ตั้งศูนย์ดิจิทัลยกระดับชุมชน สู่ยุคออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 08:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445903

ตั้งศูนย์ดิจิทัลยกระดับชุมชน สู่ยุคออนไลน์

ไอซีทีผุดศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้ 600 แห่ง ดันเศรษฐกิจฐานรากเข้าสู่ตลาดค้าออนไลน์

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า การเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจดิจิทัลเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ท้องถิ่นขายสินค้าผ่านช่องทางการค้าออนไลน์และอี-คอมเมิร์ซ ดังนั้น กระทรวงไอซีทีจึงมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และกระตุ้นให้คนในท้องถิ่นได้ตระหนักถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยศูนย์แห่งนี้จะปรับพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ทำงาน (Working Space) คล้ายกับอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ของชุมชน

ทั้งนี้ กระทรวงไอซีทีมีแผนจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชนให้ได้ 600 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ จากเป้าหมาย 2,000 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ไอซีทีชุมชนแห่งแรกของประเทศที่ ต.โกรกแก้ว อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ จะแล้วเสร็จใน 2 เดือน

นอกจากนี้ กระทรวงจะร่วมกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ในการเข้ามาอบรมและให้ความรู้แก่คนในชุมชนถึงวิธีการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการทำธุรกิจดิจิทัล ซึ่งในระยะแรกจะเน้นการขายสินค้าของชุมชนผ่านระบบออนไลน์ ภายใต้แพลตฟอร์มทั้งของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควบคู่ไปกับช่องทางออฟไลน์ เช่น ตลาดประชารัฐในชุมชม

นายแสวง สัตย์รัมย์ ผู้จัดการศูนย์ไอซีทีชุมชน ต.โกรกแก้ว อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ศูนย์ดังกล่าวเริ่มก่อตั้งจากความร่วมมือของเทศบาลตำบลและชาวบ้าน ในระยะเริ่มแรกจัดอบรมการเรียนรู้ดิจิทัลเบื้องต้นให้กับผู้นำชุมชนทั้ง 4 ตำบล รวม 192 คน และศูนย์แห่งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับเยาวชนจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และด้านสันทนาการด้วย

 

แอนดรอยด์ครองตลาดสมาร์ทโฟน กดแอปเปิ้ลตกที่นั่งลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445698

แอนดรอยด์ครองตลาดสมาร์ทโฟน กดแอปเปิ้ลตกที่นั่งลำบาก

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

รายงานผลประกอบการจากบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกในสัปดาห์นี้ นับเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์มือถือเริ่มดุเดือดยิ่งขึ้น

วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ธุรกิจสมาร์ทโฟนของบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ มีผลกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นถึง 57% อยู่ที่ 4.32 ล้านล้านวอน (ราว 1.34 แสนล้านบาท) ในไตรมาส 2 ซึ่งหนุนให้อัตราผลกำไรของหน่วยธุรกิจดังกล่าวปรับตัวขึ้น 16.3% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 เนื่องจากยอดขายสมาร์ทโฟนกาแล็คซี่ เอส7 ที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ กาแล็คซี่ เอส7 ช่วยให้ซัมซุงพลิกเกมกลับมาเหนือแอปเปิ้ลได้อีกครั้ง หลังมือถือรุ่นกาแล็คซี่ เอส5 และ เอส6 มียอดขายซบเซาเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากความนิยมไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัสของแอปเปิ้ล

นอกจากนี้ ยอดขาย เอส7 ที่แข็งแกร่งยังช่วยชดเชยผลกำไรที่ลดลง 28% ของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์และหน้าจออุปกรณ์พกพา อย่างไรก็ดีซัมซุงคาดการณ์ว่า หน่วยธุรกิจดังกล่าวจะมียอดขายเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และวางแผนเพิ่มการลงทุนในการผลิตหน้าจออุปกรณ์และชิปความจำ โดยระบุว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทอยู่ในระดับสูง

รายงานระบุว่า ซัมซุงจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นกาแล็คซี่ โน้ต 7 ในช่วงต้นเดือน ส.ค. แต่บริษัทคาดว่าธุรกิจสมาร์ทโฟนอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าเดิม เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้นจากบริษัทต่างๆ

รายงานผลประกอบการของซัมซุงยิ่งเพิ่มความกดดันให้บริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อีกแห่งที่วางแผนเปิดตัวไอโฟน 7 ราวเดือน ก.ย.ปีนี้ โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ค. แอปเปิ้ลเปิดเผยผลกำไรรายไตรมาสลดลง 27% ปรับลงเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกัน หลังยอดขายไอโฟนในจีนลดลงมากที่สุดถึง 33% จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

คานาไลส์ บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี คาดว่าในไตรมาส 2 ของปี 2016 ซัมซุงขายสมาร์ทโฟนได้ราว 80 ล้านเครื่อง คิดเป็น 24% ของตลาดทั่วโลก ขณะที่ยอดขายของแอปเปิ้ลอยู่ที่ 40 ล้านเครื่อง หรือ 12% และหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ บริษัทสมาร์ทโฟนจีนมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 3 ที่ 9% จากยอดขายสมาร์ทโฟน 60.6 ล้านเครื่อง ในช่วงครึ่งแรกของปี โดยหัวเว่ย เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนจำหน่ายสมาร์ทโฟน 140 ล้านเครื่อง ภายในปีนี้ สูงกว่าเป้าหมายปีก่อนหน้า 30%

มือถือจีนมาแรง “ออปโป้-วีโว่” พุ่ง

เคาน์เตอร์พอยต์ เทคโนโลยี มาร์เก็ต รีเสิร์ช บริษัทวิจัยตลาดสมาร์ทโฟน ระบุว่า บริษัท ออปโป้ อิเล็กทรอนิกส์ และบริษัท วีโว่ คอมมูนิเคชั่น ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นนอกประเทศ และกำลังกลายเป็นบริษัทสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 4 และอันดับ 5 ของโลกจากยอดขายที่ปรับตัวขึ้น

ทั้งนี้ เคาน์เตอร์พอยต์ฯ เสริมว่า ออปโป้และวีโว่เป็นบริษัทสมาร์ทโฟนจีนเพียงสองแห่งที่มียอดขายเพิ่มขึ้นสูงมากในไตรมาส 2 โดยปรับขึ้น 135% และ 62% ตามลำดับ จากปีก่อนหน้านี้ ซึ่งยอดขายของทั้งสองบริษัทรวมกันอยู่ที่ 39 ล้านเครื่อง ใกล้เคียงกับยอดขายของแอปเปิ้ลที่ราว 40 ล้านเครื่อง

ขณะที่หัวเว่ย บริษัทสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ของโลกจากจีน ก็เพิ่งเปิดเผยรายได้ช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวขึ้นถึง 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.54 ล้านล้านบาท) นำโดยรายได้จากยอดขายโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้น

แอปเปิ้ลย้ำไอโฟนยังสดใส

สตราเตจี อนาไลติกส์ บริษัทวิจัยตลาดสมาร์ทโฟน ระบุว่า ในไตรมาส 2 ของปี 2016 ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกของแอปเปิ้ลลดลงเหลือ 11.9% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009

แม้ว่ายอดขายไอโฟนในไตรมาส 2 ลดลง แต่ ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิ้ล ยังแสดงความมั่นใจว่าความต้องการไอโฟนสูงกว่ายอดขาย โดยยอดขายที่ลดลงเป็นผลมาจากการที่แอปเปิ้ลลดจำนวนไอโฟนในสต๊อกของช่องทางค้าปลีกต่างๆ ลงกว่า 4 ล้านเครื่อง

คุก ยังมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการของบริษัท โดยเสริมว่ายอดขายไอแพดกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกที่ 7% ในรอบ 10 ไตรมาส ขณะที่รายได้จากบริการต่างๆ เช่น แอปเปิ้ล มิวสิค แอปเปิ้ลเพย์ และยอดขายแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพิ่มขึ้น 19% อยู่ที่ 5,980 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.08 แสนล้านบาท)

“ผลประกอบการต่างๆ ถือเป็นสัญญาณที่ดี และตัวเลขในไตรมาสนี้ดีกว่าที่เราคาดหวังไว้ เมื่อพิจารณาจากหลายมุม ไม่ใช่แค่มุมเดียว” คุก กล่าว

วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า แอปเปิ้ลยังคงมีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก แต่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างไอโฟน ไอแพด และแมคบุ๊ก มียอดขายน้อยลง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ประสบความสำเร็จมากพอ เนื่องจากความเป็นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ดูเหมือนจะหายไป

อัตราการขยายตัวของตลาดสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัวเหลือ 0% และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ทำให้แอปเปิ้ลลำบากยิ่งกว่าเดิม ขณะที่บริษัทยังประสบปัญหารอบด้านจากรัฐบาลหลายประเทศ เช่น การคุมเข้มยิ่งขึ้นของรัฐบาลจีนอย่างการสั่งปิดบริการจำหน่ายอีบุ๊กและภาพยนตร์ในประเทศ รวมถึงการตรวจสอบเรื่องภาษีในยุโรป และความขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐกรณีการปลดล็อกไอโฟนเพื่อช่วยสืบสวนการก่อการร้าย

 

ไทยโดดเด่นในเอเชีย ก้าวสู่ดิจิทัลด้านท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445453

ไทยโดดเด่นในเอเชีย ก้าวสู่ดิจิทัลด้านท่องเที่ยว

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

การแพร่หลายของโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนในประเทศไทย รวมถึงประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งการซื้อ จ่าย หรือทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน รวมไปถึงการท่องเที่ยว ที่ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหา วางแผน และจองทริป ผ่านโทรศัพท์มือถือ และนั่นหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้นสำหรับธุรกิจและผู้ประกอบการทั้งหลายในภูมิภาค

งานวิจัยโดยเพย์พาล เรื่องอนาคตการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล ระบุว่า ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวหลักที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขระบุว่า ในด้านจำนวนผู้เข้าพักและรายได้จากห้องพัก เพิ่มขึ้น 13% ในปี 2558 อย่างไรก็ตาม 29% ของธุรกิจท่องเที่ยวในไทยยังไม่มีช่องทางสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางสมาร์ทโฟน

ในแง่ของการขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยอีก 44% ระบุว่า พวกเขาไม่มีเวลาหรือทรัพยากรเพียงพอ และธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 41% ชี้ว่า ไม่สามารถหาโมบายโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ได้ และราว 37% ของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งหมดมีความกังวลเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นหากจะขยายช่องทาง

อย่างไรก็ดี ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ก้าวล้ำหน้าไปกว่าธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ในแง่ของการตอบรับกระแสการเติบโตของการใช้โทรศัพท์มือถือและเครื่องมือสื่อสารไร้สายในยุคนี้ จากการสำรวจพบว่า 71% ของธุรกิจในประเทศไทยยืนยันว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วไปสามารถติดต่อสื่อสารและรับบริการจากพวกเขาได้ผ่านสมาร์ทโฟน ในทางกลับกัน มีเพียง 50% ของธุรกิจในสิงคโปร์ และ 54% ในมาเลเซีย ที่เปิดให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางสมาร์ทโฟน

ราหุล ชิงฮาล ผู้จัดการเพย์พาล ประจำประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ประเทศไทยมีชื่อเสียงในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี เมื่อนักท่องเที่ยวมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกัน นักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลต้องการความเรียบง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน ความสะดวกสบาย รวมถึงความน่าเชื่อถือ เมื่อพวกเขาทำการจองทริปต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ และสมาร์ทโฟนคืออุปกรณ์ที่ตอบโจทย์สำหรับพวกเขา

นอกจากนี้ ยับพบว่าปัจจัยในการพิจารณาเลือกพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยให้ความสำคัญกับความง่ายและรวดเร็วในการรับชำระเงิน 60% ความง่ายในการลงทะเบียน 53% ความปลอดภัยของการชำระเงิน 43% การมีบริการสนับสนุนที่ดี 42% และความมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ 42%

หากธุรกิจต่างๆ สามารถอำนวยความสะดวกในการจองออนไลน์จากทุกที่บนโลก พร้อมมอบประสบการณ์ด้านการชำระเงินที่ง่ายดายและปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวได้ ธุรกิจเหล่านั้นสามารถไปได้ไกลอย่างแน่นอน ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นที่จะต้องเห็นความสำคัญของการก้าวให้ทันเทคโนโลยีและโมบายเทรนด์

 

เฟซบุ๊กเผยไตรมาส2กำไรพุ่งเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445445

เฟซบุ๊กเผยไตรมาส2กำไรพุ่งเกินคาด

เฟซบุ๊กเผยไตรมาส 2 กำไรพุ่งต่อเนื่อง กวาดรายได้ 6.44 พันล้านดอลลาร์ หลังรายได้โฆษณาพุ่งต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฟซบุ๊ก ยักษ์โซเชียลมีเดียเบอร์ 1 ของโลก ได้รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 2 โดยระบุว่า เฟซบุ๊กมีกำไรต่อหุ้นพุ่งขึ้นสู่ระดับ 97 เซนต์/หุ้น สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่เดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 82 เซนต์/หุ้น ขณะที่มีรายได้ 6.44 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 6.02 พันล้านดอลลาร์

เฟซบุ๊กยังระบุว่ารายได้จากการโฆษณาพุ่งแตะระดับ 6.24 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 5.8 พันล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้จากธุรกิจโฆษณาบนมือถือเพิ่มขึ้น 84% สู่ระดับ 5.42 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 4.84 พันล้านดอลลาร์

ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานประจำรายเดือน หรือ แอคทีฟยูสเซอร์อยู่ที่ 1.71 พันล้านคน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 1.69พันล้านคน

 

“โกไบค์” หวังยอดโหลด1แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445305

"โกไบค์" หวังยอดโหลด1แสน

โกไบค์ เปิดตัวแอพพลิเคชั่นเรียกรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตั้งเป้า 1 แสนดาวน์โหลดในสิ้นปีนี้

นายอัฏฐพล สิทธิชัยอารีกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและรองผู้อำนวยการ บริษัท โกไบค์ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถจักรยานยนต์รับจ้าง โกไบค์ (GoBike) เปิดเผยว่า บริษัทใช้เงินลงทุนมูลค่าราว 30 ล้านบาท ในการพัฒนาและเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังจากก่อตั้งเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 เริ่มทดสอบระบบครั้งแรกเดือน เม.ย. 2559 สามารถใช้งานจริงในเดือน พ.ค. 2559

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดดาวน์โหลดไว้ที่ 1 แสนครั้ง ภายในปี 2559 จากปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดอยู่ที่ 2 หมื่นครั้ง สำหรับปริมาณรถจักรยานยนต์รับจ้างที่เข้าร่วมการให้บริการปัจจุบันมีจำนวน 1,000 คัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5,000 คัน ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างได้อย่างน้อย 10% ต่อเดือน

ขณะที่ระดับราคาได้มีการคิดคำนวนตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนด และมีบริการส่งพัสดุ (โก แมสเซนเจอร์) ตลอด 24 ชั่วโมง ในราคาเริ่มต้น 50 บาท และในปี 2560 มีแผนการขยายการให้บริการรูปแบบการซื้อสินค้าตามคำสั่งของผู้ใช้บริการ และการขยายการให้บริการสู่หัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัด

สำหรับอีก 9 เดือนต่อจากนี้ บริษัทมีแผนการขยายการลงทุนเพื่อเปิดตัวแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสู่ประเทศในกลุ่มอินโดจีน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นที่ประเทศกัมพูชาเป็นที่แรก โดยเป็นลักษณะรูปแบบการดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับในประเทศไทย

“ส่วนของแผนการตลาดมีทั้งโปรโมชั่นส่วนลดเมื่อใช้ 2 ครั้งแรก แคมเปญการตลาดในแต่ละช่วงเวลา มากกว่านั้นเตรียมร่วมกับสมาคม จัดกิจกรรมพบปะ ให้ความรู้ผู้ขับขี่ อนาคตอาจมีการจัดอบรมภาษาอังกฤษให้สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้” นายอัฏฐพล กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ร่วมกับสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย โดยรถจักรยานยนต์รับจ้างที่เข้าร่วมการให้บริการ จะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกที่จะได้รับป้ายทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะ มีใบขับขี่สาธารณะ ซึ่งสามารถตรวจสอบประวัติผู้ให้บริการและสามารถจัดเก็บข้อมูลการใช้บริการสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องมีปริมาณรวมอยู่ที่ 2 แสนคันทั่วประเทศ แบ่งเป็น 1.3 แสนคันอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมีอัตราเฉลี่ยการรับส่ง 35-40 เที่ยว/คัน/วัน หรือคิดเป็น 4-6 ล้านคน/วัน

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นดังกล่าวช่วยส่งเสริมให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วม รวมถึงแอพพลิเคชั่นดังกล่าวยังเป็นการช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคจากการคิดคำนวณราคา สำหรับค่าบริการกรมการขนส่งทางบก กำหนดไว้ว่าไม่เกิน 2 กิโลเมตร (กม.) แรก ราคาไม่เกิน 25 บาท จากนั้น ภายใน 5 กม. คิด กม.ละ 10 บาท หากเกิน 5 กม. คิด กม.ละ 10 บาท

นายเฉลิม กล่าวว่า ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกเตรียมการปรับข้อกำหนดของกฎกระทรวงด้านความปลอดภัยให้กับแอพพลิเคชั่นที่ใช้เรียกรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งที่ผ่านมาที่มีกรณีการปิดให้บริการของแอพพลิเคชั่นในลักษณะดังกล่าวของบริษัทอื่น เกิดจากการละเมิดข้อกฎหมายที่ให้รถจักรยานยนต์ปกติทั่วไปสามารถให้บริการได้ แตกต่างจากแอพพลิเคชั่นของบริษัทที่ให้เฉพาะรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะที่มีการขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องเท่านั้น

 

สร้างช่องทางดิจิทัล โอกาสแบรนด์เข้าถึงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445237

สร้างช่องทางดิจิทัล โอกาสแบรนด์เข้าถึงลูกค้า

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

จากการที่ประเทศไทยมีประชากรกว่า 68 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านคน โดย 98.5% เป็นองค์กรทั้งหมด ประกอบกับคนไทยนิยมใช้งานอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 29.7% ของประเทศ ยิ่งทำให้แบรนด์ธุรกิจต่างๆ ไม่อาจละเลยการพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์คนเหล่านี้ได้เลย

ทั้งนี้ เอสเอพี ได้เผยผลสำรวจประสบการณ์การใช้บริการต่างๆ ผ่านระบบดิจิทัล ของกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทยพบว่า ยังมีผู้บริโภคอีกกว่า 50% ที่ไม่พึงพอใจต่อการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลของแบรนด์ไทย เพราะระบบดิจิทัลยังมีความสับสนและไม่ตอบสนองเท่าที่ควร

ลีเฮอร์ ออบิซูร์ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า การใช้งานผ่านระบบดิจิทัลถือว่าเป็นหนึ่งวิธีการสื่อสารกับลูกค้าที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยให้การดำเนินงานต่างๆ ง่ายขึ้น การสร้างสรรค์แบรนด์รอยัลตี้ (ความจงรักภักดีต่อแบรนด์) มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะผู้บริโภคที่พึงพอใจกลุ่มนี้ จะช่วยบอกต่อและแนะนำลูกค้าใหม่ ส่งผลให้การจับจ่ายของลูกค้ากลุ่มใหม่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 67%

ขณะที่ผู้บริโภคกว่า 46% ระบุว่าต้องการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเองและอีก 45% ต้องการให้ระบบใช้งานได้ง่ายแบบเบ็ดเสร็จและมีความไหลลื่น ดังนั้น การโต้ตอบระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเมื่อเกิดปัญหาควรทำได้แบบทันทีและสะดวกขึ้น และผลจากการเก็บข้อมูลชี้ให้เห็นอีกว่า ประสบการณ์ใช้งานดิจิทัลที่ดี จะช่วยส่งผลลัพธ์ที่ดีของธุรกิจได้ ดังนั้น แบรนด์ธุรกิจต่างๆ จึงควรมอบประสบการณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค เพื่อความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่มากขึ้น

“การที่จะทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจกับแบรนด์นั้น ควรคำนึงถึงความปลอดภัย สะดวกและง่ายในการเข้าใช้งานระบบดิจิทัล เพราะข้อมูลที่สำคัญอย่างประวัติส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินและการรักษาทางการแพทย์ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญมาก หากลูกค้าพร้อมเปิดเผยแสดงว่าแบรนด์นั้นได้รับการยอมรับจากลูกค้าอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารระหว่างกันและการมีส่วนร่วมของลูกค้า ยังคงเป็นช่องว่างด้านดิจิทัล (Digital Gap) ที่สำคัญ แม้ว่าผู้บริโภคจะมีความพึงพอใจกับการสื่อสารของแบรนด์ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น แต่ยังมีช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญในแง่การปฏิบัติงานของกลุ่มอุตสาหกรรมและแบรนด์ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความจงรักภักดีต่อแบรนด์ หากแบรนด์ไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีได้ รวมทั้งการใส่ร้ายบนโลกออนไลน์จะยิ่งส่งผลกระทบในวงกว้างกลายเป็นผลเสียที่ย้อนกลับมาอย่างรวดเร็วจนอาจจะเสียหายทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

ในแง่ของการเข้าถึงแบรนด์ในมุมของผู้บริโภคนั้น ต้องไม่ซับซ้อนและควรจะสอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่ลูกค้าคุ้นเคย เพื่อให้การเข้าใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น อีกทั้งการที่ไทยกลายเป็นสังคมที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่สูงถึง 38 ล้านคน คนกลุ่มนี้ท่องอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือสูงถึง 70% ยิ่งทำให้แบรนด์ต้องเร่งสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมกับลูกค้าให้มากขึ้น

ดังนั้น การใช้แพลตฟอร์มหรือระบบดิจิทัลที่รวบรวมการทำงานภายในองค์กรไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย การตลาด วางบิล ให้บริการและการขาย เข้ามาอยู่ในที่ระบบเดียวกันได้จะช่วยให้เกิดการทำงานแบบดิจิทัลรวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ทุกช่องทางด้วย

 

ทรูยืนยันได้ลิขสิทธิ์เกม “โปเกมอน โก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445219

ทรูยืนยันได้ลิขสิทธิ์เกม "โปเกมอน โก"

ทรูมูฟยืนยันได้ลิขสิทธิ์โปเกมอนทุกด้าน รวมทั้งเกม “โปเกมอน โก” เผยเปิดให้บริการภายในปีนี้

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูมูฟยืนยันว่าบริษัทได้ลิขสิทธิ์เกมโปเกมอน โกมาด้วย ในฐานะที่เป็นมาสเตอร์ไลเซนต์ คือ ทั้งคาแรคเตอร์ สินค้าพรีเมียม กิจกรรมการตลาดและเกมส์

“เราได้ลิขสิทธิ์ในทุกด้านเพื่อให้บริการเกี่ยวกับโปเกมอน ในประเทศไทยบนทุกแพลตฟอร์ม สำหรับเกมโปเกมอน โกนั้น ต้องรอให้ทีมพัฒนาเตรียมความพร้อมเสร็จสิ้นก่อน และทยอยเปิดในแต่ละประเทศ ซึ่งเราก็หวังว่าจะมีการเปิดให้บริการภายในปีนี้ เพราะทางผมจะทราบกำหนดการอย่างเป็นทางประมาณ 24 ชั่วโมงเท่านั้น”นายพีรธนกล่าว

อย่างไรก็ตาม เกมโปเกมอน โก เริ่มเปิดให้บริการแล้วในฮ่องกง แสดงว่ามีแผนจะเข้ามาในไทยแน่นอน แต่ด้วยความที่คนไทยใช้งานดิจิทัลเยอะ และมีนักเล่นเกมที่รอเล่นเกมนี้อยู่มากจึงต้องรอให้ระบบมีความพร้อมก่อน

“หากมองการเปิดตัวเกมนี้ จะเห็นว่าเขาค่อนข้างกังวล ก็เลยเลือกเปิดในประเทศเล็กๆ อย่างฮ่องกงก่อน แต่ผมยืนยันว่ามีการเปิดให้บริการในไทยร่วมกับทรูมูฟแน่นอน แต่ตอนนี้ต้องรอความพร้อมในการทำระบบหลายๆ ด้านอยากให้ลูกค้าอดใจรอสักนิด”นายพีรธนกล่าว

 

ชงกระทรวงไอซีทีฟันไอโชว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445020

ชงกระทรวงไอซีทีฟันไอโชว์

ชงไอซีทีฟัน “ไอโชว์” พร้อมตรวจสอบแอพพลิเคชั่นที่มีการหักเงินว่าเข้าข่าย “เพย์เมนต์เกตเวย์” หรือไม่

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประชุมร่วมกับตัวแทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหารือมาตรการกำกับดูแลแอพพลิเคชั่นที่ให้ความบันเทิงบนมือถือที่ต้องใช้เงินซื้อไอเท็มในแอพหรือเกม โดยตัดเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือการเติมเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นไอโชว์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่า มีกฎหมาย 2 ฉบับในความดูแลของกระทรวงไอซีทีที่บังคับใช้กับกรณีนี้ คือ 1.พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 2544 ซึ่ง กสทช.จะส่งเรื่องไปยังนายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที ภายในวันที่ 29 ก.ค. เพื่อให้นำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ว่าการให้บริการแอพพลิเคชั่นลักษณะนี้เข้าข่ายเป็นระบบเพย์เมนต์เกตเวย์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ ธปท.หรือไม่ ซึ่งหากเข้าข่ายเป็นเพย์เมนต์เกตเวย์ ก็จะต้องพิจารณาต่อว่าผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นลักษณะนี้ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ หากไม่ได้รับใบอนุญาตก็จะมีความผิดทั้งโทษปรับและอาญา

2.พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งสามารถเอาผิดกรณีมีการเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายลามกอนาจาร และใช้อำนาจปิดกั้นแอพพลิเคชั่นได้

ทั้งนี้ กสทช.ได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการชำระเงินของแอพพลิเคชั่นที่มีการตัดเงินผ่านระบบเพย์เมนต์เกตย์เวย์ ว่าได้มีการขออนุญาตในการชำระเงินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบการชำระเงินแอพพลิเคชั่นไอโชว์และแอพพลิเคชั่นอื่นในคราวเดียวกัน

นายฐากร กล่าวอีกว่า สำนักงาน กสทช. ยังได้เสนอแนะไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ให้จัดทำสัญญากับคอนเทนต์โพรวายเดอร์ในลักษณะที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น มีเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระงับการให้บริการชั่วคราวหากมีเนื้อหาผิดกฎหมาย ก่อนที่จะมีคำสั่งศาลออกมาอย่างเป็นทางการเพื่อปิดกั้นอย่างถาวรต่อไป เป็นต้น

 

แม่ทัพดีแทค ชู3กลยุทธ์มุ่งเป้าเบอร์1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2559 เวลา 22:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/445012

แม่ทัพดีแทค ชู3กลยุทธ์มุ่งเป้าเบอร์1

ผู้บริหารไทยดีแทค “สิทธิโชค” ประกาศ 3 กลยุทธ์ฟื้นความเชื่อมั่นแบรนด์ดีแทคขึ้นแท่นผู้นำ

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า การเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้นับเป็นคนไทยคนที่สองต่อจากนายธนา เธียรอัจฉริยะ โดยจะโฟกัส 3 กลยุทธ์หลัก คือ เน้นสร้างภาพลักษณ์ที่ดี นำเสนอบริการดิจิทัล และพัฒนาความสัมพันธ์กับพันธมิตร

“ธุรกิจโอเปอเรเตอร์ยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ดีแทคมั่นใจว่าจะลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงบตลาดที่มีในมือเพิ่มขึ้นกว่า 20% หรือประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่เข้าใจเรื่องการใช้งานดิจิทัลของลูกค้าและออกแพ็กเกจที่โดนใจมากขึ้น ไม่เน้นแผนการตลาดระยะสั้นที่สร้างสีสัน แต่ไม่ช่วยเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์”

ปัจจุบันลูกค้าของดีแทคมีกว่า 20 ล้านคน โดยดีแทคจะเน้นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าปัจจุบัน รวมทั้งดึงลูกค้าเก่าให้กลับมาเชื่อมั่นในแบรนด์อีกครั้ง โดยพบว่าแม้ว่าลูกค้าในกลุ่มโพสต์เพดจะลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่แพ็กเกจที่เน้นอินเทอร์เน็ตมีทิศทางที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ดีแทคเชื่อมั่นว่าจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และเร่งสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลภายในปี 2563 ส่วนลูกค้า 4จี ได้ปรับเป้าลงจาก 10 ล้านราย เหลือ 6 ล้านราย

 

กสท.ตีกลับ แผนเยียวยา ลูกค้าซีทีเอช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2559 เวลา 06:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/444799

กสท.ตีกลับ แผนเยียวยา ลูกค้าซีทีเอช

กสท.สั่งซีทีเอชปรับแผนเยียวยาลูกค้า KU Band สั่งช่อง3-ช่อง7-ช่องเวิร์คพอยท์ หยุดโฆษณาเกินเวลา

นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้พิจารณาแผนเยียวยาลูกค้าของบริษัท ซีทีเอช กรณีจะยกเลิกการออกอากาศผ่านระบบ KU band ดาวเทียมไทยคม กระทบถึงลูกค้า 4 หมื่นราย แบ่งเป็นลูกค้าแบบ prepaid 9,000 ราย และ postpaid อีก 3.1 หมื่นราย โดย กสท.เห็นว่าแผนที่ส่งมานั้น ยังไม่ครอบคลุมการชดเชยเยียวยาลูกค้าได้อย่างรอบด้าน จึงให้กลับไปปรับปรุงแผนเยียวยามาใหม่ภายใน 7 วัน แล้วเสนอกลับมายัง กสท.อีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีมติให้สำนักงาน กสทช.ทำหนังสือภายในสัปดาห์นี้ เพื่อแจ้งให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ช่อง 3HD ช่อง 7HD และช่องเวิร์คพอยท์ ให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ด้วยการโฆษณาเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดในทันที โดยจากการตรวจสอบข้อร้องเรียนพบว่าทั้งสามช่องมีการโฆษณา 13-15 นาที ในช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม โดยหลังจากได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงาน กสทช. หากยังมีการฝ่าฝืนด้วยการโฆษณาเกินเวลา จะมีโทษปรับทางปกครอง 1 ล้านบาท และปรับรายวันอีก 5 หมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนการดำเนินการ

ทั้งนี้ กสทช.กำหนดการอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์  ให้หารายได้จากการโฆษณาและการบริการธุรกิจได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12.30 นาที แต่รวมเฉลี่ยทั้งวันต้องไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที