ชงแผนแจกคูปองดิจิทัลทีวีแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/439661

ชงแผนแจกคูปองดิจิทัลทีวีแบบใหม่

กสท.เตรียมเคาะโครงการ E-Coupon ดิจิทัลทีวีก่อนเสนอ คตร.-คสช.

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 21/2559 วันที่ 27 มิ.ย.นี้ มีวาระการประชุมที่น่าจับตา ได้แก่ กสทช.ได้มอบหมายให้ กสท.เป็นผู้พิจารณากระบวนการ ขั้นตอน และการดำเนินการโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลสำหรับครัวเรือนที่ได้รับสิทธิเพิ่มเติม เพื่อเสนอคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่ กสท.จะพิจารณา ได้แก่ การขอปรับเปลี่ยนแนวทางการแจกคูปอง การรับกล่อง และการขึ้นเงินของผู้ประกอบการ เช่น ใช้บัตรประชาชนใบเดียวในการใช้สิทธิแลกคูปองกับร้านค้า (E-Coupon) หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการใช้สิทธิของครัวเรือน แล้วให้ไปรษณีย์ส่งกล่องให้ที่บ้านเลยเพื่ออำนวยความสะดวกและเพื่อลดขั้นตอนการขึ้นเงินของผู้ประกอบการ เป็นต้น

“มีข้อกังวลที่อาจจะเกิดได้ เช่น รอบนี้ให้สิทธิครัวเรือนที่มีคนอาศัยแต่ไม่มีเจ้าบ้าน อาจเกิดความสับสนว่า ถ้าในบ้านมี 5 คน ใครจะได้รับสิทธิไป ซึ่งโดยหลักจะให้คนในบ้านที่มาใช้สิทธิก่อน รวมทั้งข้อกังวลที่ให้ประชาชนมีทางเลือกและมีสิทธิเลือกกล่องที่ถูกใจด้วย” น.ส.สุภิญญา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กสทช. แจกคูปองไปแล้วกว่า 13.57 ล้านครัวเรือน มีผู้มาใช้สิทธิกว่า 8.7 ล้านครัวเรือน โดย กสทช.มีหน้าที่ต้องแจกคูปองให้ครบราว 22 ล้านครัวเรือน

สำหรับกรณีบริษัท ซีทีเอช คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอให้บริษัท พีเอสไอ รับผิดชอบเยียวยาเพิ่มเติมให้กับผู้ใช้บริการซีทีเอชบนกล่องพีเอสไอ และวันที่ 28 มิ.ย.นี้ จะเชิญบริษัท ซีทีเอช มาชี้แจงแผนเยียวยาเพิ่มเติม

 

เว็บดีลรอวันดับ สุดท้ายคนซื้อรับกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 14:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/439636

เว็บดีลรอวันดับ สุดท้ายคนซื้อรับกรรม

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้เว็บดีลรายใหญ่อย่างกรุ๊ปปองและเอ็นโซโก้จะปิดตัวไป ในมุมมองของผู้ใช้งานและผู้ประกอบการยังคงเชื่อว่าจะไม่กระทบกับภาพรวมของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพราะยังมีบริการอีกมากในอุตสาหกรรมนี้ที่มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า กรณีของเอ็นโซโก้เรียกว่าเป็นการหักดิบในมุมของผู้บริโภคมากเกินไป เพราะยังไม่มีการเตรียมตัวทุกอย่างก็ระงับหมด ต่างจากกรณีราคูเท็นที่ยังให้เวลาในการเตรียมตัว จึงยังเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

“โชคดีว่าในกรณีราคูเท็นที่มีการปิดตัวในประเทศอื่นๆ ไปก่อน แต่ในไทยมีการคุยและร่วมแก้ปัญหากับทางผมด้วยการขายหุ้นคืน มีทีมงานและเวลาในการรับมือ ทำให้ไม่กระทบในภาพรวมของธุรกิจมากนัก”

จากกรณีของทั้งเอ็นโซโก้ กรุ๊ปปอง และธุรกิจดีลรายอื่นทำให้เห็นชัดแล้วว่าการขายดีลไม่เหมาะกับตลาดไทย แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการรายอื่นที่ทำคล้ายกันต้องประคองตัวให้อยู่ได้ อาจปรับแผนธุรกิจหรือเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า

“ยังมีบริการอี-คอมเมิร์ซอีกมากที่ยังไปได้ดี เช่น อีททิโก บริการจองร้านอาหารได้ส่วนลด กอล์ฟดิก บริการจองสนามกอล์ฟได้ส่วนลด แอพพลิเคชั่นหน้าใหม่เหล่านี้มีการปรับตัวตามสถานการณ์ และมีนักลงทุนไทยให้การสนับสนุน หากในอนาคตมีบริการแบบนี้อีกอย่างไรก็ไปรอดถ้าแผนธุรกิจดี”ภาวุธ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ บริการที่เปิดมานานและใช้เงินไปเยอะก็อาจจะล้มหายตายจากไปตามธรรมดา การที่มียักษ์ใหญ่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นอาลีบาบา อะเมซอน จะยิ่งทำให้กลายเป็นสมรภูมิของรายใหญ่ ส่วนรายย่อยก็จะอยู่ต่อไปได้ แต่ต้องปรับตัวให้มากขึ้น

“รายเล็กและรายรองลงมาอาจต้องจับตลาดเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น โดยกลุ่มที่น่าจับตามองคือกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่อยู่มานาน ใช้เงินไปเยอะ ถ้ายังไม่บูมจนสร้างรายได้เพื่อประคองตัวได้อาจอยู่ไม่ไหว แม้ว่าตลาดเอเชียยังดีอยู่ แต่การที่ลาซาด้ามีมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่เข้ามาเสริมทัพ ทำให้รายใหญ่รองลงมาไม่อยากไปต่อ ก็เลยถอนตัวกันไป”ภาวุธ กล่าว

ในส่วนของผู้บริโภคก็มีทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวของเอ็นโซโก้ ซึ่งในกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบนั้น มองว่าระบบเดิมในการซื้อดีลของเอ็นโซโก้นั้นมีความเสถียรอยู่แล้ว โปรโมชั่นก็มีความน่าสนใจและส่วนลดที่ได้ก็คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดห้องพักโรงแรม ส่วนลดร้านอาหาร หรือบริการเสริมความงามก็ตาม

ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ มองว่ารู้สึกเสียดายโอกาสและเงินที่ซื้อไป เพราะต้องการจะไปใช้ในวันสำคัญแต่ก็คงไม่ได้ใช้แล้ว และบริการที่ซื้อไว้ก็ต้องยกเลิกไป ต่อจากนี้ก็ได้แต่รอดูว่าทางเอ็นโซโก้จะมีการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรให้

ทางด้าน รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า เมื่อเอ็นโซโก้ปิดให้บริการ โดยหลักการแล้วต้องมีระยะเวลาในการสะสางดีลที่ค้าง ในส่วนของเซ็นทารา หากมีลูกค้าถือดีลเอ็นโซโก้มาใช้บริการก็คงจะต้องแจ้งให้ลูกค้ารายนั้นติดต่อกลับไปทางเอ็นโซโก้เพื่อยืนยันการใช้บริการให้เรียบร้อยก่อน

สำหรับเอ็นโซโก้จัดเป็นเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายกลาง (โอทีเอ) เป็นช่องทางส่งเสริมการขาย ซึ่งคงมีบ้างที่ในปัจจุบันและในอนาคตที่เว็บไซต์ลักษณะนี้บางรายจะมีปัญหาหรือนโยบายของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศต้องการให้ปิดตัว แต่โดยหลักการแล้วหากจะปิดกิจการก็ควรแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้าว่าจะปิดกิจการวันที่เท่าไหร่ มีผลเมื่อไหร่ ลูกค้าจะติดต่อบริษัทได้ผ่านช่องทางไหนบ้าง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทเอาไว้

ขณะที่โรงแรมเองหลังจากนี้ก็คงยังขายดีลผ่านโอทีเออยู่ เพราะเป็นช่องทางที่คนเข้าไปดูมาก และเป็นช่องทางสังคมออนไลน์ที่คนเพียงใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาก็เจอ ต้นทุนถูกกว่าช่องทางอื่น แม้จะถูกหักค่าคอมมิชชั่นจากการใช้ช่องทางเหล่านี้ก็ยังจำเป็นต้องใช้ แต่คงจะรอบคอบและระมัดระวังมากขึ้น ต้องเช็กประวัติให้มากขึ้นว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นของโอทีเอที่มาติดต่อกับโรงแรม บริษัทมีขนาดใหญ่แค่ไหน เปิดมาแล้วกี่ปี ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคแค่ไหน

ด้านฝ่ายประชาสัมพันธ์ แอคคอร์โฮเทล แจ้งว่า เบื้องต้นโรงแรม 3 แห่งในกลุ่มแอคคอร์โฮเทล ที่ยังมีดีลห้องอาหารค้างอยู่กับบริษัท เอ็นโซโก้ ได้ระงับการรับบัตรกำนัลเอ็นโซโก้ชั่วคราว จนกว่าจะได้รับคำยืนยันจากเอ็นโซโก้เรื่องมาตรการการจัดการกับดีลค้างชำระ ทั้งนี้มีเพียงโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ ที่เปิดให้ลูกค้าที่ซื้อบัตรกำนัลเอ็นโซโก้นำบัตรกำนัลมาใช้ได้ โดยต้องชำระค่าบริการส่วนเกินใบละ 300 บาท ขณะเดียวกันหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทางโรงแรมก็มีความระมัดระวังและต้องพิจารณาการเจรจาดีลลักษณะนี้มากขึ้น

แม้ว่าผู้บริโภคยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากในการซื้อสินค้าและบริการผ่านอี-คอมเมิร์ซ แต่คงต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านออนไลน์ก็จะต้องมีประสิทธิภาพเช่นกัน

 

ตลาดออนไลน์โลกแข่งเดือด ใหญ่ชนใหญ่ รายเล็กแหลกลาญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/439561

ตลาดออนไลน์โลกแข่งเดือด ใหญ่ชนใหญ่ รายเล็กแหลกลาญ

โดย…ช้องนาง ปรีชาเจริญศิลป์

กระแสอี-คอมเมิร์ซในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จากกระแสการค้าออนไลน์ลักษณะ one-stop-shop สอดรับกับรสนิยมการช็อปปิ้งออนไลน์สมัยใหม่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างจีน ที่มีการช็อปปิ้งออนไลน์ทั้งในและนอกประเทศอย่างคึกคัก โดยมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าการซื้อขายออนไลน์ของจีนในปีนี้อาจแตะ 9.11 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32 ล้านล้านบาท) ส่วนมูลค่าการช็อปต่างประเทศอาจอยู่ที่ 8.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ (ราว 3 ล้านล้านบาท)

ส่วนตลาดออนไลน์ในสหรัฐก็มีการแข่งขันอย่างดุเดือด โดยมีการคาดการณ์ว่า อาจมีเงินสะพัดกว่า 3.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ (ราว 12.49 ล้านล้านบาท) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.07 ล้านล้านบาท) ในปี 2018

การแข่งขันค้าออนไลน์ที่เข้มข้น ยิ่งกดดันให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์ทางการค้าเป็นการด่วน โดยเฉพาะการจัดส่งสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าออนไลน์ที่ส่วนใหญ่ต้องการสินค้าในวันถัดไปหลังจากกดสั่งซื้อ และไม่ต้องการเสียค่าธรรมเนียมการจัดส่งเพิ่มอีกจากราคาสินค้า

นำร่องโดย วอลมาร์ท อิงค์ บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ที่ได้ประกาศความร่วมมือในรูปแบบพันธมิตรทางธุรกิจกับ อูเบอร์ ลิฟต์ และ เดลิฟ ธุรกิจสตาร์ทอัพไรด์แชร์ริ่งที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสหรัฐ เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าได้มีประสิทธิภาพขึ้น และประหยัดต้นทุนมากกว่าการใช้หน่วยขนส่งของวอลมาร์ทเอง นอกจากนี้ วอลมาร์ทยังเล็งใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน จัดการคลังสินค้า ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 1 วัน เทียบกับแรงงานคนที่ต้องใช้เวลาจัดการนานกว่า 1 เดือน

ขณะที่ อะเมซอน เจ้าของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ ที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอี-คอมเมิร์ซ ด้วยการหั่นค่าธรรมเนียมการจัดส่งสินค้าชิ้นเล็กที่มีขนาดเพียงซองจดหมาย เช่น สายยูเอสบี หน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าลดลงกว่า 67% โดยอะเมซอนระบุว่า การปรับกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการต่อสู้กับภัยคุกคามจาก อาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากจีน อีเบย์ และ วิช ดอท คอม ที่พยายามเชื่อมกลุ่มผู้ค้าจากจีนกับกลุ่มนักช็อปสหรัฐ

นอกจากการปรับกลยุทธ์ด้านการจัดส่งสินค้าแล้ว ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในต่างประเทศยังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการตลาด ด้วยการส่งอีเมลโดยตรงเพื่อนำเสนอสินค้าและโปรโมชั่น แม้จะดูเหมือนเป็นกลยุทธ์ด้านการตลาดแบบโบราณ แต่วิธีการดังกล่าวกลับมีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ

ยกตัวอย่างเช่น Wayfair ธุรกิจค้าออนไลน์เฟอร์นิเจอร์ ที่เลือกใช้การส่งอีเมลไปยังกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านอยู่ พร้อมรายละเอียดสินค้าที่มีราคาถูกที่สุดในร้าน รายละเอียดร้านค้า ส่วนลดสำหรับลูกค้าจากอีเมล และข้อแนะนำในการเลือกซื้อสินค้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะทำให้ธุรกิจเจาะกลุ่มลูกค้าได้ตรงเป้ากว่าวิธีการตลาดแบบเดิม

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ช่วยหนุนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมาจากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่กำลังปรับตัวขึ้น โดยเจฟเฟอรีส์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค มียอดใช้งานเว็บไซต์บนมือถือสูงถึง 70% สอดคล้องกับข้อมูลของกูเกิลคาดการณ์ว่า ยอดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ราว 30% มาจากสมาร์ทโฟน

การ์ทเนอร์ สถาบันคลังสมองในสหรัฐ คาดการณ์ว่า มูลค่าจากการช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนอาจสูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.03 หมื่นล้านบาท) ยิ่งไปกว่านั้น ความนิยมในการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น อาจพลิกโฉมหน้าตลาดธุรกิจให้กลายเป็นยุคสมัยของขาช็อป ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากแอพพลิเคชั่นประเภท โมบาย วอลเลท เช่น AppLift Pymnts.com ในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ค้าและลูกค้า ซึ่งรองรับการชำระเงินค่าสินค้าและการตรวจสอบโปรโมชั่นสินค้า

สำหรับในประเทศไทย แม้ว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะมีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาทนั้น แต่จากพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนมาสู่การซื้อผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการรุกเข้ามาของทุนต่างชาติรายใหญ่ เช่น อาลีบาบา อะเมซอน และการลงทุนอย่างต่อเนื่องของธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่อย่าง เซ็นทรัลออนไลน์ และกลุ่มทรู ยิ่งทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจไปใช้งานเว็บไซต์ประเภทอี-มาร์เก็ตเพลสมากกว่า ขณะที่เว็บดีลเริ่มลดบทบาทลงอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เอ็นโซโก้ได้พยายามปรับตัวเป็นมาร์เก็ตเพลสมากขึ้น ผ่านการนำเข้าสินค้าเข้ามาจำหน่ายด้วยตัวเอง เช่น สินค้าแฟชั่นและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ไม่สามารถจูงใจผู้บริโภคได้จนเกิดภาวะต้นทุนสะสมและต้องปิดตัวลง รวมทั้งการขายสินค้าเองผ่านโซเชียลมีเดียก็ง่ายยิ่งขึ้นทำให้การฝากร้านขายผ่านเว็บดีลหรือมาร์เก็ตเพลสต้องเร่งปรับตัวให้ทันพฤติกรรมของนักช็อปให้มากขึ้น

 

ทำไม ensogo และ groupon ถึงปิดตัว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 14:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/439076

ทำไม ensogo และ groupon ถึงปิดตัว?

โดย…ดร. นิรุทธ์ พรมบุตร ที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้ง บริษัท เครือแอทโฮม จำกัด

สมัยก่อน ธุรกิจ dailydeal หรือ group buying ที่เกิดจากการทำส่วนลดในช่วงเวลาสั้นๆ และ การรวมกันซื้อของผู้บริโภค ทำให้ผู้ขายยอมให้ส่วนลดนั้น เป็นที่นิยมมาก จนเกิดเว็บไซต์ dayilydeal กับ group buying นี้ แต่เมื่อเวลาผ่านนานไป เว็บไซต์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าตลาดต่างต้องทยอยปิดตัวลง โดยเริ่มจาก groupon (อันดับสองในตลาดเมืองไทย) และมาจนถึง เจ้าตลาดอันดับหนึ่งอย่าง ensogo ที่เริ่มปิดตัวตามลงไป จึงเป็นที่น่าสนใจทั้งแก่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการเทคโนโลยี startup ที่ควรจะมาวิเคราะห์หาสาเหตุการปิดตัวลงของธุรกิจ deal นี้ในหลายประเด็น โดยการวิเคราะห์ SWOT(จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรค) และ 5 Force (แรงกระทบทั้ง 5 ทางธุรกิจ) ดังนี้

1) ธุรกิจดีลไม่ได้สนับสนุนให้ลูกค้าที่ลองใช้บริการเกิดการใช้ซ้ำ ไม่มีความยั่งยื่นของลูกค้าที่ไปใช้บริการ ลูกค้าต้องการแค่ลองใช้ส่วนลดและเมื่อมีร้านค้าใหม่ที่ให้ส่วนลดดีกว่า ก็จะลองไปใช้ร้านค้าใหม่ไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่เกิดการจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Royalty) และในบางกรณีบางร้านค้าที่ให้บริการอาจมีการลดต้นทุนการให้บริการเพราะเป็นการขายแบบลดราคา

2) เอกลัษณ์ของเว็บไซต์ลดลง ในช่วงแรกๆ บนเว็บไซต์มีการลดเวลาในช่วงเวลาสั้นๆ จริงทั้งแบบนับเวลาถอยหลังแบบชั่วโมงและแบบเป็นวันจริง แต่ช่วงหลังไม่ได้ใช้จุดนี้เป็นจุดเร่งรัดในการทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจ ในบางครั้งสินค้าหรือบริการบางตัวก็ลดราคานานเป็นเดือนๆ หรือ บางตัวก็มีการนำกลับมาลดราคาแบบเดิมๆ เช่นเคย และช่วงหลังยิ่งทาง ensogo นำสินค้าทั่วไปมาขาย บางชิ้นก็เหมือนเอาสินค้ามาเลหลังโละสต๊อกของทางร้านค้า ทำให้ลักษณะเด่นแบบเวปไซต์ dailydeal ของ ensogo  นี้แทบไม่ต่างจากเว็บไซต์ ecommerce ทั่วๆ ไป จึงทำให้เสื่อมความนิยมและเอกลักษณ์ไป เพราะในทางธุรกิจหากทำกิจการที่ไม่มีจุดต่างและจุดเด่นก็ยากที่จะอยู่รอดได้ในช่วงเวลาชีวิตธุรกิจนั้น

3) ภัยคุกคามจากคู่แข่งทดแทนกัน ในแวดวง ecommerce สินค้าทดแทนธุรกิจดีลนี้ก็มี อย่างเช่น eatigo ผู้ให้บริการจองและส่วนลดร้านอาหารในช่วงเวลาไม่พีค ที่สามารถให้บริการได้ในราคาไม่แพงและรักษาคุณภาพได้ เพราะในช่วงเวลาที่คนน้อยดีกว่าทางร้านจะปล่อยให้ร้านว่างหรือไม่มีลูกค้า เพราะอย่างไรก็เป็นต้นทุนคงที่อยู่แล้ว จึงสามารถให้บริการได้ราคาถูกลงในช่วงไม่พีค ผิดกับ ensogo ที่ทางร้านไม่ได้ระบุเวลา ทำให้ลูกค้าส่วนลดทาง ensogo อาจจะไปใช้บริการในช่วงที่เป็นพีคtime อยู่แล้ว จึงทำให้อาจได้รับบริการที่ไม่ดีเต็มที หรือลดคุณภาพลง จึงไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคที่ไปใช้บริการประทับใจหรือ ดึงดูดให้ผู้บริโภคให้กลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งในทางธุรกิจเป็นที่ทราบกันดีว่าต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ สูงกว่าลูกค้าเก่าถึง 8 เท่า โดยเฉลี่ย

4) ร้านค้าที่เคยใช้บริการ ensogo เองพบว่าการทำดีลไม่ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอหรือลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ จึงไม่ค่อยเห็นหลายร้านค้าใช้บริการกับ ensogo อย่างเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกัน ทั้งหากมีเรื่องร้องเรียนบางครั้งลูกค้าก็สับสนว่าจะปรึกษาหรือติชมผู้ขายสินค้าหรือผู้ขายคูปองส่วนนี้ดี ทำให้หลายเรื่องร้องเรียนไม่ได้รับการแก้ไข

5) ต้นทุนในการเข้ามาของคู่แข็งน้อยและเชื่อว่าในไทยยังมีเว็บไซต์ลักษณะนี้อีกหลายเว็บ และอีกหลายเจ้าก็สามารถเข้ามายังธุรกิจประเภทนี้ได้ง่าย ทำให้เกิดการแข่งขัน กันสูง ทั้งยังไม่มีรายใดที่สามารถสร้าง Network Effect ได้ และเป็นเรื่องไม่ยากต่อการเข้ามายังธุรกิจนี้ เพราะลงทุนน้อยและสามารถซื้อโปรแกรม ในลักษณะแบบ Groupon ได้ไม่ยาก เรียกว่าไม่มีอุปสรรคในด้านเทคโนโลยี อีกทั้งในส่วนผู้บริโภค เมื่อเห็นรายใดที่นำข้อเสนอส่วนลดดีๆ มาให้ ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ บริการได้ทันที เรียกว่าไม่มีต้นทุนในการเปลี่ยนเช่นกัน

ซึ่งทั้งหมดต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุให้ธุรกิจ dailydeals หรือ group buying แบบนี้ค่อยๆ ทยอยปิดตัวไป ก็เป็นตัวอย่างในการทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ โดยเฉพาะสายเทคโนโลยี startup ทั้งหลาย ที่ต้องเข้าใจว่าเป็นผู้ประกอบการสายเทคโนโลยีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากอยู่แล้ว ให้พัฒนาสินค้าและบริการของตัวเองให้มีเอกลักษณ์และความต่าง พร้อมทั้งจุดแข็งที่จะสามารถทำให้ธุรกิจของตัวเองยั่งยืนอยู่ได้อย่างยาวนานตลอดไป

 

ภาพฟ้องซักเคอร์เบิร์กปิดกล้อง-รูเสียบหูฟังหวั่นถูกล้วงข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/439023

ภาพฟ้องซักเคอร์เบิร์กปิดกล้อง-รูเสียบหูฟังหวั่นถูกล้วงข้อมูล

ผู้คนตาไวพบ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ใช้สกอช์เทปปิดกล้องหน้า-ช่องเสียงหูฟังบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เชื่อหวั่นความปลอดภัย

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเว็บสังคมออนไลน์ยอดนิยมเฟซบุ๊คสร้างประเด็นชวนสงสัยในโลกออนไลน์ หลังผู้บริหารรายนี้โพสต์ภาพขอบคุณผู้คนที่สนับสนุนแอพพลิเคชั่นภาพอินสตาแกรม จนยอดผู้ใช้งานทะลุ 500 ล้านคนต่อเดือน แต่กลับมีผู้สังเกตเห็นว่า เขาใช้สกอตช์เทปปิดเลนส์กล้องหน้าและช่องเสียบหูฟังของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาบนโต๊ะทำงานของตัวเอง เพื่อป้องกันการดักฟังหรือบันทึกภาพของแฮกเกอร์

ทั้งนี้คาดว่าซักเคอร์เบิร์กค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลและชีวิตรวมถึงความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะระยะหลังที่กลุ่มก่อการร้ายขู่จะโจมตีเขาโดยตรง

 

 

เก๋ไปอีก!KFCผุดกล่องอาหารชาร์จมือถือได้ (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/439021

เก๋ไปอีก!KFCผุดกล่องอาหารชาร์จมือถือได้ (มีคลิป)

ร้านไก่ทอด KFC ผุดแคมเปญเสิร์ฟกล่องอาหารชาร์จมือถือได้

ถือเป็นอีกหนึ่งการตลาดเก๋ๆ จากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เมื่อร้านอาหาร KFC ในนครมุมไบ ประเทศอินเดีย ได้เปิดตัวแคมเปญกล่องอาหารพร้อมแบตเตอรี่ภายในขนาด 6,100 mAh สามารถใช้ชาร์จมือถือได้ง่ายๆ ประหนึ่งเป็นพาวเวอร์แบงค์เลยทีเดียว

กล่องอาหารมีชื่อเท่ๆ ว่า Watt A Box ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับบริษัทดิจิทอลเอเจนซี่ Blink Digital โดยในกล่องจะมาพร้อมกับสาย micro-USB เพื่อใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนทั้ง iPhone และ Android ที่สำคัญคือสามารถถอดเฉพาะตัวพาวเวอร์แบงค์ออกมากลับไปใช้งานได้ด้วย

ทั้งนี้อุปกรณ์ดังกล่าวจะมีจำนวนจำกัดเฉพาะลูกค้าที่ร่วมสนุกผ่านเพจ Facebook ในอินเดียเท่านั้น

ที่มา bgr

‘เฟซบุ๊ก’รุกไลฟ์สตรีม จับมือคนดัง-สื่อทำวิดีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438984

‘เฟซบุ๊ก’รุกไลฟ์สตรีม จับมือคนดัง-สื่อทำวิดีโอ

เฟซบุ๊กลงนามข้อตกลงกว่าพันล้านร่วมกับสื่อดัง ดันวิดีโอคอนเทนต์รุกบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บริษัท เฟซบุ๊ก อิงค์ ลงนามข้อตกลง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,762 ล้านบาท) ร่วมกับสื่อมวลชนและบรรดาบุคคลที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างวิดีโอจำนวนมากรองรับบริการถ่ายทอดสดออนไลน์ (ไลฟ์สตรีมมิ่ง)

รายงานระบุว่า เฟซบุ๊กลงนามข้อตกลงดังกล่าวแล้วเกือบ 140 ฉบับ ร่วมกับสื่อมวลชนชื่อดังที่ประกอบด้วย ซีเอ็นเอ็น นิวยอร์กไทมส์ ว็อกซ์มีเดีย เทสเมด แมชเชเบิ้ล และฮัฟฟิงตันโพสต์

ขณะเดียวกัน เซเลบริตี้จำนวนมากได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเฟซบุ๊ก ได้แก่ เควิน ฮาร์ต นักแสดงตลกชาวอเมริกัน กอร์ดอน แรมซีย์ เชฟชาวสกอต ดีพัค โชปรา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ และรัสเซล วิลสัน ผู้เล่นตำแหน่งควอเตอร์แบ็กของทีมอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล

ด้าน จัสติน โอซอฟสกี รองประธานฝ่ายการดำเนินงานและความร่วมมือสื่อมวลชนของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า บริษัทเริ่มโครงการทดสอบร่วมกับพันธมิตรกลุ่มเล็ก ในการเผยแพร่คอนเทนต์หลายรูปแบบจากภูมิภาคต่างๆ ไปทั่วโลก ขณะที่บริษัทเปิดรับพันธมิตรจำนวนมาก เนื่องจากต้องการความคิดเห็นที่หลากหลายจากองค์กรต่างๆ

วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เฟซบุ๊กทำข้อตกลงมูลค่าสูงสุด 3.05 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 107 ล้านบาท) ร่วมกับบัซซ์ฟีด ตามด้วยนิวยอร์กไทมส์และซีเอ็นเอ็น

 

แนะสิทธิผู้บริโภค-ช่องทางร้องเรียนหลัง “Ensogo” ปิดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 20:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438953

แนะสิทธิผู้บริโภค-ช่องทางร้องเรียนหลัง "Ensogo" ปิดตัว

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แนะช่องทางดำเนินการสำหรับเจ้าของสินค้า และผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบหลังเอ็นโซโก้ปิดกิจการ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ได้เผยแพร่ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการสำหรับเจ้าของสินค้า/บริการ และผู้บริโภค หลังจากที่ “เอ็นโซโก้” (Ensogo)เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซผู้จำหน่ายคูปองโปรโมชั่นสินค้าและบริการได้ประกาศปิดกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเจ้าของสินค้า/บริการและผู้บริโภคจำนวนมาก โดย สพธอ. ได้ให้ข้อแนะนำไว้ดังนี้

ตามที่ Ensogo Thailand ได้ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมานั้น เนื่องจากกระทรวงไอซีที ในฐานะที่มีหน่วยงานที่ดูแลการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึง e-Commerce คือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. (ETDA) และเมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงฯ และ สพธอ. ก็ได้มีความตกลงเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของผู้บริโภคกับหลายหน่วยงาน เช่น สคบ. และ อย. เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทางออนไลน์ จึงขอเรียนชี้แจงให้ทราบถึงประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแนวทางในการดำเนินการในทางกฎหมายของกรณี ดังนี้

1. รูปแบบการซื้อขาย Deal ผ่านเว็บไซต์ Ensogo

ในการประกาศขายสินค้าหรือบริการ (Deal) ผ่านเว็บไซต์หรือช่องทางของ Ensogo นั้น Ensogo ทำหน้าที่เป็นเพียงสื่อกลางหรือตัวแทนในการโฆษณาสินค้าและบริการเท่านั้น ดังนั้น ธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางของ Ensogo จึงถือว่าเป็นธุรกรรมระหว่างเจ้าของสินค้า/บริการกับผู้บริโภคโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า เจ้าของสินค้า/บริการบางรายที่ลงโฆษณาผ่านช่องทางของ Ensogo จะออกมาปฏิเสธการใช้คูปองของ Ensogo ภายหลังจากที่ Ensogo ปิดตัวลง โดยอ้างเหตุว่า เจ้าของสินค้า/บริการไม่สามารถเข้าระบบ Merchant ของ Ensogo ได้ หรือเจ้าของสินค้า/บริการไม่อาจเรียกเก็บเงินจาก Ensogo ในภายหลังได้ ETDA ขอเรียนว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าของสินค้า/บริการจะต้องไปเรียกเก็บเงินจาก Ensogo เองโดยตรง โดยไม่สามารถอ้างเหตุการปิดตัวของ Ensogo เพื่อไม่ให้บริการหรือส่งมอบสินค้าแก่ผู้บริโภคได้ เพราะธุรกรรมระหว่างเจ้าของสินค้า/บริการและผู้บริโภคถือว่าเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว

ดังนั้น ในส่วนของเงิน Ensogo cash ที่ประชาชนซื้อโดยตรงจาก Ensogo ประชาชนย่อมมีสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้อง เรียกเงินคืนจาก Ensogo ได้โดยตรง

2.แนวทางในการดำเนินการ

2.1 เจ้าของสินค้า/บริการ

ดังที่ได้เรียนให้ทราบข้างต้นว่า ธุรกรรมที่ทำผ่านเว็บไซต์ Ensogo เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของสินค้า/บริการลงโฆษณาผ่านทางช่องทางของ Ensogo ดังนั้น จึงถือว่า Deal ที่เกิดขึ้นเป็นธุรกรรมระหว่างเจ้าของสินค้า/บริการและผู้บริโภคโดยตรงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเจ้าของสินค้า/บริการไม่สามารถปฏิเสธการใช้คูปองหรือให้บริการแก่ผู้บริโภคที่ซื้อ Deal นั้น ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม เจ้าของสินค้า/บริการควรจะต้องยื่นหนังสือหรือดำเนินการทางกฎหมายที่จำเป็นต่อ Ensogo เพื่อเรียกเงินค่าสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคได้ชำระผ่านช่องทางของ Ensogo โดยเร็วที่สุด

2.2 ผู้บริโภค

ผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในการใช้คูปองหรือ Deal ที่ตนเองซื้อมาผ่านช่องทางของ Ensogo ตามโฆษณาที่ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของ Ensogo ทั้งนี้ หากเจ้าของสินค้า/บริการรายใดปฏิเสธการให้สินค้าหรือบริการ ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปยังเบอร์ 1212 ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการดูแลเรื่องนี้ หรือ สคบ.1166

อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคไม่ประสงค์ที่จะรับสินค้า/บริการจากเจ้าของสินค้า/บริการอีกต่อไป ผู้บริโภคย่อมมีสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค (ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2556 ในการขอยกเลิกการซื้อสินค้าหรือขอรับบริการภายใน 45 วันนับแต่วันที่ที่ซื้อหรือขอรับบริการ หรือภายใน 30 วันนับแต่วันถึงกำหนดการส่งมอบหรือบริการ

ถ้าผู้บริโภคพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้รับสินค้าหรือไม่ได้รับบริการ ในกรณีดังกล่าว ขอให้ผู้บริโภคแจ้งเรื่องไปยังธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตเพื่อขอให้ระงับการจ่ายเงินไปยัง Ensogo

ทั้งนี้ ในส่วนของสินค้าหรือบริการ รวมถึง Ensogo cash ที่เป็นบริการโดยตรงของ Ensogo ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายสามารถประสานงานได้ทั้งสองช่องทาง คือ 1212 ที่ สพธอ. ซึ่งจะมีการประสานการทำงานร่วมกับกับ สคบ. เพื่อให้ Ensogo เยียวยาความเสียหายดังกล่าวต่อไป

 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FETDA.Thailand%2Fposts%2F1321352157878357&width=500

ออกคำสั่งCTHแจงยุติบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438779

ออกคำสั่งCTHแจงยุติบริการ

กสทช.เรียกซีทีเอชแจง หยุดออกอากาศ 28 มิ.ย.นี้ พร้อมจับมือ สคบ.ไกล่เกลี่ยหากมีผู้ร้องเรียน

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เปิดเผยหลังหารือกับนายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เพื่อหาแนวทางรับมือกรณี บริษัท ซีทีเอช จะยกเลิกการให้บริการออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคม KU-BAND ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ว่าในวันที่ 28 มิ.ย. จะออกคำสั่งทางปกครองให้ซีทีเอช มาชี้แจงสาเหตุการยุติการให้บริการเพื่อให้ชี้แจงแนวทางที่จะดำเนินการ รวมถึงมาตรการเยียวยาลูกค้าเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน สคบ. จะช่วยเจรจาเยียวยาหรือฟ้องศาลแพ่ง ถ้าผู้บริโภคร้องเรียนมาที่ กสทช.แล้วไม่พอใจมาตรการเยียวยาของซีทีเอช ทาง กสทช.จะส่งเรื่องต่อให้ สคบ.ดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ ในส่วนของมาตรการทางสังคมจะประสานงานกับทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ช่วยดำเนินการทวงถามสิทธิ และเรียกร้องมาตรการเยียวยาอีกทางด้วย

“ก่อนที่ซีทีเอชจะยุติการบริการ ต้องส่งแผนและมาตรการเยียวยาสมาชิกให้ กสทช.ก่อน ไม่ใช่นึกอยากจะหยุดก็หยุด ซึ่งอาจมีโทษทางปกครอง ตั้งแต่เตือน,ปรับ, พักใช้ใบอนุญาต จนถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต และอาจโดนแบล็กลิสต์ใน อนาคต คาดว่าจะมีผู้บริโภคกว่า 4 หมื่นราย ที่ได้รับผลกระทบ” น.ส.สุภิญญา กล่าว

นายอำพล วงษ์ศิริ เลขาธิการ สคบ.กล่าวว่า หากมีการร้องเรียนมา สคบ. ก็พร้อมดำเนินการตามขั้นตอน โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ผู้ประกอบการเยียวยาผู้บริโภค ด้วยการคืนเงินค่าแพ็กเกจที่ ผู้บริโภคสมัคร

 

“Ensogo”ปิดกิจการในอาเซียน ทำคนซื้อดีลไว้ป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 22:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438757

"Ensogo"ปิดกิจการในอาเซียน ทำคนซื้อดีลไว้ป่วน

เอ็นโซโก้ประกาศปิดกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำคนซื้อคูปองดีลไว้ไม่สามารถนำไปใช้ได้ ขณะที่บริษัทเตรียมชี้แจงลูกค้าเร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เว็บไซต์เทคอินเอเชียรายงานว่า เอ็นโซโก้ (Ensogo) เว็บไซต์ขายดีลคูปองสินค้าและบริการต่างๆ ได้ประกาศปิดกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในประเทศไทยด้วย พร้อมเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด โดยบริษัทได้แจ้งให้พนักงานรับทราบแล้ว และจะมีการชี้แจงต่อลูกค้าในอีกไม่กี่วันนี้

เอ็นโซโก้ ชี้แจงว่า การปิดหน่วยธุรกิจเป็นไปเพื่อรักษาสภาพคล่องของบริษัทสำหรับการลงทุนใหม่ๆ โดยก่อนหน้านี้ คริส มาร์สซาเลค ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ไปแล้ว

ทั้งนี้ผลจากการประกาศปิดกิจการทำให้ลูกค้าในไทยจำนวนมากที่ซื้อคูปองดีลไว้แล้วไม่สามารถนำคูปองไปใช้งานได้ โดยร้านค้าต่างๆได้ทยอยประกาศงดรับคูปองที่ซื้อจากเอ็นโซโก้แล้ว ขณะที่ผู้บริโภคบางรายได้โทรศัพท์เข้าไปยังเบอร์โทรศัพท์คอลล์เซ็นเตอร์ของเอ็นโซโก้แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ

อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการของเอ็นโซโก้ได้รวมตัวตั้งเพจเฟซบุ๊ก “รวมผู้ได้รับผลกระทบensogo” (www.facebook.com/SosadEnsogo) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลแล้ว โดยได้ระบุคำแนะนำให้กับผู้ที่ซื้อคูปองจากเอ็นโซโก้ไว้ดังนี้

1.ตั้งสติ แล้วนึกให้ดี ว่าคุณซื้อดีลครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

2.หยิบstatement(ประวัติการใช้บัตรเครดิต) สำหรับคนที่จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือ ใบโอนเงินชำระค่าดีล ว่าคุณชำระ หรือโอนจ่ายเงินวันที่เท่าไหร่บ้าง (ตามภาพที่แนบ)

3.หากเป็นการชำระค่าดีลผ่านบัตรเครดิต ให้คุณติดต่อไปที่Call Centerของธนาคารนั้น แล้วแจ้งขอระงับการเรียกเก็บ หรือ ขอเรียกเงินคืน เพราะ รูปแบบบัตรเครดิตธนาคารนั้น เราแจ้งได้ว่าสถานะการของผู้ให้บริการนั้นไม่น่าเชื่อถือ (จากที่แอดมินโทรหาธนาคารเมื่อสักครู่ ธ.แจ้งว่าเอ็นโซโก้ยังอยู่ในสถานะปกติ แต่จะขอตรวจสอบให้ ) โปรดแจ้งยอดเงิน และวันที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตกับธนาคาร

4.รอการติดต่อกลับ และการ REFUNDครับ

ทั้งนี้ เอ็นโซโก้เริ่มต้นธุรกิจแพลตฟอร์มร้านค้าดีลออนไลน์ในไทยและขยายธุรกิจไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ซึ่งทางบริษัทได้พยายามเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจจากเว็บไซต์ค้าดีลออนไลน์ในรูปแบบเดียวกับกรุ๊ปปอนคู่แข่งรายสำคัญที่ปิดตัวในไทยไปแล้วก่อนหน้า โดยเอ็นโซโก้ได้พัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือในช่วงปลายปี 2015

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในอาเซียนที่รุนแรงขึ้น หลังคู่แข่งอย่าง ลาซาด้าเพิ่งถูกอาลีบาบา บริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ในจีน ซื้อกิจการไปด้วยมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน เม.ย. ทำให้เอ็นโซโก้เผชิญความท้าทายในการดึงดูดร้านค้าและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังประสบปัญหาจากการรวมศูนย์บริหารจัดการที่สิงคโปร์ ซึ่งบริษัทอ้างว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกร้านค้าร้องเรียนไม่ได้รับการจ่ายเงินตรงตามเวลา และบริษัทยังต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดพนักงานให้เหลือเพียง 300 อัตรา จากเดิม 600 อัตรา เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ขณะที่รายงานผลประกอบการต่อเอเอสเอ็กซ์ยังพบว่า เอ็นโซโก้มีกระแสเงินสดคงเหลืออยู่เพียง 17.6 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ราว 464 ล้านบาท) ในวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายหรือระดมเงินทุนได้ บริษัทอาจจะถึงขั้นขาดกระแสเงินสดทั้งหมดก่อนสิ้นปีนี้