสุด

โดย… จะเรียม สำรวจ

จากอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นประกอบกับปัจจุบันสมาร์ทโฟนยังคงลดราคาขายลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ คนไทยสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ โดยผ่านอินเทอร์เน็ตจากมือถือได้ง่ายขึ้น

แนวโน้มที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้เจ้าของสินค้าเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์สินค้า ทำกิจกรรมการตลาด เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้โดยตรง และวัดผลการตอบรับจากการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมภาพรวมสื่อโฆษณาดิจิทัล จึงเติบโตสวนกระแสภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณา

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) กล่าวว่า สื่อโฆษณาดิจิทัลที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องถือว่าสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น ปัจจัย ดังกล่าวทำให้เจ้าของสินค้าเริ่มกำหนดทิศทางการตลาดผ่านสื่อดังกล่าว เพราะนอกจากจะสร้างความรู้และความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคแล้ว ยังสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้า รวมไปถึงสร้างยอดขายผ่านอี-คอมเมิร์ซได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ส่งผลให้คาดการณ์ว่าสิ้นปี 2560 ภาพรวมสื่อโฆษณาดิจิทัลน่าจะมีอัตราส่วนปรับเพิ่มเป็น 10% หรือมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท และขึ้นเป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมโฆษณารวมรองจากสื่อทีวี จากปัจจุบันสื่อโฆษณาดิจิทัลมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 8% เป็นอันดับ 3 ในอุตสาหกรรมโฆษณารวม โดยอันดับ 1 เป็นของสื่อทีวี และอันดับ 2 เป็นของสื่อหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกไม่ต่ำกว่า 200-300%

สำหรับภาพรวมของสื่อโฆษณาดิจิทัลในสิ้นปี 2559 นี้ คาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 9,883 ล้านบาท หรือเติบโต 22% จากปี 2558 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 8,084 ล้านบาท โดยในส่วนของสื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความสนใจจากเจ้าของสินค้าหันมาใช้งบโฆษณามากที่สุด คือ เฟซบุ๊ก มีการใช้งบอยู่ที่ประมาณ 2,842 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีการใช้งบอยู่ที่ 1,907 ล้านบาท ตามด้วยยูทูบ มีการใช้งบอยู่ที่ 1,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีการใช้งบไป 1,599 ล้านบาท และสื่อดิสเพลย์ มีการใช้งบที่ 1,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีการใช้งบไป 1,659 ล้านบาท

นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร อุปนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมสื่อโฆษณาดิจิทัลในปีนี้ถือว่าก้าวขึ้นมาเป็นสื่อหลักเทียบเคียงสื่อโทรทัศน์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เห็นได้จากการใช้เม็ดเงินโฆษณาของสินค้าต่างๆ ที่เคยใช้เม็ดเงินกับสื่อโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ยานยนต์ หรือ เครื่องดื่มนันแอลกอฮอล์ที่เริ่มหันมาใช้งบผ่านสื่อโฆษณาดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะวิดีโอถือเป็นสื่อที่ได้รับความสนใจมากที่สุด

ในส่วนของสินค้าที่มีการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อโฆษณาดิจิทัลมากที่สุดตั้งแต่ ต้นปีที่ผ่านมา คือ รถยนต์ คิดเป็นมูลค่า 1,011 ล้านบาท ตามด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 974 ล้านบาท โทรคมนาคม 915 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์นันแอลกอฮอล์ 627 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์นม พร้อมดื่ม

นรสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาภาพรวมสื่อโฆษณาดิจิทัลมีส่วนแบ่งการตลาดจากอุตสาหกรรมโฆษณารวมเพียง 1-2% เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดขึ้นมาเป็น 8% ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจสื่อดิจิทัลมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาพรวมสื่อโฆษณาดิจิทัลจะมีการขยายตัวในทิศทางที่ดีสวนกระแสภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณา แต่ถ้าหากมองภาพโดยรวมทั้งหมดแล้วยังถือว่าขยายตัวยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในสื่อโฆษณาดิจิทัล ขณะเดียวกันก็ยังขาดงานด้านการวิจัยพัฒนา และยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

แม้ว่าโฆษณาดิจิทัลจะค่อยๆ ขยายตัว ด้วยการเติบโตปีละ 2 หลัก แต่ก็ถือเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนและมีแนวโน้มที่ดีกว่าสื่อโฆษณาอื่นๆ ที่นับวันมองเห็นอนาคตที่จะเติบโตลดลง

 

“เจมาร์ท”ลุ้น สมาร์ทโฟนดัง ฟื้นครึ่งปีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 08:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/451152

"เจมาร์ท"ลุ้น สมาร์ทโฟนดัง ฟื้นครึ่งปีหลัง

เจ มาร์ท ระบุเศรษฐกิจซบกระทบตลาดสมาร์ทโฟน วัดดวงท้ายปีไอโฟน-ซัมซุงรุ่นใหม่ปลุกกำลังซื้อ

นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เจ มาร์ท เปิดเผยว่า จากการสำรวจตลาดสมาร์ทโฟนของจีเอฟเค ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจ
ตลาดพบว่า ครึ่งปีแรกตลาดยังซบเซา เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงต้องดูทิศทางต่อไปว่าจะปรับตัวดีขึ้นหรือไม่ โดยต้องลุ้นว่าการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของค่ายไอโฟนและซัมซุงจะสร้างความนิยมได้เหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อนหรืออาจเป็นกระแสระยะสั้นๆ จากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อที่ติดตามสองแบรนด์นี้มากกว่าลูกค้าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม บริษัทเพิ่มระบบผ่อนชำระเจมันนี่เข้ามาถือว่าช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิตหรือมีรายได้ระดับปานกลางสามารถผ่อนซื้อเครื่องระดับสูงได้มากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและขยายโอกาสให้ผู้ที่สนใจตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนราคาแพงได้มากขึ้นโดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งปี

“แม้ว่ากลุ่มสมาร์ทโฟนจะยังเป็นสินค้าที่สร้างยอดขายเป็นอันดับ 1 ของเจมาร์ท แต่กลุ่มแอกเซสซอรี่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟน เช่น โดรน เครื่องดูดฝุ่น กล้องถ่ายรูป ถือว่าเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่ช่วยสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้บริษัท ทำให้บริษัทต้องปรับหน้าร้านให้รองรับสินค้ากลุ่มกล้องและแกดเจ็ตมากขึ้น”

ทั้งนี้ ปัจจุบันได้ปรับสัดส่วนการจัดพื้นที่หน้าร้านจากเดิมเป็นกลุ่มสมาร์ทโฟน 80% แอกเซสซอรี่ 20% มาเป็นสมาร์ทโฟน 50% แอกเซสซอรี่ 50% ซึ่งการปรับปรุงร้านครั้งนี้ไม่ใช่การลงทุนปรับปรุงตกแต่งร้านใหม่เป็นเพียงการเปลี่ยนตำแหน่งสินค้า ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.1 หมื่นล้านบาท โตจากปีก่อน 20% เนื่องจากมีแผนขยายสินค้ากลุ่มกล้องออกเป็นอีกหนึ่งธุรกิจในเดือน ก.ย.นี้

 

โจรไฮเทคพุ่งเป้า เจาะเอทีเอ็มทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/451101

โจรไฮเทคพุ่งเป้า เจาะเอทีเอ็มทั่วโลก

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่โลกได้รู้จักกับมัลแวร์ สกิเมอร์ (Skimer) เมื่อปี 2009 ที่เปลี่ยนให้ตู้เอทีเอ็มกลายเป็นเครื่องก๊อบปี้ข้อมูลบัตรลูกค้าและแหล่งปั๊มเงินของอาชญากร อัตราการโจรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มทั่วโลกก็ขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างฟากอาชญากรที่สร้างหรืออัพเกรดมัลแวร์ให้ร้ายแรงขึ้น กับฟากอุตสาหกรรมการเงินและความมั่นคงไซเบอร์ ที่พัฒนาซอฟต์แวร์ป้องกัน และปรับระบบเอทีเอ็มในหลายประเทศ เช่น สหรัฐและไทย ให้เปลี่ยนจากการใช้บัตรแถบแม่เหล็กไปเป็นชิปการ์ด หรือบัตรติดไมโครชิปตามมาตรฐาน EMV ที่มีความปลอดภัยจากการสกิมมิ่งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อัตราการโจรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มกลับยังคงขยายตัวทั่วโลก เฉพาะในสหรัฐมีสถิติเพิ่มขึ้นถึง 546% จากปี 2014-2015 หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการเก็บข้อมูลของบริษัทซอฟต์แวร์การเงินฟิโก และเริ่มขยายไปยังเมืองเล็กเมืองน้อยทั่วประเทศมากขึ้น จากเดิมที่มักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทางชายฝั่งตะวันออกและตะวันตกมากกว่า

จากการตรวจสอบของบริษัทความมั่นคงไซเบอร์หลายแห่ง ระบุว่า วิธีการใช้โจมตีตู้เอทีเอ็มทั่วโลกมีหลายวิธีผสมผสานกันไป ตั้งแต่รูปแบบเดิมๆ ที่ชื่อว่า Blackbox หรือการตัดการเชื่อมต่อของตู้กับระบบหลัก แล้วใช้บัตรปลอมฝังมัลแวร์ดูดเงินออกมา ไปจนถึงการพัฒนามัลแวร์สกิเมอร์ ให้มีความเข้มข้นและยากต่อการตรวจจับมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการมุ่งเป้าข้อมูลลูกค้ารายคน ไปเป็นการฝังตัวเพื่อเก็บข้อมูลรวมของแบงก์ให้มากที่สุด จากนั้นจึงทยอยลงมืออย่างใจเย็นไม่ให้รู้ตัว ซึ่งในหลายครั้งแบงก์ไม่สามารถตรวจพบมัลแวร์ได้เลย และทราบถึงความผิดปกติจากการนับจำนวนเงินในตู้เท่านั้น

บริษัทซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงไซเบอร์ แคสเปอร์สกี้ เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ทางบริษัทได้สกัดความพยายามใช้มัลแวร์เข้าโจมตีทางการเงินทั่วโลกไปแล้วถึง 1.132 ล้านครั้ง หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสแรกถึง 15.6% โดยหนึ่งในสาเหตุหลักของการโจมตีที่พุ่งสูงขึ้นก็คือ การรวมตัวกันระหว่างโทรจัน 2 ตัวหลักที่เป็นท็อปเทนมัลแวร์ร้ายของสายการเงินทั่วโลกมากที่สุด คือ โกซี โทรจัน (Gozi Trojan) และไนมาอิม โทรจัน (Nymaim Trojan) ซึ่งเพิ่มความร้ายกาจมากขึ้น

มัลแวร์ประเภทโทรจันในกลุ่มแบงก์ ซึ่งมักจะมาจาก 2 ช่องทาง คือ การเจาะเข้าระบบหลังบ้านของแบงก์โดยตรง หรือผ่านหน้าเว็บไซต์แบงก์ปลอมและสแปมอีเมล จากนั้นก็จะล้วงเอาข้อมูลความลับทางบัญชีต่างๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นเลขบัญชีแบงก์ พาสเวิร์ด และข้อมูลบัตรเครดิต

ในปี 2016 นี้ มีเคสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย จนถึงประเทศไทย โดยในประเทศญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. กลุ่มคนร้ายได้เจาะเข้าระบบของธนาคารสแตนดาร์ด ในประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อขโมยข้อมูลทางการเงิน จากนั้นจึงใช้บัตรเครดิตปลอมออกปฏิบัติการให้สมาชิกราว 200 คน ไล่กดเงินตามตู้เอทีเอ็ม 1,400 แห่งทั่วประเทศ ภายในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ได้เงินไป 1,400 ล้านเยน แม้จะจับคนร้ายชาวญี่ปุ่นได้ 2 คน แต่ก็คาดว่าไม่ใช่ตัวหลักที่เป็นหัวใจของการลงมือครั้งนี้

ส่วนที่ไต้หวันนั้น คนร้ายได้ขโมยเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารเฟิสต์แบงก์ ได้เงินไปกว่า 70 ล้านเหรียญไต้หวัน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดไม่พบร่องรอยใดๆ จากการสอบสวนเชื่อว่าคนร้ายได้ฝังมัลแวร์เข้าระบบมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะลงมือโดยใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อไร้สายที่คาดว่าเป็นสมาร์ทโฟน เพื่อสั่งงานให้ตู้เอทีเอ็มปล่อยเงินไหลออกมาตามที่คนร้ายควบคุม

ทางผู้ผลิตตู้เอทีเอ็มจากเยอรมนี ตรวจพบร่องรอยของมัลแวร์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 3 ตัวบนตู้ที่ถูกขโมยเงิน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า อาจเป็นเทคนิคใหม่ที่อัพเกรดมาจากการ “แจ็กพอตติ้ง” (Jackpotting) ที่บาร์นาบีแจ็ค เคยสาธิตในระหว่างงานชุมนุมแฮ็กเกอร์ แบล็กแฮท เมื่อปี 2010

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันหลายประเทศจะปรับไปเป็นระบบชิปการ์ดก็ใช่ว่าระบบใหม่นี้จะปลอดภัยจากการมุ่งโจมตีของแฮ็กเกอร์แบบ 100%

จากการประชุมของแวดวงไอทีและแฮ็กเกอร์แบล็กแฮท ที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐ ในปีนี้ ผู้แทนของบริษัท แรปิด7 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบเอทีเอ็มใหม่แบบชิปการ์ดนั้น ก็ยังมีช่องโหว่ที่ทำให้สามารถฝังมัลแวร์เข้าแฮ็กเงินออกมาได้เหมือนกับการแจ็กพอตติ้งเมื่อ 6 ปีก่อน โดยกดเงินออกมาได้ถึง 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น และเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ทำให้ทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยอย่างไม่มีวันหยุดเช่นเดียวกัน