ธุรกิจมะกันหัวไว! ใช้ “โปเกมอน โก” ดูดลูกค้าเข้าร้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 15:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/443463

ธุรกิจมะกันหัวไว! ใช้ "โปเกมอน โก" ดูดลูกค้าเข้าร้าน

บรรดาร้านค้าในสหรัฐจับมือกับ “โปเกมอน โก” นำตัวละครพิเศษมาไว้ในร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า เผยทำยอดขายพุ่งกระฉูด

“โปเกมอน โก” หรือแอพพลิเคชั่นเกมจับตัวการ์ตูนโปเกมอนบนสมาร์ทโฟน ที่ใช้สถานการณ์จริงรอบตัวผู้เล่นมาเพิ่มอรรถรสเปิดประสบการณ์ใหม่ นอกจากจะสร้างความบันเทิง เกมดังกล่าวยังมีแนวโน้มกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมหรือพัฒนายอดขายของบริษัท หรือภาคส่วนหลายระดับได้ในเวลาอันรวดเร็ว และวิธีการตลาดแบบใหม่ได้ในอนาคต

ด้วยการนำจุดเด่นของเกมมาผสมกับการตลาดของธุรกิจ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าปลีกหลายแห่งในสหรัฐ พื้นที่แรกที่เปิดระบบเกมโปเกมอน โก เปิดเผยว่า ได้จับกระแสเกมดังกล่าวมาใช้ดึงดูดลูกค้า และได้ผลเป็นที่น่าพอใจด้วย

L’inizio Pizza Bar ในเมืองลอง ไอส์แลนด์ ของนิวยอร์ก อธิบายวิธีการว่า ได้ร่วมมือกับฝ่ายระบบของเกมให้จัดตัวละครโปเกมอนมาไว้ภายในร้านแบบมีค่าใช้จ่าย ซึ่งร้านอื่นๆ ที่ใช้วิธีเดียวกับห้างร้านนี้ จะโฆษณาตัวเองอย่างชัดเจนว่าเป็น Poke Stops เป็นอันรู้กันว่า หากเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ พวกเขาจะได้พบลูกบอลโปเกมอน ตัวละครพิเศษที่ไม่มีที่ไหน และเพิ่มระดับพลังของตัวผู้เล่นในแอพนี้ได้แน่นอน

แต่ก็เช่นกันว่า ผู้เล่นต้องอุดหนุนกับห้างร้านเหล่านี้ด้วย โดยร้านพิซซ่าแห่งนี้เผยว่า นับตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ (ช่วงเวลาเดียวกับที่เปิดตัวเกม) ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้นถึง 75% เลยทีเดียว

ทอม เคลชอว์ ผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีของบริษัทจัดการการลงทุนสื่อ Maxus Global เชื่อว่า ในไม่ช้าบรรษัทรายใหญ่จะต้องเข้ามาร่วมหาผลประโยชน์กับเกมล่าโปเกมอนนี้แน่ เพียงแค่กำลังคิดหาวิธีประยุกต์อย่างเหมาะสมอยู่

นักวิเคราะห์ด้านการตลาดจำนวนมากก็เห็นต้องกันว่า ธุรกิจรายย่อยจะหันมาใช้โปเกมอนเรียกแขกกันมากกว่านี้ เพราะเล็งเห็นว่ากระแสดังกล่าวพาลูกค้ามาได้หลายกลุ่ม หลายเพศ หลายวัย ซึ่งนำพาทั้งรายได้ระยะสั้นและช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อผลระยะยาว

ที่ผ่านมา ร้านค้าเล็กๆ ก็คุ้นชินกับการใช้โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทำการตลาดหรือประชาสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นทุนเดิม การเลือกใช้เกมเป็นสื่อจึงไม่ใช่เรื่องยากจะตัดสินใจหรือทำความรู้จักในหมู่ผู้ประกอบการ

หากการตลาดประเภทนี้สามารถจุดติดกลายเป็นแนวทางการตลาดของธุรกิจแบบระยะยาวได้ ยังอาจกระตุ้นให้นักพัฒนาแอพหันมาผลิตเกมผสานโลกเสมือนกับโลกความเป็นจริงเพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์ด้านโฆษณาโดยตรง

ผลด้านลบที่มาจากความนิยมใช้เกมในภาคธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลานี้คือ การที่เกมกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของแอพส่งเสริมการขายอื่นๆ อย่าง Groupon LivingSocial หรือ Foursquare ที่อาจจะเสียความร่วมมือกับธุรกิจห้างร้านที่หันไปสนใจลงทุนกับเกมกันหมด ทว่า เวลานี้บริษัทเหล่านี้ยังไม่มีความคิดเห็นใดๆ กับเรื่องดังกล่าว มีเพียง Foursquare ที่โต้ว่า เร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลกระทบของเกมต่อบริษัทของตน

ที่มา www.m2fnews.com

 

ผุดแอพพลิเคชั่นชี้จุดเกิดภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/443426

ผุดแอพพลิเคชั่นชี้จุดเกิดภัยพิบัติ

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน ร่วมกับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนพัฒนาแอพฯระบุพื้นที่ประสบภัยพิบัติเพื่อสนับสนุนการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนผู้ให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์หลายแห่ง รวมถึงสภากาชาดสหรัฐ สภากาชาดอังกฤษ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) และฮิวแมนนิทาเรียน โอเพน สตรีท แมป ทีม ร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีและออกแมปสไวป์ (Mapswipe) แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถระบุพื้นที่เกิดเหตุภัยพิบัติที่เฉพาะเจาะจงได้ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยผู้ใช้งานยังสามารถระบุพื้นที่ที่ประสบความขัดแย้งรุนแรงและต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงพื้นที่ยากจนหรือพื้นที่ประสบโรคระบาด ที่เผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม

เอ็มเอสเอฟ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีประชากรหลายร้อยล้านคนที่เผชิญวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมโดยที่ไม่มีการบันทึกและไร้ข้อมูล ซึ่งทำให้หน่วยความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง และไม่สามารถวางแผนสำหรับให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้

ที่มา http://mapswipe.org/

 

‘ไลน์’เปิดไอพีโอร้อนแรง ดันราคาหุ้นทะยาน48%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/443298

'ไลน์'เปิดไอพีโอร้อนแรง ดันราคาหุ้นทะยาน48%

ราคาหุ้นไอพีโอไลน์พุ่งสูง 48% ระดมทุนได้กว่า 4.3 หมื่นล้าน ดันมูลค่าบริษัทแตะ 3 แสนล้าน

บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น แอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังจากญี่ปุ่น ออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ใน 2 ตลาดหลักทรัพย์ คือ ตลาดนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 14 ก.ค. และตลาดโตเกียว เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ดันราคาหุ้นไอพีโอพุ่งกลายเป็นไอพีโอของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016

ราคาหุ้นไลน์ที่เปิดตัวในตลาดนิวยอร์กปรับตัวขึ้นถึง 27% จากราคาเปิดตลาด 32.84 เหรียญสหรัฐ เป็น 41.58 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ในตลาดหุ้นโตเกียว ปรับตัวถึง 48% จาก 3,300 เยน และปิดตลาดวันแรก 4,900 เยน ส่งผลให้เพิ่มทุนได้ 1.328 แสนล้านเยน (ราว 4.3 หมื่นล้านบาท) และมูลค่าของบริษัทปรับขึ้นเป็น 1 ล้านล้านเยน (ราว 3.3 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ ไลน์มีการเติบโตของรายได้โฆษณาเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 3 ของยอดขายต่อปี ซึ่งมียอดรายได้อยู่ที่ 1.207 ล้านล้านเยน (ราว 3.9 แสนล้านบาท) ในปี 2015

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างจับตามองว่าไลน์จะเติบโตได้อีกนานเท่าไร โดยซีเอ็นบีซี ระบุว่า ความกังวลอย่างหนึ่งคือ ความสามารถในการทำรายได้ท่ามกลางคู่แข่งยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น เฟซบุ๊ก ที่เริ่มแข่งขันพัฒนาอีโมจิและสติ๊กเกอร์สำหรับแอพพลิเคชั่นแชต เมสเซนเจอร์

ชินจุงโฮ ผู้ก่อตั้งไลน์ เปิดเผยกับไฟแนนเชียลไทมส์ ว่า จากนี้จะเพิ่มการลงทุนควบรวมกิจการบริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) การทำเหมืองข้อมูลและเทคโนโลยีสำหรับให้คำแนะนำ เพื่อเสริมด้านการบริการของธุรกิจและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้

ภาพเอเอฟพี

 

อี-คอมเมิร์ซโตเกินคาด พุ่งแตะ2.2-2.3ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/443063

อี-คอมเมิร์ซโตเกินคาด พุ่งแตะ2.2-2.3ล้านล้าน

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนในการกระตุ้นความเชื่อมั่นตลาดออนไลน์ให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ไทยแลนด์ออนไลน์เมกาเซลล์ 2016 คาดว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้งหลังครึ่งปีแรกชะลอตัว

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (เอ็ตด้า) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอี-คอมเมิร์ซโตกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2556 จะอยู่ที่ 3.65% หรือ 2.1 ล้านล้านบาท แต่ ณ ตอนนี้โตไปกว่า 5% หรือ 2.2-2.3 ล้านล้านบาท

“การเติบโตในตลาดอี-คอมเมิร์ซถือว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นจากสองปีที่ผ่านมาถึง 1.7 แสนล้านบาท จากปัจจัยสมาร์ทโฟนที่มีมากถึง 102 ล้านเครื่อง ทำให้จากที่เอ็ตด้าเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ส.ค. 2558 ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซปี 2559 จะโต 2.1 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลขยังไม่สรุปล่าสุด แต่เชื่อว่าจะทำได้ถึง 2.2-2.3 ล้านล้านบาทแล้ว” สุรางคณา กล่าว

ทางด้าน รัฐศาสตร์ กรสูต ผู้อำนวยการอาวุโส เอ็ตด้า กล่าวว่า แม้ความเชื่อมั่นในตลาดอี-คอมเมิร์ซจะสะดุดไปบ้างจากกรณีเอ็นโซโก้ แต่เชื่อว่าการทำตลาดอย่างต่อเนื่องจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้นักช็อปออนไลน์หันกลับมาจับจ่ายกันมากขึ้นอีกครั้ง

“เพื่อให้การทำธุรกรรมออนไลน์เป็นพื้นฐานการใช้งานในสังคม เรื่องของนโยบายและการส่งเสริมเพื่อกำหนดดูแลจึงมีอย่างต่อเนื่อง กรณีรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น แสดงว่าไทยยังมีโอกาสในการซื้อขายออนไลน์อีกมาก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสงครามการตลาดที่จะมีความดุเดือดมากขึ้น” รัฐศาสตร์ กล่าว

ปัจจุบัน ตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยคล้ายกับยุคแรกของตลาดอี-คอมเมิร์ซจีน คือ ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาทำตลาดออนไลน์กว่า 90% และที่เหลือเป็นรายย่อย แต่ในไทยมีความแตกต่างคือโซเชียลคอมเมิร์ซบูมมาก ทำให้ตลาดออนไลน์มีความแข็งแรงกว่าประเทศอื่นๆ

“แม้เราจะเห็นผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาในตลาดออนไลน์มากขึ้น แต่หากเทียบกับในต่างประเทศยังถือว่าน้อย ขณะที่ตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซของไทยกลับบูมมากจนเฟซบุ๊กต้องเปิดช็อปและเพย์เมนต์สำหรับรองรับตลาดไทยโดยเฉพาะ แต่เป็นการให้บริการจากผู้เล่นรายอื่นที่ไม่ใช่เฟซบุ๊กโดยตรง เอ็ตด้าจึงต้องเร่งดึงให้ผู้ขายออนไลน์เหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนการค้าให้ถูกต้องเพื่อเพิ่มความเชื่อถือในการขายสินค้าและมีมาตรการจูงใจอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม รัฐศาสตร์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีพร้อมเพย์ว่า สังคมในไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคสังคมปราศจากเงินสด (Cashless Society) การทำพร้อมเพย์ขึ้นมาถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการใช้จ่ายแบบสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับยุคแรกของธุรกิจออนไลน์ที่คนยังไม่เชื่อมั่น แต่หลังจากนี้เมื่อประชาชนเข้าใจน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะระบบมีความปลอดภัยอย่างมาก

ขณะที่การจัดงานไทยแลนด์ ออนไลน์ เมกาเซลล์ 2016 จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากร้านค้า มีส่วนลดพิเศษ โปรโมชั่นและชิงโชคตลอด 9 วัน เพื่อดึงดูดให้คนมาช็อปออนไลน์มากขึ้น โดยจะจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ล่วงหน้าในวันที่ 29 ส.ค. เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าทราบ จากนั้นจะเริ่มขายจริง 1-9 ก.ย. ตั้งเป้ายอดขายตลอด 9 วัน ไว้ที่ 450 ล้านบาท และมีผู้เข้ามาใช้งานกว่า 1 ล้านคน

 

“ซัมซุง” ประกาศเปิดตัว กาแลคซี่ โน้ต7 วันที่ 2 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/443054

"ซัมซุง" ประกาศเปิดตัว กาแลคซี่ โน้ต7 วันที่ 2 ส.ค.นี้

“ซัมซุง” เตรียมเปิดตัว กาแลคซี่ โน้ต 7 วันที่ 2 ส.ค.นี้ที่นิวยอร์ก เผยจอใหญ่ขึ้น – ความสามารถปากกา S Pen มากขึ้น

รายข่าวจากบริษัท ซัมซุง แจ้งว่า บริษัทเตรียมเปิดตัว ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 (Samsung Galaxy Note7) สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ที่ นิวยอร์ก ในวันที่ 2 ก.ค.นี้ เวลา 11.00 น.ตามเวลาประเทศสหรัฐอเมริกา หรือตรงกับเวลาในประเทศไทย 23.00 น. และในเวลาเดียวกันจะมีงานเปิดตัวจัดขึ้นที่ ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เวลา 12.00 น. และ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เวลา 16.00 น.

ทั้งนี้ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 มาพร้อมความสามารถ S Pen ที่มากขึ้น บนหน้าจอขนาดใหญ่ โดยซัมซุงมั่นใจว่า กาแลคซี่ โน้ต 7 จะเป็นสมาร์ทโฟนที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆได้มากกว่า ไม่ว่าจะเรื่องงาน หรือ เรื่องส่วนตัว

นอกจากนี้ซัมซุงยังระบุด้วยว่า สาเหตุที่ สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดนี้ มีชื่อว่า กาแลคซี่ โน้ต 7 แทนที่จะเป็น กาแลคซี่ โน้ต 6 นั้น มีอยู่ 2 – 3 เหตุผลในการเปลี่ยนลำดับตัวเลขของ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากซีรีส์โน้ต อย่างแรกก็คือซัมซุงต้องการให้ โน้ต 7 มีชื่อเรียกที่สอดคล้องกับกาแลคซี่ เอส 7 และ เอส 7 เอดจ์ ที่ออกวางจำหน่ายก่อนหน้านี้ ช่วยให้สมาร์ทโฟนแฟล็กชิปมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง ประการต่อมา การเลือกใช้ชื่อโน้ต 7 จะช่วยลดความสับสนของผู้บริโภค

สาวกซัมซุง กาแลคซี่ สามารถติดตามรับชมงานเปิดตัวอย่างใกล้ชิดแบบสดๆ ได้ที่ www.samsung.com และ news.samsung.com/global

 

เบื้องหลัง “Pokemon Go” ปฐมบทโฉมหน้าใหม่วงการเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442833

เบื้องหลัง "Pokemon Go" ปฐมบทโฉมหน้าใหม่วงการเกม

โดย http://www.m2fnews.com

ยังไม่ถึงสัปดาห์ที่เกม Pokémon Go (โปเกมอน โก) เปิดตัวในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ตอนนี้มันกลายเป็นแอพที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุดและทำรายได้มากที่สุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะให้บริการแค่ 3 ประเทศก็ตาม คงไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหากเปิดให้ชาวโลกได้เล่นเกมนี้กันแบบไร้ขีดจำกัด กระแสความนิยมจะท่วมท้นขนาดไหน แม้แต่ในไทยเองก็ยังเกิดปรากฏการณ์ “ลักเล่น” เพราะทนรอให้มาเปิดใช้ในไทยกันไม่ไหว ส่วนในจีนก็รอไม่ไหวเช่นกันต้องแห่ไปโหลดเกมของเลียนแบบมาเล่นแก้ขัด

นินเท็นโด ปล่อยแอพเกมครั้งแรกก็ทำลายทุกสถิติไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อลองมาดูหุ้นของบริษัทนี้จะพบว่า มูลค่าพุ่งสุงลิ่วถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาไม่กี่วันหลังจากโปเกมอนพาติดลมบน เมื่อดูกราฟหุ้นของนินเท็นโดต้องบอกว่างานนี้บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นคงจะรักโปเกมอนแบบสุดขั้วหัวใจกันเลยทีเดียว เพราะพาหุ้นขึ้นมาหายใจหายคอได้อีกครั้งในระดับ 20,000 เยน หลังจากทิ้งตัวในระดับ 15,000 เยนมานานนับปี และก่อนที่จะประกาศแอพสมาร์ทโฟนตัวแรกของบริษัทหุ้นยังต่ำกว่านี้เสียอีก เรียกได้ว่าโปเกมอนคือผู้เข้ามาช่วยกอบกู้และมอบอนาคตอันสดใสให้กับนินเท็นโดเลยก็ว่าได้

แต่ที่น่าสนใจกว่าการต่อชีวิตนินเท็นโด ก็คือรูปแบบการเสพแอพของมนุษย์เกมที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

ความสำเร็จที่สั่นสะเทือนวงการแอพเกมขนาดนี้ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ ซึ่งทาง M2F ได้นำเสนออย่างคร่าวๆ ไปแล้วในส่วนของกระแสที่เกิดขึ้น แต่ในโอกาสนี้เราจะเจาะลึกถึงผู้อยู่เบื้องหลังของ Pokémon Go และโอกาสที่มันจะกลายเป็นแอพที่พลิกโฉมวงการเกมไปตลอดกาล

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกมนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ซาโตรุ อิวะตะ อดีตประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบริษัท นินเน็ทโด ผู้อยู่เบื้องหลังเกมดังมากมาย รวมถึงเครื่องเล่นวิดีโอเกมที่เคยครองตลาดในช่วงต้นและกลางทศวรรษที่ 2000 ก่อนการมาถึงของยุคแห่งสมาร์ทโฟนและแอพเกมในช่วงทศวรรษที่ 2010

ซาโตรุ อิวะตะ ถือเป็นไอคอนหรือยักษ์ใหญ่ในวงการวิดีโอเกม เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากและเป็นนักธุรกิจผู้มีวิสัยทัศน์ แต่แม้จะมีความเก่งกาจแค่ไหน นินเท็นโดก็เกือบสะดุดล้มมาแล้วในช่วงขาลงของวิดีโอเกมและการมาถึงของแอพ โดยย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นทศวรรษที่ 2010 นินเท็นโดเผชิญปัญหายอดขายตกต่ำอย่างหนัก ถึงขนาดขาดทุนติดต่อกัน 3 ปี เพิ่งจะกลับมาได้กำไรอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งในช่วงนี้ทั้ง อิวะตะ และบอร์ดบริหารต้องตัดเงินเดือนของตัวเองกันโดยถ้วนหน้า

ความผิดพลาดส่วนหนึ่งมาจากการตอบรับโลกแห่งแอพช้าเกินไป แถม อิวะตะ ยังไม่เห็นด้วยกับการหันไปเน้นแอพ เพราะเท่ากับเป็นการทำลายจิตวิญญาณของนินเท็นโด และเขาคิดว่าโมไบล์เกมคงจะไม่ทำกำไรเท่าไหร่นัก อิวะตะ ยังยึดมั่นถือมั่นกับแนวคิดของตัวเอง แม้ว่าโมไบล์เกมจะเริ่มกินพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม จนกระทั่งเมื่อ…ที่แล้วนี้เอง ที่เขาหันมายอมรับโมไบล์เกมในที่สุด แต่ก็เหมือนจะสายเกินไป เพราะในวันที่ 11 ก.ค. 2015 อิวะตะ ได้จากไปตลอดกาล ในวัย 55 ปี ท่ามกลางความเสียดายของเกมเมอร์ทั่วโลกที่ต้องสูญเสียบุคคลสำคัญของวงการไป

หากวิญญาณของเขารับรู้ได้ ตอนนี้คงกำลังยิ้มแฉ่งอยู่เป็นแน่ เพราะแนวคิดที่เขาร่วมนำเสนอกลายเป็นการปฏิวัติวงการเกมครั้งใหญ่ และทำให้บริษัทนินเท็นโดกลับมาผงาดยิ่งใหญ่อีกครั้ง

เรียกได้ว่า Pokémon Go เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสั่นสะเทือนวงการที่สุด

ซาโตรุ อิวะตะ อดีตประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบริษัท นินเน็ทโด

แม้ อิวะตะ จะไม่ค่อยเห็นดีเห็นงามกับโมไบล์เกมสักเท่าไหร่ แต่เขาคนนี้กลับเป็นเจ้าของไอเดีย Pokémon Go ตั้งแต่ก่อนที่เจ้าตัวจะยอมรับศักยภาพของแอพเกม เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในวันเอพริลฟูลเมื่อปี 2013

อิวะตะ เป็นคนตลกและมักปล่อยมุขอยู่เรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่ตอนนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือแม้แต่ตอนที่เกิดไอเดียเกมดังที่ชาวโลกกำลังติดงอมแงมกันอยู่ในตอนนี้ก็เป็นมุขในวันเอพริลฟูล แต่คนที่เขาเล่นมุขด้วยไม่ใช่ธรรมดาๆ เพราะเป็น สึเนะคะซึ อิชิฮะระ ซีอีโอแห่ง The Pokémon Company บริษัทจอยเวนเจอร์ของนินเท็นโดที่รับผิดชอบเกม Pokémon โดยตรง อีกหนึ่งคนที่มีส่วนให้กำเนิดเกมดังคือ ทะซึโอะ โนมุระ ซึ่งตอนนั้นทำงานกับ Google Maps

แนวคิดเริ่มต้นของทั้ง 3 คนได้ผลลัพธ์คือ Pokémon Challenge ซึ่งให้บริการในวันเอพริลฟูลปีถัดมาคือ 2014 และมีฟีเจอร์ที่คล้ายกับ Pokémon Go อยู่พอสมควร แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายและรับรู้กันในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม แนวคิด “แผลงๆ” นี้ กลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้เกิดเกมยอดนิยมในอีก 2 ปีต่อมา

จนกระทั่งเดือน ก. ย. 2015 อิชิฮะระ ก็เผยแนวคิดเกี่ยวกับเกมนี้และความร่วมมือกับบริษัท Niantic พร้อมกับอุทิศคุณงามความดีให้กับ อิวะตะ ที่เสียชีวิตไปเมื่อ 2 เดือนก่อน จากนั้นก็มีการพัฒนาอย่างคร่ำเคร่ง โดยคราวนี้มีซีอีโอของบริษัท Niantic และอดีตผู้อยู่เบื้องหลังกูเกิลเอิร์ธมาร่วมพัฒนาด้วย ซึ่งทำให้ฟีเจอร์หลักที่ของเกมมีความเหมือนจริงและทำให้น่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งขึ้น

จนมีการทดลองใช้เฉพาะในญี่ปุ่นเมื่อเดือน มี.ค. 2016 ตามด้วยออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐ กระทั่งเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมานี้ มีการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพียงแค่ 3 ประเทศก็ปลุกกระแสจนทำให้คนในวงการและนอกวงการเกมถึงกับนั่งไม่ติดกันเลยทีเดียว

 

“Augmented Reality” ความเป็นจริงเสริมโลกจริงๆ

ลักษณะสำคัญที่ทำให้ Pokémon Go ไม่เหมือนใคร ก็คือเทคโนโลยี Augmented Reality หรือ “ความเป็นจริงเสริม” เป็นการผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงที่จับต้องได้ ด้วยฟีเจอร์ที่เสริมเข้ามา เช่น การนำกราฟฟิกคอมพิวเตอร์หรือระบบจีพีเอสมาผสานเข้ากับภาพจริงๆ ที่ปรากฏตรงหน้า ลักษณะเช่นนี้ปรากฏในเกมดัง นั่นคือการนำกราฟฟิกตัวละครในเกมบวกกับระบบจีพีเอสและเวลาในเครื่องสมาร์ทโฟนผสมกับชีวิตจริงของผู้เล่น ที่จะต้องไล่จับตัวกราฟฟิกที่ปรากฏบนหน้าจอที่ฉายภาพแบบเรียลไทม์ในสถานที่จริง แต่จะเป็นสถานที่ใดและเวลาใดที่ตัวกราฟฟิกจะปรากฏขึ้นนั้นก็ขึ้นอยู่กับโปรแกรมของเกม

คำถามสำคัญสำหรับคนที่ไม่อินกับเกมนี้ก็คือ อะไรที่ทำให้ Pokémon Go กลายเป็นกระแสร้อนแรงแห่งปีไปได้? ส่วนหนึ่งคงเพราะเกมนี้ฟรี (แต่ต้องซื้ออินแอพ บางตัวหากต้องการความมันในดีกรีเพิ่มขึ้น ซึ่งแฟนๆ ส่วนใหญ่ยอมจ่ายอยู่แล้ว) อีกสาเหตุที่ทำให้มันดังเปรี้ยงก็คือ มันสามารถตอบรับจินตนาการของแฟนๆ การ์ตูนโปเกมอนที่อยากจะเห็นตัวละครในการ์ตูนยอดฮิตมีตัวตนจริงๆ ในโลกของเรา เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวละครในการ์ตูนและวิ่งไล่จับมัน

ที่น่าสนใจก็คือแฟนๆ การ์ตูนโปเกมอนในตอนนี้ล้วนแต่เป็นคนทำงานวัยหนุ่มสาวที่อายุไม่ถึง 30 ปี ซึ่งมีกำลังซื้อสูง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนินเท็นโดถึงกระเตื้องขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ภาพ…เอเอฟพี

 

กมธ.ปราบทุจริตชี้ค่ายมือถือเก็บค่าบริการเกินกว่าเกณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442795

กมธ.ปราบทุจริตชี้ค่ายมือถือเก็บค่าบริการเกินกว่าเกณฑ์

กมธ.ปราบทุจริตฯ สปท. ชี้ค่ายผู้ให้บริการมือถือเก็บค่าบริการเกินเกณฑ์ จี้ “กสทช.”เร่งเรียกเงินคืนให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษากลไกปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฎิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเรียกเก็บค่าบริการ เกินกว่าข้อกำหนดในเงื่อนไขการประกวดราคา(ทีโออาร์) และประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ว่า คณะอนุกมธ.ฯได้เชิญตัวแทนตัวแทนกสทช. นำโดยนายก่อกิจ ด่ายชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. พร้อมคณะมาชี้แจง

ทั้งนี้ตัวแทนกสทช.ยอมรับว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้คิดค่าบริการจากประชาชนเกินกว่าที่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตให้บริการจริง ตามที่ระบุไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน1800 MHz ข้อ20(5)  รวมถึงในหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz หมวด 6, เงื่อนไขในการอนุญาต ในข้อ21, มาตรการเพื่อสังคมและคุ้มครองผู้บริโภค(5) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสรุปสาระสำคัญชัดเจนคือ จะต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงแยกเป็น การบริการเสียง ห้ามเกินนาทีละ69 สตางค์  บริการข้อความสั้น(SMS) ไม่เกิน1.15 บาท/ ข้อความ  บริการข้อความมัลติมีเดีย (MMS)ไม่เกิน3.11บาท/ข้อความ  และบริการอินเทอร์เน็ต(Mobile Internet) ไม่เกิน0.26 บาท/เมกกะไบค์ (MB)

นายชาญชัยกล่าวว่า ในการมาชี้แจงทาง กสทช.รับปากว่าจะเร่งดำเนินการออกคำสั่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่คิดเงินค่าบริการจากประชาชนผู้บริโภคเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดต้องคืนเงินส่วนต่างที่คิดเกิน กลับคืนให้ประชาชนผู้ใช้บริการทุกเลขหมาย โดยจะนำเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมให้ดำเนินการโดยด่วน เนื่องจากกสทช. ได้ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชนผู้ใช้บริการมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บางรายต้องคืนให้นับพันบาท บางรายเป็นหมื่นบาท ซึ่งคณะอนุฯกมธ.จะติดตามความคืบหน้ากรณีนี้ทุก 7 วันว่าดำเนินการคืบหน้าหรือไม่อย่างไร

“เมื่อศึกษาพบช่องว่างของกฎหมายที่เอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคแล้ว เราต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ส่วนรวม เพราะกรณีเกี่ยวข้องและถือเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนที่ถูกเก็บเงินเกินกว่าเงื่อนการออกใบอนุญาตและกฎหมายกำหนด มีประชาชนถูกละเมิดนับหลายสิบล้านคน  หากเปรียบเทียบสัดส่วนของหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่เปิดใช้บริการเกือบ90ล้านหมาย  โดยประชาชนสามารถตรวจสอบแพคเก็จโปรโมชั่นที่แต่ละคนใช้อยู่ได้ โดยกดหมายเลข*165*1#และกดโทรออก ท่านจะทราบว่า ถูกคิดค่าบริการหลังจากโทรครบโปรโมชั่นแล้ว มีการคิดค่าบริการเกินจากราคาที่เงื่อนไขกำหนด โดยจะเก็บค่าโทรหลังจากนั้นนาทีละ1.50 บาท โดยเฉพาะค่าบริการอินเทอร์เน็ตที่จะคิดสูงถึง 99 บาทต่อ กิ๊กกะไบค์(GB) จากที่กฎหมายกำหนดให้คิดแค่26 บาทต่อกิ๊กกะไบค์เท่านั้น รวมถึงค่าบริการอื่นๆ”นายชาญชัยกล่าว

 

ดีแทคเร่ง4จีแรงขยายแบนด์วิดท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442651

ดีแทคเร่ง4จีแรงขยายแบนด์วิดท์

ดีแทคยกระดับความแรงซูเปอร์ 4จี บนคลื่น 1800 พร้อมชูจุดเด่นสมาร์ทโฟน 4จี ทุกระดับราคาใช้งานได้

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทคได้เพิ่มความกว้าง แบนด์วิดท์สำหรับการให้บริการ 4จี บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 20 เมกะ เฮิรตซ์ ซึ่งถือว่ากว้างที่สุดบนคลื่นเดียว (Single-Carrier Bandwidth) ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ทั้งนี้ การเพิ่มความกว้างของแบนด์วิดท์ ส่งผลให้เครือข่าย 4จี ของดีแทคสามารถรองรับอุปกรณ์มือถือ 4จี ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อในตลาด รองรับประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มความต้องการ สปีดที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้งานแอพพลิเคชั่น ต่างๆ และเพิ่มประสบการณ์ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูคลิปไลฟ์ ดูหนังฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง รวมถึงการใช้งานโซเชียลมีเดีย ฯลฯ

ปัจจุบันดีแทคมีลูกค้าใช้งานดาต้า 4จี ประมาณ 3.5 GB ต่อเดือน และ ตั้งเป้าผู้ใช้งาน 4จี เพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคน ในปลายปีนี้

นอกจากนี้ ดีแทคยังได้ขยายบริการซูเปอร์ 4จี บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ แบนด์วิดท์ 15 เมกะเฮิรตซ์ ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย เพิ่มเติมจากเดิมที่ดีแทคให้บริการ 4จี บนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ แบนด์วิดท์ 5 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้สามารถรองรับการใช้งาน 4จี ที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ยังได้เปิดให้บริการ 4G Calling VoLTE (Voice over LTE) นวัตกรรมการโทรยุคเครือข่าย 4จี ซึ่งมาแทนที่ การโทรแบบเดิม ที่ผู้ใช้งาน 4จี ใช้งานได้เพียงดาต้าความเร็วสูง และเมื่อมีสายโทรเรียกเข้าระบบจะตัดสู่โหมดการโทรด้วยเครือข่าย 3จี หรือ 2จี แทนเท่านั้น เพราะเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว จะทำให้ใช้งานวอยซ์ หรือการโทรบนเครือข่าย 4จี มีคุณภาพที่ดีขึ้น

“ดีแทคยังเป็นรายแรกที่ให้บริการ WiFi Calling หรือการสามารถโทรและ รับสายโทรศัพท์ผ่านการเชื่อมต่อด้วยสัญญาณไว-ไฟ ได้จากทุกที่ทั่วประเทศและทั่วโลก ซึ่งรองรับการใช้งานได้มากหลากหลายรุ่น” นายประเทศ กล่าว

 

“TaskUs” เติบโตแบบ Outsource ดูแลด้วยความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442621

"TaskUs" เติบโตแบบ Outsource ดูแลด้วยความสุข

โดย… http://www.m2fnews.com

ปัจจุบันการสร้างธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีมามีส่วนขับเคลื่อนหรือเทคโนโลยีล้วนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเป้าหมายความฝันระดับพื้นฐานของคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ของยุคนี้ ที่เทคโนโลยีมีความสำคัญในการใช้ชีวิตไม่ต่างกับปัจจัย 4 ตามปกติ

ความคิดที่ว่านั้นอาจเกิดขึ้นในหัวมาตั้งแต่ต้น หรืออาจเกิดจากการตกตะกอนหลังจากผ่านเรื่องราวและประสบการณ์ทั้งของตัวเองและของคนอื่น ดังเช่นสองเพื่อนซี้ ไบรซ์ แมดด็อก และ จัสเปอร์ เวียร์ วัย 29 ปีทั้งคู่ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า จากความฝันการมีธุรกิจร้านขายไอศกรีมจะมาไกลถึง TaskUs บริษัทให้บริการงานธุรการแก่บริษัทสตาร์ทอัพที่คาดว่าจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ รวมถึงวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย

แมดด็อก และ เวียร์ พบกันสมัยเรียนระดับไฮสกูล และรักษามิตรภาพนั้นมาเรื่อยๆ กระทั่งคิดทำธุรกิจร่วมกัน ธุรกิจแรกๆ ที่พวกเขาเริ่มทำคือไนต์คลับ ที่ต้อนรับคนทุกวัยเข้าใช้บริการได้ที่เมืองลอสแองเจลิส ในช่วงปิดเทอมของวิทยาลัย

เมื่อเรียนจบ ไฟของผู้ประกอบการก็ยิ่งลุกโชน แมดด็อก ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งงานในบริษัทการเงินชื่อดังเพื่อมาสร้างธุรกิจกับ เวียร์ โดยหมายมั่นว่าจะเปิดบริษัทโยเกิร์ตแช่แข็งในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

ทว่า ความคิดนั้นก็พังตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เมื่อทั้งสองได้พูดคุยกับเพื่อนที่ทำธุรกิจร้านขายเบอร์ริโต้ในพื้นที่ที่พวกเขาสนใจจะไปทำธุรกิจว่า สถานการณ์ของตลาดไม่สวยงามอย่างไร และหากสนใจทำธุรกิจจริงๆ ทำไมไม่ลองพิจารณาทางเลือกอื่นๆ เช่น ก่อตั้งธุรกิจที่ทำกำไรเป็นเงินสหรัฐ แต่มีฐานปฏิบัติการหรือต้นทุนอยู่ในท้องถิ่นที่ค่าเงินถูกกว่า ซึ่งเป็นแนวคิดธุรกิจที่มาแรงและได้รับความนิยมอย่างมาก

สองเพื่อนซี้จึงกลับมาตั้งหลักระดมสมองกันใหม่ แต่จุดเริ่มต้นครั้งสำคัญกลับเกิดขึ้นตอนที่ แมดด็อก นึกย้อนกลับไปถึงที่ทำงานเก่าคือสถาบันการลงทุน ซึ่งเขาได้รับหน้าที่หลายอย่างซึ่งไม่เกี่ยวข้องหรือจำเป็นต้องใช้ความรู้การเงินขั้นสูงที่ร่ำเรียนมาเลย เช่น การกรอกข้อมูลทั่วไป ผนวกกับการรับฟังความเหนื่อยหน่ายของเพื่อนที่ก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพว่าไม่สามารถรักษาพนักงานระดับล่างไว้ได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีเป้าหมายเรื่องความก้าวหน้า และพร้อมจะจากไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ หลังเรียนรู้งานพื้นฐานแล้ว การจ้างพนักงานที่จัดการงานธุรการจากภายนอกหรือ Outsourcing (เอาท์ซอร์สซิ่ง) จึงน่าจะเป็นการประหยัดทรัพยากร และช่วยให้บริษัทเดินหน้าไวกว่า

ปี 2008 พวกเขาจึงนำเงินเก็บจากรายได้เมื่อครั้งทำธุรกิจไนต์คลับกว่า 25,000 เหรียญสหรัฐ มาเปิดธุรกิจรับจัดการธุรกรรมเบ็ดเตล็ดขององค์กรอื่น TaskUs ในเมืองซานตาโมนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่ 2 ปี กว่าจะมาลงตัวที่การเน้นให้บริการธุรกิจระดับเล็กที่ไม่เน้นเติบโตมาก และสร้างฐานปฏิบัติงานอยู่ฟิลิปปินส์ ซึ่งบุคลากรมีความรู้พื้นฐาน เช่น ภาษาอังกฤษระดับดีขึ้นไป และค่าแรงไม่สูงมาก

การดำเนินงานของซีอีโอหนุ่มยังพยายามฉีกกฎความจำเจของงานที่เป็นงานกิจวัตรวนสลับอยู่กับที่ ด้วยการลบภาพลักษณ์ความน่าเบื่อแบบเดิมๆ เช่น ระบบคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องรองรับอารมณ์ของลูกค้า บรรยากาศการทำงานที่หนักเยี่ยงทาส ให้เป็นการเซอร์วิสงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ตอบคำถามลูกค้า โฟโต้ช็อปภาพ ให้มีผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดด้วยระบบการทำงานที่ดีและหัวใจแห่งบริการของผู้ปฏิบัติงาน

โดยมีสิ่งดึงดูดใจเป็นค่าแรงที่ไม่ด้อยกว่างานประเภทอื่นๆ และนำระบบผลประโยชน์หรือสวัสดิการแบบบริษัทไอทีชั้นนำมาใช้ เช่น ฟิตเนส บริการนวดผ่อนคลาย แปลนตึกที่เปิดโล่งสร้างพื้นที่พบปะสังสรรค์กัน โรงอาหาร ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน และการทำงานนอกสถานที่ ที่ช่วยยืดหยุ่นสไตล์การทำงานและประหยัดค่าใช้จ่ายหรือเวลาการเดินทางด้วย ซึ่งปัจจุบันเฉพาะในฟิลิปปินส์อย่างเดียว มีพนักงานที่อยู่กับองค์กรกว่า 5,000 คน

ขณะที่ TaskUs ได้รับความนิยมให้เป็นผู้จัดการงานให้กับสตาร์ทอัพมากกว่า 200 แห่ง อาทิ Groupon Tinder แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่เปิดเผย เนื่องจากกังวลว่าลูกค้าจะไม่เชื่อมั่นหรือกลัวข้อมูลรั่วไหล

ความสำเร็จของรูปแบบธุรกิจ ส่งผลให้นักลงทุนสนใจให้เงินสนับสนุน แมดด็อก และ เวียร์ เพื่อต่อยอดธุรกิจ ซึ่งมีแผนการจะขยายสำนักงานให้บริการไปยังเอลซัลวาดอร์และโคลอมเบียเพิ่มเติม ซึ่งเป็นต้นแบบของธุรกิจให้บริการ Outsource ที่ต้องการแก้ปัญหาการเติบโตยาก สามารถนำไปประยุกต์ใช้ง่ายๆ ด้วยการยึดหลักใช้ความสุขของคนเป็นตัวตั้ง สร้างบริษัทให้มั่นคงและยั่งยืน

 

ซัมซุงเอส7 แอคทีฟ ไม่ผ่านทดสอบกันน้ำ (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442609

ซัมซุงเอส7 แอคทีฟ ไม่ผ่านทดสอบกันน้ำ (มีคลิป)

เอ็นจีโอพบซัมซุงเอส 7 แอคทีฟ ไม่ผ่านทดสอบกันน้ำลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที ตามคำโฆษณา

คอนซูเมอร์ รีพอร์ท องค์กรอิสระและองค์กรไม่แสวงผลกำไรในสหรัฐ เปิดเผยรายงานว่า ได้ทดสอบโทรศัพท์มือถือซัมซุงกาแล็คซี่ เอส 7 แอคทีฟ ด้วยการใส่ในถังความดัน 2.12 ปอนด์/นิ้ว หรือเทียบเท่ากับความลึกใต้น้ำ 1.5 เมตร เป็นเวลา 30 นาที ตามคำโฆษณาของซัมซุง และพบว่า โทรศัพท์ดังกล่าวไม่สามารถใช้การได้ โดยมีแถบสีเขียวขึ้นที่หน้าจอและมีฟองบนเลนส์กล้องหน้าอย่างห็นได้ชัด ในขณะที่ระบบทัชสกรีนไม่สามารถใช้งานได้

ขณะที่ การทดสอบครั้งที่สอง คอนซูเมอร์ รีพอร์ท ระบุว่า ล้มเหลวเช่นเดียวกัน โดยเมื่อนำออกจากถังความดัน โทรศัพท์ติดๆ ดับๆ เป็นเวลาหลายวินาที และยังคงพบน้ำเข้าไปในเลนส์กล้องทั้งหน้าและหลัง รวมถึงยังเข้าไปในถึงช่องใส่ซิมการ์ด อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 2 วัน โทรศัพท์ทั้ง 2 เครื่อง ยังสามารถชาร์ตแบตเตอรีได้ แม้หน้าจอจะไม่กลับมาเหมือนเดิมและไม่สามารถใช้การได้เช่นปกติ

ทั้งนี้ ซัมซุง เปิดเผยว่า ลูกค้าบางรายร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติกันน้ำของซัมซุง โดยโทรศัพท์ทั้งหมดที่ได้รับการร้องเรียนอยู่ในประกันของซัมซุง ขณะที่อาจมีบางส่วนอาจพบข้อผิดพลาดและไม่มีคุณสมบัติป้องกันน้ำตามที่ควรเป็น  ซึ่งซัมซุงกาแล็คซี่ เอส 7 แอคทีฟ  เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และยังไม่มีเข้ามาจำหน่ายในไทย

ที่มา http://www.consumerreports.org/smartphones/samsung-galaxy-s7-active-fails-consumer-reports-water-resistance-test/