ดีแทคลุยบัตรเติมเงิน ชิงตลาดปั้นรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446602

ดีแทคลุยบัตรเติมเงิน ชิงตลาดปั้นรายได้เพิ่ม

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หลังจากเปลี่ยนชื่อธุรกิจเติมเงินจากแฮปปี้มาเป็นดีแทคนั้น การขยับตัวเรื่องของบัตรเงินสดก็ถือว่าเป็นการประเดิมนับหนึ่งสำหรับการเดินหน้าต่อของธุรกิจบัตรเติมเงินสดให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ปานเทพย์ นิลสินธพ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานผลิตภัณฑ์บริการทางการเงินออนไลน์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า การร่วมมือกับ ดิจิคราฟต์ เปิดตัว สแนป (Snapp) แอพพลิเคชั่นศูนย์รวมโมบายเกม หวังเป็นศูนย์กลางในการรวมคอนเทนต์จากทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นไม่แพ้แอปเปิ้ลสโตร์หรือกูเกิลเพลย์เวอร์ชั่นไทย

“ตลาดคอนเทนต์ด้านเกมยังคงมีการแข่งขันอยู่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการใช้จ่ายผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งบัตรเงินสด (Cash Card) เติมเงินผ่านเอสเอ็มเอส (CPA) และบริการตัดเงินจากค่าบริการรายเดือน (DOB) ถือว่ามีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ดีแทคคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเกมออนไลน์จะมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเงินสดสูงถึง 6,500 ล้านบาท หรือประมาณ 70% ของภาพรวมการเติมเงินด้วยบัตรเงินสดทั้งหมด ไม่นับการจ่ายเงินผ่านออนไลน์อื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติม แม้ว่าขณะนี้ดีแทคจะมีส่วนแบ่งตลาดบัตรเติมเงินอยู่เพียง 5% คาดว่าหลังทำตลาดต่อเนื่องจะมีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 25% ภายในปีนี้

“ดีแทคกำลังเจรจากับพาร์ตเนอร์เพิ่มเติม ตอนนี้มีอยู่ 6 ราย และจะเพิ่มอีก 4 รายภายในปีนี้ ซึ่งนอกจากคอนเทนต์ด้านเกมแล้วยังมีด้านภาพยนตร์และเอนเตอร์เทนเมนต์อื่นๆ ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ดีแทคยังคงเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมตลาดเกมออนไลน์ว่าจะช่วยกระตุ้นให้ภาพรวมของธุรกิจบัตรเงินสดโตเพิ่มขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่า 30% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ หลังจากที่เพิ่งเริ่มทำบัตรเงินสดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และการกลับมาทำตลาดอีกครั้งนั้น เพราะมองเห็นความต้องการในการเติมเงินผ่านบัตรเงินสดของผู้ใช้งานคอนเทนต์เกม

“ดีแทคคาดว่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งจากตลาดรวมด้านการเติมเงิน คอนเทนต์ ทั้งเกมและเอนเตอร์เทนเมนต์ได้เพิ่มขึ้นกว่า 20% คิดเป็นมูลค่า 30 ล้านบาท”

สำหรับปีนี้ดีแทคได้ลงทุนด้านการเชื่อมต่อระบบหลังบ้านกับแอพพลิเคชั่นบัตรเงินสดและกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งหมดประมาณ 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการลงทุนของทางฝั่งดิจิคราฟต์เป็นหลัก

วิวัฒน์ วงศ์วราวิภัทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิคราฟต์ กล่าวว่า บริษัทใช้งบลงทุนในเรื่องของแพลตฟอร์มสแนป คอนเทนต์ใหม่ๆ และคู่ค้า ประมาณ 15 ล้านบาท แยกจากงบตลาดอีกประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อให้แพลตฟอร์มนี้เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาใช้งาน

“บริษัทตั้งเป้าคนเข้ามาเล่นเกมผ่านสแนป 2 แสนรายในเดือนแรก และ 5 แสนรายในสิ้นปี พร้อมทั้งคาดหวังให้นักพัฒนาคอนเทนต์ชาวไทยเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มกลางนี้เพิ่มเติม”

จากข้อมูลอ้างอิงของซิป้า สำหรับมูลค่าตลาดเกมของไทยในปี 2559 น่าจะโตได้ถึง 26.1% ดังนั้น การผลักดันแพลตฟอร์มกลางสำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มนี้น่าจะช่วยให้มีโอกาสเติบโตได้มีแอปเปิ้ลสโตร์และกูเกิลสโตร์ เพียงแต่ดิจิคราฟต์จะเน้นเรื่องคอนเทนต์เกมเท่านั้น รวมทั้งต้องการนักพัฒนาคอนเทนต์ชาวไทยที่มีฝีมืออีกมากเพื่อร่วมกันพัฒนาระบบคอนเทนต์ให้หลากหลาย ส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ให้มีการเติบโตต่อเนื่อง

 

คนไทยฮิตใช้สมาร์ทโฟนวันละ 4 ชม.-นิยมแชตสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446601

คนไทยฮิตใช้สมาร์ทโฟนวันละ 4 ชม.-นิยมแชตสูงสุด

นีลเส็นเผยผลวิจัยพฤติกรรมคนไทย ใช้สมาร์ทโฟนต่อวันนาน 230 นาที (4 ชั่วโมง) โปรแกรมแชตนิยมสูงสุด

น.ส.ยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนของผู้บริโภคชาวไทย ตามกลุ่มตัวอย่างที่ทำการวิจัยในไตรมาสแรกจำนวน 965 คน และไตรมาส 2 อีก 705 คนทั่วประเทศ พบว่า คนไทยมีการใช้สมาร์ทโฟนเฉลี่ยต่อวันละ 234 นาที หรือเกือบ 4 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลาที่ผู้ใช้มีการตื่นตัวกับการใช้สมาร์ทโฟน คือ เวลา 08.00-23.00 น. โดยมีค่าเฉลี่ย 12 นาที/ชั่วโมง ส่วนช่วงเวลาที่มีการใช้สมาร์ทโฟนมากที่สุด คือ 20.00-21.00 น. มีค่าเฉลี่ยใช้งานอยู่ที่ 13.1 นาที/ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังพบว่ากิจรรมที่ผู้บริโภคนิยมใช้ผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุด คือการสื่อสาร ใช้เวลาต่อวันไปทั้งหมด 78 นาที ซึ่งในจำนวน 78 นาที ประเภทของการสื่อสารที่ผู้บริโภคนิยมใช้งานมากที่สุด คือ แชต หรือการสนทนา คิดเป็น 66 นาที/วัน ส่วนกิจกรรมที่นิยมรองลงมา คือ การใช้งานแอพพลิเคชั่น 66 นาที การใช้งานเพื่อความบันเทิง 42 นาที และการบริการจัดการ 27 นาที

ทั้งนี้ จากปริมาณการใช้สมาร์ทโฟนดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการใช้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ของปี 2558 ที่ผ่านมาผู้บริโภคมีการใช้อินเทอร์เน็ตผ่าน

สมาร์ทโฟน 500 เมกะไบต์/วัน หลังจากนั้นปรับเพิ่มมาเป็น 544 เมกะไบต์/วันในไตรมาส 4 ปี 2558 เพิ่มเป็น 574 เมกะไบต์/วันในไตรมาสแรกปี 2559 และปรับเพิ่มเป็น 689 เมกะไบต์/วันในไตรมาส 2 ปี 2559 ซึ่งในส่วนของความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ใช้ดังกล่าวใช้ผ่านสัญญาณไว-ไฟมากกว่าการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ

น.ส.ยุวดี กล่าวอีกว่า ในส่วนของการใช้งานเอ็ม-คอมเมิร์ซ หรือการจ่ายเงิน ทำธุรกรรมธนาคาร และการขายสินค้าผ่านมือถือก็มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการทำธุรกรรมธนาคาร ในไตรมาสแรกปี 2557 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 8% ไตรมาสแรกปี 2558 มีสัดส่วนการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 31% ไตรมาสแรกปี 2559 มีสัดส่วนการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 43% และไตรมาส 2 ปี 2559 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 49%

สำหรับการใช้จ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่น เช่น ไลน์เพย์ และเพย์พัล ไตรมาสแรกปี 2557 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 7% ไตรมาสแรกปี 2558 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 12% ไตรมาสแรกปี 2559 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 24% และไตรมาส 2 ปี 2559 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 24% ส่วนการขายสินค้าผ่านมือถือ ไตรมาสแรกปี 2557 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 11% ไตรมาสแรกปี 2558 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 23% ไตรมาสแรกปี 2559 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 36% และไตรมาส 2 ปี 2559 มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 33%

อย่างไรก็ดี จากผลวิจัยที่พบดังกล่าวถือเป็นข้อมูลสำคัญที่นักการตลาดควรให้ความสำคัญ พร้อมกับทำความเข้าใจถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการทำกิจกรรมการตลาดผ่านมือถือ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้ตรงจุด

 

ซิดนีย์ทนไม่ไหว! ลบสวนสาธารณะจากจุดจับโปเกมอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 21:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446570

ซิดนีย์ทนไม่ไหว! ลบสวนสาธารณะจากจุดจับโปเกมอน

ผู้พัฒนาเกมโปเกมอน โก ลบสวนสาธารณะในนครซิดนีย์ ออกจากจุดจับโปเกมอน หลังผู้พักอาศัยใกล้เคียงสุดทนกับความวุ่นวาย

หลังจากโปเกมอนโก เกมจับโปเกมอนที่กำลังฮอตฮิตในวินาทีนี้ เปิดตัวให้เล่นในบางประเทศเมื่อเดือนที่แล้ว ก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายตามสถานที่ที่โปเกมอนมักจะปรากฏอยู่บ่อยครั้ง สถานที่สำคัญบางแห่งอย่างอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุในสหรัฐถึงกับต้องขอความร่วมมือให้เหล่านักจับโปเกมอนไม่เข้าไปเล่นในบริเวณดังกล่าว เพื่อเป็นการเคารพสถานที่

ล่าสุด ไนแอนติค บริษัทผู้พัฒนาเกม ได้ลบสวนสาธารณะในเมืองโรดส์ นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ออกจากโปเกสต็อป หรือสถานที่จับโปเกมอนแล้วเป็นที่แรก เนื่องจากผู้พักอาศัยใกล้เคียงกับสวนสาธารณะดังกล่าวร้องเรียนว่าพวกเขาทนไม่ไหวแล้วกับการส่งเสียงดังจนถึงรุ่งเช้า การจราจรที่ติดจัดและปัญหาขยะเกลื่อนกลาดที่ผู้เล่นเกมทิ้งไว้

ส่วนฮ่องกงที่เพิ่งจะได้เล่นเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มีข่าวพาดหัวเกี่ยวกับเกมฮิตนี้เช่นกัน เมื่อหนุ่มวัย 18 ปีรายหนึ่งตกลงไปในแม่น้ำหลัมเซินขณะกำลังเล่นเกมนี้อยู่ เพราะมือถือเกิดหลุดมือแล้วก้มลงไปเก็บโดยไม่มองหน้ามองหลัง เคราะห์ดีที่ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ช่วยไว้ได้ทัน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บหรือจมน้ำ

ด้าน แอนดรูว์ คัวโม ผู้ว่าการนครนิวยอร์กของสหรัฐ มีคำสั่งห้ามผู้ที่มีประวัติก่ออาชญากรรมทางเพศทุกคนเล่นเกมโปเกมอนโก เนื่องจากหวั่นว่าผู้ร้ายเหล่านี้จะใช้เกมเป็นช่องทางในการล่อลวงเด็ก

นอกจากนี้ สถานที่สำคัญยังแจ้งความจำนงให้ผู้พัฒนาเกมลบสถานที่ของตัวเองออกจากเกม อาทิ อนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะในญี่ปุ่น สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน ซึ่ง เจซี สมิธ หัวหน้าฝ่ายการตลาดของไนแอนติค เผยว่า เกมในเวอร์ชั่นต่อไปจะให้ความเคารพกับสถานที่สำคัญมากขึ้น

ภาพ : เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

 

เปิดโผทักษะงานไอที ที่ตลาดแรงงานต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 20:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446564

เปิดโผทักษะงานไอที ที่ตลาดแรงงานต้องการ

แมนพาวเวอร์กรุ๊ปเผย 6 กลุ่มทักษะงานไอที ที่ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง

การนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ธุรกิจต่างๆ ให้ความสำคัญรองรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ที่อินเทอร์เน็ตมีบทบาทกับแทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ความต้องการบุคลากรด้านไอทีสูงขึ้นเช่นกัน

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ได้สำรวจความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มบริษัทในไทยที่ดูแลอยู่ พบว่า ภาคธุรกิจต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านไอทีมากขึ้น ยิ่งภาครัฐมีนโยบายดิจิทัล อิโคโนมีทำให้สายงานไอทีกลายเป็นกลุ่มงานที่ต้องการสูงสุดของปี 2558 เมื่อลงลึกถึงกลุ่มความต้องการแรงงานไอที ว่าต้องการกลุ่มที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านใดบ้างพบว่า มี 6 กลุ่มที่ความต้องการสูงมาก

1.งานพัฒนาระบบ เนื่องจากองค์กรต้องการคนไปดูแลระบบเน็ตเวิร์กขององค์กร ประมวลผล จัดเก็บข้อมูลและระบบออนไลน์ต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลจากที่ไหนก็ได้ผ่านคลาวด์ ความต้องการทักษะด้านนักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น ด้านสถาปัตยกรรมไอที และวิศวกรเครือข่าย จึงเพิ่มชัดเจน ต่อมาคือ

2.งานดูแลและวิเคราะห์ฐานข้อมูล เพราะการจัดเก็บข้อมูลและบริหารข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ องค์กรไหนก็ต้องการตัวและความต้องการเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มนักวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจด้วย เพราะบริษัทต้องการคนวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาในเชิงลึกและหลากหลายเพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ฐานเงินเดือนทักษะกลุ่มนี้สูงทีเดียวเมื่อเทียบไอทีกลุ่มอื่น

3.งานเขียนโปรแกรม เพราะโลกเชื่อมทุกอย่างด้วยอินเทอร์เน็ต สิ่งของเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์-ไอโอที) การเชื่อมต่อต้องการคนมาดูแล คนเหล่านี้ต้องเข้าใจระบบการเชื่อมต่อ สามารถอุดรอยรั่วของระบบ วิเคราะห์ระบบองค์กร ต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมที่สำคัญ ได้แก่ Swift/Eclipse/Java Syntax, SAP & ERP และต้องดูแลหน้าเว็บไซต์

4.งานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ เพราะการซื้อขายบนโลกออนไลน์มาแรง ครอบคลุมการซื้อขายทางโซเชียลมีเดีย องค์กรจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ทำกิจกรรมตลาดโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางเพื่อเพิ่มยอดซื้อขายและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ดีขึ้นได้ ยิ่งประสบการณ์มากเท่าไหร่ยิ่งมีอัตราการแย่งตัวสูง

5.งานบริหารจัดการโครงการ เพราะความรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอต้องเข้าใจธุรกิจด้วย กลุ่มนี้นอกจากดูแลโครงการขนาดใหญ่ได้ ต้องมีประสบการณ์พัฒนาซอฟต์แวร์แบบต่างๆ ตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ

6.งานไอทีฝ่ายสนับสนุน ยังเป็นที่ต้องการในตลาดเสมอ เพราะเมื่อมีอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญงานไอทีฝ่ายสนับสนุนมาคอยช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายคือปัจจุบันหลักสูตรต่างๆ ในระบบการการศึกษาไทยยังปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรวดเร็ว หากต้องการมีทักษะ 6 กลุ่มนี้อาจต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติมเองผ่านออนไลน์หรือสถาบันอิสระที่ปรับปรุงหลักสูตรตลอดเวลา

เมื่อตำแหน่งด้านไอทีเฉพาะทางเหล่านี้มีความต้องการสูง คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงวางแผนเรียนต่อก็ควรเก็บไว้พิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรจะศึกษาดู เพราะการมีทักษะตรงกับที่ตลาดต้องการคือหัวใจสำคัญที่นอกจากลดความเสี่ยงในการตกงานแล้วยังเพิ่มโอกาสเติบโตในอาชีพได้อีกด้วย

 

ซัมซุงเปิดตัว “กาแลคซี่ โน้ต 7” จอโค้ง2ด้าน-กันน้ำ-สแกนม่านตาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446379

ซัมซุงเปิดตัว "กาแลคซี่ โน้ต 7" จอโค้ง2ด้าน-กันน้ำ-สแกนม่านตาได้

ซัมซุงเปิดตัวกาแลคซี่ โน้ต 7 มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำ “S Pen”ใหม่เขียนได้แม้หน้าจอเปียก และระบบสแกนม่านตา ปกป้องข้อมูล

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ซัมซุงได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ “กาแลคซี่ โน้ต 7” (Galaxy Note 7) แล้ว โดยมาพร้อมคุณสมบัติเด่นมากมาย อาทิ ขอบจอโค้งทั้ง 2 ด้าน, S Pen เขียนได้แม้หน้าจอเปียก กันน้ำ กันฝุ่น ตามมาตรฐาน IP68, ปลดล็อกสมาร์ทโฟนด้วยการสแกนม่านตา (IRIS Scanner) ระบบยืนยันตัวตนโดยใช้ข้อมูลทางชีวมิติหรือไบโอเมตริก และระบบความปลอดภัยชั้นแนวหน้าด้วยการผสานซัมซุง นอกซ์ (Samsung Knox),คุณสมบัติเพื่อความบันเทิง รองรับวีดิโอสตรีมมิ่งแบบ HDR

“กาแลคซี่ โน้ต 7 ประสานคุณสมบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานกับความบันเทิงเข้าด้วยกัน   พร้อมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ล้ำหน้า และคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ ที่แข็งแกร่ง ดังนั้นกาแลคซี่ โน้ต 7 จึงเป็นสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความสำเร็จมากขึ้นและดีกว่าเดิม”ดีเจ โก๊ะ ประธาน ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าว

สำหรับราคาจำหน่ายในไทยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 28,900 บาท

เจาะลึกคุณสมบัติเด่นของกาแลคซี่ โน้ต 7

S Pen: ช่วยสร้างสรรค์ความคิดให้เป็นความจริงได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น

S Pen ของกาแลคซี่ โน้ต 7 ไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับช่วยเขียนอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำสิ่งต่างๆ ได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถบันทึกความคิดต่างๆ ได้ทันทีแม้ยังไม่ได้ปลดล็อค ด้วยคุณสมบัติสกรีนออฟเมโม (Screen off Memo) และปักหมุดข้อมูลที่บันทึกไว้บนหน้าจอแบบ Always-On  สามารถสร้างและแบ่งปันไฟล์ภาพเคลื่อนไหวแบบจิ๊ฟ (GIF) ได้จากคุณสมบัติสมาร์ทซีเล็ก (Smart Select) รวมถึงการขยายภาพและการแปลภาษา เพียงใช้ S Pen ช่วยขยายภาพหรือจ่อที่คำที่ต้องการเพื่อช่วยแปลคำต่างๆ ได้ ง่ายยิ่งขึ้นด้วยแอพพลิเคชั่นซัมซุง โน้ต (Samsung Notes) ที่ช่วยรวบรวมบันทึก ภาพวาด หรือแบบร่างต่างๆ ที่เกิดจาก S Pen  ไว้ในที่เดียว เพื่อให้ค้นหาและจัดระเบียบได้สะดวกขึ้น S Pen รุ่นใหม่นี้ ใช้งานง่าย แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยหัวปากกาที่เล็กกว่า 0.7 มม. ตอบสนองต่อแรงกดได้ดีเหมือนใช้ปากกาจริง พร้อมคุณสมบัติกันน้ำ กันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 จึงสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง เขียนได้แม้ในขณะหน้าจอเปียก

ปลดล็อกเครื่องด้วยการสแกนม่านตา

กาแลคซี่ โน้ต 7 มาพร้อม ซัมซุง นอกซ์ แพลทฟอร์มด้านการรักษาความปลอดภัยระดับแนวหน้า เพื่อช่วยเพิ่มระดับของการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและช่วยอำนวยความสะดวกขณะใช้งาน รวมถึงเทคโนโลยีด้านการยืนยันตัวตนโดยใช้ข้อมูลทางชีวมิติหรือไบโอเมตริก อาทิ สแกนลายนิ้วมือ และ สแกนม่านตา เพื่อเพิ่มทางเลือกการยืนยันตัวตนให้กับผู้ใช้งานในสถานการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติซีเคียว โฟลเดอร์ (Secure Folder) โฟลเดอร์ที่มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษสำหรับใช้บันทึกข้อมูลส่วนตัวโดยเฉพาะ นอกจากนี้การยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตายังสามารถใช้ยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการซัมซุง เพย์ (Samsung Pay) กาแลคซี่ โน้ต 7 ยังมากับคุณสมบัติ  ซัมซุง พาส (Samsung Pass) ใช้การสแกนลายนิ้วมือหรือม่านตาแทนการพิมพ์รหัสผ่าน เพื่อใช้งานแอพพลิเคชันและบริการอื่นๆ

สุดยอดคุณสมบัติด้านความบันเทิง

หน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งในหน้าจอที่คนในปัจจุบันจ้องดูบ่อยและนานที่สุดเป็นประจำทุกวัน หน้าจอของกาแลคซี่ โน้ต 7 เป็นหน้าจอแบบซุเปอร์อะโมเลด ขนาด 5.7 นิ้วความละเอียด QHD ให้ประสบการณ์เช่นเดียวกับภาพบนจอภาพยนตร์ ด้วยภาพคุณภาพสูง สีสันสดใสมากขึ้น มีสีดำที่ดำสนิทกว่า นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานร่วมกับเกียร์ วีอาร์สามารถรับชมคอนเทนต์แบบโลกเสมือนจริง หน้าจอที่คมชัดและหน่วยประมวลผลที่ทรงพลัง ช่วยให้การรับชมรวดเร็วและสวยงามอย่างยิ่ง และยังสามารถใช้งานร่วมกับเกียร์ 360 เพื่อถ่ายภาพที่ความละเอียดสูงสุด 3840×1920 พิกเซล สามารถถ่าย แก้ไขและแบ่งปันภาพเคลื่อนไหวแบบ 360 ได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังสามารถแบ่งปันสิ่งที่น่าสนใจผ่านทางยูทูบ 360 หรือเฟซบุ๊คได้รวมไปถึงบันทึกสิ่งต่างๆ ไว้รับชมด้วยเกียร์ วีอาร์ได้เช่นกัน

ดีไซน์และคุณภาพตัวเครื่อง

กาแลคซี่ โน้ต 7 คือผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นยกระดับงานด้านวิศวกรรมและการออกแบบ เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ซัมซุงปรับปรุงขอบมุม พื้นผิว และรายละเอียดทุกจุดใหม่เพื่อให้จับได้ถนัด สามารถใช้งานได้โดยในมือเดียว และยังแข็งแกร่ง ทนทานด้วย Corning® Gorilla® Glass 5    แม้หน้าจอจะมีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบาและมีขนาดพอดีกับมือ ขอบหน้าจอโค้งจากด้านหน้าไปด้านหลัง ขอบโค้งทั้ง 2 ด้านเพื่อความสมดุล ช่วยให้ดูเพรียวและบางลง คุณสมบัติเอดจ์ พาเนล (Edge Panel) ช่วยให้การเรียกใช้งานแอพพลิเคชั่นและฟังก์ชั่นโปรดรวดเร็วยิ่งขึ้นได้ด้วยการแตะที่ขอบ 1 ครั้ง พร้อมกล้องถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยม สามารถบันทึกภาพต่างๆ ได้สีสันสดใส สมจริง เทคโนโลยีดูอัลพิกเซล รูรับแสงที่กว้าง และโฟกัสที่รวดเร็ว

กาแลคซี่ โน้ต 7มาพร้อมหน่วยความจำภายใน 64 กิกะไบต์ อีกทั้งยังรองรับหน่วยความจำภายนอกสูงสุดถึง 256 กิกะไบต์ แบตเตอรี่ขนาด 3,500 mAh และใช้พอร์ทการเชื่อมต่อแบบยูเอสบี ไทป์-ซี พร้อมด้วยความสามารถชาร์จไร้สายได้ทุกที่

แนวคิด Phone+ Ecosystem เพื่อการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ภายนอกอื่นอย่างต่อเนื่อง

กาแลคซี่ โน้ต 7 ได้รับการพัฒนาให้เป็นยิ่งกว่าสมาร์ทโฟน ได้รับการพัฒนาให้เป็นจุดเชื่อมต่อหลักสำหรับการควบคุมอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ หรือบริการๆ ของซัมซุง อาทิ การบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายด้วยสายรัดข้อมือเพื่อการออกกำลังกายเกียร์ ฟิต 2 สามารถตรวจสอบข้อมูลที่บันทึกไว้โดยใช้แอพพลิเคชั่น S Health 5.0 โดยสามารถเชื่อมต่อกับสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ได้ดีขึ้นเนื่องจากสามารถแบ่งปันข้อมูลการออกกำลังกายของตนหรือลองจัดการแข่งขันระหว่างเพื่อนๆ ได้ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ใช้งานจะได้รับการเข้ารหัสและจัดเก็บโดยระบบซัมซุง นอกซ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานเมื่อใช้ระบบชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ ผู้ใช้งานสามารถใช้คุณสมบัติการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันตัวตนขณะใช้งานบริการระบบซัมซุง เพย์ได้

นอกจากนี้ ซัมซุงยังเสริมระบบซัมซุง คลาวด์เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติสมาร์ทสวิทช์ ผู้ใช้งานสามารถสำรองข้อมูลหรือโอนถ่ายข้อมูล แอพพลิเคชั่น การตั้งค่า หรืออื่นๆ ระหว่างอุปกรณ์ได้โดยเร็วและสะดวกยิ่งกว่าเดิม ผู้ใช้งานกาแลกซี่โน้ต 7 จะได้รับพื้นที่ซัมซุงคลาวด์จำนวน 15 กิกะไบต์สำหรับสำรองข้อมูลต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ซัมซุงเตรียมวางจำหน่ายกาแลคซี่ โน้ต 7 ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. นี้เป็นต้นไป มีหลากหลายสีสันให้เลือก ได้แก่ สีทองแพลทตินัม (Gold Platinum) สีเงินไทเทเนี่ยม (Silver Titanium) สีดำออนิกซ์ (Black Onyx) และสีฟ้าโครัล (Blue Coral) หากต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.samsungmobilepress.com http://news.samsung.com/galaxy หรือ www.samsung.com/galaxy

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กสทช.ดัน ลงทะเบียน ซิมนักเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446336

กสทช.ดัน ลงทะเบียน ซิมนักเที่ยว

กสทช.ร่วมมืออาเซียนลุยลงทะเบียนซิมนักท่องเที่ยว แก้ปัญหาความปลอดภัย เล็งลดค่าบริการโรมมิ่งในอาเซียน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุม 2016 ATRC Dialogue ระหว่างสำนักงาน กสทช. และหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในประเทศสมาชิกอาเซียน ได้หารือร่วมกันถึงเรื่องการลงทะเบียนซิมสำหรับนักท่องเที่ยวให้แสดงตำแหน่งที่อยู่ (โลเกชั่น) เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบติดตามตัวผู้กระทำผิด ตลอดจนด้านความมั่นคงของประเทศสมาชิกอาเซียน

ทั้งนี้ แผนลงทะเบียนซิมสำหรับนักท่องเที่ยวสามารถดำเนินการได้ทันที คาดจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และแก้ปัญหาชาวต่างชาติลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งมั่นใจว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบและสิทธิของนักท่องเที่ยว ด้วยเป็นกติกาบังคับของประเทศ ซึ่งในอนาคตจะออกเป็นกฎเกณฑ์บังคับให้เจ้าของโครงข่ายแต่ละค่ายนำไปปฏิบัติ

“ที่ผ่านมามีหลายประเทศใช้การลงทะเบียนซิมแล้ว เช่น มาเลเซีย ซึ่งซิม นักท่องเที่ยวได้รับความนิยมอย่างมาก” นายฐากร กล่าว

สำหรับการกำกับดูแลโครงข่ายคมนาคมของอาเซียน จะเน้นการทำงานร่วมกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ อาทิ การปรับอัตราค่าบริการของชาติอาเซียนให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด การใช้โครงข่ายร่วมกัน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และธุรกรรมทางการเงิน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราค่าบริการโรมมิ่งจะมีราคาต่ำลงในแต่ละประเทศอาเซียน

 

จับกระแสโลกเปลี่ยน ล้างเทคโนโลยีล้าหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 20:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446323

จับกระแสโลกเปลี่ยน ล้างเทคโนโลยีล้าหลัง

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ออกมารองรับความต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา แต่ในด้านของอุตสาหกรรมทางการเงินยังถือว่ามีความล้าหลังทางด้านเทคโนโลยีมากที่สุด มีเพียง 1 ใน 4 ของธุรกิจเท่านั้น ที่มีการให้บริการช่องทางดิจิทัลมากกว่าแค่อีเมล

วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท พีดับบลิวซี คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) ได้เปิดเผยผลสำรวจ Sink or swim : Why wealth management can’t afford to miss the digital wave ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มลูกค้าระดับสูงกว่า 1,000 รายในยุโรป พบว่า ธุรกิจด้านการบริหารความมั่งคั่งทั่วโลกในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินมีความเข้าใจด้านเทคโนโลยีน้อยที่สุดและตามหลังอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่บริการทางการเงินด้วย

“มีเพียง 1 ใน 4 ของผู้จัดการความมั่งคั่งเท่านั้น ที่นำเสนอบริการผ่านช่องทางดิจิทัลอื่นๆ ให้แก่ลูกค้านอกจากอีเมลแจ้งข่าว ถือว่าสวนทางกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาบริหารจัดการเงิน”

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นอีกว่ากว่า 77% ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งในเอเชียแปซิฟิกที่ใช้บริการออนไลน์หรือโมบายแบงก์กิ้งและมากกว่า 40% ที่ตรวจสอบผลการดำเนินงานของสินทรัพย์และติดตามการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านช่องทางออนไลน์ และมากกว่า 1 ใน 3 ที่ใช้บริการออนไลน์ในการบริหารพอร์ตการลงทุนเช่นกัน

“กระแสดิจิทัลจะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม หากยังให้บริการลูกค้าในแบบเดิมและระบบงานที่ล้าสมัย ก็เสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการทำธุรกิจ จึงควรเร่งปฏิวัติเทคโนโลยีขององค์กรให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า”

ทั้งนี้ กลุ่มนักลงทุนที่อายุต่ำกว่า 45 ปีมีความสนใจในการบริหารจัดการเงินลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่า โดยเศรษฐีชาวเอเชียมากถึง 89% ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลมากกว่า 3 ชิ้นขึ้นไป ในขณะที่ 91% จะใช้อินเทอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นผ่านทางสมาร์ทโฟนในการลงทุนเป็นประจำ

นอกจากนี้ เทรนด์ความต้องการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการให้คำปรึกษาการลงทุนแบบอัตโนมัติ ที่เรียกว่า Robo-advisor เริ่มมีการใช้งานมากขึ้นในทวีปยุโรป เอเชียแปซิฟิกและอเมริกาเหนือ แม้จะมีมากกว่า 1 ใน 3 ของนักลงทุนที่ยังไม่เคยใช้บริการหุ่นยนต์ดังกล่าว แต่พวกเขาก็มีความพร้อมที่จะใช้งานบริการนี้ เพราะหุ่นยนต์นี้มีความสามารถในการให้คำแนะนำ วิธีบริหารพอร์ตการลงทุนบนแพลตฟอร์มอัตโนมัติโดยตัดตัวกลางอย่างนักวางแผนทางการเงินออกไป

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้ประกอบการด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง คือ ยังไม่ตระหนักว่าเทคโนโลยีที่ใช้ล้าสมัยเกินไปและไม่เพียงพอกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลง บางรายถึงขั้นประเมินขีดความสามารถด้านดิจิทัลของตัวเองสูงเกินไป คิดว่าการให้บริการผ่านเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นหรือเว็บพอร์ทัล ก็เพียงพอแล้ว”

การบริหารจัดการธุรกิจให้อยู่รอดได้ในยุคดิจิทัลนี้ ต้องเริ่มจากการนำโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลมาใช้ในองค์กรตั้งแต่ระบบหลังบ้าน บริการลูกค้าและหาตลาดใหม่ๆ ดึงศักยภาพของดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดต้นทุนและมีคุณค่าต่อลูกค้า รวมทั้งต้องเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการฟินเทค เพื่อนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที และเดินหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด

สำหรับประเทศไทย จะเห็นบริษัททางการเงินมากมายพยายามปรับตัวและนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูงมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า เพราะถ้ายังเดินหน้าตามเทคโนโลยีไม่ทันจะทำให้เสียส่วนแบ่งตลาดอย่างง่ายดาย

 

“ซีทีเอช” ยุติเพย์ทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446151

"ซีทีเอช" ยุติเพย์ทีวี

ซีทีเอชเตรียมเข้าเจรจา กสทช. แจงเหตุผลพร้อมขอความเห็นใจทำแผนเยียวยา หลังขาดทุนหนัก 3 ปี

นายอมฤต ศุขะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีทีเอช เปิดเผยว่า ภายในเดือน ส.ค.นี้บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมาได้ส่งจดหมายชี้แจงการยุติการให้บริการแก่ลูกค้าที่รับช่องสัญญาณจากดาวเทียมไทยคม KU-Band หรือการให้บริการในระบบเพย์ทีวี ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่จะถึงนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเข้าไปเจรจาเรื่องแผนเยียวยาลูกค้าที่เป็นสมาชิกเพย์ทีวีของบริษัท เนื่องจากยังมีอีกหลายขั้นตอนให้ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะในด้านของเงินงบประมาณ เพราะตลอดระยะเวลาที่บริษัทได้รับสิทธิบริหารลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษตลอด 3 ฤดูกาล (2013/2014, 2014/2015, 2015/2016) ที่ผ่านมาบริษัทอยู่ในภาวะขาดทุนมาโดยตลอด

ดังนั้น บริษัทจึงอยากจะขอความเห็นใจ กสทช.ในเรื่องดังกล่าว ส่วนแผนเยียวยาจะเป็นอย่างไรนั้นบริษัทขอหารือกับผู้ถือหุ้น และ กสทช.ก่อน ซึ่งลูกค้าสามารถติดตามความคืบหน้าและแผนการเยียวยาได้ผ่านเว็บไซต์ของซีทีเอช เพราะบริษัทจะมีการแจ้งรายละเอียดลูกค้าเป็นระยะๆ

“ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เราใส่เงินเข้าไปอย่างเดียว จึงทำให้เรามีปัญหาในด้านของสภาพคล่องทางการเงิน และเพื่อให้ทุกอย่างผ่านพ้นไป ผู้ถือหุ้นจึงได้มีการใส่เงินเข้าไป เพื่อให้ทุกอย่างจบด้วยดี ซึ่งในส่วนของบริษัทก็มีความเข้าใจผู้ถือหุ้น เพราะที่ผ่านมามีการลงทุนอย่างเดียวไม่มีรายรับ” นายอมฤต กล่าว

นายอมฤต กล่าวต่อว่า หลังจากเข้าพบ กสทช. บริษัทหวังว่าจะเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากขณะนี้บริษัทมีหลายปัญหาต้องเร่งแก้ไข ซึ่งนอกจากจะแก้ไขปัญหาในด้านของแผนเยียวยาลูกค้าแล้ว ยังต้องมีการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการเก็บค่าบริการรายเดือนกับลูกค้าบางรายที่ขาดการชำระ โดยในส่วนของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวขณะนี้บริษัทได้ทยอยส่งจดหมายแจ้งหนี้ไปยังลูกค้าแล้ว

อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่าเรื่องทุกอย่างน่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้ ส่วนแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะเป็นอย่างไรนับจากวันที่ 1 ก.ย.ที่จะถึงนี้เป็นต้นไป เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการหารือและวางแผนการดำเนินงานเช่นกัน ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นการทำธุรกิจรูปแบบใหม่

นายอมฤต กล่าวอีกว่า หลังจากยุติการให้บริการแก่ลูกค้าที่รับช่องสัญญาณจากดาวเทียมไทยคม KU-Band ไป คงจะต้องหารือกับผู้ถือหุ้นอีกครั้งว่าจะดำเนินธุรกิจแบบไหน ส่วนจะกลับมาทำธุรกิจเพย์ทีวีอีกหรือไม่นั้น เบื้องต้นคงไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากขณะนี้บริษัทยังมีปัญหาการขาดทุนจากการทำธุรกิจเพย์ทีวีตลอดระยะเวลา 3 ปีที่รับสิทธิถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ทั้งนี้ บริษัท ซีทีเอช จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2552 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 5,555 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 3,302 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาที่ได้รับสิทธิถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 ฤดูกาล บริษัทได้ใช้งบลงทุนไปไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่จากผลขาดทุนที่สะสมตลอดระยะเวลา 3 ฤดูกาล จึงทำให้ปัจจุบันบริษัทประสบปัญหาการขาดทุนก้อนโต

 

เตือนซีทีเอช ยุติให้บริการ ต้องขอกสท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 06:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446080

เตือนซีทีเอช ยุติให้บริการ ต้องขอกสท.

กสทช.แจ้งซีทีเอช จะยุติบริการได้ต้องได้รับอนุมัติจากบอร์ด กสท.ก่อน

นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กรณีบริษัท ซีทีเอช ประกาศยุติการให้บริการทั้งหมดในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 1 ก.ย.ที่จะถึงนี้ สำนักงาน กสทช. ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังซีทีเอชแล้วว่าการยกเลิกการให้บริการต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เสียก่อน

ขณะเดียวกัน การพิจารณาแผนเยียวยาลูกค้าที่เป็น KU-Band จำนวน 4 หมื่นรายของซีทีเอชนั้น อาจต้องปรับแผนใหม่ เนื่องจากเดิมซีทีเอชแจ้งเพียงการปิดบริการในส่วนการรับชมผ่านระบบทีวีดาวเทียม แต่ล่าสุดเป็นการยุติการบริการทั้งระบบรวมถึงเคเบิลทีวีด้วย โดยคาดว่าคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะพิจารณาอีกครั้งสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือความคืบหน้าการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 31 ในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ซึ่งจะหารือในวันที่ 11 ส.ค.นี้ และจะประสานงานกับบริษัท ทีซี บรอดคาสติ้ง ในการเข้ารหัสใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณดาวเทียมหลุดรอดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และให้ผู้ประกอบการจัดเตรียมคอลเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับกรณีลูกค้าไม่สามารถรับชมโทรทัศน์ได้ภายหลังการเข้ารหัสใหม่ด้วย

ภาพประกอบข่าว

 

แนะ 3 ขั้นตอน นำออฟฟิศสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 18:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/446058

แนะ 3 ขั้นตอน นำออฟฟิศสู่ยุคดิจิทัล

โดย…ปากกาด้ามเดียว

จากตัวเลขการสำรวจข้อมูลในสหรัฐ พบว่า ในแต่ละปีในองค์กรขนาดใหญ่มีจำนวนเอกสารที่ถูกผลิตออกมาจากการพิมพ์ 7.2 หมื่นหน้า/เดือน ซึ่ง 80% ของตัวเลขนี้ ถูกผลิตออกมาเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การประชุม เมื่อเสร็จแล้วก็โยนทิ้ง โดยค่าเฉลี่ยของพนักงานในองค์กร 1 คน จะผลิตเอกสารประมาณ 1 หมื่นแผ่น หรือประมาณ 20 รีม/ปี และ 45% ของกระดาษที่ถูกพิมพ์ออกมาทั่วโลก สุดท้ายแล้วจะอยู่ในถังขยะ

กิติกร นงค์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเอาต์ซอร์ส บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่กำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคลาวด์ โมบิลิตี้ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น บิ๊กดาต้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาผลักดันในเรื่องของดิจิทัลไทยแลนด์

ดังนั้น ไม่ช้าก็เร็วสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะเข้ามาใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น หรือบางครั้งเข้ามาแล้วแต่ไม่ทันรู้ตัว จนทำให้เสียโอกาสในการได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ดีหากองค์กรต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือความท้าทายของเทคโนโลยีไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะเป็นการสร้างศักยภาพผลักดันให้องค์กรก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาด พร้อมแข่งขันกันในโลกธุรกิจ

ในยุคที่หลายๆ องค์กรต้องการเป็นออฟฟิศดิจิทัล หรือ Digital Workplaces สิ่งแรกที่อยากให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง คือ การทำงานกับกระดาษ หลายองค์กรมีต้นทุนทางธุรกิจที่เกิดจากกระดาษค่อนข้างสูง มีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งที่จริงแล้วเอกสารไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้อยู่ในรูปแบบของกระดาษ เพราะเป็นดิจิทัลตั้งแต่ต้น โดยการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบไฟล์ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วจึงสั่งพิมพ์ออกมา แต่ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมโยงการพิมพ์เอกสารที่เป็นกระดาษกับเอกสารในรูปแบบดิจิทัลเข้าด้วยกันได้

ฟูจิ ซีร็อกซ์จึงคิดวิธีให้ผลิตเอกสารออกมาแล้วไม่เป็นขยะ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วย คือ พิมพ์ให้น้อยแต่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการทำงานยังลื่นไหลไปได้ด้วยดีหรือดีกว่าเดิม ด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.Optimize Print Assets คือการเลือกใช้เทคโนโลยีของเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ซึ่งแปรสภาพมาจากเครื่องถ่ายเอกสารที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเน็ตเวิร์กและรับข้อมูลผ่านกระบวนการต่างๆ แล้วพิมพ์ออกมา สามารถส่งแฟกซ์ได้ ถ่ายเอกสารได้ นั่นคือทำให้เหลืออุปกรณ์น้อยชิ้นที่สุด

2.Optimize Print Usage การทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของผู้ใช้ในองค์กรว่า สามารถใช้เครื่องมัลติฟังก์ชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น ประหยัดกระดาษ ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น การสั่งพิมพ์กระดาษ 2 หน้า หรือ พิมพ์แบ่ง 4 หน้า ในกระดาษ 1 แผ่น หรือการใช้เครื่องมัลติฟังก์ชั่นส่งแฟกซ์ แทนการส่งแฟกซ์แบบเดิมที่เสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 3 บาท เป็นต้น

3.Optimize Workflow Processes ปัจจุบันมีเครื่องมืออย่าง E-Signature หรือลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ สแกนขึ้นไปเก็บไว้บนระบบ เมื่อต้องการใช้งานสามารถเรียกข้อมูลนั้นมาวางบนเอกสารได้ทันที โดยเป็นลายเซ็นได้รับการรับรองจากบุคคลที่ 3 และสามารถตรวจสอบกลับไปยังตัวตนของเจ้าของลายเซ็นได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องสั่งพิมพ์เอกสาร ก็สามารถส่งต่อเอกสารเพื่อการพิจารณาอนุมัติ หรือดำเนินงานได้ต่อไป

การทำให้องค์กรเป็นออฟฟิศดิจิทัลในระยะแรกอาจเป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลาเนื่องจากความไม่เคยชินของบุคลากร หรือความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของเอกสารดิจิทัล เมื่อองค์กรธุรกิจต่างๆ ทำได้ครบ 3 ขั้นตอนข้างต้นแล้ว เชื่อว่าขั้นตอนการทำงานจะลดลง และแม้ไม่ได้พิมพ์เอกสาร งานในองค์กรก็ยังดำเนินไปได้อย่างราบรื่นด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วย เพื่อความรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ไม่น้อยกว่า 20% ตลอดจนช่วยให้ต้นทุนทางเอกสารขององค์กรลดได้มากกว่า 10%