“โปเกมอน โก”ทุบสถิติดาวน์โหลด-กังวลคนเล่นไม่สนอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442519

"โปเกมอน โก"ทุบสถิติดาวน์โหลด-กังวลคนเล่นไม่สนอันตราย

“โปเกมอน โก”ดันหุ้นนินเท็นโดทะยานขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังยอดดาวน์โหลดถล่มทลาย ขณะที่หลายฝ่ายกังวลคนเล่นไม่สนอันตราย

เกม Pokemon Go (โปเกมอน โก) ของบริษัท นินเท็นโด เจ้าตำรับเกมชื่อดังในญี่ปุ่น กลายเป็นกระแสฮิตที่มีคนพูดถึงมากที่สุด ณ เวลานี้ หลังจากเปิดตัวได้ไม่นานใน 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลีย ก็มียอดการดาวน์โหลดถล่มทลายแซงหน้าแอพพลิเคชั่นหาคู่อย่าง Tinder (ทินเดอร์)

เกมสัญชาติญี่ปุ่นนี้คือเกมบนสมาร์ทโฟนที่พลิกรูปแบบการเล่นเกมจากที่เคยนั่งเล่นที่บ้านสู่เกมที่ผู้เล่นหรือเทรนเนอร์ต้องเดินออกไปค้นหาโปเกมอนตามสถานที่จริง โดยเชื่อมเกมเข้ากับอุปกรณ์จีพีเอส เมื่อพบโปเกมอนที่ซ่อนอยู่ตามสถานที่ต่างๆ แล้วผู้เล่นจะใช้ลูกบอลจับโปเกมอนผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน เพื่อนำไปต่อสู้กันในยิมเหมือนกับในการ์ตูนเรื่องโปเกมอน

แต่นอกจากความตื่นเต้นดีใจของสาวกโปเกมอนแล้ว ยังมีกระแสห่วงใยเรื่องสวัสดิภาพของผู้เล่น เนื่องจากบางครั้งเจ้าตัวโปเกมอนก็ไปปรากฏในที่ที่ไม่เหมาะสมอย่างพิธีศพหรือห้องคลอด หรือสถานที่ที่เป็นอันตราย ทำให้เหล่าเทรนเนอร์ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปจับ แม้ว่าในตัวเกมจะมีคำเตือนให้ผู้เล่นระมัดระวังสิ่งรอบข้างก็ตาม

ยกตัวอย่างในรัฐมิสซูรีของสหรัฐที่ผู้เล่นถูกกลุ่มชายวัยรุ่น 4 คนลวงให้ออกไปจับโปเกมอนกลางดึกแล้วดักปล้นทรัพย์สิน หรือกรณี ซอนนี ทรูเยน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดชาวออสเตรเลีย ที่ถูกไล่ออกหลังเพิ่งได้รับเข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในสิงคโปร์เพียง 1 สัปดาห์ เพราะเจ้าตัวระบายอารมณ์ผ่านโซเชียลที่จับโปเกมอนที่สิงคโปร์ไม่ได้ ด้วยถ้อยคำหยาบคายจนมีปากเสียงกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวสิงคโปร์ จนเรื่องไปถึงประธานบริษัทที่เขาทำงาน

บางครั้งเจ้าตัวโปเกมอนก็มักจะไปปรากฏในสถานที่ราชการหรือสถานที่ที่ยากจะเข้าถึง อย่างในกรณีของ เคลซี่ ธอมสัน และลิซซี่ เอเดน สองสาวนิวซีแลนด์ ที่ลงทุนเช่าเรือคายัคออกไปตามจับโปเกมอนกลางน้ำพุในอ่าวเวลลิงตัน บางคนนั้นถึงกับหยุดรถมอเตอร์ไซค์กลางคัน หรือลงทุนขับรถเป็นชั่วโมงเพื่อตามล่าโปเกมอนหายาก

หลังจากมีผู้ใช้แห่กันไปตามจับโปเกมอนในสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่สถานีนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีของออสเตรเลียถึงกับออกประกาศในเฟซบุ๊คขอร้องไม่ให้ผู้เล่นเข้าไปล่าโปเกมอนในสถานี นอกจากนี้ ยังมีความกังวลตามมาอีกว่าเกมนี้จะทำให้ผู้เล่นขาดสมาธิระหว่างขับขี่ยานพาหนะ หรือมัวแต่ก้มหน้ามองสมาร์ทโฟนจนเดินชนคนรอบข้าง หรืออาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพล่อลวงเด็กไปก่อคดีข่มขืน

อย่างไรก็ดี กระแสฮิตนี้ส่งผลให้หุ้นของบริษัท นินเท็นโดทะยานขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในวันเดียวนับตั้งแต่จดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 1983 หรือ 33 ปีที่แล้ว โดยวานนี้มูลค่าหุ้นของบริษัทเจ้าตำรับเกมพุ่งขึ้นถึง 25%

ภาพ : www.usgamer.net

ที่มา www.m2fnews.com

 

เอไอเอสสัมพันธ์ลึกแอปเปิ้ล อัดโปรฯหนักกว่าค่ายอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442518

เอไอเอสสัมพันธ์ลึกแอปเปิ้ล อัดโปรฯหนักกว่าค่ายอื่น

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การเจาะกลุ่มลูกค้าไอโอเอสหรือแอปเปิ้ลในไทยผ่านพาร์ตเนอร์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงเครือข่ายได้สะดวกสุด และถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีปิดช่องทางการหาซื้อแพ็กเกจสำหรับคู่แข่งได้ง่ายสุด เพราะเป็นการผูกขาดแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ทำให้ช่องทางการขายของคู่แข่งหายไป ซึ่งไอสตูดิโอบายคอปเปอร์ไวร์ด และไอสตูดิโอบายคอมเซเว่น ถือเป็นช่องทางการขายสินค้าตระกูลแอปเปิ้ลที่ใหญ่ในไทย

ปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า สัดส่วนลูกค้าที่ใช้งานระบบปฏิบัติการไอโอเอสของเอไอเอสอยู่ที่ 4 ล้านเครื่อง จากจำนวนมือถือในระบบทั้งหมดที่มีกว่า 20 ล้านเครื่อง

“แม้ว่าจำนวนการใช้งานสมาร์ทโฟนบนระบบปฏิบัติการไอโอเอสจะมีจำนวนน้อยกว่าแอนดรอยด์ แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูงและเลือกซื้อสินค้าภายในร้านไอสตูดิโอ มากกว่าหน้าร้านของโอเปอเรเตอร์ทั่วไป จึงตัดสินใจร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ เพื่อเสริมฐานกลุ่มนี้ให้แข็งแกร่ง”ปรัธนา กล่าว

ลูกค้าจะสามารถใช้บริการของเอไอเอสที่หน้าร้านไอสตูดิโอ คือ คอปเปอร์ไวร์ด เอสพีวีไอ ยูฟิคอน ไอบีท และยูสโตร์ทั้ง 60 สาขาได้ เหมือนกับการมาใช้งานที่สาขาปกติ ไม่ว่าจะเป็นชำระบิล เปลี่ยนซิม เปลี่ยนแพ็กเกจและเปิดเบอร์ใหม่ เป็นต้น

“แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางทรูมูฟจะจับมือร่วมกับไอสตูดิโอบายคอมเซเว่นไปแล้ว แต่กลยุทธ์การทำตลาดจะต่างกัน ปัจจุบันเอไอเอสมีหน้าร้านเอไอเอสช็อปให้บริการกว่า 98 สาขาทั่วประเทศ การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ก่อนหน้านี้อย่างเทเลวิซ 450 สาขาและเอไอเอสบัดดี้มากกว่า 1,000 สาขา การร่วมมือกับทางไอสตูดิโอจะช่วยให้เอไอเอเอสมีสาขารวมเกือบ 2,000 สาขา ในเรื่องของการอบรมพนักงานของไอสตูดิโอในเรื่องของการให้บริการซิมของเอไอเอสนั้น ได้มีการทำงานร่วมกันมาสักพักหนึ่งแล้ว และยังมีเจ้าหน้าที่จากเอไอเอสมาคอยให้คำแนะนำด้วย” ปรัธนา กล่าว

ไตรสรณ์ วรญาณโกศล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีวีไอ กล่าวว่า โปรโมชั่นและแพ็กเกจที่ทำร่วมกับค่ายอื่นๆ ได้มีการคุยกันก่อนหน้านี้แล้วว่าจะเอ็กซ์คลูซีฟให้กับทางเอไอเอสเท่านั้น ซึ่งหากไม่สั่งเครื่องเพิ่มก็ไม่มีปัญหา

“ก่อนหน้านี้เราสั่งเครื่องจากทั้งสามค่ายและขายเครื่องเปล่าด้วย แบ่งเป็นค่ายละ 1 ใน 3 ของจำนวนการสั่งสินค้าในแต่ละล็อต ซึ่งหลังจากขายเครื่องอีกสองค่ายหมด ก็จะไม่มีการสั่งเพิ่มและจะขายเฉพาะโปรโมชั่นที่ร่วมกับเอไอเอสเท่านั้น” ไตรสรณ์ กล่าว

การร่วมมือกันครั้งนี้ ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ เพราะยังต้องการคงความเป็นแอปเปิ้ลและไอสตูดิโอแบบเดิมไว้ เพียงแค่การนำเสนอแพ็กเกจหรือโปรโมชั่นให้ลูกค้าจะมีเฉพาะของทางเอไอเอสและการขายเครื่องเปล่าเท่านั้น

ด้าน ปรัธนา กล่าวเสริมว่า การแบ่งรายได้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนเป็นการทำงานร่วมกันแบบวิน-วินทั้งสองฝ่าย ตัวเลขการขายจะเป็นไปตามฤดูกาลขายที่จัดโปรโมชั่นหรือสินค้าใหม่ในขณะนั้น

“ลูกค้าที่ซื้อเครื่องผ่านไอสตูดิโอ จะได้อินเทอร์เน็ตพร้อมใช้งานทันที 4 กิกะไบต์และเครื่องทันที หากจดทะเบียนรายเดือนจะได้ส่วนลดค่าเครื่องทันที และยังมีสิทธิเซเรเนดเพิ่มเติม” ปรัธนา กล่าว

อย่างไรก็ตาม เอไอเอสมั่นใจว่าการมาร่วมมือกับไอสตูดิโอครั้งนี้ ไม่กระทบกับความร่วมมือกับซัมซุงเพราะจับกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่มกัน อีกทั้งในมุมแบรนด์กับรีเซลเลอร์ทางเอไอเอสยังทำงานร่วมกันได้ดีเพราะซัมซุงจะมีการทำตลาดกับลูกค้าทุกกลุ่มและมีความหลากหลายในเรื่องของสินค้ากว่า ในขณะที่ไอสตูดิโอจะเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียมเท่านั้น

 

คาดใช้เวลา3ปี ไทยเข้ายุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442484

คาดใช้เวลา3ปี ไทยเข้ายุค4.0

มายรัม เผยผลสำรวจอีก 2-3 ปี ไทยถึงจะเข้ายุคดิจิทัล 4.0 แนะรัฐอุ้มอัดงบหนุน หวั่นมาเลเซียแซง

น.ส.อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เปิดเผยว่า จากการแข่งขันทางการตลาดของโลกที่ต้องพึ่งนวัตกรรมด้านดิจิทัล ทำให้ปัจจุบันเทคโนโลยีกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ และทำให้เกิดตลาดยุคดิจิทัล 4.0 ซึ่งจะเป็นยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเพื่อธุรกิจ หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยคาดว่าภายในอีก 2-3 ปี จึงจะสามารถก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 ได้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน

สำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 ไปแล้ว คือ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์สามารถก้าวสู่ยุคดิจิทัล 4.0 คือ วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านงบประมาณการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานทางเทคโนโลยี หรืออินฟราสตรักเจอร์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญมากกับการเตรียมความพร้อมสู่ยุคดิจิทัล 4.0

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีการมองหาสิ่งต่างๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการทำตลาด และมีการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ผู้นำประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวแล้ว เหลือเพียงการลงทุนด้านอินฟราสตรักเจอร์ และซอฟต์แวร์ รวมไปถึงการพัฒนาคนของไทยที่ต่อไปต้องมีศักยภาพในการทำงานที่สูงกว่าความสามารถของเครื่องจักร เนื่องจากในอนาคตเครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์

ปัจจุบันการใช้งานดิจิทัลของผู้ประกอบการไทยอยู่ในยุค 3.5 ซึ่งหากไทยยังไม่เร่งพัฒนาอาจก้าวสู่ดิจิทัล 4.0 ช้ากว่ามาเลเซีย  ซึ่งปัจจุบันพัฒนาแซงหน้าไทยไปเรียบร้อย ส่วนอีก 2 ประเทศที่น่าจับตาว่าจะแซงไทย คือ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เนื่องจากปัจจุบันประเทศดังกล่าวมีการลงทุนในด้านของอินฟราสตรักเจอร์ และซอฟต์แวร์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

“ปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์พัฒนาสู่ยุคดิจิทัล 4.0 เร็วกว่าไทย เพราะมีคนที่พร้อม และมีเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม จึงทำให้สิงคโปร์ก้าวสู่การเป็นบิซิเนสทรานส์ฟอร์เมชั่น” น.ส.อุไรพร กล่าว

 

สั่งพีเอสไอ หยุดลักไก่ ออนแอร์HD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442463

สั่งพีเอสไอ หยุดลักไก่ ออนแอร์HD

กสท.สั่งพีเอสไอหยุดนำช่องทีวีเอสดี ไปออกอากาศแบบเอชดีภายใน 30 วัน ฝ่าฝืนปรับวันละ 2 หมื่น

นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้สำนักงาน กสทช.ออกคำสั่งทางปกครองไปยังบริษัท พีเอสไอ เพื่อให้ระงับการนำช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล หมวดหมู่ความคมชัดปกติ (SD) ไปออกอากาศเป็นความคมชัดสูง (HD) ในโครงข่ายของพีเอสไอ เนื่องจากฝ่าฝืนประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับรายการโทรทัศน์ และประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ 2555

นายภักดี กล่าวว่า กสท.กำหนดให้พีเอสไอแก้ไขปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ให้กำหนดค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละไม่เกิน 2 หมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสท.ยังมีคำสั่งช่องรายการ 3 ช่อง ให้ระงับการออกอากาศโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตให้โฆษณาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยทันที ประกอบด้วย 1.ช่องรายการออนซอนทีวี ของบริษัท กกตาลคู่บัวขาว 2.ช่องรายการ Maya Channel ของบริษัท เอ พลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และ 3.ช่องรายการมีคุณทีวี ของบริษัท ยูริมิโกะมีคุณมีเรา ทั้งนี้หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ปรับทางปกครองจำนวน 5 แสนบาท และปรับอีกวันละ 1 แสนบาท ตลอดระยะเวลา

 

แคนนอนคาด กล้องถ่ายรูป ปีนี้โตแค่2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442444

แคนนอนคาด กล้องถ่ายรูป ปีนี้โตแค่2%

แคนนอนชี้กล้องถ่ายรูปปีนี้โตแผ่ว 2-3% เหตุคนหันใช้สมาร์ทโฟนแทน ส่วนมิลเลอร์เลสยังเป็นดาวรุ่ง

นายวรินทร์ ตันติพงศ์พาณิช รองประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ตลาดกล้องถ่ายรูปปีนี้จะโตได้เพียง 2-3% หรือมีมูลค่าตลาด 6,000-7,000 ล้านบาท เพราะได้รับผลกระทบเศรษฐกิจซบเซา รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากใช้กล้องคอมแพ็กไปใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปแทน โดยกล้องประเภทมิลเลอร์เลสถือเป็นดาวรุ่งมีอัตราเติบโตปีละเฉลี่ย 50-60% ขณะที่กล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวระบบดิจิทัล (ดีเอสแอลอาร์) ลดลง 10-15% จากปีก่อน 7-8 หมื่นเครื่อง ปีนี้เหลือ 5-6 หมื่นเครื่อง

“แคนนอนครึ่งปีแรกปีนี้ยังมียอดขายโตตามเป้า โดยเฉพาะกล้องมิลเลอร์เลสที่โตใกล้เคียงตลาด 50-60% เนื่องจากปลายปีที่ผ่านมาเปิดตัวสินค้าใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ M10 ราคา 1.7-18 หมื่นบาท และ M3 กว่า 2 หมื่นบาท ซึ่งปีนี้บริษัทยังเน้นทำตลาดต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ตั้งเป้าโตได้เท่าตลาดรวม”นายวรินทร์ กล่าว

นายฮารุกิ เทราฮิระ ประธานบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอนฯ กล่าวว่า บริษัท แคนนอนอิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างแคนนอน เอ็กซ์พลอราทอเรียม พร้อมสร้างพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพครั้งแรกปี 2531 และสนับสนุนอุปกรณ์แคนนอนครบวงจรเป็นสื่อการสอน เมื่อจุฬาฯ มีแผนฟื้นฟูพิพิธภัณฑ์และห้องเรียนให้ทันสมัย จึงใช้งบ 3 ล้านบาท ปรับปรุงห้องแคนนอน เอ็กซ์พลอราทอเรียม เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีการถ่ายภาพและการพิมพ์ระบบดิจิทัล และนำเสนอรูปแบบอินเตอร์แอ็กทีฟที่ชั้น 3 อาคารพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

แนะองค์กรไทยขยับตัว ตั้งรับดิจิทัลอีโคโนมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442442

แนะองค์กรไทยขยับตัว ตั้งรับดิจิทัลอีโคโนมี

โดย…ศิริแพร วิเศษภัย

กูรูด้านการบริหารองค์กรและธุรกิจแนะองค์กรต่างๆ ที่ต้องการก้าวสู่ยุคดิจิทัลต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่ทำเฉพาะระบบไอทีเท่านั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและบุคลากรทั้งหมด รับการพัฒนาประเทศสู่ดิจิทัลอีโคโนมี ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวในการเปิดงานแมคคินซี่ อินโนเวชั่น ฟอรั่ม 2016 ว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นการกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศไทยเพื่อสร้างค่าให้แก่เศรษฐกิจ โดยในหลักการจะเน้นการพัฒนาโดยเน้นการส่งเสริมการทำกิจกรรมที่เน้นความสร้างสรรค์ นวัตกรรม เทคโนโลยีและการบริการเชิงสร้างสรรค์ โดยอาศัยจุดเด่นในเชิงวัฒนธรรมและความเป็นไทย

“การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ภาคเอกชนจะต้องเป็นกลไกหลัก ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพราะภาคเอกชนมีศักยภาพ และการพัฒนาในยุคนี้เราจะต้องดูจากอุปสงค์ในตลาดมากกว่า และอาศัยข้อมูลจากการทำวิจัย การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการที่โดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด และสร้างความแตกต่าง และปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือ คน เราต้องการคนยุค 4.0 ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจและรู้จักใช้เทคโนโลยีและความสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์”สุวิทย์ กล่าว

เกรเกอร์ ไธเสน Senior Partner ของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลของแมคคินซี่ในเอเชีย กล่าวว่า การปรับตัวของไทยสู่ยุคดิจิทัลยังเป็นช่วงเริ่มต้น แต่คาดว่าองค์กรต่างๆ จะมีการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วขึ้นในอนาคต

“เรื่องของดิจิทัลอีโคโนมีถือเป็นเรื่องใหม่ และมีคนจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จริงๆ แล้ว การจะปรับองค์กรให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอีโคโนมี ไม่ใช่แค่การวางระบบไอทีใหม่ ไม่ได้ทำเป็นโปรเจกต์ ไม่ได้เป็นงานของซีอีโอคนเดียว แต่องค์กรทั้งหมดจะต้องมีการปรับเปลี่ยน วิธีคิด วิธีทำงานต้องเปลี่ยนหมด เปลี่ยนไปพร้อมกัน”

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนจะเริ่มจาก Discover หรือการกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ขององค์กรว่าจะไปในทิศทางใด และจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง จากนั้นจึง Develop หรือพัฒนาศักยภาพขององค์กรในส่วนที่ยังขาดหรือด้อยให้สอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์ ตามด้วย Deliver หรือนำแผนนั้นมาปฏิบัติจริง โดยสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลง และประการสุดท้ายคือ De-risk หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน การจัดทรัพยากร จัดทัพใหม่ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงินและการบริหารจัดการ

ขณะที่จุดเด่นหนึ่งของคนไทยคือ คนไทยเรียนรู้ได้เร็ว และปรับตัวได้เร็ว ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและทัศนคติที่ดี ทำให้คนไทยมีความประนีประนอม พร้อมจะร่วมมือกันในการทำอะไรใหม่ๆ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรไทยประสบความสำเร็จ และเปลี่ยนโฉมตัวเองไปสู่ยุคดิจิทัลได้

ด้าน โทมัส คอช Senior Partner และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจพลังงานและเคมีภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชีย กล่าวเสริมว่า ในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาไปสู่ดิจิทัลอีโคโนมีแล้วนั้น ทำให้ได้เห็นตัวอย่างทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ทำให้สามารถตั้งรับ และเริ่มต้นพลิกโฉมองค์กรและการทำงานไปสู่ยุคดิจิทัลอีโคโนมีได้ง่ายกว่าเพราะเห็นจากบทเรียนในประเทศอื่นมาแล้ว

สำหรับประเทศไทยในตอนนี้ถือว่าเป็นยุคเริ่มต้น เป็นช่วงที่องค์กรต่างๆ กำลังเริ่มเปลี่ยน และเริ่มใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การกำหนดทิศทางขององค์กร การผลิต และการพัฒนาศักยภาพของคน โดยองค์กรที่จะประสบความสำเร็จนั้น จะต้องคิดให้ไกล เปลี่ยนทั้งกระบวนการ ไม่ใช่เฉพาะส่วนงานใดส่วนงานหนึ่งในองค์กร แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในทันที เพราะสามารถค่อยๆ นำระบบใหม่ผสานเข้ากับระบบที่มีอยู่และค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมกันได้

 

หวั่นแชร์รหัสเข้า “เน็ตฟลิกซ์” ผิดกฎมะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442285

หวั่นแชร์รหัสเข้า "เน็ตฟลิกซ์" ผิดกฎมะกัน

สหรัฐตัดสินให้การแชร์พาสเวิร์ดให้บุคคลอื่นมีความผิด หวั่นกระทบการใช้วิดีโอสตรีมมิ่ง

หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยน ของอังกฤษ รายงานว่า หลังสหรัฐมีคำสั่งตัดสินให้การแบ่งปันพาสเวิร์ดให้บุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ใช่ของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทเจ้าของข้อมูล มีความผิดทางอาญาภายใต้กฎหมายการละเมิดและการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ อาจกระทบต่อการแชร์พาสเวิร์ดระหว่างผู้ใช้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งแบบบอกรับสมาชิก เช่น เน็ตฟลิกซ์ อเมซอน ไพรม์ และเอชบีโอ โก

คดีความดังกล่าว คือ คดีฟ้องร้อง เดวิด โนซัล อดีตพนักงานของบริษัทจัดหางานคอร์น/เฟอร์รี่ ในข้อหาใช้พาสเวิร์ดของเพื่อนร่วมงานเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เพื่อรวบรวมข้อมูลจากบริษัทเดิมไปใช้ก่อตั้งบริษัทใหม่ของตัวเองหลังลาออกในปี 2004 โดยศาลสหรัฐตัดสินให้โนซัลมีความผิดข้อหาเจาะระบบในปี 2008 เนื่องจากเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

เดอะ การ์เดี้ยน ระบุว่า จากกรณีของโนซัล อาจทำให้จากนี้บริษัทต้องเป็นผู้อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลเท่านั้น ไม่มีบุคคลใดสามารถแชร์พาสเวิร์ดให้บุคคลอื่นใช้งานได้

อย่างไรก็ดี เน็ตฟลิกซ์และเอชบีโอ มองว่า การแบ่งปันพาสเวิร์ดให้บุคคลอื่นยังไม่ใช่ปัญหาสำคัญ โดยก่อนหน้านี้ ริชาร์ด เพิลเพลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอชบีโอ เปิดเผยว่า การแชร์พาสเวิร์ดไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ และเป็นการตลาดในการสร้างกลุ่มผู้ชมใหม่

สอดคล้องกับ รีด เฮสติงส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเน็ตฟลิกซ์ ที่กล่าวเมื่อเดือน ม.ค.ว่า การแชร์พาสเวิร์ดเป็นสิ่งที่ดี โดยเฮสติงส์ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า การแชร์ดังกล่าวหมายถึงการแชร์พาสเวิร์ดระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวอย่างเดียวหรือไม่

ภาพ…เอเอฟพี

 

Snapchat กับอุทาหรณ์แอพดัง เมื่อก้าวใหม่สะเทือนจุดยืนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442248

Snapchat กับอุทาหรณ์แอพดัง เมื่อก้าวใหม่สะเทือนจุดยืนเดิม

โดย http://www.m2fnews.com

แอพพลิเคชั่นแชร์ภาพยอดฮิต Snapchat กลับมาเป็นที่ฮือฮาในหมู่ผู้ใช้งานอีกครั้ง หลังการประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่สร้างทั้งกระแสต้อนรับและขับไล่ในเวลาเดียวกัน โดยการตอบรับด้านลบมาจากความเห็นของแวดวงไอทีที่มองว่า คุณลักษณะพิเศษใหม่มีผลกระทบต่ออัตลักษณ์ของแอพ ที่อาจทำให้ความนิยมการใช้งานแอพเสื่อมสลายไปในไม่ช้า

เท้าความเล็กน้อยถึงความเป็นไปและการใช้งาน Snapchat แอพนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยสองหนุ่มหัวใจไอที อีแวน สปีเกิล และ บ๊อบบี้ เมอร์ฟรีย์ อดีตนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มีแนวคิดอยากสร้างแอพที่แบ่งปันภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ หรือที่เรียกกันติดปากว่าภาพ “สแนป” ซึ่งภาพเหล่านี้สามารถ “ทำลายตัวเองหลังได้รับการรับชม” แหวกหลักธรรมชาติของการแชร์ข้อมูล ที่มักกลายร่างเป็นหลักฐานยืนยันการกระทำที่ผ่านมาของผู้ใช้งานนั้นๆ

ข้อดีดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้แอพที่ว่านี้มีจำนวนผู้ใช้งานพุ่งแบบติดสปีดตั้งแต่ปี 2011 โดยในวันหนึ่งๆ มีผู้ใช้ Snapchat ถ่ายภาพและแชร์ หรือเข้าชมภาพของผู้ใช้งานด้วยกันหลายร้อยล้านครั้ง

ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากคือ ข่าวที่ทีมพัฒนาแอพนี้ประกาศเพิ่มฟีเจอร์แถบความจำหรือ Memories ผู้ใช้งานสามารถพิมพ์คำค้นหาภาพหรือวิดีโอขึ้นมาดูซ้ำได้ในระยะเวลา 24 ชม. เช่น แมว รถยนต์ นอกจากนี้ ยังสามารถบันทึกสแนปเพื่อสร้างเป็นภาพที่มีเรื่องราวใหม่ๆ ได้ เช่น คลิปฉลองวันเกิด วันแต่งงาน รวมถึงเก็บสำรองภาพไว้ให้หากไฟล์ถูกนำไปสร้างเป็นภาพใหม่ หรือเก็บอยู่ในกลุ่มภาพที่ผู้ใช้งานเห็นได้แค่คนเดียว

ทั้งนี้ เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานผู้ใหญ่เป็นพิเศษ ที่มีแนวโน้มชื่นชอบความสนุกของการสร้างสรรค์ภาพที่เพิ่งบันทึกขึ้น แต่ก็อยากเก็บความประทับใจเหล่านั้นไว้เป็นสมบัติของตัวเอง ขณะที่ผู้ใช้งานกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่ใหญ่ที่สุดของแอพก็อยากที่จะนำภาพมาใช้มากกว่าในปัจจุบัน

ทว่า ไม่ใช่ทุกคนที่คิดเช่นนั้น โดยมองว่าฟีเจอร์ใหม่ขัดกับจุดเด่นหรืออาจจะเรียกได้ว่า เอกลักษณ์ ของ Snapchat ก็ว่าได้ เช่น คอลัมนิสต์จาก Gizmodo บล็อกบทความเกี่ยวกับการออกแบบและเทคโนโลยี ที่มองว่าสิ่งที่ทำให้แอพนี้สวยงามคือความเรียบง่าย อย่างการถ่ายภาพและอัพโหลดสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น

ฟีเจอร์ใหม่นี้จะทำให้แอพไม่ต่างอะไรกับแอพภาพอื่นๆ เช่น อินสตาแกรม ที่ผู้ใช้งานเน้นเลือกภาพที่ดีที่สุด ซึ่งมักผ่านการปรุงแต่งและไม่มีความสดใหม่ เหมือนกับภาพถ่ายแล้วอัพโหลดแชร์เลยของ Snapchat ผู้วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มองว่า เพราะผู้บริหาร Snapchat อยากเพิ่มพื้นที่และช่องทางเพื่อหารายได้จากโฆษณาสินค้าและบริการ แต่ผลที่ได้จะไม่คุ้มเสียแน่นอน

ด้านผู้สนใจสื่อออนไลน์จากเว็บไซต์ Hypable ก็รู้สึกไปในทางเดียวกันว่า ผู้ใช้งานคุ้นชินและชอบ Snapchat ที่เป็นพื้นที่แบ่งปันเรื่องราว ณ ขณะนั้น และจะหายไปไม่อยู่ถาวรตลอด ขณะที่ผู้สื่อข่าวจากเว็บไซต์ Mashable ก็คิดว่าก้าวใหม่ของแอพครั้งนี้เป็นความเสี่ยงจริงๆ แต่อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานทำความคุ้นเคยและชื่นชอบไปเองก็ได้ในอนาคต

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นบวกหรือลบ ในอนาคตหลังจากที่เริ่มเปิดให้ใช้งานจริงในเดือนหน้า สิ่งนี้จะกลายเป็นกรณีศึกษาครั้งสำคัญในวงการเทคโนโลยี จากนวัตกรรมที่เดินไปข้างหน้าด้วยวิธีการย้อนกลับหลัง

ภาพ…เอเอฟพี

 

กสท. เตรียมลงดาบละครมีฉากข่มขืนรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442212

กสท. เตรียมลงดาบละครมีฉากข่มขืนรุนแรง

ที่ประชุมคณะกรรมการ กสท. เตรียมพิจารณาบทลงโทษละครที่มีการเสนอฉากข่มขืน-รุนแรง ชี้มีการร้องเรียนเข้ามาต่อเนื่อง

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 23/2559 วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ กรณีการออกอากาศละคร Club Friday To Be Continued ตอน เพื่อนรักเพื่อนร้าย ทางช่องรายการ GMM 25 มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ซึ่งนางสาวสุภิญญา กล่าวว่า ละครเรื่องนี้ได้ออกอากาศและจบไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ออกอากาศทุกวันจันทร์ – อังคาร เวลาประมาณ 20.00 – 21.15 น. และมีการนำมาออนแอร์ซ้ำ(Rerun) ในเวลาอื่นๆ ซึ่งบางฉากของเรื่องนี้ได้มีประชาชนรณรงค์เนื่องจากมีฉากที่แสดงถึงความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจ นำเสนอภาพลักษณ์ที่ขัดต่อศีลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเสนอฉากข่มขืน ซึ่งช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้มีการพยายามรณรงค์เรื่องการข่มขืนในสื่อและลดการใช้ความรุนแรง

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ละครเรื่องนี้ได้มีการจัดประเภทรายการเป็น “ท” ที่สามารถรับชมได้ทุกวัยอีกด้วย ซึ่งคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหาได้เสนอให้ กสท.พิจารณาโทษทางปกครองในฉากที่มีการข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศต่อสตรี และฉากที่นำใบหน้าของผู้หญิงไปแนบท่อรถจักรยานยนต์จนทำให้หน้าเสียโฉม อันอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 37 แห่ง พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 รวมทั้งเห็นว่า บริษัทจีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด ในฐานะผู้รับใบอนุญาตช่องดิจิตอลทีวี ช่อง GMM 25 ควรปรับเปลี่ยนการจัดระดับความเหมาะสมของละครจาก ท(รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย) เป็นระดับ น18 (รายการที่เหมาะกับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปี ผู้ชมที่อายุน้อยกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำ) และหากจะนำละครมารีรันซ้ำให้ตัดฉากที่ไม่เหมาะสมออกด้วย

“ฉากข่มขืนในละคร ได้รับการร้องเรียนมาต่อเนื่อง ที่ผ่านมา กสท. ใช้หลักการให้ช่องกำกับตนเอง แต่ดูเหมือนบางช่องกลับเน้นเพิ่มความรุนแรง ทำให้ตอกย้ำวัฒนธรรมการข่มขืนว่าเป็นเรื่องปรกติในสังคมไทย ส่งผลกระทบเชิงลึกในวิธีคิด ทางอนุกรรมการด้านเนื้อหาฯ จึงเสนอ กสท. ให้พิจารณาบทลงโทษ เพื่อยกระดับจากการเตือนเป็นการปรับทางปกครอง เพื่อกระตุ้นมาตรฐานใหม่ของวงการละครไทยด้วย”น.ส.สุภิญญากล่าว

นอกจากนี้ ประชุมจะมีการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบพบการออกอากาศบางรายการมีเนื้อหาไม่เหมาะสม ได้แก่ รายการ Tonight Thailand ทางช่องรายการ Voice TV เมื่อวันพุธที่ 25 พ.ค. 59 มีเนื้อหาที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ออกอากาศตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/57 และฉบับที่ 103/57 อีกทั้งเป็นการขัดต่อบันทึกข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกับสำนักงาน กสทช.  ส่วนกรณีช่อง Peace Tv สำนักงานได้เสนอ 2 แนวทาง ภายหลังการดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ได้แก่ แนวทาง 1 ยืนยันคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตช่องพีซทีวี เป็นเวลา 30 วัน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจการกำกับดูแลและกำหนดโทษทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เมื่อพบว่าการออกอากาศมีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายและเงื่อนไขการอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งคำสั่งทางปกครองของ กสท.จะมีผลบังคับใช้โดยทันทีที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และแนวทางที่ 2 คือยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 1163/58 เพื่อขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรต่อไป ซึ่งทั้งสองแนวทางหากบริษัทฯไม่พอใจสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ ขอทบทวน หรือขอคุ้มครองที่ศาลปกครองได้

“ส่วนตัวเห็นว่า กสท. ควรใช้การกำกับดูแลตามกฎหมายปรกติ แทนการอ้างอำนาจพิเศษ ที่อาจทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ คงต้องรอฟังว่า กสท. เสียงข้างมากจะมีท่าทีอย่างไร หลังจากการพิจารณาของศาลปกครองล่าสุดนี้ ส่วนตัวในฐานะเสียงข้างน้อยคงยืนหลักการเดิม และเสนอว่า ถ้าจะจัดระเบียบช่องทีวีเชิงการเมือง ก็ควรทำให้มีมาตรฐานเดียวกัน และหาจุดสมดุลย์ระหว่างการใช้เสรีภาพ และ ความรับผิดชอบ”น.ส.สุภิญญากล่าว

วาระอื่นๆ น่าจับตา ได้แก่ วาระการดำเนินการแก้ไขประเด็นที่มีผู้ได้รับใบอนุญาตในหมวดหมู่ความคมชัดปกติ(SD)แต่ทำการออกอากาศผ่านโครงข่ายอื่นแบบความคมชัดสูง(HD) วาระการขอให้พิจารณาการแก้ไขปัญหา และเยียวยาความเสียหายของช่องทีวีดิจิตอล วาระแผนการยุติการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก วาระรายงานการดำเนินการของคณะทำงานติดตามและกำกับดูแลการขยายโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล วาระเรื่องร้องเรียนรายการ “ห้องลับมาก” ทางช่อง Bright TV ออกอากาศในช่วงเวลาที่อาจไม่เหมาะสมต่อเด็กและเยาวชน วาระการพิจารณาให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเกินจริงของ ช่องMaya Channel ช่องออนซอน ทีวี ช่องมีคุณ ทีวี เป็นต้น สามารถติดตามความคืบหน้าวาระอื่นๆ ในการประชุมวันที่ 11 ก.ค.นี้…

 

สื่อโซเชียลบุก ‘ไลฟ์สตรีม’ คาดผู้ใช้เพิ่ม-โฆษณาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/442043

สื่อโซเชียลบุก ‘ไลฟ์สตรีม’ คาดผู้ใช้เพิ่ม-โฆษณาพุ่ง

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

บริการถ่ายทอดสดออนไลน์ (ไลฟ์สตรีมมิ่ง) กลายเป็นธุรกิจเนื้อหอมที่กำลังดึงดูดการลงทุนจากบริษัทโซเชียลมีเดียรายใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ในขณะนี้

จุดเริ่มต้นของการรุกเข้าสู่บริการไลฟ์สตรีมมิ่งมาจากความสำเร็จของยูทูบ เว็บไซต์ชื่อดังที่รวบรวมวิดีโอจากทั่วโลก โดยเมื่อปี 2015 รายได้ของยูทูบอยู่ที่กว่า 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.17 แสนล้านบาท) และจำนวนผู้ชมวิดีโอรายวันอยู่ที่กว่า 4,000 คน ขณะที่มีจำนวนผู้ใช้งานอยู่ที่กว่า 1,000 ล้านรายทั่วโลก

ขณะที่เฟซบุ๊ก หนึ่งในโซเชียลมีเดียชื่อดังเปิดเผยเมื่อไม่นานนี้ว่า วิดีโอคอนเทนต์คือแหล่งรายได้สำคัญของบริษัท โดยยอดการรับชมวิดีโอบนแพลตฟอร์มอยู่ที่ 8,000 ล้านวิว/วัน จากผู้ใช้จำนวน 500 ล้านคน ซึ่งทำให้เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทตัดสินใจเซ็นสัญญากับสื่อมวลชนและเซเลบริตี้จำนวนมากเกือบ 140 ราย มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,762 ล้านบาท) เพื่อลงทุนสร้างวิดีโอคอนเทนต์รองรับบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง

รายได้และจำนวนผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในอนาคต คือความน่าสนใจของบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง เนื่องจากการเปิดบริการดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้สามารถแสดงออกและเพิ่มการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียได้มากกว่าเดิม ด้วยการถ่ายทอดชีวิตประจำวันของตัวเอง และทำลายความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าวิดีโอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตและตัดต่อมาเป็นอย่างดี จึงจะสามารถนำไปเผยแพร่และทำเงินได้

ในปัจจุบันบริการไลฟ์สตรีมมิ่งรายใหญ่ของโลก ประกอบด้วย เฟซบุ๊กไลฟ์ ยูทูบไลฟ์ เมียร์แคท และเพอริสโคป ซึ่งบริการไลฟ์สตรีมมิ่งของแต่ละบริษัทมีลักษณะที่แตกต่างกันไป

เปิดโปรไฟล์ไลฟ์สตรีมมิ่งชื่อดัง

เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว เฟซบุ๊กได้เปิดให้บริการไลฟ์สตรีมมิ่ง “เฟซบุ๊กไลฟ์” ซึ่งคาดว่าจะได้รับความนิยมมากที่สุดจากฐานผู้ใช้งานจำนวนมากกว่า 1,650 ล้านคน โดยนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า มอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดัง คาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2016 กูเกิลและเฟซบุ๊กอาจครองสัดส่วนยอดเงินโฆษณาออนไลน์ถึง 85%

ขณะเดียวกัน ทวิตเตอร์ โซเชียลมีเดียชื่อดังอีกราย ได้เดินหน้าเข้าสู่บริการไลฟ์สตรีมมิ่งด้วยเช่นกัน หลังจากที่ทวิตเตอร์ซื้อเพอริสโคป ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งมาในเดือน ม.ค. 2015 และรวมเข้ากับโซเชียลมีเดียของบริษัท การมีแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งของตัวเอง ทำให้ทวิตเตอร์สามารถเป็นพันธมิตรกับสถานีโทรทัศน์ อีเอสพีเอ็น ช่องทีวีที่ออกอากาศการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน และผู้จัดการแข่งขันดังกล่าว เพื่อเริ่มการถ่ายทอดสดการแข่งขันบนแพลตฟอร์มของทวิตเตอร์เป็นครั้งแรก ขณะนี้เพอริสโคปมีผู้ใช้งานมากกว่า 10 ล้านราย และมีผู้ใช้ไลฟ์สตรีมมิ่งมากถึงราว 3.5 แสนชั่วโมง/วัน

การซื้อธุรกิจเพอริสโคปส่งผลให้เมียร์แคทบริการสตรีมมิ่งผ่านทวิตเตอร์ที่เคยได้รับความนิยม มีแนวโน้มการเติบโตชะลอตัวลง โดยในปัจจุบันเมียร์แคทมีจำนวนผู้ใช้เพียง 2 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้ใช้ต่อวันอยู่ที่เพียง 20% เท่านั้น

ด้านยูทูบได้เดินหน้าเปิดบริการไลฟ์สตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือน มิ.ย. ชื่อยูทูบไลฟ์ โดยข้อได้เปรียบของยูทูบคือการเป็นแหล่งรวมนักสร้างวิดีโอคอนเทนต์จำนวนมาก และหลังเปิดบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง ยูทูบตั้งเป้าคว้าสัญญาถ่ายทอดสดรายการต่างๆ ที่เคยเป็นของสถานีโทรทัศน์รายใหญ่ โดยเมื่อไม่นานนี้ ยูทูบลงนามถ่ายทอดสดการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2016 รอบสุดท้าย อีกทั้งมีข่าวว่า ยูทูบจะเปิดบริการ อันปลั๊ก ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งช่องทีวีจำนวนมากผ่านอินเทอร์เน็ตในปี 2017