‘เอส7’ดันกำไรซัมซุงพุ่งแอปเปิลร่วงตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441879

'เอส7'ดันกำไรซัมซุงพุ่งแอปเปิลร่วงตลาดจีน

ยอดขายกาแล็คซี่ เอส 7 ดันผลกำไรซัมซุงพุ่ง ด้านแอปเปิ้ลเสียหลักตลาดจีน

บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากเกาหลีใต้ ประเมินผลกำไรไตรมาส 2 ปี 2016 เพิ่มขึ้น 17.4% อยู่ที่ 8.1 ล้านล้านวอน (ราว 2.47 แสนล้านบาท) จากปีก่อนหน้านี้ที่ 6.9 ล้านล้านวอน (ราว 2.10 แสนล้านบาท) เนื่องจากยอดขายสมาร์ทโฟนกาแล็คซี่ เอส 7 ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรของหน่วยธุรกิจโทรศัพท์มือถือของซัมซุงปรับตัวขึ้น 53% แตะ 4.23 ล้านล้านวอน (ราว 1.28 แสนล้านบาท)

เกร็ก โรห์ นักวิเคราะห์จากเอชเอ็มซี อินเวสเมนต์ ซีเคียวริตี้ บริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงินในเกาหลีใต้ ประเมินว่า ซัมซุงอาจขายกาแล็คซี่ เอส 7 ได้ 15 ล้านเครื่องในไตรมาสดังกล่าว หลังยอดจำหน่ายในช่วงเปิดตัวเดือน มี.ค.อยู่ที่ 10 ล้านเครื่อง ก่อนที่บริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ คู่แข่งสำคัญของซัมซุงเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์กรายงาน อ้างเคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช บริษัทวิจัยตลาดจากฮ่องกง ว่า ส่วนแบ่งตลาดจีนของแอปเปิ้ล อิงค์ ร่วงลงมาอยู่อันดับ 5 ขณะที่บริษัทสมาร์ทโฟนจีน ได้แก่ หัวเว่ย วีโว่ ออปโป้ และเสียวหมี่ แซงหน้าขึ้นมาอยู่ใน 4 อันดับแรก ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 53%

นอกจากนี้ ยอดขายไอโฟนของ แอปเปิ้ลเดือน พ.ค.ในจีน ลดลงจาก ปีก่อนหน้าที่ 12% เหลือ 10.8% เนื่องจากความต้องการไอโฟนลดลง และบริษัทโดนรัฐบาลจีนสั่งปิดบริการจำหน่ายภาพยนตร์และอีบุ๊กเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่สมาร์ทโฟนจากบริษัทผู้ผลิตจีนได้รับ ความนิยมมากขึ้น โดยหัวเว่ยมียอดขายสูงสุดที่ 17.3% ในช่วงดังกล่าว

ภาพเอเอฟพี

 

“Muber” ช็อปของฝากจากทั่วโลกโดยไม่ต้องเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441849

"Muber" ช็อปของฝากจากทั่วโลกโดยไม่ต้องเดินทาง

โดย http://www.m2fnews.com

ฟรานซิส พลาซ่า จบชั้นมัธยมปลายจากประเทศฟิลิปปินส์ เข้าศึกษาต่อที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี น้อยกว่าเพื่อนน้องใหม่ร่วมสถาบันเดียวกัน 2-3 ปี ลีโอ โลเป โลฟรังโก นักชีววิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และน้องชาย ไลฟ์ คริสเตียน โลฟรังโก ทั้ง 3 หนุ่มคือผู้ก่อตั้ง Muber เว็บไซต์สื่อกลางการติดต่อซื้อขาย สถานที่นัดพบปะกันของผู้ซื้อที่ต้องการของฝากหายากกับนักท่องเที่ยวที่สามารถหาของฝากได้ตามออเดอร์

การใช้งานของเว็บไซต์นี้ก็ไม่ยากเย็น เพียงแค่ผู้ซื้อโพสต์ออร์เดอร์ของฝากและรายละเอียดทิ้งไว้ในหน้าเว็บไซต์ ส่วนนักท่องเที่ยวที่เป็นสมาชิกของเว็บไซต์ก็จะโพสต์ตารางการเดินทางของตัวเองและรับออร์เดอร์ Muber จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเรียกเก็บเงินและจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้า โดยคิดค่าดำเนินการ 10% ของราคาสินค้า หรือ 10 เหรียญสหรัฐ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ส่วนนักท่องเที่ยวจะมีรายได้พิเศษจากการทำหน้าที่นักช็อปแทนลูกค้าซึ่งอาจมากพอเป็นค่าแท็กซี่หรือค่าที่พัก

3 หนุ่มแดนตากาล็อกได้ไอเดียเว็บไซต์นี้มาจากเสียงเรียกร้องของคนในครอบครัวและญาติๆ ที่พากันขอของฝากตอนที่พวกเขาเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐ แต่ด้วยความที่ยุ่งอยู่กับการวิจัย ไม่ค่อยมีเวลาไปตระเวนหาออร์เดอร์ที่ยาวเป็นหางว่าว จึงรวบรวมนักท่องเที่ยวอเมริกันให้ช่วยทำหน้าที่นี้แทน

ด้วยบรรยากาศสตาร์ทอัพที่เบ่งบานในสหรัฐทำให้ พลาซ่า และ ลีโอ อยากมีธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นของตัวเองกันบ้าง จึงต่อยอดจากการแก้ปัญหาของพวกเขาด้วยการเปิดตัว Muber เมื่อต้นปี 2014 โดยเริ่มจากการส่งของจากสหรัฐไปยังฟิลิปปินส์บ้านเกิด ซึ่งสินค้าที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดคือการ์ดเกมต่างๆ โดยเฉพาะ Cards Against Humanity เกมไพ่เติมคำที่ออกแนวฮาและติดเรทนิดๆ ซึ่งมีขายเฉพาะที่สหรัฐเท่านั้น

จุดเริ่มต้นจริงๆ ของเว็บไซต์ที่ค่อนไปทางชุมชนออนไลน์ มาจากโปรเจกต์จบการศึกษาของ พลาซ่า แต่อาจารย์ที่ทำหน้าที่ดูแลโปรเจกต์กระตุ้นให้เขาเดินหน้าไอเดียนี้ต่อ นอกจากจะทำเพื่อเกรดและใบปริญญาบัตร

หลังจากจบการศึกษาที่ MIT พลาซ่า และ ลีโอ เดินทางกลับมายังบ้านเกิดและบริหาร Muber อยู่ที่นั่น โดยมี ไลฟ์ น้องชายของ ลีโอ ร่วมหุ้นด้วยอีกหนึ่งคน จากนั้นไม่นานทั้ง 3 คนก็เดินทางกลับไปที่สหรัฐเพื่อตั้งบริษัทอีกครั้ง

ในตอนนั้น นอกจาก พลาซ่า จะต้องดูแลธุรกิจแล้ว เขายังทำงานประจำเป็นวิศวกรซอฟท์แวร์ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งต่างจากเจ้าของสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานของตัวเองเต็มที่

พลาซ่า วางเป้าหมาย Muber ให้เป็นชุมชนออนไลน์ที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าและเป็นตัวกลางในการส่งสินค้าที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายไปยังสินค้าจากประเทศอื่นนอกจากสหรัฐ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ในอนาคตอันใกล้

คำแนะนำหนึ่งที่ทั้ง 3 หนุ่มอยากแนะนำสำหรับวัยรุ่นที่อยากทำธุรกิจสตาร์ทอัพว่า “มีคนใช้งานที่รักเราเพียง 100 คน ยังดีกว่ามีผู้ใช้งานที่พึงพอใจ 1 ล้านคน” ซึ่เป็นคำชี้แนะที่พวกเขาได้รับจาก โจ เกบเบีย ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์จองโรงแรม Airbnb

“ทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจ แต่หากเลือกจะเดินเส้นทางนี้ อย่าผลิตสินค้าเพียงเพราะคิดว่าผู้คนจะใช้มัน แต่ให้ผลิตเพราะคุณรักที่จะใช้มัน เพราะมีโอกาสที่คนอื่นจะใช้แล้วหลงรักมันเช่นเดียวกับคุณ” พลาซ่า กล่าว

ตัวอย่างของฝากสุดแปลก

กระเป๋าใส่เหรียญจากถุงหุ้มอัณฑะจิงโจ้ จากประเทศออสเตรเลีย / ภาพ : www.travelandleisure.com

 

งูเห่าทั้งตัวแช่ไวน์จากเวียดนาม ภาพ : www.wikipedia.org

 

คางคกยักษ์แคนโทดสตาฟฟ์ จากออสเตรเลีย

 

เอไอเอสทุ่ม1หมื่นล้าน รุกคลาวด์เจาะเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441682

เอไอเอสทุ่ม1หมื่นล้าน รุกคลาวด์เจาะเอสเอ็มอี

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ และผลักดันให้เกิดการขยายตัวในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจของไทยที่กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล จึงเห็นการนำเครือข่ายดิจิทัล ทั้ง Mobile และ Fixed มาต่อยอดเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ฮุย เวง ชอง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี คลาวด์ คอมพิวติ้ง ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญขององค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานภาครัฐ และธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเป็นจุดศูนย์กลางหลักขององค์กรในการรองรับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้องค์กรมีเครื่องมือทันสมัยเพื่อใช้ในการทำงานทุกฟังก์ชั่น ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องลงทุนระบบหลังบ้านด้วยตัวเอง ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด

ทั้งนี้ เอไอเอส ได้มีการลงทุนด้วยเม็ดเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท พัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์ 6 แห่ง แห่งแรกมีชื่อว่า เทลลูส (Tellus) บนพื้นที่ 30 ไร่ ก่อสร้างเป็นอาคารขนาดกว่า  8,000 ตารางเมตร ใน จ.ปทุมธานี  แห่งที่ 2 ชื่อ ศิลา (Sila) พื้นที่ 2 ไร่ ก่อสร้างเป็นอาคารขนาด 1 หมื่นตารางเมตร ที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างที่สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ เพื่อรองรับกับความต้องการใช้คลาวด์ที่เพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะสามารถรองรับการใช้งานภายใน 5 ปี โดยคิดค่าบริการใช้งานนั้นเริ่มต้นที่ 2,000 บาท

ปัจจุบันคลาวด์ในตลาดองค์กรมีมูลค่า 3,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นปีละ 20% และคาดว่าจนถึงปี 2563 มูลค่าตลาดจะไม่ต่ำกว่า 6,500 ล้านบาท โดยที่เอไอเอสตั้งเป้าเติบโตในช่วง 2 ปีไม่ต่ำกว่า 30% ให้อยู่ในท็อปทรีตลาดลูกค้าองค์กร โดยตั้งเป้าว่าปีแรกจะมีรายได้กว่า 600 ล้านบาท จากปัจจุบันกลุ่มผู้เล่นหลักอยู่ประมาณ 4-5 ราย อาทิ อินเทอร์เน็ตไทยแลนด์, ซีเอส ล็อกอินโฟ และทรู ไอดีซี เป็นต้น

“กลุ่มลูกค้าเป้าหมายองค์กรที่ใช้คลาวด์ของเอไอเอส คือลูกค้าเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 2.7 ล้านรายทั่วประเทศ ที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการความรวดเร็ว และการบริหารงานที่ต้องควบคุมต้นทุนได้”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทางด้านดาต้าเซ็นเตอร์ถือว่าเป็นแค่โครงสร้างพื้นฐาน ที่สิ่งที่สำคัญคือซอฟต์แวร์ในการใช้งานที่จะต้องพัฒนาให้เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งภายใน 2 ปีจะเห็นสินค้าใหม่ๆ ออกมามากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กร

สำหรับบริการของเอไอเอส บิสซิเนส คลาวด์ อาทิ 1.เอ็นเตอร์ไพรส์ คลาวด์ พาวเวอร์ บายวีเอ็ม แวร์ในลักษณะอินฟราสตรักเจอร์ แอส อะเซอร์วิส ที่ลงทุนใช้ VMware NSX ซึ่งเป็นคลาวด์ เน็ทเวิร์คแอนด์ ซีเคียวริตี้ แพลตฟอร์ม จากผู้นำระดับโลกอย่าง VMware มาให้บริการลูกค้าองค์กรซึ่งให้บริการเช่าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนตั้งแต่ซีพียู, แรม, สตอเรจและไฟร์วอลล์ และบริการออฟฟิศ 365 โดยความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงเครื่องมือไมโครซอฟท์ ออฟฟิศได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นต้น

การรุกคืบเข้าสุ่ธุรกิจ คลาวด์ ของเอไอเอส จึงน่าจะทำให้ตลาดนี้ดุเดือดเข้มข้นขึ้นแน่นอน

 

อาลีบาบาเผยรถอัจฉริยะตั้งเป้ารุกตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441654

อาลีบาบาเผยรถอัจฉริยะตั้งเป้ารุกตลาดจีน

อาลีบาบาเปิดตัวรถยนต์ ไร้คนขับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตรุ่นแรก กำหนดวางขายในจีนปีนี้

อาลีบาบา บริษัทอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ และบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในจีน เปิดตัวรถยนต์อัจฉริยะโรวี อาร์เอ็กซ์ 5 ในเมืองหางโจวของจีน ซึ่งเป็นรถยนต์อเนก ประสงค์ (เอสยูวี) รุ่นแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการหยุนของอาลีบาบา โดยสามารถ เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนได้ และมีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีนี้ภายในจีน

ทั้งนี้ อาลีบาบาและเอสเอไอซี เปิดเผยว่า รถยนต์รุ่นดังกล่าวสามารถแนะนำเส้นทางเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบุตำแหน่งปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุดเมื่อน้ำมันใกล้หมดถัง รวมถึงการแจ้งเตือนเมื่อ ถึงเวลานำรถไปซ่อมบำรุง

ด้าน บิล รุสโซ่ ผู้อำนวยการบริษัท เกาเฟิง บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจในจีน กล่าวว่า ระบบการเชื่อมต่อรถยนต์กับ สมาร์ทโฟน พลังงานไฟฟ้า และระบบ ขับเคลื่อนอัตโนมัติ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนารถยนต์ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน พีดับเบิ้ลยูซี บริษัท ที่ปรึกษาชั้นนำ คาดว่ามูลค่าตลาด รถยนต์อัจฉริยะจะอยู่ที่ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,583 ล้านบาท) ในปี 2016

อย่างไรก็ตาม อาลีบาบาได้สร้าง ระบบปฏิบัติการหยุนขึ้นมาในปี 2011 และเปิดเผยเมื่อเดือน เม.ย.ปีนี้ว่าระบบดังกล่าวมีผู้ใช้งานทั่วโลก 40 ล้านคน ในปี 2015 ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 3 และจะมาแทนที่ระบบไอโอเอสของแอปเปิ้ล อิงค์ ในอีกไม่นาน โดย หวังเจี้ยน ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัท อาลีบาบา กล่าวว่า รถรุ่นใหม่คือตัวอย่างของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่พัฒนามาจากระบบหยุน

บรรยายใต้ภาพ

เผยโฉม : อาลีบาบาเปิดตัวรถยนต์อัจฉริยะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ รุ่นแรกของบริษัท ที่เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เมื่อ 6 ก.ค.  – ภาพ : รอยเตอร์ส

 

เผยเกม Overwatch ซ่อนข้อความเชิดชูฮีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441577

เผยเกม Overwatch ซ่อนข้อความเชิดชูฮีโร่

เกม Overwatch จารึกข้อความเชิดชูแฟนเกมชาวจีนที่เสียชีวิตขณะช่วยไล่จับคนร้ายขโมยจักรยานยนต์

นักเล่นเกมและผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชื่นชมเกมยิงต่อสู้ Overwatch เชิดชูพลเมืองดีที่เสียชีวิตก่อนเกมที่ตัวเองรอคอยจะเปิดตัว ด้วยการจารึกชื่อในเกม เสมือนมีชีวิตโลดแล่นอีกครั้งในโลกแห่งนี้

การรำลึกครั้งนี้มีเพื่อ หวู่ หง อวี่ นักศึกษาวัย 20 ปี จากมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีแห่งกวางตุ้ง ซึ่งช่วยไล่จับคนร้ายที่ขโมยรถจักรยานยนต์เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ถูกคนร้ายขี่รถชนจนหัวฟาดพื้น และเสียชีวิต 3 ชม.ต่อมาหลังเกิดเหตุ

หลังเหตุการณ์นั้น มีผู้พบว่า หวู่ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียของตัวเองก่อนหน้าโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดฝันว่า “ใครรอเกม Overwatch บ้าง มันเปิดตัววันพรุ่งนี้แล้วนะ” เมื่อเรื่องดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้ส่งอีเมลไปถึงบริษัท Blizzard ผู้ผลิตเกมนี้ บอกเล่าถึงแฟนเกมชาวจีนรายนี้ ที่เสียชีวิตจากการเป็นฮีโร่ และไม่มีโอกาสได้เจอสิ่งที่ตัวเองเฝ้ารอ

กระทั่งเมื่อไม่นานนี้ หรือราว 2 เดือนหลังจากเกมเปิดตัว ผู้เล่นของเกมดังกล่าวพบฟีเจอร์ลับในเกมที่รำลึกถึงหวู่ ด้วยการเขียนคำว่าหง อวี่ ชื่อจริงของเขาที่กลางหน้าอกของชุดเครื่องแบบในเกม และที่ดอกไม้สีขาวใต้เท้าของตัวละคร พร้อมตัวอักษรจีนที่แปลได้ใจความว่า ฮีโร่ไม่มีวันตาย ผู้คนที่ทราบเรื่องดังกล่าวจึงพากันชื่นชมและขอบคุณบริษัทเกมที่สนับสนุนฮีโร่ตัวจริง และชุบชีวิตเขาให้คนรุ่นหลังได้รู้จักกันผ่านเกมต่อไป

ที่มา www.m2fnews.com

 

“ดีแทค”มั่นใจปั้นสตาร์ทอัพสุดเจ๋งต่อปี 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441452

"ดีแทค"มั่นใจปั้นสตาร์ทอัพสุดเจ๋งต่อปี 4

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ยังคงสานต่อโครงการปั้นสตาร์ทอัพหน้าใหม่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 กับโครงการดีแทคแอคเซอเลอเรท ซึ่งมั่นใจว่าเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่สานต่อโครงการบ่มเพาะได้ต่อเนื่องและประสบความ สำเร็จมากที่สุด ทั้งยังตั้งเป้าจะเป็นคนสานฝันเด็กรุ่นใหม่ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นซิลิวอนวัลเล่ย์ของเมืองไทย

สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า การทำงานสตาร์ทอัพทางด้านเทคโนโลยีนั้น ทั้งในไทยและทั่วโลกมีโอกาสเจ๊งกว่า 80% ไม่ประสบความสำเร็จ 10% และประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลอีก 10% แต่สตาร์ทอัพในประเทศไทยยังมีเพียง 2,000-3,000 รายเท่านั้นเมื่อเทียบกับทั่วโลก ดังนั้นยังมีโอกาสอีกมากสำหรับคนเหล่านี้

“เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาเป็นสตาร์ทอัพนั้น เพราะเจอปัญหาสะสมเรื่องต่างๆ มานานและอยากจะเข้าไปแก้ไขปัญหานั้นด้วยเทคโนโลยี ถือว่าเป็นเรื่องราวที่จะช่วยแก้ไขปัญหาภาพรวมที่คนในสังคมกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ การคิดอย่างสร้างสรรค์และลงมือพัฒนาจะช่วยปลูกฝังแนว คิดที่ดีต่อสังคม”สมโภชน์ กล่าว

ทั้งนี้ เงินทุนจากเอกชนและภาครัฐที่ไหลเวียนเข้ามาในระบบสตาร์ทอัพ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขที่เปิดเผยได้ในปี 2558 คือมีสตาร์ทอัพระดมทุนได้กว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังมีตัวเลขที่ยังไม่ได้เปิดเผยอีกมหาศาล คาดว่าสิ้นปี 2559 จะมีเม็ดเงินไหลเวียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การเกิดปัญหาฟองสบู่ในเทคสตาร์ทอัพ อย่างกรณีเอ็นโซโก้และกรุ๊ปปองนั้น เป็นเพราะธุรกิจที่เข้าตลาดหุ้นจะมีการตีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง ดังนั้น สตาร์ทอัพไทยที่ยังมีมูลค่าธุรกิจไม่สูงมากหากได้รับความสนใจจากทางนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นจะต้องวางแผนให้ดี โดยดีแทคจะมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้คำแนะนำแก่คนเหล่านี้เพื่อวางรากฐานของธุรกิจให้แข็งแรงหากต้องเข้าสู่ตลาดหุ้นในอนาคต”

ทั้งนี้ ดีแทคคาดว่าการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอกชนจะแตะ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้ไม่ยาก เพราะสตาร์ทอัพไทยมีคุณภาพและกำลังเป็นที่ต้องการ ซึ่งทางดีแทคเองตลอด 4 ปีได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1.2 พันล้านบาท โตขึ้น 3-15 เท่า เฉลี่ยการลงทุนแต่ละทีมอยู่ที่ 5 แสน-1.5 ล้านบาท

สมโภชน์

วสะ สุภาโชค เอี่ยมสุรีย์ ผู้ก่อตั้ง ฟาสต์เวิร์ค ผู้ให้บริการค้าหาฟรีแลนซ์ด้านไอทีโปรแกรมมิ่ง กราฟิกดีไซน์ นักเขียนและการตลาดออนไลน์ กล่าวว่า หนึ่งในสี่ของธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยต้องการว่าจ้างพนักงานอิสระหรือฟรีแลนซ์เพราะงานเสร็จไวตามกำหนดและไม่ต้องมีภาระว่าจ้าง

“แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการควบคุมพนักงานอิสระเหล่านี้ ฟาสต์เวิร์คซี่งเป็นมาร์เก็ตเพลสจะช่วยเป็นตัวกลางระหว่างผู้ว่าจ้างและพนักงานอิสระให้เป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้นเพราะเอสเอ็มอีใช้เงินกว่า 1.7 พันล้านบาท/เดือนในการจ้างงานและฟรีแลนซ์ในตลาดมีกว่า 1.4 แสนราย ทำให้มีเงินผ่านระบบฟาสต์เวิร์คแล้วกว่า 2.4 ล้านบาท ผู้ว่าจ้างโต 20% ต่อสัปดาห์ การจ้างงานเพิ่มขึ้น 17% ต่อสัปดาห์”

เจษฎา สุขทิศ ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่นที่ปรึกษาด้านการเงิน Finnomena กล่าวว่า ระบบได้มีการร่วมมือกับ 23 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในการเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน

“การทำระบบที่เรียกว่า Nter นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้แก่คนที่มีเงินเก็บไม่สูงมากเพียง 2,800 บาท/เดือน ได้มีเงินใช้ในยามเกษียณ ขณะนี้มีการเปิดบัญชีแล้วกว่า 300 บัญชี ตั้งเป้าภายใน 3 ปีให้มีเงินสะพัด 5,000-1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.1% ของส่วนแบ่งตลาดของเงินในกองทุนทั้งหมดที่มีกว่าหลายแสนล้านบาท”

ฐิตินาถ งานวงศ์พาณิชย์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ wearandshare.net เว็บไซต์สำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องออกงาน เช่น แต่งงาน งานพรอม ปาร์ตี้ เป็นต้น มีคนออกงานกว่า 12 ล้านคน มีมูลค่าการใช้จ่ายชุดกว่า 7,200 ล้านบาท หลังเปิดตัวมา 4 เดือนมีชุดในระบบเพื่อปล่อยเช่าแล้วกว่า 300 ชุดจากแบรนด์ชั้นนำในราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อการเช่า 6 วัน

“ปัญหาเรื่องชุดออกงานที่ใส่เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกใช้ซ้ำทำให้ผู้ซื้อเลือกมองหาชุดลอกเลียนแบบมากกว่าของแท้เพราะราคาถูกทำให้เจ้าของผลงานที่ต้องออกแบบและตัดเย็บเสียโอกาส การมีตัวกลางที่รวบรวมเจ้าของชุดและผู้ที่อยากใส่ไว้ด้วยกันจะลดปัญหาการซื้อของปลอม โดยทางเว็บจะช่วยถ่ายรูป ทำการตลาดและโปรดักชั่นทั้งหมดผ่านระบบเช่าแบบออนไลน์และจัดส่งให้ลูกค้าถึงบ้าน”

นันทิพัฒน์ นาคทอง นักพัฒนาแว่นตาสำหรับคนตาบอด Visionear กล่าวว่า ปัญหาคนตาบอดในไทยที่มีกว่า 3 แสนราย ที่ต้องการอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอุปกรณ์ไอโอทีชิ้นนี้ประกอบด้วย แว่นตา หูฟังและแอพพลิเคชั่นบนมือถือ

“ระบบจะอ่านข้อมูลผ่านบาร์โค้ด เพื่อช่วยตรวจสอบสี หลอดไฟและแยกธนบัตร เพียงผู้ใช้งานชูสิ่งของระบบสายตาห่างใบหน้าประมาณ 1 ฟุต ระบบจะพูดให้คนตาบอดฟัง สามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา คือ ไทย จีนและอังกฤษ ราคาเครื่องจะอยู่ที่ 30 และ 150 เหรียญสหรัฐและวางแผนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตด้วย”

 

‘ไลน์’ร้อนแรงดันราคาไอพีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441419

'ไลน์'ร้อนแรงดันราคาไอพีโอ

ไลน์ขึ้นราคาไอพีโอ ได้ แรงหนุนจากนักลงทุนรายย่อย-ต่างชาติ เตรียมเพิ่มทุน 4.3 หมื่นล้าน

ไลน์ คอร์ป เจ้าของแอพพลิเคชั่น แชตชื่อดัง ประกาศขึ้นกรอบราคาออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 35 ล้านหุ้น จากเดิมที่ 2,700-3,200 เยน (ราว 891-1,056 บาท) เป็น 2,900-3,300 เยน (ราว 957-1,089 บาท) เนื่องจากความต้องการไอพีโอของไลน์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

การเพิ่มไอพีโอของไลน์ในครั้งนี้จะทำให้ไลน์สามารถเพิ่มทุนได้มากที่สุดถึง 1.328 แสนล้านเยน (ราว 4.3 หมื่นล้านบาท) และหากสามารถขายหุ้นได้ในราคาสูงสุดตามกรอบราคาที่กำหนดไว้ จะทำให้ไลน์มีมูลค่ารวมทั้งหมด 6.93 แสนล้านเยน (ราว 2.28 แสนล้านบาท)

การเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้ เป็นไปในรูปแบบกรีนชู ซึ่งทำให้ไลน์สามารถขายหลักทรัพย์ได้มากกว่าที่กำหนดไว้ กับผู้ค้ำประกัน หากหุ้นของไลน์ได้รับ ผลตอบรับดี โดยไลน์จะประกาศราคาสุดท้ายในวันที่ 11 ก.ค. ก่อนกำหนด การออกหุ้นไอพีโอพร้อมกันสองตลาด หลักทรัพย์ คือ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก วันที่ 14 ก.ค. ที่เสนอขาย 22 ล้านหุ้น และที่กรุงโตเกียว ในวันที่ 15 ก.ค. ซึ่งเสนอขายทั้งหมด 13 ล้านหุ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเข้าตลาด หลักทรัพย์ของไลน์ว่า แม้หุ้นของไลน์จะไม่ได้รับความนิยมจากบรรดากองทุนขนาดใหญ่ แต่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ ในปัจจุบันตลาดหุ้นมีเอกชนจำนวนน้อยที่มีแนวโน้มการขยายตัว

ด้าน อามีร์ อันวาร์ซาเดห์ ผู้จัดการกองทุนซื้อขายหลักทรัพย์ญี่ปุ่นของบีจีซี พาร์ตเนอร์ ผู้ให้บริการการลงทุนซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก คาดการณ์ว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อย และนักลงทุน รายย่อยเหล่านั้นจะช่วยขับเคลื่อนหุ้นของไลน์หลังจากเข้าตลาด

“ผมคิดว่าราคาน่าจะขึ้นไปถึง 4,000 เยน หลังจากเข้าตลาดหุ้น แต่โอกาส ที่ไลน์จะเติบโตในต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกล” อามีร์ กล่าว

การเข้าตลาดหุ้นของไลน์เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อการเติบโตของแอพพลิเคชั่นดังกล่าว โดยในไตรมาส ที่ผ่านมา ไลน์มีผู้ใช้งานจริงเพิ่มขึ้นเพียงเดือนละ 3 ล้านคน และฐานผู้ใช้ของไลน์ก็ยังน้อยกว่าคู่แข่งในภูมิภาค เช่น วีแชต แอพพลิเคชั่นแชตของจีน ที่มีผู้ใช้งานจริงเดือนละ 650 ล้านคน

นอกจากนี้ การเข้าตลาดหุ้นของไลน์เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลจากการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวจากความผันผวนดังกล่าว โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ปรับตัวขึ้น 4.9% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันประกาศผลประชามติ นิกเกอิดิ่งลงกว่า 7.9%

 

สิงคโปร์คว้าเบอร์1 “ฟินเทค” แซงฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441209

สิงคโปร์คว้าเบอร์1 "ฟินเทค" แซงฮ่องกง

เคพีเอ็มจี ชี้สิงคโปร์ส่งเสริมเงินทุน-ออกมาตรการกระตุ้นฟินเทคต่อเนื่อง กลบส่งออกดิ่ง

เคพีเอ็มจี บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ เปิดเผยว่า ทางการสิงคโปร์เร่งส่งเสริมพัฒนาภาคธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ภายในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งผ่านการส่งเสริมเงินทุน และลดข้อจำกัดต่างๆ เพื่อชดเชยภาคการส่งออกและภาคการผลิตที่ชะลอตัว ทำให้กลายเป็นประเทศที่มีสตาร์ทอัพด้านฟินเทคเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย

ล่าสุด ทางการสิงคโปร์ได้อนุญาตให้สตาร์ทอัพทดลองผลิตภัณฑ์ด้านการเงิน ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ช่วยกระตุ้นให้สิงคโปร์แซงหน้าฮ่องกงเป็นศูนย์ฟินเทค อันดับ 1 ในเอเชีย และมีฟินเทคเกิดใหม่ ราว 210 แห่ง ใน 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ฮ่องกงมีฟินเทคไม่ถึง 100 แห่งในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ทางการสิงคโปร์ต้องการพัฒนาศูนย์ฟินเทคเพื่อส่งเสริมธุรกิจไพรเวทแบงก์กิ้งที่เติบโตอย่างมาก อีกทั้งการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ก็ช่วยกระตุ้นฟินเทคจากต่างชาติให้เข้ามาในสิงคโปร์มากขึ้น โดยธุรกิจฟินเทคสัญชาติอังกฤษจำนวนมากให้ความสนใจและมีแนวโน้มย้ายเข้ามาในสิงคโปร์

“บริษัทสัญชาติอังกฤษจำนวนหนึ่งลงทะเบียนย้ายเข้ามาตั้งหน่วยธุรกิจในเอเชียในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเบร็กซิตอาจจะมีส่วนกระตุ้นปรากฏการณ์นี้” มาร์คัส จีเนิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้ง ไทรบ์ บริษัทที่ปรึกษาด้านฟินเทครายใหญ่ในเอเชีย ระบุ

ด้าน ทาวีต ฮินติคัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ทรานเฟอร์ไวซ์ บริษัทกู้เงินออนไลน์ในอังกฤษระบุว่า ยุโรปน่าดึงดูดน้อยลงในระยะยาวหลังเบร็กซิต โดยบริษัทเล็งขยายธุรกิจในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์ฟินเทคที่น่าสนใจมากกว่าฮ่องกง

ภาพ…เอเอฟพี

 

เสียงแตกคิดค่าบริการตามจริงรายวินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441139

เสียงแตกคิดค่าบริการตามจริงรายวินาที

เอกชนรุมค้าน กสทช. คิดค่าบริการมือถือเป็นวินาที

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดโฟกัส กรุ๊ป การคิดอัตราค่าบริการมือถือในระบบ 4 จี โดยที่ประชุม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบ แนวทางกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz โดยอัตราค่าบริการประเภทเสียงต้องไม่เกิน 0.82 บาทต่อนาที ค่าบริการประเภทข้อมูล (Data) ต้องไม่เกิน 0.28 บาทต่อMB SMS ต้องไม่เกิน 1.33 บาทต่อข้อความ ส่วน MMS ต้องต่ำกว่า 3.32 บาท ในส่วนของคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 900 MHz อัตราค่าบริการประเภทเสียงต้องต่ำกว่า 0.69 บาทต่อนาที ค่าบริการด้านข้อมูล(Data)ต้องต่ำกว่า 0.26บาทต่อMB ส่วน SMS ไม่เกิน 1.15 บาทต่อข้อความ และต้องต่ำกว่า MMS 3.11บาท โดยคิดค่าใช้บริการตามจริงเป็นวินาที

นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การคิดราคาตามจริงเป็นวินาทีที่กำหนดให้ใช้กับทุกโปรโมชั่นนั้นเป็นการจำกัดสิทธิของผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการ ทั้งยังสร้างความลำบากในการคำนวณค่าบริการให้กับลูกค้าอีกด้วย อาทิการคิดนาทีละ 69 สตางค์ เท่ากับวินาทีละ 1.15 สตางค์ซึ่งยากต่อการคำนวณ ทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบเนื่องจากการใช้งานการโทรในวินาทีต้นๆนั้นมีค่าบริการสูงในการข้ามโครงข่ายการโทร ดังนั้นการให้บริการทั้งแพคเกจวินาทีและนาทียังเป็นตัวเลือกดีที่สุด

ด้านนายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการ ด้านธุรกิจโมบายล์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทุกวันนี้โปรโมชั่นมีทั้งแบบนาทีและวินาทีให้บริการอยู่แล้ว แบบรายวินาทีอาจมีน้อยเนื่องจากความต้องการในตลาดยังไม่สูง ประกอบกับมีผู้บริโภคที่ได้และเสียผลประโยชน์อยู่แล้วในสังคม ทำให้กลไกตลาดเสรีน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด แต่ปัจจุบันกลับมีอคติว่าการคิดค่าบริการแพงเกินไปทั้งที่สถิติดัชนีการค้าเศรษฐกิจของสหรัฐชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีการแข่งขันของผู้ให้บริการสูงกว่าสหรัฐและญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามเอกชนทุกเจ้าพร้อมเพิ่มจำนวนโปรโมชั่นรายวินาทีถ้ามีความต้องการที่มากพอในอนาคต

อย่างไรก็ตามแนวทางกำกับราคายังเป็นสิ่งที่เข้าใจยากต่อผู้บริโภคทั้งยังขาดความชัดเจนเมื่อคำนวณค่าบริการแล้วยังพบว่าราคาเกินกว่าที่กำหนด ทำให้การกำกับดูแลกลไกราคาต้องเว้นช่องว่างให้ผู้ประกอบการได้แข่งขันกันด้วย ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำงานร่วมกันน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นธรรมมกับทุกฝ่าย

ขณะที่ด้านนายพงษภัทร หงส์สุขสวัสดิ์ สมาคมผู้บริโภคภาคตะวันตกกล่าวว่า การคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมโทรน้อยไม่ถึงหนึ่งนาที ซึ่งรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบจากการปัดเศษวินาทีทำให้การคิดแบบวินาทีตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ทั้งยังเปิดโอกาสให้เลือกใช้บริการแบบโทรสั้นหรือโทรยาวซึ่งมีข้อชี้แจงจากผู้บริการอยู่แล้วก่อนตัดสินใจ อีกทั้งเทรนด์ปัจจุบันคนใช้บริการดาต้ามากขึ้นทำให้การกำกับค่าโทรแบบเดิมสามารถสร้างทาเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริการมากกว่า

ด้านนางจุฑา สังขชาติ สมาคมผู้บริโภคประจำจังหวัดสงขลากล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้การโทรไม่ถึงสองนาทีทำให้การคิดเป็นวินาทีคุ้มค่าที่สุดตามเวลาใช้งานจริง โดยเฉพาะเสถียรภาพของราคาในแต่ละคลื่นที่ต้องไม่แตกต่างกันมากนัก ประกอบกับประโยชน์ด้านโปรโมชั่นยังไม่เข้าถึงคนในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้นผู้ประกอบการต้องพยายามลงพื้นที่ชี้แจงความเข้าใจให้การเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้นการเปิดเวทีและตั้งคณะกรรมการจากทั้งสามฝ่าย (Regulator+Operator+Consumer) เป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว

นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิชาการ กล่าวว่าผู้กำกับดูแลอย่างกสทช.จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความชัดเจนด้านการกำกับและกำหนดมาตรฐานราคาการโทรตามจริง ต้องชัดเจนด้านนาที วินาทีและทศนิยมตัวเลข มีหลักความคิดที่ชัดเจน ซึ่งมีข้อดีทั้งสองแบบแตกต่างกันตามจุดประสงค์ของการใช้บริการ ตลอดจนชี้แจงให้เกิดความเข้าใจอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นรากฐานที่ดีของความเป็นธรรมด้านราคาต่อผู้บริโภคทั้งยังสามรารถใช้เป็นโมเดลเพื่อพัฒนากับการบริการด้านข้อมูลแบบดาต้าในอนาคต ที่มีรายละเอียดอย่างมากทั้งแบบ กิโลไบต์ เมกะไบต์และกิกะไบต์ ดังนั้นผู้ให้บริการควรคิดค่าบริการให้เหมือนกันทั้งในสามระบบคลื่นความถี่คือ 2100 1800และ900 เพื่อความเป็นเสถียรภาพด้านคิดค่าบริการในอนาคต ต้องสร้างมาตรานให้เหมือนกันว่าจะคิดเป็นแบบรายวินาทีหรือรายนาที

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า จัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ด้านแนวทางกำกับดูแลค่าบริการในคลื่นความถี่ดังกล่าวทั้งสามประเภท ซี่งหลังจากได้ข้อสรุปแล้วผู้ให้บริการต้องระบุคลื่นความถี่ที่ใช้บริการให้ผู้บริโภคได้รับทราบโดยคิดค่าใช้บริการตามจริงเป็นวินาที อย่างไรก็ตามประเด็นที่ได้จากการประชุมในวันนี้จะนำไปเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการ กทค.เพื่ออกมติอนุมัติต่อไป ซึ่งคาดว่าจะนำความเห็นทั้งหมดเข้าเสนอที่ประชุมบอร์ดกสทช.ภายในกลางเดือนนี้ (พุธที่ 13 กรกฎาคม)

ส่วนเรื่องการคิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในเงื่อนไขของการประมูลคลื่นความถี่ระบุไว้ว่าต้องคิดตามจริงเป็นรายวินาที โดยอ้างอิงจากเพดานราคาชั้นสูงซึ่งตั้งไว้ที่  69 สตางค์ต่อนาที

ขณะที่นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า มุ่งหวังจะทำให้การกำกับราคาเกิดผลประโยชน์กับประชาชนสูงสุดทั้งด้านราคาและการทำความเข้าใจ โดยจะมีการกำกับราคาค่าบริการของคลื่นทั้งสามระบบให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันโดยใช้หลักที่เหมือนกันเพื่อง่ายต่อการควบคุมและชี้แจงทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการคงทางเลือกที่หลากหลายไว้ให้กับประชาชนโดยที่ไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบ

 

เตือนภัยแรนซัมแวร์ แปลงตัวเองเป็นไวรัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/441010

เตือนภัยแรนซัมแวร์ แปลงตัวเองเป็นไวรัส

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

บทความพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับแรนซัมแวร์ที่ชื่อว่า Zcrypt สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นไวรัสได้แล้ว โดยมัลแวร์ส่วนใหญ่จะพบในรูปโทรจันหรือม้าโทรจันแต่ก็ยังไม่สามารถขยายพันธุ์หรือแพร่กระจายด้วยตัวเองได้เท่ากับไวรัสครั้งใหม่นี้

พอล ดักลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก SophosLabs กล่าวว่า มัลแวร์ที่พบส่วนใหญ่มีความสามารถในฐานะเป็นไวรัสที่สามารถแพร่กระจายได้เองเหมือนการติดเชื้อไวรัสในชีวิตจริงซึ่งทำการคัดสำเนาตัวเองไปยังไฟล์หรือหมวดหมู่อื่น โดยเฉพาะบนเครือข่ายและสื่อจัดเก็บที่ถอดออกได้

มัลแวร์ที่กระจายตัวเองได้นี้มีคุณสมบัติสำคัญที่เหล่าอาชญากรไซเบอร์ต้องการ คือ ไม่ต้องเหนื่อยกับการส่งสแปมไฟล์แนบหรือลิงค์อันตรายอีก เนื่องจากไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่รอดและแพร่พันธุ์ได้เองเมื่อปล่อยสู่โลกภายนอก ดังนั้น ไวรัสจึงเป็นมัลแวร์ที่กระจายตัวได้ไกลกว่าและอยู่ทนทานกว่า อีกทั้งการติดเชื้อภายในองค์กรที่ไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้หมดก็สามารถโผล่ขึ้นมาแพร่เชื้อได้อีกครั้ง ในอีกหลายปีถัดมา เป็นต้น

แรนซัมแวร์ส่วนใหญ่จะสร้างการเข้ารหัสที่แตกต่างกันสำหรับคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่เข้าโจมตี ดังนั้น ถ้าเครื่องในบริษัทโดนโจมตีหลายเครื่อง ก็ต้องซื้อโค้ดปลดรหัสแยกสำหรับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ไม่สามารถซื้อโค้ดครั้งเดียวมาใช้ปลดล็อกทั้งบริษัทได้

ทั้งนี้ แรนซัมแวร์จะทำการรันโปรแกรมตัวเอง พร้อมจู่โจมไฟล์ใดๆ ก็ตามที่พบและมีสกุลไฟล์อยู่ในลิสต์เป้าหมาย ตั้งแต่ไฟล์ที่บีบอัดไว้ รูปภาพ วิดีโอ เอกสาร สเปรดชีต หรือแม้แต่ไฟล์เกี่ยวกับงานโปรแกรมมิ่ง จากนั้นจะแสดงหน้า “วิธีการชำระเงิน” เพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อเข้าใจวิธีการซื้อคีย์ปลดรหัสสำหรับกู้ข้อมูล นอกจากนี้ แรนซัมแวร์เดียวกันนี้ยังทำสำเนาตัวเองผ่านเครือข่ายไปยังเครื่องที่แชร์ไฟล์ หรือไดรฟ์ที่ถอดออกได้ เพื่อหวังว่าจะมีคนอื่นหลงเปิดไฟล์ที่ติดเชื้อด้วย

การปล่อยไฟล์ที่ชื่อ zcrypt.lnk ที่ทำงานพร้อมกับไฟล์ autorun.inf เพื่อพยายามโหลดตัวเองอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ติดเชื้อ ที่แชร์ไปยังเครือข่ายที่ติดเชื้อ แต่ถือว่าผลกระทบแตกต่างจากการระบาดในอดีตตรงที่ คุณสมบัติการ “Autorun” ของอุปกรณ์ที่ถอดออกได้นี้ถูกปิด โดยดีฟอลต์บนคอมพิวเตอร์ที่ใช้วินโดวส์มานานหลายปีแล้ว จึงนับได้ว่าความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อจากวิธีนี้เหลือต่ำมาก

อย่างไรก็ดี ผู้ดูแลระบบควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสมบัติ Autorun ถูกปิดบนคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องด้วย เพราะมัลแวร์ตัวนี้ยังเพิ่มตัวเองเข้าไปยังไดเรกทอรี Appdata\Roaming เพื่อทำสำเนาตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์ที่ใช้บนเครือข่ายเดียวกันโดยอัตโนมัติ

วิธีจัดการกับไวรัสตัวนี้ คือ การใช้ตัวคัดกรองเว็บ เพื่อปิดกั้นลิงค์ไม่น่าเชื่อถือ ควรใช้ระบบคัดกรองอีเมล เพื่อปิดกั้นอีเมลที่ไม่น่าเชื่อถือ ต้องมีสติอยู่ตลอด เวลาเจอกับเมลเรียกเก็บเงิน หรือข้อความอื่นๆ ที่ไม่ควรส่งมาถึง

ขณะเดียวกัน อย่าเปิดไฟล์.ZIP หรือ.EXE จากแหล่งที่ไม่ทราบที่มา ใช้ Group Policy เพื่อบังคับให้ฟังก์ชั่น Autorun ถูกปิดบนคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องและควรสำรองข้อมูลอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการสำรองเก็บไว้นอกองค์กร

อย่างไรก็ตาม ให้ผู้ดูแลหรือผู้ที่เจอไวรัสจำไว้ว่าแรนซัมแวร์ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันหมด จึงควรหาวิธีป้องกันที่เหมาะสมและระวังการเปิดไฟล์แปลกปลอมในแต่ละครั้งอย่างรอบคอบ

ตัวอย่างอีเมลที่ล่อลวงให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดลิงค์ไวรัส