แท็กซี่ลอยฟ้า อนาคตแห่งการคมนาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 14:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449440

แท็กซี่ลอยฟ้า อนาคตแห่งการคมนาคม

บริษัท Airbus Group วางแผนสร้างรถแท็กซี่ลอยฟ้าคันต้นแบบ เพื่อทดสอบการบินจริงในปีหน้า คาดปฏิวัติการคมนาคมทั่วโลก

ลืมความหงุดหงิดจากรถติดไปเลย เพราะบริษัท Airbus Group มีวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยการย้ายรถไปอยู่บนฟ้า นอกจากนั้นรถลอยฟ้าเหล่านี้ไม่ใช่รถธรรมดา แต่พวกมันยังมีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยตนเองอีกด้วย

โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า Vahana และเรียกรถในอนาคตเหล่านี้ว่า แท็กซี่ลอยฟ้า ซึ่ง Rodin Lyasoff ผู้บริหารโครงการกล่าวว่ารถแท็กซี่ลอยฟ้าคันต้นแบบจะสร้างเสร็จทันภายในสิ้นปีหน้า

รถแท็กซี่ลอยฟ้านี้สามารถใช้บริการได้ง่ายดายด้วยการจองผ่านสมาร์ทโฟน และในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า Lyasoff กล่าวว่านวัตกรรมนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการคมนาคม และตลาดรถยนต์ไปเลย ด้วยผู้ใช้บริการเป็นจำนวนล้านคนทั่วโลก

จินตนาการว่าเมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า หลังจากจัดการธุระส่วนตัวแล้ว ก็มีแท็กซี่ลอยฟ้ามาจอดรอรับคุณถึงระเบียงคอนโด และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เดินทางถึงที่ทำงาน ไอเดียนี้ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามไอเดียดังกล่าวไม่ได้ฝันเฟื่องไปเองแต่อย่างใด เพราะขณะนี้โครงการได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว ด้วยการเริ่มต้นสร้างรถแท็กซี่คันต้นแบบ

ทั้งนี้ทีมวิศวกรกล่าวว่าความท้าทายของโครงการนี้ คือการออกแบบระบบความปลอดภัย เช่นเดียวกับที่ระบบของกูเกิ้ลใช้นำเส้นทางการเดินของรถ แต่เปลี่ยนเป็นการบินแทน และสิงคโปร์ก็เป็นประเทศแรกที่ไฟเขียวให้ทางบริษัทสามารถทำการทดสอบการบินในเมืองได้

 

ธุรกิจคอมพ์ขาลงไม่ทันเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449380

ธุรกิจคอมพ์ขาลงไม่ทันเทคโนโลยี

กูรูชี้ธุรกิจฮาร์ดแวร์ต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่-เทคโนโลยีโตเร็ว ดึงโทรศัพท์มือถือแทนที่

นักวิเคราะห์หลายฝ่าย เปิดเผยว่า บรรดาธุรกิจฮาร์ดแวร์ทั้งหลาย มีแนวโน้มต้องเผชิญกับการปรับลดพนักงานครั้งใหญ่อีกในอนาคต เพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค

ทริป โชวทรี นักวิเคราะห์ของศูนย์วิจัย โกลบอล อิควิตี้ ระบุว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และมีแนวโน้มปรับโครงสร้างที่ต้องปลดพนักงานตามมาอีก โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิป และอุปกรณ์ อยู่ใน ภาวะเสี่ยงอย่างสูง สวนทางกับผู้ผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและระบบปฏิบัติการคลาวด์ ซึ่งกำลังมาแทนที่

นอกจากนี้ โชวทรี เสริมว่าในปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มหันไปใช้ระบบคลาวด์ จากอเมซอนหรือไมโครซอฟท์ในการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งช่วยลดการจ้างงานเช่นกัน ขณะที่การเข้าสู่ตลาดคลาวด์ของซิสโก้ตอนนี้ก็ถือว่าไม่ทันบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น

ด้าน ชาเลนเจอร์, เกรย์ แอนด์ คริสมาส อิงก์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาพนักงาน กล่าวว่า ตลอดช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐได้ปลดพนักงานไปแล้วราว 6.3 หมื่นอัตรา

ล่าสุด ซิสโก ซิสเต็มส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายชั้นนำจากสหรัฐ ปรับลดพนักงาน 5,500 ราย เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจซอฟต์แวร์ตามหลังการปลดพนักงาน 1.2 หมื่นอัตราของ อินเทล เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และ เดล อิงก์ ที่ประกาศปลดพนักงาน 1 หมื่นอัตรา รวมถึงไอบีเอ็มและเอชพี

ภาพประกอบข่าว

 

สิงเทลซื้อหุ้นอินทัช4หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449379

สิงเทลซื้อหุ้นอินทัช4หมื่นล.

สิงเทลซื้อหุ้นอินทัช 21% และหุ้นภารตีของอินเดียอีก 7.39% จากเทมาเซกหวังขยายตลาด เป็นผู้นำภูมิภาค

สิงคโปร์ (ราว 4.07 หมื่นล้านบาท) จากเทมาเซก โฮลดิ้งส์ กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ ที่ถือหุ้นอินทัชอยู่และจะเข้าถือหุ้นของอินทัช 21% เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดสื่อสารภูมิภาค

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สิงเทลจะซื้อหุ้นของอินทัชเป็นเงินสดในราคา 60.83 บาท/หุ้น ขณะเดียวกันก็เข้าซื้อหุ้นของภารตี เทเลคอม บริษัทโทรคมนาคมในอินเดีย 7.39% ในราคา 235.62 รูปี/หุ้น จากเทมาเซกเช่นเดียวกัน โดยคิดเป็นมูลค่า 884 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 2.28 หมื่นล้านบาท)

เจือ ซ็อก กุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (ซีอีโอ) ของ สิงเทล กรุ๊ป ระบุว่า ข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นทั้งสองจะช่วยให้สิงเทลเข้าถึงตลาดธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคมและเข้ามาดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ยังมีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกได้มาก

“ประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากในทั้งสองประเทศนี้ เป็นปัจจัยกระตุ้นธุรกิจโทรคมนาคมได้อย่างดี” กุง เสริม

ด้าน นิโคลัส เตี่ยว นักกลยุทธ์ของบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ เฟรเซอร์ ระบุว่า การเข้ามาขยายอิทธิพลทางธุรกิจในเอเชีย จะช่วยส่งเสริมให้สิงเทลกลายเป็นผู้ดำเนินการโทรคมนาคมในระดับภูมิภาคและในอนาคต สิงเทลอาจจะเป็นผู้ให้บริการโรมมิ่งในราคาที่เหนือกว่าคู่แข่ง รายอื่นๆ ในภูมิภาคได้

นอกจากนี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้สิงเทลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในไทยและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอยู่ในช่วงขาขึ้น จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟน โดย อินทัช เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เครือข่ายมือถือของไทยรายใหญ่อันดับต้นในไทย ขณะที่ภารตีก็ถือหุ้นในภารตี แอร์เทล ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับ 1 ในอินเดีย

อย่างไรก็ดี ฟิลิป เฉิน ชอง ตัน ซีอีโอของอินทัช ระบุว่า กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า อินทัชยังไม่ได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวจาก ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ทั้งนี้ สิงเทล ระบุว่า เข้ามาลงทุนในเอไอเอสและภารตีเมื่อปี 1999 โดยดำเนินการใน 18 ประเทศเอเชียใต้และแอฟริกา มีฐานลูกค้าราว 380 ล้านราย

 

ธุรกิจดิจิทัลใช้คลาวด์ ตอบโจทย์ช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 21:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449359

ธุรกิจดิจิทัลใช้คลาวด์ ตอบโจทย์ช็อปออนไลน์

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การใช้งานคลาวด์ขององค์กรขนาดใหญ่ในปัจจุบันยังคงมีเรื่องของความเชื่อมั่นในการเก็บและรักษาข้อมูลที่องค์กรยังกังวล หากเปลี่ยนจากไพรเวทคลาวด์มาเป็นไฮบริดคลาวด์เต็มตัว

ชัยวัฒน์ รัตนประทีปพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า นอกจากระบบคลาวด์ที่มีการใช้งานในองค์กรแล้ว บริษัทเลือกใช้อะเมซอนเว็บเซอร์วิสเพื่อช่วยยืดหยุ่นในการเข้าใช้งานของลูกค้าที่ลดหรือเพิ่มแบบทันท่วงที เพราะบริษัทมีเว็บช็อปปิ้งออนไลน์สำหรับให้บริการทั้งไอทรูมาร์ท วีมอลล์ และวีเลิฟช้อปปิ้ง ซึ่งจะมีการจัดโปรโมชั่นในช่วงเวลา 11.00-14.00 น. ถือว่าเป็นจังหวะที่มีการใช้งานสูงมาก เพราะบริษัทจัดโปรโมชั่นและการใช้จ่ายค่อยๆ ลดลงในช่วงเวลาอื่น

“การเลือกใช้บริการในรูปแบบคลาวด์ของบริษัทถือว่าเป็นไฮบริดคลาวด์ ซึ่งมีอัตราการจ่ายค่าบริการตามการใช้งานแบบลูกค้ากลุ่มอื่นๆ”

ทั้งนี้ งบการลงทุนด้านไอทีของบริษัทในแต่ละปีจะเป็นไปตามการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก จากเดิมที่ต้องลงทุนหลักล้านต่อปี แต่เมื่อปรับมาใช้ไฮบริดคลาวด์ถือว่ายืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น เพราะบริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจจากอี-คอมเมิร์ซแบบเดิมมาเป็นฟูลฟิลเมนต์มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่การให้บริการลูกค้าต่างประเทศ

คลาวด์ของแอสเซนด์ในยุค 1.0 จะเป็นเรื่องของการศึกษาระบบการทำงานเพื่อการขยายตัวของธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และบริหารงานได้แบบทันท่วงที ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนหลัก 10 ล้านบาทขึ้นไปในแต่ละปี แต่ปีนี้เข้าสู่ยุค 2.0 ที่ลูกค้ามีความฉลาดในการใช้งานเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นบริษัทต้องมองเรื่องความคุ้มค่าของการเข้าใช้งานระบบได้ดีกว่าเดิม ตอบโจทย์การใช้งานแบบฟูลฟิลเมนต์มากขึ้น เช่น การสั่งซื้อ ระบบชำระเงิน การขนส่ง และการเก็บสต๊อกสินค้าได้ดีขึ้น

“บริษัทกำลังมองในยุค 3.0 คือวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น พัฒนาบริการต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าออนไลน์ได้มากขึ้น”

ทางด้าน เรจิน่า ตัน ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิส กล่าวว่า อะเมซอนเว็บเซอร์วิสเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ที่มีลูกค้าทั่วโลกแอ็กทีฟกว่า 1 ล้านราย ภายใน 30 วันที่ผ่านมา และในไตรมาส 2 ของปีนี้ บริษัททำรายได้กว่า 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้บริษัทมีรายได้ต่อปีมากถึง 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐถือว่าเป็นธุรกิจที่รายได้เติบโตไวมาก

“อะเมซอนเว็บเซอร์วิสเพิ่มทีมงานบริการในไทย เพื่อดูแลลูกค้าองค์กรแต่ยังไม่มีแผนจะตั้งเซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้าในไทย ยังคงใช้เซิร์ฟเวอร์หลักของสิงคโปร์ในการดูแลตลาดไทย”

ลูกค้าของอะเมซอนเว็บเซอร์วิสเติบโตอย่างรวดเร็ว ในกลุ่มธุรกิจประเภทสตาร์ทอัพ องค์กรไอทีที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ที่มองหาระบบคลาวด์นั้นมีความต้องการทำงานระบบแบบไฮบริด และวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบทันท่วงที เพื่อช่วยลดปัญหาดาวน์ไทม์ได้

ด้วยความที่คลาวด์ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในไทย ทั้งที่เป็นเทรนด์ที่ตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ยังมีองค์กรที่เลือกลงทุนด้านคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบน้อย เพราะความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและการลงทุนยังเป็นปัจจัยหลักที่องค์กรกังวล

แม้ว่าบริษัทจะยังไม่มีแผนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย แต่บริษัทเชื่อว่าเรื่องความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลระหว่างอะเมซอนเว็บเซอร์วิสและแอสเซนด์นั้นมีความปลอดภัย เพราะจะมีท่อของทรูไอดีซีด้านการส่งข้อมูลตรงระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ เมื่อเกิดปัญหาระบบจะแจ้งเตือนความผิดปกติได้ทันที

“การพิจารณาตั้งศูนย์หรือเซิร์ฟเวอร์นั้น อาจต้องดูความต้องการของตลาดก่อนว่ามีลูกค้ามากน้อยแค่ไหน”เรจิน่า กล่าว

ในยุคดิจิทัลที่มีความรวดเร็ว การออกแคมเปญ หรือแผนการตลาดนั้นจะต้องทันกระแสและตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเต็มที่ จะรอไม่ได้ การใช้คลาวด์จึงถือว่าตอบโจทย์การทำงานได้

 

ดันบิ๊กเกตเวย์รับยอดใช้เน็ตในไทยพุ่ง6เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 12:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449240

ดันบิ๊กเกตเวย์รับยอดใช้เน็ตในไทยพุ่ง6เท่า

อุตตมคาด 3 ปี ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยเพิ่มขึ้น 6 เท่า ลุยสร้างบิ๊กเกตเวย์รองรับ

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พลิกบริบทประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล” ในงาน Thailand : Digital Transformation โดยระบุว่ายุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า บริการ ตลอดจนสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยในระยะแรกจนถึงสิ้นปี 2560 อยู่ในช่วงการวางโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน การขยายเกตเวย์และเส้นทางเคเบิลระหว่างประเทศ และการยกระดับศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งทุกอย่างต้องเสร็จในรัฐบาลชุดนี้

“3 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตเมืองไทยเพิ่มขึ้น 6 เท่า และคาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้งานก็จะเพิ่มอีก 6 เท่า ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีเกตเวย์ที่ใหญ่และมีเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้น เพราะทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตกว่า 70% ทุกวันนี้ ต้องวิ่งไปผ่านสิงคโปร์ ดังนั้นเราต้องขยายเส้นทางเคเบิลให้มากขึ้น ถึงจะไม่สามารถดึงทราฟฟิกมาจากสิงคโปร์ได้หมดก็ตาม” นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ว่า ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง โดยคาดว่าจะได้ตัวผู้ชนะการประมูลในช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดยยังคงตั้งเป้าขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ให้ได้ 1 หมื่นหมู่บ้านภายในเดือน ธ.ค.นี้

ทั้งนี้ แม้ตัวเลือกอันดับแรกของกระทรวงไอซีที คือ บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในการดูแลของกระทรวงไอซีที แต่กระทรวงไอซีทียังได้เชิญผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ได้รับใบอนุญาตแบบที่ 3 (มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง) มาเข้าร่วมประมูลด้วย แต่มีข้อแม้ว่าโครงข่ายที่เอกชนสร้างต้องเชื่อมต่อกับ Node ของ กสทฯ หรือ ทีโอที อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเอกชนรายใดร่วมโครงการบ้าง

ด้าน นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากเปรียบกับคนที่ติดต่อสื่อสารกันผ่านโซเชียลมีเดีย เครื่องจักรก็จะสามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้ทำการตลาดได้ถึงลูกถึงคนมากขึ้น เช่น บริษัทแม่อยู่ทวีปหนึ่ง แต่ติดต่อสั่งการเครื่องจักรในโรงงานอีกทวีปให้ดำเนินการผลิตในทันที ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมจากยุคการผลิตแบบ Mass Production มาเป็นการผลิตแบบ Mudule เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ลึกถึงระดับปัจเจกบุคคล

 

รอยสักทัชสกรีน นวัตกรรมใหม่ที่ผนวกแฟชั่นและเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449234

รอยสักทัชสกรีน นวัตกรรมใหม่ที่ผนวกแฟชั่นและเทคโนโลยี

เทคโนโลยีใหม่จากมหาวิทยาลัยแมสซาซูเซตส์ ที่ช่วยให้ควบคุมสมาร์ทโฟนง่ายขึ้น แค่แตะที่รอยสัก

ต่อไปนี้ความบันเทิงที่ได้รับชมจากสมาร์ทโฟนจะง่ายขึ้นอีกเป็นกอง คุณสามารถเพิ่มระดับเสียงเพลง หรือเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ได้ง่ายๆเพียงแค่แตะที่รอยสักเท่านั้น

ไอเดียบรรเจิดนี้เรียกว่า DuoSkin เป็ผลงานของคณะนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ที่นำวงจรคอมพิวเตอร์มาผนวกรวมกับทองคำเปลว จนได้เป็นรอยสักอัจฉริยะที่ทั้งสวยงาม นำแฟชั่น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น

รอยสักอัจฉริยะนี้มีหลายรูปแบบให้เลือก แต่สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งานนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน คือ 1. รอยสักที่ทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์ควบคุมจอสกรีนของคอมพิวเตอร์ เช่นการเปิดปิดเพลงได้  2. รอยสักที่มีไฟ LED ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงสีสันได้ตามอุณหภูมิและอารมณ์ของผู้ใช้งาน และ 3. รอยสักที่เชือมต่อกับการทัชสกรีนของสมาร์ทโฟน นอกจากนั้นยังมีรอยสักที่มีรูปทรงเหมือนสร้อยคอและมีจี้ที่ให้แสงสว่างจากหลอดไฟ LED อีกด้วย ไว้สำหรับไปงานปาร์ตี้แบบมั่นใจได้ว่าเครื่องประดับของคุณจะโดดเด่นและไม่ซ้ำใคร

DuoSkin ใช้งานสะดวกมากเพียงแค่นำผลิตภัณฑ์แปะลงบนร่างกายส่วนที่ต้องการจากนั้นก็ลอกออก เท่านี้ก็จะได้เครื่องประดับเก๋ไก๋และใช้งานได้จริง มาทดลองสไลด์จอมือถือให้คนรอบข้างดูได้ และเมื่อต้องการเอา DuoSkin ก็ทำง่ายๆเพียงแค่ล้างออกกับน้ำเท่านั้น

สามารถชมวิดีโอสาธิตการใช้งานได้ที่นี่

 

ซิสโกหนีฮาร์ดแวร์ จ่อปลดคนนับหมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449211

ซิสโกหนีฮาร์ดแวร์ จ่อปลดคนนับหมื่น

ซิสโกปรับโครงสร้าง หันเน้นซอฟต์แวร์ ตามไมโครซอฟท์ เอชพี หลังหมดยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

สำนักข่าวซีอาร์เอ็น รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ซิสโก ซิสเต็มส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย อาจปรับลดพนักงานราว 9,000-1.4 หมื่นอัตราทั่วโลก หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของจำนวนทั้งหมด เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรจากการผลิตฮาร์ดแวร์ไปเป็นเน้นผลิตซอฟต์แวร์แทน

“ซิสโกต้องการพนักงานที่มีทักษะต่างจากคุณสมบัติของพนักงานในปัจจุบัน เพื่อเปลี่ยนไปสู่บริษัทผู้เน้นพัฒนาซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้อาจจะต้องใช้เวลามาก” แหล่งข่าว ระบุ

ทั้งนี้ รายงานของตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ซิสโกมีจำนวนพนักงานอยู่ที่ราว 7.31 หมื่นราย ในวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้นการลดพนักงานในจำนวนดังกล่าวจึงถือเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท

ก่อนหน้านี้ ทริป ชอว์ทราย นักวิเคราะห์ของหน่วยวิจัย โกลบอล อิควิตี้ คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ซิสโกมีพนักงานในส่วนปฏิบัติการมากเกินไป ขณะที่แนวโน้มผู้บริโภคหันไปใช้ระบบคลาวด์หรือซอฟต์แวร์มากขึ้น

ขณะที่ ไมโครซอฟท์ เอชพี และอินเทล ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีก็ได้ปรับลดพนักงานไปแล้ว หลังเผชิญกับการชะลอตัวของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (พีซี) โดยไมโครซอฟท์ปลดพนักงาน 1.8 หมื่นอัตรา สูงสุดในประวัติศาสตร์วงการเทคโนโลยี เมื่อเดือน ก.ค. 2014

 

“ทรู”เปิดโค-เวิร์คกิ้ง สเปซเพิ่มฐานลูกค้าชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2559 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/449175

"ทรู"เปิดโค-เวิร์คกิ้ง สเปซเพิ่มฐานลูกค้าชั้นดี

ทรู เปิดโค-เวิร์คกิ้ง สเปซ “ทรูสเฟียร์” หวังขยายฐานลูกค้าชั้นดี เพิ่มเป็น 1 ล้านราย ใน 2 ปี ดันใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่ม

นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว ทรูสเฟียร์ ซึ่งเป็น โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ ระดับเฟิร์สคลาสแห่งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่ 400 ตารางเมตร (ตร.ม.) ชั้น 2 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ลงทุน 30 ล้านบาท เพื่อยกระดับการให้บริการสำหรับสมาชิก ทรู แบล็คการ์ด และลูกค้ากลุ่มธุรกิจ

สำหรับในปี 2559 มีแผนขยาย ทรูสเฟียร์ รวม 6 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัล เวสต์เกต, เมกา บางนา, เดอะมอลล์ ท่าพระ, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ บางแค และ ดิ เอ็มควอเทียร์ ใช้เงินลงทุน 150 ล้านบาท และในปี 2560 มีแผนขยายเพิ่มเป็น 14 แห่ง ใช้เงินลงทุนอีก 140 ล้านบาท เพื่อให้บริการครอบคลุมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ภายใต้งบลงทุนรวม 290 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการขยายออกสู่
ต่างจังหวัดด้วย

ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกทรูแบล็คการ์ดเพิ่มเป็น 1 ล้านราย ในปี  2561 จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 แสนราย จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรายต่อเดือนเพิ่มขึ้นได้ตามลำดับ

“ปัจจุบันเรามีฐานสมาชิกทรูยูอยู่ที่ 1.7 ล้านราย แบ่งเป็น ทรู แบล็คการ์ด 1.7 แสนราย และ ทรู เรดการ์ด 1.53 ล้านราย จากแผนดังกล่าวจะทำให้เรามีลูกค้าชั้นดีเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ทรู แบล็คการ์ด ต้องมีการใช้จ่ายขั้นต่ำอยู่ที่ 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน” นายปพนธ์ กล่าว

 

แจ้งสิทธิลูกค้าในช็อปมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/448568

แจ้งสิทธิลูกค้าในช็อปมือถือ

กสทช.จัดทำคำประกาศสิทธิผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ แจ้งสิทธิพื้นฐานของลูกค้าในทุกช็อปของค่ายมือถือ

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า แนวทางการทำงานในช่วงครึ่งปีหลังของ กสทช.จะเน้นการกำกับดูแลเชิงรุก โดยวันที่ 15 ส.ค.นี้ จะรณรงค์คำประกาศสิทธิผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือ สิทธิพื้นฐานของผู้ใช้บริการว่ามีอะไรบ้าง เช่น มีสิทธิย้ายค่ายเบอร์เดิม รายเดือนถ้าเลิกสัญญาจะทำอย่างไร ค้างค่าบริการ 2 เดือนถึงจะถูกตัดสาย หรือถูก SMS กวนใจจะทำอย่างไร เป็นต้น เนื่องจากสิทธิพื้นฐานเหล่านี้ผู้ใช้บริการบางรายยังไม่รู้

“คำประกาศสิทธิผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะถูกติดไว้ในช็อปของผู้ให้บริการมือถือทุกราย ซึ่งในส่วนของทรูมูฟและเอไอเอสจะมีผลทางกฎหมายด้วย เพราะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการใช้งานคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz หากไม่ปฏิบัติตามจะผิดเงื่อนไข ขณะที่ดีแทค ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ก็ต้องการรณรงค์ให้ข้อมูลสิทธิผู้บริโภคเช่นกัน” นายก่อกิจ กล่าว

นายก่อกิจ ระบุว่า หลังจัดทำคำประกาศสิทธิผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่เสร็จแล้ว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีก 3 เดือน กสทช.จะจัดทำคำประกาศสิทธิผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อไป

นายก่อกิจ ยังกล่าวว่า กสทช.เตรียมจัดทำโครงการ “เน็ตบล็อก ล็อกเน็ต” ซึ่งจะเป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับให้ผู้ปกครองกำกับดูแลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของบุตรหลาน โดยติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่เข้าไปตั้งค่าบางอย่างใน Internet Router ภายในบ้าน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กสามารถตั้งตารางเวลาปิดอินเทอร์เน็ตในบ้านได้ เช่น 4 ทุ่มนอน ห้ามใช้เน็ต รวมทั้งปิดการใช้งาน Data เครื่องโทรศัพท์มือถือของลูกได้ด้วย โดยขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการงบประมาณแล้ว และจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด กสทช.ในเร็วๆ นี้

“โครงการนี้ไม่ได้บังคับ แต่เป็นสิทธิของพ่อแม่ที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ และการปิด Data ของโทรศัพท์มือถือลูก จะไม่ปิดทั้งหมด ยังส่ง Location ได้ ส่ง SMS ได้ เพียงแต่จะไม่ให้เล่นเฟซบุ๊ก ไม่ให้ไลน์ ไม่ให้แชต” นายก่อกิจ กล่าว

สำหรับการดำเนินการโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น เช่น โครงการ “3 ชั้น ตรวจ แจ้ง ล็อก” ซึ่งเป็นการให้เจ้าของโทรศัพท์นำบัตรประชาชนไปตรวจสอบที่ช็อปของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อตรวจสอบว่ามีกี่เบอร์ที่ลงทะเบียนในชื่อของตัวเอง จากนั้นก็ให้กำหนดว่าจะให้ใช้เลขหมายใดในการยืนยันเพื่อทำธุรกรรมผ่านมือถือ

 

บริษัทผู้พัฒนา “โปเกมอน โก” สร้างรายได้จากเกมวันละเกือบ 350ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 18:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/448548

บริษัทผู้พัฒนา "โปเกมอน โก" สร้างรายได้จากเกมวันละเกือบ 350ล้าน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ไม่ว่าจะชื่นชอบหรือรู้สึกขัดหูขัดตาที่เห็นคนรอบตัวกลายมาเป็นคอเกมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าในวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธกระแสของเกมเออาร์ชื่อดังอย่าง “โปเกมอน โก” ที่กลายเป็นปรากฏการณ์และทำสถิติใหม่ต่างๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เว็บไซต์ด้านข้อมูลการตลาด แอพแอนนี ระบุว่า มีผู้ดาวน์โหลดเกมนี้บนเพลย์สโตร์ไปแล้วกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก และสามารถทำเงินให้บริษัท ไนแอนติก ได้ถึงวันละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 350 ล้านบาท)

เพียงแค่เปิดตัวมาได้ 1 เดือนกว่า ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. โปเกมอน โก กลายเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีผู้ใช้งานจริงในแต่ละวันมากกว่าเฟซบุ๊กถึง 2 เท่า เฉพาะผู้เล่นในสหรัฐและอังกฤษมีจำนวนถึง 11 ล้านคน จากการสำรวจโดยบริษัท ยูกอฟ ในช่วง 5 สัปดาห์แรกเท่านั้น

ที่สำคัญก็คือ โปเกมอน โก สามารถดึงดูดเงินจากกระเป๋าของผู้เล่นได้แล้วถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,319 ล้านบาท) ภายใน 5 สัปดาห์แรก ซึ่งคาดว่าตัวเลขที่แท้จริงภายหลังเปิดตัวมาได้เดือนกว่าและขยายไปในหลายประเทศทั่วโลกนั้น จะทำให้ 4 บริษัทที่เกี่ยวข้อง นำโดยผู้พัฒนาเกมหลัก ไนแอนติก สามารถทำเงินทางตรงได้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.47 หมื่นล้านบาท)

จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 5 หมื่นคน ในสหรัฐ อังกฤษ และเยอรมนี พบว่า ผู้เล่นทุก 1 ใน 5 คน จะยอมจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ในเกมเพื่อสร้างความได้เปรียบในการไล่ล่ามอนสเตอร์ โดยในอังกฤษมีผู้เล่นที่ซื้อของในเกมช่วง 1 เดือนแรกถึง 1 ล้านคน และมีอัตราการใช้เงินระหว่าง 80 เพนนี (ราว 37 บาท) ถึง 14.99 ปอนด์ (ราว 674 บาท) ขณะที่การจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์เสริมของคอเกมอเมริกันจะอยู่ที่ราว 29% และคอเกมเยอรมัน 20% ในจำนวนนี้ 9% หรือคิดเป็นชาวเยอรมัน 1.42 แสนคน ยอมจ่ายเงินไปมากกว่า 100 ยูโร (เกือบ 3,900 บาท)

“การวิจัยของเราแสดงผลเพียงแค่ช่วง 5 สัปดาห์แรกใน 3 ประเทศเท่านั้น ก็มีเงินสะพัดถึง 1 ใน 4 ของหลักพันล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ยิ่งปัจจุบันเกมขยายไปถึง 72 ประเทศทั่วโลก จึงไม่น่าแปลกใจหากโปเกมอน โก จะเป็นเกมพันล้านจริงๆ” สตีเฟน ฮาร์มสตัน หัวหน้าผู้ทำรายงานของยูกอฟ กล่าวกับไฟแนนเชียล ไทมส์

ลำพังตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงรายได้เพียงด้านเดียวของบริษัทเท่านั้น ยังไม่นับรวมมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้บริษัท นินเทนโด 1 ในผู้มีส่วนร่วมหลักของเกมนี้ มีมูลค่าการตลาดแซงหน้ากลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง โซนี่ คอร์ป ถึง 3 แสนล้านเยน (ราว 9.91 หมื่นล้านบาท) ไปอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านเยน (ราว 1.48 ล้านล้านบาท) ไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่ในอนาคตบริษัทที่เกี่ยวข้องยังมีแผนเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อดึงดูดความต่อเนื่องของคอเกม เช่น การแลกเปลี่ยน-ซื้อขายโปเกมอน ซึ่งปัจจุบันเกมเออาร์ตัวนี้ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ และยังเหลือพื้นที่ให้ไปต่อได้อีกมาก โดยเฉพาะเมื่อมองจากจุดเริ่มต้นของโปเกมอนที่มาจากการ์ดเกมของเด็กๆ ไปสู่เกมบอย การ์ตูน จนถึงธุรกิจหลายแขนง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีกระแสการห้ามหรือขอความร่วมมือคอเกมไม่ให้เล่นในพื้นที่อ่อนไหวของหลายประเทศ เช่น คุกตวลสเลง ในกัมพูชา รวมถึงการยื่นเรื่องไปยังบริษัทผู้พัฒนาเกมให้ถอดรายชื่อสถานที่เสี่ยงและอ่อนไหวออกจากการจับโปเกมอนแล้ว เพราะมีรายงานอุบัติเหตุและปัญหาต่างๆ จำนวนมาก ทำให้ความนิยมในเกมอาจได้รับผลกระทบไปบ้าง และยังไม่แน่ชัดว่า คอเกมในกว่าสิบประเทศฝั่งเอเชีย ตั้งแต่ไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา ไปจนถึงปาปัวนิวกินี ฟิจิ และปาเลา จะยอมจ่ายเงินให้กับเกมนี้เหมือนประเทศฝั่งตะวันตก ส่วนตลาดใหญ่อย่าง จีน และอินเดีย ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้เปิดบ้านต้อนรับเกมพันล้านเกมนี้หรือไม่

ภาพ…เอเอฟพี