ส่งทีมกม. เคลียร์ปม โปเกมอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/450923

ส่งทีมกม. เคลียร์ปม โปเกมอน

เจ้าของเกมโปเกมอน โก ส่งบริษัทที่ปรึกษากฎหมายเข้าหารือ กสทช. ยันไม่นิ่งนอนใจ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า บริษัท ไนแอนติก ผู้พัฒนาเกมโปเกมอน โก จากสหรัฐมอบหมายให้บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ บริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย เป็นตัวแทนเข้าหารือกับ กสทช. หลังสำนักงานมีหนังสือแจ้งในการจำกัดพื้นที่เล่นเกมโปเกมอน โก นอกจากนี้ ผู้แทนบริษัท เบเคอร์ฯ ยังแจ้งว่าบริษัท ไนแอนติก พร้อมให้ความร่วมมือกับ กสทช. และที่ผ่านมาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ

ทั้งนี้ กสทช.มอบหมายให้ นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการประสานงานไปยังบริษัท เบเคอร์ฯ แล้ว

ก่อนหน้านี้ กสทช.ส่งหนังสือถึงบริษัท ไนแอนติก ขอให้มีการจำกัดพื้นที่การเล่นเกมในเบื้องต้น 4 แห่ง ได้แก่ 1.บริเวณสถานที่อันตราย เช่น ริมทางรถไฟ ริมแหล่งน้ำ ฯลฯ 2.ศาสนสถานและโบราณสถาน 3.สถานที่ราชการ และ 4.พื้นที่ส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้เล่นเกมและไม่กระทบต่อบุคคลอื่น

นายก่อกิจ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการนัดหารือกับบริษัท เบเคอร์ฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัท ไนแอนติก เพื่อขอความร่วมมือในการจำกัดพื้นที่เล่นเกมโปเกมอน โก ซึ่งก็ต้องรอดูว่าบริษัทจะมีท่าทีอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ ภาครัฐจะต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน เพราะ กสทช.ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

 

เอเชียปลอดภัยไซเบอร์ต่ำโดนล้วงข้อมูลไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/450798

เอเชียปลอดภัยไซเบอร์ต่ำโดนล้วงข้อมูลไม่รู้ตัว

ความปลอดภัยทางไซเบอร์ในเอเชียต่ำ ใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่าโดนแฮ็ก หวั่นกระทบเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

แมนเดียนท์ บริษัทรักษาความปลอดภัยจากสหรัฐ เตือนว่า ภูมิภาคเอเชียมีความปลอดภัยทางไซเบอร์ต่ำที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยช่วงเวลาระหว่างการถูกเจาะเข้าระบบและการตรวจพบนานถึง 520 วัน มากกว่าค่าเฉลี่ยโลก 3 เท่า

แมนเดียนท์ ระบุว่า หากปล่อย ให้ระยะเวลาระหว่างการถูกเจาะเข้า ระบบและค้นพบยาวนานเกินไป จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของรัฐได้ เนื่องจากแฮ็กเกอร์อาจเจาะเข้าระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ เช่น สถานีจ่ายไฟฟ้า ซึ่งเคยเกิดมาแล้วกับยูเครน หรือระบบขนส่งสาธารณะ และยังมีการมุ่งเป้าไปยังความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทะเลจีนใต้

ขณะเดียวกัน แฮ็กเกอร์อาจนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่ประสงค์ดี โดยในปี 2015 ที่ผ่านมา แฮ็กเกอร์โจรกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ไปมากถึง 500 ล้านคน ในขณะที่หน่วยงานรัฐบาล สถาบันการเงิน ศูนย์วิจัยพลังงานและการศึกษา จนไปถึงสาธารณสุข อวกาศ และความมั่นคง มักตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรกรรมทางไซเบอร์ ซึ่งอาจนำข้อมูลไปใช้ต่อหรือทำลายได้

นอกจากนี้ แมนเดียนท์ ยังพบอีกด้วยว่า เอเชียมีโอกาสตกเป็นเป้าโจรกรรมทางไซเบอร์มากถึง 80% เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของโลก โดยมีข้อมูลถูกโจรกรรมเฉลี่ยต่อครั้ง 3.7 กิกะไบต์ หรือคิดเป็นเอกสารหลายหมื่นฉบับ และหลายครั้งการโจมตีก็ไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ เนื่องจากขาดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ถอดรหัสเบื้องหลังเเนวคิด กว่าจะเป็น Samsung Galaxy Note7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 15:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/450671

ถอดรหัสเบื้องหลังเเนวคิด กว่าจะเป็น Samsung Galaxy Note7

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

คอสมาร์ทโฟนชาวไทยกำลังเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้สัมผัสกับ “ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7” เรือธงใหม่ล่าสุดจากซัมซุง

ไม้เด็ดอย่าง หน้าจอและปากกา S Pen กันน้ำ ซึ่งสามารถสร้างสรรค์ความคิดได้แม้กระทั่งจอเปียก  ระบบสแกนม่านตาที่ทำให้มนุษย์ยุคนี้สะดวกและปกป้องข้อมูลส่วนตัวได้ดีขึ้น รูปลักษณ์ใหม่ระดับพรีเมี่ยม จับได้อย่างกระชับมือกว่าที่ผ่านมา

คุณสมบัติเหล่านี้กำลังเขย่าเงินในกระเป๋าคุณ….

นวัตกรรมเพื่อเพื่อการใช้งานที่ดีขึ้น

23 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ Galaxy Studio บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า Ngee Ann City บนถนน Orchard ประเทศสิงคโปร์

คยู คิม ผู้จัดการฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ปรากฎตัวบนเวทีด้วยท่าทางสบายๆ ผ่อนคลาย ก่อนเปิดฉากเล่าให้ฟังว่า การพัฒนาและออกแบบกาแลคซี่ โน้ต 7 ทีมงานไม่ได้นั่งอยู่แค่ในห้องแล็ป แต่เลือกใช้เวลาข้างนอก สังเกตพฤติกรรมและวิธีการใช้งานสมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวันของผู้คนเพื่อนำมาพัฒนาและออกแบบให้ โน้ต 7 เป็นอะไรอะไรที่มากกว่าสมาร์ทโฟน เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถสร้างผลผลิต หรืองานสร้างสรรค์ต่างๆ สำเร็จได้เร็วกว่าคนอื่น

“เราออกแบบจากพื้นฐานแนวคิด “The Originali ty” ซึ่งหมายถึง ต้นตำรับเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถตอบโจทย์ด้านการใช้งานไปพร้อมๆ กับการรับชมความบันเทิง เป็นเสมือนอวัยวะส่วนหนึ่งกับผู้ใช้ได้อย่างไร้รอยต่อ โจทย์นี้ทำให้ทีมออกแบบเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป และออกแบบตัวเครื่องให้เล็กและบางกว่ากาแลคซี่ โน้ต 5 ในขณะที่ขนาดหน้าจอ 5.7 นิ้วเช่นเดิม เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ถนัดมือ แม้กระทั่งการถือมือเดียว แต่กระนั้นมันกลับมี แบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่า”

คิม บอกต่อว่า โน้ต 7 เป็นโน้ตตัวแรกที่มีขอบจอโค้งทั้งสองด้านโดยเกิดจากเทคโนโลยี 3D Thermoforming ที่ล้ำหน้า ซึ่งกินพื้นที่ใช้งานด้านการเขียนบนหน้าจอด้วย S Pen น้อยที่สุด ขอบตัวเครื่องสมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบทั้งหน้าและหลัง วัสดุทั้งกระจกและเมทัลถูกเชื่อมต่อกันอย่างเรียบเนียน แถมยังลดขนาดของความนูนของกล้องถ่ายภาพหลักลงเพื่อให้ดูสวยงามและมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวกับส่วนอื่นๆ มากขึ้นด้วย

 

ด้านนักออกแบบด้านสี วัสดุ และการตกแต่ง ธุรกิจโทรคมนาคม “แฮจู ฮัน” พูดถึงความแข็งแกร่งของ กาแลคซี่ โน้ต 7 ว่า บริษัทได้เลือกใช้อะลูมิเนียม 7000 Series เป็นวัสดุหลักในการผลิต ส่งผลให้โครงสร้าง มีความแข็งแรงกว่า กาแลคซี่ เอส 7 ถึง 1.3 เท่า และทนรอยขีดข่วนได้ดีกว่าถึง 1.2 เท่า  แถมยังเลือกใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5 ซึ่งเป็นกระจกที่ทนทานต่อการขีดข่วนและการกระแทก มีค่าความทนทานสูงกว่ากระจกของคู่แข่งถึง 4 เท่าและจะไม่แตกแม้ตกกระแทกพื้นที่ไม่เรียบ รวมทั้งไม่ต้องกลัวเรื่องน้ำหกใส่ เพราะมันสามารถอยู่ใต้ผิวน้ำได้ด้วย หลังผ่านมาตรฐานกันละอองน้ำและกันฝุ่น IP 68  ทุกส่วนของตัวสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ รวมถึง S Pen ด้วย โดยลงสระน้ำได้ลึก 1.5 เมตร นานเป็นเวลา 30 นาที

สมาร์ทโฟนไฮเอนด์ รุ่นนี้ใช้สีของตัวเครื่องโทนใหม่ที่ช่วยให้ดูหรูหรามากขึ้น โดย แฮจู ฮัน บอกว่า สีของโน้ต 7 ออกแบบภายใต้แนวคิด “Calm and Balance” จึงมีความกลมกล่อมระหว่างความหรูหราและความสุขุมนุ่มลึก ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ซึ่งสีทั้งหมด ได้แก่ Black Onyx, Gold Platinum และ Silver Titanium และสีใหม่ทีไม่เคยมีมาก่อนคือสี Blue Coral

“สีฟ้า Blue Coral นั้นเป็นสีที่สอดรับกับเทรนด์สีประจำปีนี้ เป็นสีโทนเย็น ดูเรียบง่ายสบายตา สอดรับกับแนวคิดการออกแบบสมาร์ทโฟนให้มีความสมดุลอีกด้วย  นอกจากนี้ ซัมซุงตัดสินใจเลือกใช้สีของขอบเมทัลลิกด้านข้างที่แตกต่างจากสีหลักของตัวสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรก คู่สีสันที่ได้นั้นดูสวยงามและเรียบหรู”

S Pen ให้ความรู้สึกเหมือนปากกาจริง

จุดเด่นสำคัญที่สะท้อนและบ่งบอกถึงความเป็น กาแลคซี่ โน้ต อย่างปาก S Pen เจเนอเรชั่นล่าสุด ได้ปรับปรุงให้จับง่ายและแม่นยำขณะใช้งาน ที่สำคัญยังพยายามทำให้ใกล้เคียงกับปากกาปกติมากที่สุด

คยู คิม ผู้จัดการฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ฯ สบตาผู้ฟังภายใต้กรอบแว่นทรงสี่เหลี่ยม อธิบายว่า หัวปากกา S Pen ผลิตจากวัสดุพลาสติกประเภทอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) ให้ความรู้สึกนิ่มนวลเมื่อผู้ใช้ลากบนหน้าจอ หัวปากกามีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 มิลลิเมตร เล็กลงกว่าเดิมถึงร้อยละ 60 จึงมีขนาดเทียบเท่ากับขนาดของหัวปากกาแบบปกติ ช่วยให้ผู้ใช้งานจดบันทึกหรือวาดรูปโดยใช้ขนาดของลายเส้นที่ละเอียด เฉียบคม และเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

“S Pen มอบความรู้สึกราวกับผู้ใช้งานกำลังใช้ปากกาปกติเขียนบันทึกหรือวาดรูปบนกระดาษ ปุ่มคำสั่งของ S Pen ใหม่เปลี่ยนตำแหน่งจากรุ่นเดิมเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใช้กดปุ่มคำสั่งโดยไม่ตั้งใจ และช่วยให้การใช้งานจดบันทึกหรือวาดรูปเป็นธรรมชาติขึ้น มากไปกว่านี้ ระดับรับแรงกดสูงสุดที่ S Pen รุ่นใหม่สามารถตรวจจับได้นั้นเพิ่มขึ้นเป็น 4,096 ระดับจากเดิมที่ 2,048 ระดับ

“S Pen ใหม่ ยังกันน้ำด้วยมาตรฐาน IP68 ทำให้เขียนได้แม้กระทั่งหน้าจอเปียก  และฟีเจอร์ที่ผมภูมิใจมากที่สุดก็คือสามารถเปลี่ยนหัวปากกาเป็นเครื่องเขียนรูปแบบอื่นได้มากถึง 6 แบบ รวมถึงผสมสีและสร้างชั้นสีได้อีกด้วย”

 

ภายในงานผู้บริหารหนุ่มยังทำให้บรรดาแขกเหรื่อผู้มาร่วมงานต้องร้องว๊าว หลังโชว์ใช้งาน Smart Select จัดการ Capture ภาพเคลื่อนไหวในวิดิโอแล้วแชร์เป็นไฟล์ GIFs ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่คนยุคนี้กำลังฮิต และเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นอันเร้าใจใน กาแลคซี่ โน้ต 7

ความสามารถต่อมาของ S Pen คือการนำไปจ่อเหนือคำต่างๆ ซึ่งระบบจะช่วยค้นหาความหมายของคำนั้น โดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรม คุณสมบัตินี้สามารถใช้งานได้แม้จะคำนั้นจะเป็นอยู่ในรูปภาพ แต่คำในรูปภาพนั้นๆ จะต้องสามารถตรวจจับได้ด้วยกระบวนการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition – OCR) คุณสมบัติการแปลภาษานี้สามารถตรวจจับภาษาต่างๆ ได้ 38 ภาษา และรองรับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 71 ภาษา

อีกคุณสมบัติที่น่าสนใจคือคุณสมบัติแว่นขยาย ซึ่งสามารถขยายข้อความ ภาพ หรือเอกสารบนเว็บไซต์ได้โดยง่ายเพียงจ่อปลาย S Pen ที่ข้อความ ภาพ หรือเอกสารบนเว็บไซต์นั้น

ปกป้องข้อมูลด้วยม่านตาของคุณ

ท่ามกลางเทคโนโลยีกำลังเดินไปถึงจุดที่บริษัทผู้ผลิตทุกค่าย ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ใช้งานมากขึ้น กาแลคซี่ โน้ต 7 พัฒนาบทบาทนี้ด้วยเทคโนโลยีสแกนม่านตา

วุนทัก ซอง วิศวกรอาวุโส ฝ่ายพัฒนาโซลูชั่นสแกนม่านตา ฉายภาพให้ฟังว่า บริษัทได้เพิ่มระดับของการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและช่วยอำนวยความสะดวกขณะใช้งาน ด้วยเทคโนโลยียืนยันตัวตนโดยใช้ข้อมูลทางชีวมิติหรือไบโอเมตริก การสแกนม่านตา (Iris Scanner) เพื่อปลดล็อคสมาร์ทโฟน นอกจากนี้การยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตายังสามารถใช้ยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการซัมซุง เพย์ (Samsung Pay) คุณสมบัติซีเคียว โฟลเดอร์ (Secure Folder) โฟลเดอร์ที่มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษสำหรับใช้บันทึกข้อมูลส่วนตัวโดยเฉพาะ คุณสมบัติซัมซุง พาส (Samsung Pass) ใช้การสแกนลายนิ้วมือหรือม่านตาแทนการพิมพ์รหัสผ่าน เพื่อใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการอื่นๆ

“การตรวจจับม่านตา เซนเซอร์จะสแกนม่านตาหรือเนื้อเยื้อบางๆ รูปร่างเป็นวงกลมและมีสีสันต่างกันตามแต่ละบุคคล ม่านตาทำหน้าที่เสมือนชัตเตอร์ของกล้องถ่ายภาพ คือทำหน้าที่ปิดและปิดรูม่านตาเพื่อควบคุมปริมาณของแสงที่จะเข้าไปกระทบกับเรติน่า  โดยลักษณะม่านตาของมนุษย์แต่ละคนจะแตกต่างกัน เป็นคุณสมบัติทางกายภาพที่แทบจะลอกเลียนแบบไม่ได้ การสแกนม่านตาจึงเป็นกลไกการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลทางชีวมิติหรือไบโอเมตริกที่ปลอดภัยและแม่นยำที่สุดรูปแบบหนึ่ง

โดยระบบสแกนม่านตา เป็นการทำงานระหว่าง Infrared LED และกล้องจับม่านตาเพื่อจดจำลักษณะม่านตาที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ใช้ในการปลดล็อคสมาร์ทโฟนหรือเข้าไปยังโฟลเดอร์ลับ ซึ่งการใช้ Infrared LED นี่เองที่ทำให้สามารถสแกนม่านตาผู้ใช้ผ่านแว่นสายตา แว่นกันแดด รวมถึงในสภาพแวดล้อมได้อย่างไม่มีปัญหา  ที่สำคัญ Infrared LED ได้รับการรับรองอย่างสูงสุดจากคณะกรรมการสากลด้านมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ International Electrotechnical Comission ว่าไม่ทำอันตรายต่อดวงต่อขณะสแกน ซึ่งระบบจะปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้ดวงตามากเกินไป”

 

วุนทัก ซอง ส่งสายตาให้คนรอบห้อง พร้อมกับทิ้งท้ายว่า ระบบได้รับการออกแบบให้บันทึกข้อมูลม่านตาของผู้ใช้เพียงคนเดียวเท่านั้น หากผู้ใช้ทำกาแลคซี่ โน้ต 7 หาย หรือถูกขโมยสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีเจาะระบบ ข้อมูลทางกายภาพของผู้ใช้จะยังคงปลอดภัย

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลเบื้องหลังจากปากผู้บริหารและนักออกแบบตัวจริงของ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ผู้ครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดมือถือโลกมากที่สุดขณะนี้ ตามรายงานจาก  IDC (International Data Corporation) เว็บไซต์ที่เก็บข้อมูลเชิงสถิติด้านธุรกิจ และการลงทุนในหลายประเภท

วุนทัก ซอง – แฮจู ฮัน – คยู คิม

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต

 

เบบี้บูมติดโซเชียลโดนตุ๋นพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/450575

เบบี้บูมติดโซเชียลโดนตุ๋นพุ่ง

ผลสำรวจการใช้งานเน็ตปี 2559 กลุ่มเบบี้บูมติดโซเชียลมากขึ้น และโดนหลอกเยอะสุด ส่วนยอดใช้งานลดเหลือสัปดาห์ละ 45 ชั่วโมง

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กล่าวถึงผลสำรวจ
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2559 ว่า การสำรวจครั้งนี้มีประเด็นน่าสนใจในเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนในช่วงวัยต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์เริ่มติดการใช้งานโซเชียลมีเดียมากขึ้นถึง 31.8% รวมทั้งประสบปัญหาถูกหลอกเยอะมาก เพราะหลงเชื่อข้อมูลในโลกออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ

ขณะที่เวลาการใช้งาน พบว่า การใช้งานลดลงจากวันละ 6.9 ชั่วโมง ในปีก่อน ส่วนปีนี้เหลือ 6.4 ชั่วโมง เพราะกลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจปีนี้มีความหลากหลายขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.-พ.ค. 2559 ผ่านทางเว็บไซต์และสังคมออนไลน์ต่างๆ มีผู้เข้ามาตอบมากถึง 1.66 หมื่นคน ชี้ให้เห็นว่าคนไทยมีพฤติกรรมใช้งานออนไลน์มากขึ้นด้วยปัจจัยการเข้าถึงเครือข่าย 4จี ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้ง่ายขึ้น

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังคงเป็นสมาร์ทโฟน 85.5% คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 62% คอมพิวเตอร์พกพา 48.7% แท็บเล็ต 30% และสมาร์ททีวี 19.8% ทางด้านกิจกรรมยอดฮิตในการใช้งานอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ ถึง 96.1% รองลงมาเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์ถึง 59% สุดท้ายขายของออนไลน์ 33.8% ทางด้านของปัญหาที่เกิดจากการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้น ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าความล่าช้าของอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อการเข้าใช้งานถึง 70.3%

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามยังระบุอีกว่า หากผู้ให้บริการยังไม่สามารถรักษาความเสถียรของการรับส่งสัญญาณให้ดีต่อเนื่องได้ อาจส่งผลต่อภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุนด้านคอนเทนต์ อี-คอมเมิร์ซ หรือโอกาสทางธุรกิจออนไลน์ต่างๆ จะเสียไป เพราะการซื้อสินค้าออนไลน์เรื่องการรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ต่างชาติให้ความสนใจในการเข้ามาลงทุนด้านคอนเทนต์ออนไลน์จำนวนมาก หากยังมีปัญหาดังกล่าวมาสร้างผลกระทบอาจส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชนได้

นอกจากนี้ ปัญหาโฆษณาที่รบกวนการเข้ารับชมคอนเทนต์ออนไลน์บนเว็บไซต์ต่างๆ ก็เป็นปัญหาที่สร้างความไม่น่าสนใจให้กับแบรนด์สูงถึง 50.7% เพราะรบกวนสายตาขณะเข้าชม รวมทั้งการเข้าอ่านเนื้อหาผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งปัญหาอินเทอร์เน็ตหลุดบ่อยและค่าใช้จ่ายในการให้บริการสูงเกินไป ก็เป็นปัญหาสำคัญในการใช้งานสื่อออนไลน์ถึง 32.7% และ 26.8% ตามลำดับ

 

เตือนเล่นเกมเสี่ยง ระวังแฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2559 เวลา 14:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/450107

เตือนเล่นเกมเสี่ยง ระวังแฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูล

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เรียกว่าเป็นเกมยอดนิยมในไทยสำหรับ โปเกมอน โก (Pokemon Go) และแน่นอนว่ายิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่แฮ็กเกอร์จะเข้าไปสร้างช่องโหว่และโอกาสในการโจรกรรมข้อมูลเครื่องของผู้ใช้งานยังคงมีอยู่ผ่านรูปแบบของแรนซัมแวร์ที่สร้างช่องโหว่ให้กับโปรแกรมวินโดวส์ในสมาร์ทโฟน

นักวิจัยจากเทรนด์ไมโครได้ตรวจพบมัลแวร์ที่ชื่อว่า “Ransom_POGOTEAR.A” ที่มีลักษณะคล้ายมัลแวร์เรียกค่าไถ่แบบโอเพ่นซอร์สที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2558 โดยมัลแวร์ชนิดนี้ได้รับการออกแบบให้สร้างบัญชีผู้ใช้ที่เป็นช่องโหว่ในชื่อ “Hack3r” ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนการลงทะเบียนเพื่อซ่อนมัลแวร์ชนิดนี้ จะเข้าไปถึงข้อมูลภายในเชิงลึกในส่วนของกลุ่มผู้ดูแลระบบภายใน (Administrator) ด้วยการคัดลอกไฟล์มัลแวร์ไปยังไดรฟ์ทั้งหมด และเมื่อไฟล์ถูกคัดลอกจะสามารถถอดออกได้ มัลแวร์ดังกล่าวก็จะสร้างไฟล์รันข้อมูลซ้ำอัตโนมัติ เพื่อให้มัลแวร์ทำงานถึงระบบภายในของเครื่องทุกครั้งที่มีการเข้าถึงเกมดังกล่าว

นอกจากนี้ ไฟล์มัลแวร์ยังสามารถคัดลอกไปยังส่วนรูท (Root) หรือการเข้าถึงระบบติดตั้งของไดรฟ์แบบถาวรตัวอื่นๆ ทำให้มัลแวร์สามารถเข้าไปเรียกค่าไถ่ผู้เล่นเกมโปเกมอน โก เมื่อเหยื่อล็อกอินเข้าสู่วินโดวส์ และยังควบคุมการเข้าใช้งานไอพีแอดเดรสทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย หากไม่จ่ายเงินหรือยินยอมทำตามเงื่อนไขที่แฮ็กเกอร์เป็นผู้ระบุ

ด้านภาษาที่ใช้ในข้อความเรียกค่าไถ่จะพุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้พูดภาษาอาหรับ โดยหน้าจอเรียกค่าไถ่แนบมาเป็นรูปการ์ตูนปิกาจูและไฟล์สกรีนเซิร์ฟเวอร์ประกอบด้วยรูปภาพที่มีข้อความ “Sans Titre” ซึ่งหมายความว่า “Untitled” ที่บอกให้ทราบถึงแหล่งที่มาของผู้พัฒนา

อย่างไรก็ตาม มัลแวร์ Hidden Tear ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการตรวจพบเมื่อเดือน ม.ค. 2558 ในปารากวัย และเว็บไซต์ดังกล่าวถูกเจาะระบบจากแฮ็กเกอร์ชาวบราซิล โดยโค้ด Hidden Tear เคยมีการเผยแพร่แก่สาธารณชนเพื่อเป็นการให้ความรู้และระบุว่าไม่ควรนำไปใช้เรียกค่าไถ่ แต่การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นการเตือนผู้เล่นเกมโปเกมอน โก ว่าหากเปิดเผยข้อมูลสำคัญในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ไม่จบสิ้น

ในเรื่องของโซลูชั่นรักษาของสมาร์ทโฟนนั้น เทรนด์ไมโครแนะนำว่าเพื่อป้องกันปัญหาจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ เจ้าของเครื่องควรตั้งโซลูชั่นที่รักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะหลังการเปิดตัวเกมดังกล่าวอาชญากรไซเบอร์ต่างมองหาประโยชน์จากกระแสความโด่งดังจากเกมดังกล่าว และมีจำนวนแอพหลอกให้ดาวน์โหลดแอพเข้าสู่อุปกรณ์เพิ่มขึ้น ถือว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนภัยให้ผู้ใช้งานควรระมัดระวังภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้

สอดคล้องกับข้อมูลจากทางแคสเปอร์สกี้ ที่ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันและระวังภัยจากการเล่นเกมโปเกมอน โก โดยระบุว่า เมื่อผู้เล่นเข้าถึงเกมดังกล่าว มักลดการป้องกันตัวเองจากสิ่งรอบข้างลง ทำให้อาจเกิดปัญหาจากภัยรอบด้านโดยไม่รู้ตัวได้ ผู้พัฒนาเกมดังกล่าวจึงมีแผนเตรียมที่จะเปิดตัวดีไวซ์พิเศษที่จะสั่นแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวในเกมเพื่อช่วยให้จับโปเกมอนได้เพียงแค่กดปุ่มเดียว ไม่ต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา ลดความหมกมุ่นของผู้เล่นได้ระดับหนึ่ง

ปัญหาการหลงทางของผู้เล่นหรือการเดินทางไปในสถานที่มีความสุ่มเสี่ยงถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ เพราะแผนที่ในเกมโปเกมอน โก นั้นมาจากแผนที่ในกูเกิลทำให้สถานที่ ถนน และอาคารต่างๆ ไม่มีป้ายกำกับบอกไว้ จึงมีระบบฟีเจอร์จากแอ็กเคานต์ my.kaspersky.com เพื่อค้นหาคนหายจากแอพในสมาร์ทโฟน รวมทั้งตั้งเวลาค้นหาในกรณีที่ผู้เล่นออกนอกอาณาเขตที่กำหนดจะมีการแจ้งเตือนตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันได้

แม้ว่าเกมนี้จะไม่ได้มีเนื้อหารุนแรงและสามารถเข้าถึงผู้เล่นได้ทุกกลุ่ม แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าทำให้ผู้ใช้งานต้องการที่จะออกไปเล่นนอกบ้าน หรือไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยได้ง่ายขึ้น ดังนั้นตัวผู้เล่นเองจึงควรระมัดระวังตัวเองจากภัยรอบด้านและภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ทั้งสิ้น

 

กสทช.ชงซื้อซิมโมบายแบงก์กิ้งต้องสแกนนิ้วมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/450078

กสทช.ชงซื้อซิมโมบายแบงก์กิ้งต้องสแกนนิ้วมือ

กสทช.เล็งใช้เครื่องสแกนนิ้วมือคนซื้อซิมใหม่ หวังป้องมิจฉาชีพหลอกโอนเงินบริการโมบายแบงก์กิ้ง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะผลักดันการสแกนลายนิ้วมือในการลงทะเบียนซิมการ์ดเพื่อยืนยันตัวตน หลังมีคนโดนมิจฉาชีพใช้สำเนาบัตรประชาชนไปขอซิมใหม่แล้วโอนเงินผ่านบริการโมบายแบงก์กิ้งจนสูญเงินนับล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ใช้บริการโมบายแบงก์กิ้ง แต่ไม่ถือเป็นการบังคับ เพราะหากเป็นผู้ใช้บริการที่ไม่ได้ใช้โมบายแบงก์กิ้งก็อาจจะรู้สึกว่ายุ่งยาก ซึ่งจะได้นำแนวคิดดังกล่าวไปเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อดูว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกัน จะกำชับไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ให้ตรวจสอบตัวตนของลูกค้าในการขอซิมโทรศัพท์ใหม่ อีกทั้งจะตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบทรูมูฟเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อไป เนื่องจากเงื่อนไขการลงทะบียนหรือขอ ซิมการ์ดใหม่นั้นจะต้องใช้หลักฐานตัวจริงประกอบ

ด้าน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ระบุว่า ขอดูหนังสือรายละเอียดจาก กสทช.ก่อน รวมทั้งความชัดเจน จากกรณีดังกล่าว โดยปกติทางเอไอเอสต้องให้ลูกค้าที่ขอซิมการ์ดใหม่แสดงบัตรประชาชนตัวจริงอยู่แล้ว เช่นเดียวกับทางบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ที่ขอรอความชัดเจนจากทาง กสทช.ก่อนเช่นกัน เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ตัวแทนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การใช้แอพพลิเคชั่นสแกนลายนิ้วมือในการยืนยันตัวตนมาใช้แทนการตรวจบัตรประชาชนนั้น ยังเป็นเพียงแนวความคิดจากทาง กสทช.เท่านั้น และเรื่องที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันตามปกติทางบริษัทขอเอกสารบัตรประชาชนฉบับจริงจากทางลูกค้าอยู่แล้ว แต่ในกรณีมี ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพสวมรอยโอนเงินออกจากบัญชีผ่านแอพพลิเคชั่นมูลค่าประมาณ 1 ล้านบาทนั้น จะได้ให้ความช่วยเหลือต่อไป และไม่คาดคิดว่ามิจฉาชีพจะนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

 

กสท.ถกหาทางออกหลัง CTH เบี้ยวส่งแผนเยียวยาผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 10:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449739

กสท.ถกหาทางออกหลัง CTH เบี้ยวส่งแผนเยียวยาผู้บริโภค

กสท. ถกวุ่น CTH เบี้ยวส่งแผนเยียวยาผู้บริโภค ก่อนจอดับ จ่อปรับ “จีเอ็มเอ็มบี” ฝ่าฝืนสัญญาบริการเพย์ทีวี

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 28/2559 วันจันทร์ที่ 22 ส.ค.นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ บริษัท ซีทีเอช เคเบิล ทีวี จำกัด ขอขยายระยะเวลาการนำเสนอแผนเยียวยาและเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการยุติการให้บริการในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ออกไปอีก 7 วัน นับแต่ภายหลังวันประชุมกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 59 ก่อนหน้านี้ มติ กสท.ครั้งที่ 26/59 วันที่ 8 ส.ค. 59 ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. แจ้งต่อบริษัทให้จัดทำแผนมาตรการเยียวยาลูกค้าพร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวจะใช้มาตรการปกครองกำหนดโทษปรับวันละ 20,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน และเมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วจะใช้มาตรการทางปกครองที่สูงขึ้นต่อไป

น.ส.สุภิญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และสำนักงาน ได้เสนอ กสท. ให้มีมติกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทซีทีเอชฯ ดำเนินการส่งมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรม และครอบคลุมการคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ถูกเอาเปรียบ ก่อนการอนุญาตให้บริษัทฯ ยกเลิกการให้บริการ หรือยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโครงข่ายฯไม่ใช้คลื่น ระดับชาติ

น.ส.สุภิญญา มีความเห็นเพิ่มเติมว่า  ในระหว่างปีนี้ บริษัท ซีทีเอชฯ ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ประเภท เงื่อนไข มาตรฐานและคุณภาพการให้บริการที่ได้โฆษณาหรือแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ ซึ่งส่งผลให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถรับชมช่องรายการบางช่องรายการได้ จนกระทั่งนำมาสู่การขอยุติการให้บริการในครั้งนี้ การดำเนินการของบริษัทฯมีลักษณะทยอยปิดกิจการเป็นระยะๆ จึงเห็นว่า การจัดทำแผนการเยียวยาผู้บริโภคในครั้งนี้ควรเป็นแผนการเยียวยาที่ครอบคลุมจำนวนผู้ใช้บริการทุกกลุ่มในทุกประเภทการให้บริการ อาทิ ผู้ใช้บริการที่รับชมผ่านช่องสัญญาณจานดาวเทียมไทยคม Ku-Band และรวมถึงผู้ใช้บริการของบริษัท จีเอ็มเอ็ม บี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการภายใต้การควบคุมของบริษัท ซีทีเอช เคเบิลทีวี จำกัด อันประกอบด้วยผู้ใช้บริการที่ใช้จานรับสัญญาณโทรทัศน์ดาวเทียมในระบบ C-Band ซึ่งประสงค์จะรับชมต่อ แต่ยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาด้วยกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ดาวเทียมของบริษัท ซีทีเอชฯ ระบบ Ku-Band หรือได้รับกล่องรับสัญญาณแล้วแต่อาจจะได้รับผลกระทบจากการที่บริษัท ซีทีเอชฯ แจ้งยุติการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการที่รับชมผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม Ku-Band  ผู้ใช้บริการที่แจ้งความประสงค์จะขอรับเงินค่าแพ็กเก็จคืนและส่งเอกสารหลักฐานการขอคืนเงินไปยังบริษัทฯ แล้วแต่ยังไม่ได้รับการชดเชย เป็นต้น

“หากผู้รับใบอนุญาตเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง กสท.ควรกำหนดโทษในอัตราขั้นสูง เนื่องจากพฤติการณ์ของผู้รับใบอนุญาตได้กระทำผิดเงื่อนไขตามประกาศ กสทช.และเงื่อนไขใบอนุญาตตลอดจนมีการกระทำที่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในหลายกรรม ได้แก่ การยุติการให้บริการผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม ระบบ Ku-Band ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการให้บริการที่บริษัทฯ ตกลงไว้กับผู้ใช้บริการโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร และการยุติการให้บริการดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อ 13 ของเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตบริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ อีกทั้ง ที่ประชุม กสท.ครั้งที่ 24/59 ได้มีคำสั่งทางปกครองไปยังบริษัท ซีทีเอชฯ ในกรณีที่บริษัทฯ มีการให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม ระบบ Ku-Band โดยไม่ได้แจ้งมาตรฐานทางเทคนิครวมถึงรายละเอียดอุปกรณ์โครงข่ายและลักษณะการเชื่อมต่อของอุปกรณ์โครงข่ายเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการดำเนินการผิดเงื่อนไขการอนุญาตตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ กสท. คำสั่งในครั้งนั้น กสท.ได้แจ้งให้บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง หากฝ่าฝืน จะมีโทษปรับทางปกครองในอัตราวันละ 20,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

กรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท ซีทีเอชฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการยกเลิกประกอบกิจการของโครงข่ายในกิจการไม่ใช้คลื่นความถี่ ดิฉันเห็นว่าสำนักงานฯ ควรวางแนวทางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในประกาศ กสทช.และเงื่อนไขใบอนุญาต เช่น การกำหนดระยะเวลาที่ต้องแจ้งแผนการยกเลิกประกอบกิจการและมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการก่อนพักให้บริการหรือหยุดให้บริการและการยกเลิกบริการ  การนำส่งมาตรการเยียวยาก่อนการพักหรือหยุดบริการและยกเลิกบริการ ทั้งในรูปคำนวณเป็นตัวเงินและการชดเชยเป็นบริการหรืออื่น ๆ และการกำหนดระยะเวลาที่ต้องแจ้งล่วงหน้า เป็นต้น”น.ส.สุภิญญา กล่าว

วาระอื่นน่าจับตาได้แก่ กสท.เตรียมพิจารณาโทษปรับทางปกครองกรณี บ.จีเอ็มเอ็มบี จำกัด(ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทซีทีเอชฯ) แจ้งเปลี่ยนระบบการให้บริการแพ็คเกจ Z PAY TV ทางกล่องรับสัญญาณ GMM Z ซึ่งมีผู้ร้องเรียน(ตั้งแต่เดือน ก.พ. – พ.ค. 59) ยังไม่ได้รับเงินค่าแพ็กเกจคืนจากการเยียวยาจำนวน 55 ราย นับตั้งแต่วันที่ไม่สามารถรับชมรายการได้ครบ 30 วัน ในอัตรา 1,000,000 บาท และปรับอีกวันละ 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขใบอนุญาตและประกาศที่เกี่ยวข้อง

“ปัญหาเดิมของซีทีเอชยังไม่จบ ตั้งแต่การยกเลิกบริการในกล่องของจีเอ็มเอ็ม ที่ กสท. ต้องมีบทลงโทษทางปกครองที่แรงขึ้น เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินคืน รวมถึงกรณีจานไทยคมที่ยังไม่สรุปเรื่องมาตรการเยียวยาเลยทั้งที่ยุติบริการไปแล้ว  ส่วนปัญหาระลอกใหม่คือการยุติทั้งหมดในวันที่ 1 กันยายนนี้ ยังไม่ส่งแผนเยียวยา ถ้าโครงข่ายฯ ยุติจะทำให้กล่องดูฟรีทีวีดิจิตอลไม่ได้ด้วย คนดูจะเดือดร้อน กล่องเดิมจะใช้งานไม่ได้เลย  ดิฉันเสนอว่า กสท.ต้องจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังก่อนปล่อยให้จอดำ ถ้าไร้ความชัดเจน ผู้บริโภคจะยิ่งถูกลอยแพ  ทางซีทีเอชต้องมีความรับผิดชอบกับสมาชิกด้วย”น.ส.สุภิญญา กล่าว

 

ผุดฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 20:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449600

ผุดฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ

11 หน่วยงานจับมือทำฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ แสดงข้อมูลสินค้ารอบด้านสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ และเตรียมพัฒนาแอปพลิเคชั่นมือถือให้ผู้บริโภค

วันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลสินค้าและกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (Traceability) ระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ร่วมกับ 11 หน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติ (National Product Catalogue) เพื่อรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดสินค้าต่างๆอย่างรอบด้าน ให้ผู้บริโภคตรวจสอบรายละเอียดสินค้า ตลอดจนเครื่องหมายรับรองต่างๆ อาทิ เครื่องหมาย อย. ฮาลาล มอก. ฯลฯ ว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่อไป

ทั้งนี้ ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะเป็นผู้บริหารฐานข้อมูล เนื่องจากมีสถาบันรหัสสากล ซึ่งควบคุมบาร์โค๊ดของประเทศไทยอยู่แล้ว เบื้องต้นจะนำข้อมูลสินค้าที่ได้บาร์โค๊ดไปแล้วกว่า 1 แสนรายการ ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท มาไว้ในฐานข้อมูล รวมทั้งจะมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นมือถือให้ประชาชนดาวน์โหลด และใช้แอปพลิเคชั่นดังกล่าวในการสแกนบาร์โค๊ด ซึ่งจะทำให้ทราบรายละเอียดสินค้า เช่น ตรา อย. ที่ติดอยู่ข้างกล่อง ออกให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือออกให้บริษัทอื่นแล้วถูกลอกเลียนมาใช้ เป็นต้น คาดว่าภายใน 3 เดือนจะเริ่มใช้งานได้จริง

นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดจับเก็บข้อมูลสินค้าให้เป็นระเบียบระบบอย่างชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาสินค้าลอกเลียนแบบ สินค้าที่ไม่มีการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการของไทยขาดโอกาสและสูญเสียรายได้จากการส่งออกสินค้าในแต่ละปีคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล ดังนั้นจัดทำฐานข้อมูลสินค้าแห่งชาติขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดสินค้าต่างๆ จะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บสินค้า ด้วยกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า เช่น กระบวนการผลิตอาหาร สินค้าอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะสินค้าอาหารทะเลที่อาจมีการใช้แรงงานประมงผิดกฎหมาย ตลอดจนระบบห่วงโซ่อุปทาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับผู้บริโภค รองรับทั้งการค้าแบบปกติและการค้าขายออนไลน์ผ่านระบบอีคอมเมิร์ช ให้ผู้ซื้อสั่งซื้อผ่านระบบอีคอมเมิร์ชได้อย่างมั่นใจ

นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ โฆษกกระทรวงไอซีที กล่าวว่า หน่วยงานที่ร่วมลงนามเอ็มโอยูทั้ง 11 หน่วยงาน ถือว่าครอบคลุมสินค้าอย่างรอบด้านในระยะแรกแล้ว ส่วนระยะต่อไปอาจมีหน่วยงานอื่นเข้าร่วมโครงการอีกหากเห็นว่าเป็นประโยชน์ ส่วนการจัดทำฐานข้อมูลสินค้านั้น ปัจจุบันมีการขอรหัสบาร์โค๊ดมากกว่า 1 ล้านรายการ แต่บางรายก็ขอไปเก็บไว้เฉยๆไม่มีการอัพเดทข้อมูล ดังนั้นในระยะแรกจึงคัดผลิตภัณฑ์ที่ Active ประมาณ 1 แสนรายการเข้ามาใส่ในฐานข้อมูลก่อน และจะขยายเพิ่มขึ้นอีกในระยะต่อไป

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับการค้าออนไลน์ด้วย โดยผู้ขายสามารถแสดงเลขหมายบาร์โค๊ดเพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ผู้บริโภค ขณะที่ผู้บริโภคสามารถนำเลขหมายนั้นไปค้นหาผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังฐานข้อมูลและแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ออกมา เช่น จะซื้อครีมทาหน้า หากเครื่องหมาย อย. ระบุว่าออกให้บริษัท A แต่ผู้นำเลขหมายอย.มาใช้เป็นบริษัท B อย่างนี้ก็ควรต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าควรซื้อหรือไม่

นอกจากนี้ ในระยะยาว กระทรวงไอซีทีพยายามทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น เสื้อทอผ้าไหม ไซส์ M ในภาคอีสาน อาจจะคนละขนาดกับไซส์ M ในภาคเหนือ ดังนั้นต้องมีการกำหนดมาตรฐานกลางขึ้นมา ว่าไซส์ M มีขนาดเท่าไหร่ ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามมาตฐานนั้นได้ ก็จะเป็นผลดีต่อแบรนด์และเพิ่มโอกาสขยายตลาดไปต่างประเทศได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ 11 หน่วยงานที่ลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ ประกอบด้วย กระทรวงไอซีที กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

 

เฟรชเก็ต-ฟาสต์เวิร์ค ชนะเลิศดีแทคแอคเซเลอเรทปีที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 19:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449589

เฟรชเก็ต-ฟาสต์เวิร์ค ชนะเลิศดีแทคแอคเซเลอเรทปีที่ 4

ดีแทคแอคเซเลอเรท ประกาศผเดโมเดย์ ปี 4 ทีมที่ชนะ ได้แก่ เฟรชเก็ต (Freshket) แพลตฟอร์มการสั่งซื้อวัตถุดิบอาหาร ได้รับรางวัล BlackBox Connect เข้าคอร์สบ่มเพาะสตาร์ทอัพ 1 ในคอร์สที่ดีที่สุดในซิลิคอนวัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งเข้าอบรมพิเศษกับทางกูเกิล ส่วนทีม ฟาสต์เวิร์ค (Fastwork.co) ที่ได้รับรางวัลเข้าร่วมงานเว็บ ซัมมิท (Web Summit 2016) งานแสดงผลงานของเหล่าสตาร์ทอัพระดับโลก ที่กรุงลิสบอน โปรตุเกส

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ ดีแทค แอคเซอเลอเรท กล่าวว่า ในปีนี้สตาร์ทอัพทั้ง 21 ทีมในโครงการมีมูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท โตขึ้นเฉลี่ย 500% และมีทีมรุ่นพี่ที่ได้รับการสนับสนุนไปก่อนหน้านี้จากนักลงทุน เรียกได้ว่า สตาร์ทอัพในโครงการของเรามีศักยภาพและเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุน

“เรา ยังคงลงทุนในโครงการดีแทคแอคเซอเลอเรทอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาททั้งในเรื่องของ เงินทุนขั้นต้น เทรนนิ่ง บูทแคมป์ ฯลฯ ซึ่งความสามารถของทุกทีมล้วนมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน ดีแทคจะยังคงสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่ในวงการสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง”

นาย กระทิง พูนผล ผู้จัดการกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก กล่าวว่า สตาร์ทอัพในโครงการของดีแทคมีความสามารถกว่าในอดีตมาก สะท้อนให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่มีความคิดในการมองปัญหาและนำมาแก้ไขในเชิง เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งทุกทีมมีความน่าสนใจและเราก็เลือกลงทุนในทีมที่ผ่านโครงการของดีแทค เกือบทุกปีและเรายังคงสนับสนุนคนเหล่านี้ต่อไป

 

ม.หอการค้าเผยคนไทยเสพสื่อทางออนไลน์มากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 17:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449540

ม.หอการค้าเผยคนไทยเสพสื่อทางออนไลน์มากที่สุด

โดย-วิรวินท์ ศรีโหมด

คนไทยถือว่าเป็นชนชาติหนึ่ง ที่ให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว มาตั้งแต่อดีต แต่ทว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป จากอดีตที่เคยนิยมติดตามข่าวสารผ่านสื่อวิทยุ และหนังสือพิมพ์ เรื่อยมาจนถึงยุคโทรทัศน์ขาว ดำ จนมาเป็นจอสี แต่ปัจจุบันที่โลกมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีสูงขึ้น จึงทำให้ผู้คนเลือกที่จะรับข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้นอย่างที่เห็น แต่ทว่าการนำเสนอข่าวในสื่อที่มีมากในยุคนี้ มีทั้งแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และจะต้องคิดก่อนส่งต่อ ดังนั้นนี่จึงเป็นประเด็นที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความสนใจและแถลงถึงผลสำรวจในหัวข้อเรื่อง “ พฤติกรรมการรับข่าสารและความเชื่อมั่นต่อสื่อมวลชน ” เมื่อวันที่ 19 ส.ค.

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 800 คน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยแบ่งตัวอย่างผู้ตอบคำถามเป็นช่วง 4 อายุ คือ เจนเนอเรชั่น Y อายุ 19-36 ปี  เจเนอเรชั่น X อายุ 37-51 ปี เบบี้บูมเมอร์ อายุ 52-70 ปี  และเจเนอเรชั่น Z อายุ 12-18 ปีพบว่าระยะเวลาการรับข่าวสาของประชาชนในแต่ละวัน  32.6%  ใช้เวลารับชมข่าวสารเฉลี่ยต่อวัน  1-2 ชั่วโมง รองลงมา 24.1% ใช้เวลาการรับชมข่าวสาร 2-3 ชั่วโมงต่อวัน และสุดท้ายคือน้อยกว่า 1 ชั่วโมง ส่วนประเภทของข่าวสารที่ได้รับความนิยม พบว่า เป็นข่าวบันเทิง 54.4%  ข่าวเหตุการณ์สำคัญ เช่น ระเบิด ไฟไหม้ ภัยพิบัติ 52.3%  ข่าวกีฬา 37%  ข่าวการเมือง 34.9%   และข่าวอาชญากรรม เศรษฐกิจ 32.8% ส่วนข่าวทางด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมเป็นข่าวที่ผู้คนให้ความสนใจน้อยที่สุด

ขณะที่ช่องทางในการรับข่าวสารพบว่า อันดับ 1.คนทั่วไปนิยมรับข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียลมีเดีย มากที่สุด 2.สื่อโทรทัศน์  3.เว็บไซต์ หรือแอพลิเคชั่น  4.หนังสือพิมพ์  และ5.สื่อวิทยุ

อ.มานะ มองว่า จากผลการวิจัยนี้สะท้อนว่าในยุคต่อไปถ้าหากสำนักข่าวต้องการอยู่รอดในสนามการแข่ง ควรที่จะต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะแต่ละช่วงวัยมีความสนใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ตอบสนองกับกลุ่มผู้ติดตาม แต่ต้องอย่าลืมว่าทุกสำนักข่าวต้องคงความน่าเชื่อถือเอาไว้ เพราะจากผลสำรวจพบว่าถึงแม้สื่อโซเชียลมีเดียจะมีผู้ติดตามมาก แต่กลุ่มผู้ติดตามยังคงเชื่อถือสื่อดังเดิมมากกว่าสื่อใหม่ ดังนั้นสื่อเก่าควรใช้ความน่าเชื่อถือนี้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

คณบดีนิเทศฯ ม.หอการค้า มองว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในวงการสื่อขณะนี้ คือสื่อออนไลน์ เพราะพบว่ามีการหลอกให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งตรงนี้จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของสื่อออนไลน์ ดังนั้นแนะนำว่าถ้าสำนักข่าว ต้องการลงไปทำออนไลน์ควรที่จะต้องคงความน่าเชื่อถือเอาไว้

ส่วนทิศทางอนาคตของวงการทีวีดิจิตอล อ.มานะ มองว่า ควรที่จะต้องจับกลุ่มผู้ที่ติดตามให้มีความชัดเจน และต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เพื่อให้เกิดการไว้วางใจ ส่วนสื่อหนังสือพิมพ์ที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจน้อยลงในยุคนี้ควรปรับตัวรูปแบบเนื้อหาให้ตอบสนองกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้ที่ติดตาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุ และสื่อวิทยุก็ควรปรับรูปแบบไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายไม่น่าสนใจ เช่น อาจเปิดเพลงสลับกับการเสนอข่าว

“ทุกสื่อควรหากลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ส่วนการหารายได้ควรมีความหลายหลาย ขณะที่การแข่งขันในวงการสื่อ รัฐไม่ควรทำอะไรในตอนนี้ เพราะเป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่อาจเพียงสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเนื้อหาให้ดีขึ้นเท่านั้น “อ.มานะ ระบุ”