เล่น “quiz” ผ่านเฟซบุ๊ก เพิ่มโอกาสถูกล้วงตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 18:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438743

เล่น "quiz" ผ่านเฟซบุ๊ก เพิ่มโอกาสถูกล้วงตับ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

สัปดาห์นี้ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร – นิสัยของคุณเหมือนพระนางคนไหน – ความสามารถของคุณเหมาะสมกับงานชนิดใด – นักบอลคนไหนจะชวนคุณออกเดท หรือแม้กระทั่งชาติที่แล้วคุณเกิดเป็นอะไร

เหล่านี้คือแบบสอบถามหรือภาษาฝรั่งเรียกว่า ควิซ (quiz) ซึ่งมีให้พบเห็นอย่างแพร่หลายตามหน้าฟีดเฟซบุ๊ก

คำถามก็คือ นอกจากความบันเทิงที่เราได้รับหลังจากตอบคำถามนั้นออกไป ข้อมูลหรือความต้องการของเราสุ่มเสี่ยงหรือไม่ที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเเละอันตราย ?

สร้างรายได้ผ่านการล้วงข้อมูล

คำถามยอดนิยมของควิซในปัจจุบันหนีไม่พ้นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับ ความตลก ความรัก เเละการค้นหาตัวเอง หากสอดคล้องอยู่กับกระแสสังคมในขณะนั้นด้วยก็มักได้รับความนิยมยิ่งขึ้น ผู้ใช้หลายคนเมื่อเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กเล่น ก็อดไม่ได้ที่จะเล่นตาม

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ บอกว่า การเล่นควิซนั้นใช่ว่าจะปลอดภัย 100 เปอร์เซนต์ เพราะถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตโปรแกรม ล้วงข้อมูลพื้นฐาน วิธีคิด วิธีปฎิบัติส่วนตัวของผู้ใช้แต่ละราย เพื่อนำไปหาประโยชน์ทางด้านการตลาดหรือธุรกิจได้  ซึ่งโดยทั่วไปเหตุผลของการสร้างควิซหรือแบบสอบถามนั้นมีด้วยกัน 4 ประเภท

1.เพื่อความบันเทิง

“นักพัฒนาสร้างสรรค์โปรแกรมหลายคน เลือกทำควิซสนุกๆ ขึ้นมา หยิบยกประเด็นที่สังคมสนใจในขณะนั้นมาทำ เช่น เมื่อมีละครยอดฮิตออนแอร์อยู่ ก็เลือกสร้างควิซ คำถามว่าคุณเป็นใครในละครเรื่องนั้นให้ทุกคนเล่นและแชร์ต่อกัน”

2.สร้างรายได้จากโฆษณา

“ถ้าสร้างมาแล้ว คนเล่นกันเยอะ ก็สามารถเอาไปคุยหรือไปเคลมกับบริษัทโฆษณาได้ว่า งานของผมมีคนเล่นเป็นล้าน พวกคุณอยากที่จะติดโลโก้โฆษณาสินค้าหรือเปล่าล่ะ”

3.สอบถามเพื่อวิเคราะห์ผู้บริโภค ซึ่งมีผลทางด้านการตลาด

การเล่นควิซแต่ละครั้ง มักต้องลงทะเบียนผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอคเคาท์ หากมีผู้สนใจเล่นจำนวนมาก ผู้สร้างก็สามารถนำจำนวนเหล่านั้นไปทำตลาดแย่งชิงความได้เปรียบจากคู่แข่งทางการค้าได้

“หลายบริษัทมองหาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้าตัวเอง ตั้งคำถามเพื่อประเมินความสนใจของผู้บริโภคในช่วงเวลานั้น สมมุติว่าบริษัทขายดอกไม้ คุณก็สร้างควิซคำถามในลักษณะเช่น คุณถูกโฉลกกับดอกไม้สีไหน ซึ่งผู้ร่วมเล่นต้องลงทะเบียน ใส่ข้อมูลระบุเพศ อายุ อาชีพ ความสนใจพิเศษ ซึ่งรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ สามารถรวบรวมเก็บไว้เป็นกลุ่มๆ เพื่อนำไปให้นักวิเคราะห์ผลิตสินค้าหรือพัฒนาบริการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้”

4.ด้านมืด

“พวกนี้จ้องฉกเอาข้อมูลของเราไปขายเลย อาจมีคนว่าจ้าง เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งผู้ใช้งานต้องระวัง”

รู้คุณค่าความเป็นส่วนตัว เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

จากสัมมนา Thailand Zocial Awards 2016 พบว่าสถิติการเติบโตของผู้ใช้เฟซบุ๊กในเมืองไทยนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 41 ล้านบัญชี โตขึ้น 17% คิดเป็น 60% ของประชากรไทย สัดส่วนเพศชาย : หญิง ที่ใช้เฟซบุ๊ก 21 : 20 ซึ่งถือเป็นปีแรกที่ผู้ชายใช้มากกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ไทยเรายังใช้เฟซบุ๊ก มากเป็นอันดับ 8 ของโลก อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยแม้สถิติผู้ใช้งานจะสูงมาก แต่ความรู้เท่าทันการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมีความกังวลมาโดยตลอด นั่นหมายรวมไปถึงการตอบแบบสอบถามที่เราคิดว่าสนุก อย่างควิซต่างๆ ด้วย

วรวิชญวิทย์ ประเสริฐยิ่ง อดีต Product Owner – Social Media Monitoring Tool  เปิดเผยว่า  แอพควิซบันเทิงต่างๆ ที่คนทั่วไปนิยมเล่นกันนั้น สามารถล้วงข้อมูลส่วนตัวพื้นฐานสาธารณะแทบทั้งหมดของเราไป ตั้งแต่รูปโปรไฟล์ ซึ่งเอาไว้ขายทำโฆษณาชวนเชื่อในอินเทอร์เน็ต , รายชื่อเพื่อนทั้งหมดของเรา เพื่อนำไปสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าบนสังคมออนไลน์ , ข้อมูลการกดไลค์ ซึ่งหมายถึงความสนใจ , ติดตามสถานะ เพศสภาพ รวมถึงข้อมูลครอบครัวเพื่อต่อยอดทำโฆษณา  ตลอดจนรูปภาพทั้งหมดทั้งที่เจ้าตัวอัพโหลดเองและโดนแท็ก รวมถึงขอ token หรือสิทธิ์การโพสต์ด้วย

“โลกเรากำลังเริ่มปรับตัวเข้ากับกระแส Big Data สิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ต้องการ คือข้อมูลส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากสามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับแบรนด์ได้ ตัวอย่างเช่น อยากขายของบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนโสด ก็จำเป็นต้องไปล้วงหาข้อมูลบุคคลสถานะโสด เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เขาเป็นหรือต้องการ เพื่อตอบสนองด้วยสินค้าหรือโฆษณาที่ตรงใจ”

วรวิชญวิทย์ บอกว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กในเมืองไทยส่วนใหญ่มีอยู่สองประเภทคือ 1.พวกที่ไม่ค่อยอ่าน และ 2.พวกที่ไม่เห็นความสำคัญของข้อมูลตัวเอง ซึ่งแอพฯ พวกนี้เลือกเล่นกับความไม่รู้ของคน

“มนุษย์เราต่างต้องการมีตัวตนและได้รับการปฎิสัมพันธ์จากคนๆ ทั่วไป อย่างมีคนมาไลค์ คอมเม้นท์และแชร์ ผู้สร้างแอพฯ เหล่านี้วิเคราะห์แล้วว่า คำตอบที่คุณจะได้รับ ไม่ว่าอย่างไรก็จะได้รับความสนใจจากเพื่อนๆ ผู้เล่นจะรู้สึกดีใจจากปฏิสัมพันธ์ จนลืมไปว่า ข้อมูลที่เราอนุญาตให้เขาเข้าถึงนั้นนี้มีประโยชน์และถูกนำไปใช้อะไรบ้าง” 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดโซเชียลมีเดีย แนะนำว่า ทุกโปรแกรมที่ต้องล็อกอินผ่านเฟซบุ๊ก จำเป็นต้องระวัง อ่านให้ดี และรอบคอบ อย่าอนุญาตให้ใครมาเข้าถึงสิทธิส่วนตัวของเรา โดยไม่สอดคล้องหรือคุ้มค่ากับสิ่งที่เราต้องการ

“ทุกครั้งที่เล่นควิซ แอพฯ เหล่านี้จะทำการขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลของเราก่อนเสมอ ซึ่งสามารถแก้ไขหรือเลือกได้ว่า จะให้ข้อมูลมากน้อยแค่ไหน หรือไม่ให้เลย ถ้าเราอนุญาตให้สิทธิก็เหมือนกับให้เขาเข้ามาถึงข้อมูลเราได้ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน แม่บ้านทำความสะอาดห้องน้ำ ขออนุญาตเข้าห้องเก็บเอกสารลับของทางบริษัท โดยสัญญาจะไม่ยุ่งวุ่นวาย ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เข้ามาจัดเรียงเอกสารใหม่ของเรา แต่ก็สามารถสอดส่อง เก็บข้อมูลต่างๆ ภายในห้องเพื่อนำไปวิเคราะห์หรือวางแผนตามวัตถุประสงค์ได้อยู่ดี”

เล่นควิซอย่างมีสติเเละรู้เท่าทัน

ความรอบคอบและรู้เท่าทันโซเชียลมีเดียคือสิ่งที่จำเป็น โดย ดร.โกเมน ย้ำทิ้งท้ายเช่นกันว่า ทุกครั้งที่เล่นควิซหรือต้องตอบแบบสอบถาม ต้องตั้งสติให้ดี รู้จักระแวดระวังในรายละเอียดต่างๆ

“จะกรอกอะไร อย่ากรอกสุ่มสี่สุ่มห้า คิดก่อนตรงนี้มีความจำเป็นต้องกรอกไหม สมมุติล็อกอินด้วยแอคเคาท์เรียบร้อย หน้าถัดไปยังถูกร้องขอให้ใส่ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดอีก หากคุณมัวแต่เพลิน นึกแต่จะเล่นอย่างเดียว กรอกไปโดยที่ไม่คิด เฟซบุ๊กคุณจะกลายเป็นอันตรายทันที  หรือเกมที่ถามสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปหาประโยชน์เช่นกัน สมัยนี้มีคนใช้งานเฟซบุ๊กเยอะมาก จาก 100 คน หลอกลวงฉกข้อมูลสำเร็จสัก 10 คนก็ประสบความสำเร็จแล้ว ฉะนั้นระวังให้ดี”

สรุปก็คือถ้าไม่อยากมานั่งปวดหัวในภายหลัง ก็อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจเทคโนโลยี เพราะความบันเทิงของเรา อาจนำมาซึ่งปัญหาที่อาจกลายเป็นอันตรายต่อความเป็นส่วนตัว สินทรัพย์หรือโชคร้ายแม้กระทั่งชีวิตก็เป็นได้.

 

ดีแทคแจง”บุญชัย” ไม่ได้บริหารกิจการ-ดูแลการเงินของธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438714

ดีแทคแจง"บุญชัย" ไม่ได้บริหารกิจการ-ดูแลการเงินของธุรกิจ

ซีอีโอดีแทคแจง เจ้าสัวบุญชัย ไม่ได้เข้ามาบริหาร-ดูแลด้านการเงินของธุรกิจ ย้ำไม่มีนโยบายสนับสนุนเงินแก่กลุ่มบุคคลใดเป็นพิเศษ

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ขอชี้แจงว่า คุณบุญชัย เบญจรงคกุล เป็นกรรมการของบริษัทฯท่านหนึ่งในจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด 12 ท่านของบริษัทฯ โดยคณะกรรมการได้เลือกให้คุณบุญชัยทำหน้าที่ประธานกรรมการเท่านั้น โดยคุณบุญชัยไม่ได้เข้ามาบริหารกิจการหรือดูแลด้านการเงินของธุรกิจประจำวันของดีแทคแต่อย่างใด การดำเนินการของบริษัทฯในเรื่องดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและคณะผู้บริหารตามที่ได้รับมอบหมายและภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ ซึ่งการดำเนินงานจะอยู่ในกรอบนโยบายและหลักบรรษัทภิบาล

นอกจากนี้ ดีแทคเป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ว่าบุคคลใดก็สามารถซื้อหุ้นของดีแทคได้ตามระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยในปัจจุบันเรามีผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของบริษัทร่วมกันถึง 52,800 ราย โดยการดำเนินการต่างๆ ของบริษัทฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและหลักบรรษัทภิบาลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและองค์กรตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง

ผมขอยืนยันว่าดีแทคไม่มีนโยบายที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงินหรือด้านใดๆแก่กลุ่มบุคคลใดเป็นพิเศษ นโยบายของดีแทคคือเราจะบริจาคเงินหรือสิ่งของการกุศลต่างๆเฉพาะเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวมเท่านั้น และในการบริจาคเงินหรือสิ่งของการกุศลดังกล่าวในแต่ละกรณีจะต้องผ่านคณะทำงานที่ผมได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อทำการตรวจทานถึงประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมก่อนการอนุมัติ

ผมอยากจะขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่า ดีแทคเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มุ่งให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า โดยไม่มีวัตถุประสงค์เอนเอียง ฝักใฝ่การเมือง หรือศาสนาใดศาสนาหนึ่งและเราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความเชื่อใดๆของแต่ละบุคคล ในฐานะที่เราเป็นบริษัทที่ให้บริการโทรคมนาคม ดีแทคยึดมั่นในความเป็นกลาง และในหลักบรรษัทภิบาล

ผมและพนักงานดีแทคขอขอบคุณในทุกกำลังใจ ความเข้าใจในข้อเท็จจริง และความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาให้กับดีแทค ผมในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารพร้อมด้วยพนักงานอีกกว่า 5,000 คนขอขอบคุณและพร้อมที่จะให้บริการด้านการสื่อสารแก่ทุกท่านด้วยความตั้งใจจริงต่อไป

ขอบคุณครับ

 

ทีวีดิจิทัลวิกฤต นักวิชาการ-เอกชนเชื่ออยู่ไม่ถึง15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438597

ทีวีดิจิทัลวิกฤต นักวิชาการ-เอกชนเชื่ออยู่ไม่ถึง15ปี

ทีวีดิจิทัลไม่มีอนาคตเชื่ออยู่ไม่ถึง 15 ปี จี้รัฐบาลปลดล็อก “วิษณุ” เตรียมรายงานนายกฯ

นายสมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส เปิดเผยว่า 3 ปีของทีวีดิจิทัลในประเทศไทย มองไม่เห็นอนาคต เพราะรายได้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงพอที่จะนำไปจ่ายค่าสัมปทาน ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการบริโภคข้อมูลข่าวสารทางมือถือ ยิ่งมีระบบ 4จี ทำให้การรับชมรายการโทรทัศน์ไม่อยู่ที่หน้าจอแบบเดิมอีกต่อไป

“ดังนั้นพวกที่ประกอบการมา 3 ปี ควรหาทางเลิก เพราะจะขาดทุนยาวไปถึง 15 ปี ยกเว้นแต่จะไปอยู่ในระบบอื่นที่ไม่ใช่สัมปทานของ กสทช. อยากให้ กสทช.หันมาดูความจริง ปรับแก้กฎหมาย ไม่งั้นอาจเกิดวิกฤตอีกรอบ” นายสมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา รายงานตัวเลขผลประกอบการของทีวีดิจิทัล ตามงบการเงินปี 2558 พบว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการทีวีดิจิทัลอยู่ที่ 11,343,041,428 บาท สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ จำนวน 226,310,829 บาท

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานบอร์ด กสท. กล่าวว่า จากรายงานดังกล่าวมีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ มีช่องดิจิทัลบางรายมีผลประกอบกิจการที่ค่อนข้างดี มี 3 ช่องที่มีรายได้จากการประกอบกิจการมากกว่า 1,500 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบการรายเดิม 2 ช่อง รายใหม่ 1 ช่อง (ช่อง 23)

“แม้จะเป็นผลประกอบกิจการในปีแรกของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในการดำเนินการของช่องดิจิทัล การขยายตัวของผู้ชม ซึ่งในปี 2559 จะมีข้อมูลที่น่าสนใจและชัดเจนมากขึ้น” พ.อ.นที ระบุ

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี เอชดี กล่าวว่า ตัวเลขของทีวีดิจิทัลไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงของอุตสาหกรรม แม้จำนวนผู้ชมจะเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินโฆษณาติดลบ และรายได้ยังกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการช่องเดิม ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมหารือเรื่องทีวีดิจิทัลว่า เป็นการหารือกับภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล 15 ราย ซึ่งประสบปัญหาในการประกอบการ เนื่องจากภาครัฐไม่ดำเนินการตามสัญญา ทำให้เกิดปัญหาติดขัดไม่คุ้มทุน

“เบื้องต้นภาคเอกชนได้ขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งภาครัฐจะต้องพิจารณาว่าหากมีการช่วยเหลือจะต้องเป็นที่ยอมรับต่อสังคม และไม่ถูกมองว่าเป็นการเอื้อเอกชนมากเกินไป” นายวิษณุ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องรายงานให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับทราบ และหลังจากนี้จะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่ายังไม่มีความจำเป็นในการใช้อำนาจตามมาตรา 44ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

ดีเดย์จ่ายเงินคลื่น900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438551

ดีเดย์จ่ายเงินคลื่น900

เอไอเอสได้ฤกษ์เตรียมจ่ายเงินประมูลคลื่น 900 MHz วันที่ 28 มิ.ย.นี้ ด้านประจินถกสัมปทานไทยคม 7 และ 8

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากบริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ว่าจะเข้ามาชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ก่อนเวลา 11.00 น. ซึ่งขั้นตอนหลังจากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อพิจารณาออกใบอนุญาต โดยต้องออกใบอนุญาตภายในวันที่ 30 มิ.ย. เพื่อให้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

นายฐากร กล่าวอีกว่า ได้หารือกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เรื่องดาวเทียมและการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) โดยในเรื่องของดาวเทียมได้หารือภายใต้สัญญาสัมปทานว่าดาวเทียมไทยคม 4, 5 และ 6 เป็นดาวเทียมที่ยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน

ขณะที่ดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ก็คงเป็นการใช้ไฟลิ่งเดิมที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน ดังนั้นแนวทางการศึกษาของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 จะอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานหรือไม่ หรือจะเป็นการใช้รูปแบบการทำสัญญาแนบท้าย (Deed Of Agreement) ในการกำกับดูแลก่อนการเปิดให้บริการนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องขอรับนโยบายจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ต่อไป

นอกจากนี้ ดาวเทียมอื่นๆ ที่จะต้องขออนุญาตก่อนสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2564 นั้น คงจะใช้แนวทางเดียวกันกับดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 หากกระทรวงไอซีทีได้ตัดสินใจดำเนินการแล้ว สำหรับดาวเทียมที่จะเปิดให้บริการหลังปี 2564 ที่สัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงนั้น ก็จะใช้ Deed Of Agreement ในการกำกับดูแล

นายฐากร กล่าวอีกว่า ในส่วนของเงิน USO ได้ให้ข้อมูลกับ พล.อ.อ.ประจิน ว่าสถิติการเก็บเงินเข้า USO จนถึงปี 2558 มีเงินเข้ามาจำนวน 2.86 หมื่นล้านบาท รัฐบาลยืมไปใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน 1.43 หมื่นล้านบาท เหลือเงิน 1.43 หมื่นล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินการ USO ได้ โดยในปีนี้คาดว่าจะมีเงินเข้า USO อีก 8,500 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่เหลือจะทำให้มีเงินที่ใช้ในการดำเนินการกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท

 

เปิดเทคโนโลยีพลิกโฉม การเงินโลกในอีก5ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 21:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438536

เปิดเทคโนโลยีพลิกโฉม การเงินโลกในอีก5ปี

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หลังมีการเข้าถือหุ้นด้านธุรกิจเพย์เมนต์ภายในเครือแอสเซนด์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการทรูมันนี่เพื่อขยายธุรกิจด้านการทำธุรกรรมบนมือถือของ แจ็ค หม่า ถือว่าเป็นการจุดประกายตลาดฟินเทคในไทยให้มีสีสันมากขึ้น เพราะจะส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมและบริการทางการเงินของเอเชียมีการตื่นตัวและน่าจับตามอง โดยบริษัทวิจัย PwC ได้ออกมาเผยถึงเทรนด์เทคโนโลยีด้านการเงินที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมวงการเงินทั่วโลกครั้งใหญ่

วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากผลสำรวจ Financial Services Technology 2020 and Beyond : Embracing Disruption ชี้ให้เห็นว่าอีก 4 ปีข้างหน้าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมธุรกิจบริการทางการเงิน

“เทคโนโลยีที่จะเข้ามามีอิทธิพลนั้น ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการเดิมและหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งตลาดเอเชียมีแนวโน้มที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยี เพราะจำนวนชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศแถบเอเชียแ ปซิฟิกเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินเหล่านี้”

ฟินเทคยังคงเป็นเทคโนโลยีทางการเงินที่ขับเคลื่อนธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อยและธุรกิจบริหารความมั่งคั่งต้องการบริการด้านนี้มากที่สุด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้ธนาคารขนาดใหญ่และผู้เล่นรายใหม่หันหน้ามาจับมือกันเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน

บล็อกเชนจะเข้ามาปฏิวัติโลกการเงินยุคใหม่ ด้วยระบบโครงข่ายในการทำธุรกรรมและเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ โดยเข้าไปมีส่วนสำคัญในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในการประกอบธุรกิจการเงินและนำไปสู่โลกการเงินยุคใหม่ ทั้งยังต่อยอดไปในธุรกรรมด้านอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนในการให้บริการและเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมดิจิทัล

ทั้งนี้ ระบบลูกค้าอัจฉริยะจะเป็นตัวกำหนดการเติบโตของรายได้และทำกำไรที่สำคัญที่สุด เพื่อวิเคราะห์และประเมินพฤติกรรมของผู้ซื้อง่ายขึ้น ความก้าวหน้าของวิทยาการหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์จะทำให้เกิดการกลับเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น คลาวด์สาธารณะจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานต้นแบบที่วงการอุตสาหกรรมทางการเงินต้องหันมาใช้งาน เพื่อเก็บรักษาข้อมูลโดยอาจจะเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี ทำให้ภัยไซเบอร์กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของสถาบันการเงิน

“เอเชียจะเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ในปี 2563 ทวีปเอเชียแปซิฟิกจะมีจำนวนชนชั้นกลางมากกว่าทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป จากนั้นในอีก 30 ปีข้างหน้าประชากรโลกกว่า 1,800 ล้านคนจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเอเชียและแอฟริกามากขึ้น ทำให้กลายเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของสถาบันการเงิน”

ดังนั้น หน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลต้องรู้จักหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลเพื่อคาดการณ์และดูแลปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลจำเป็นต้องมี

หน่วยงานกำกับดูแลจะหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น (Regulators will turn to technology, too) หน่วยงานกำกับดูแลจะหันมาใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน เพื่อดูแลและคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมบริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นบริษัทต่างๆ ต้องถือเอาการมีระบบจัดเก็บข้อมูลและระบบการควบคุมความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้เป็นภารกิจสำคัญ เพื่อให้การทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่น

“ปัจจุบันมูลค่าตลาดสินเชื่อบุคคลต่อบุคคล (P2P) ของจีนมีมูลค่าอยู่ที่ 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 289% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ด้านผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสินเชื่อระหว่างบุคคลออนไลน์อยู่ที่ 2,595 ราย โตเกือบ 2.5 เท่าเช่นกัน ชี้ให้เห็นว่าจำนวนประชากรที่ใช้สมาร์ทโฟนและตลาดสินเชื่อบุคคลต่อบุคคลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนฟินเทคในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

ตลาดฟินเทคในเอเชียมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐเท่านั้น และเอเชียยังเป็นตลาดผู้นำโลกในการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ อีกด้วย

 

จีนสั่งแบนไอโฟน 6 เหตุละเมิดสิทธิบัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 19:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438347

จีนสั่งแบนไอโฟน 6 เหตุละเมิดสิทธิบัตร

แอปเปิ้ลแพ้คดีละเมิดสิทธิบัตรในจีน ถูกสั่งแบนไอโฟน 6 ไม่สามารถวางจำหน่ายในกรุงปักกิ่งได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอปเปิ้ล บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐได้แพ้คดีการละเมิดสิทธิบัตรในจีน ส่งผลให้สมาร์ทโฟนไอโฟน 6 ทั้งสองรุ่นนั้นไม่สามารถวางจำหน่ายได้ในกรุงปักกิ่งได้ เนื่องจากรูปแบบของไอโฟน 6 มีลักษณะคล้ายคลึงกับสมาร์ทโฟน “เสิ่นเจิ้น ไป๋ลี่ 100ซี” ท่ามกลางความกังขาว่าสมาร์ทโฟนทั้งสองยี่ห้อมีรายละเอียดการออกแบบที่ค่อนข้างแตกต่างพอสมควร

การแพ้คดีครั้งนี้ถือเป็นการแพ้คดีลิขสิทธิ์ครั้งที่ 2 ของแอปเปิ้ลในแดนมังกร นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังก่อให้เกิดความกังวลจากบริษัททั้งในสหรัฐและยุโรป ว่าสภาพแวดล้อมของตลาดจีนค่อนข้างไม่ต้อนรับธุรกิจจากต่างชาติ

ภาพ…เอเอฟพี

 

Flipagram โซเชียลมาแรงแซง Instagram

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 18:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438345

Flipagram โซเชียลมาแรงแซง Instagram

รู้จัก “Flipagram” โซเชียลมีเดียที่มาแรงอย่างต่อเนื่องหลังเปิดตัวในปี 2013

ทุกวันนี้แทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโซเชียลมีเดีย ซึ่งเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ อินสตาแกรม เป็นโซเชียลหลักที่ได้รับความนิยมแบบพุ่งพรวด แต่นอกเหนือจากนี้แล้วยังมีแอพพลิเคชั่นคลื่นลูกใหม่อย่าง Flipagram ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2013 และกำลังรอเวลาซัดเข้าฝั่งแทนที่คลื่นลูกเก่าเจ้าหลักในอีกไม่นาน

แอพนี้เป็นพื้นที่สำหรับผู้ใช้สร้างสรรค์และแชร์เรื่องราวดีๆ ผ่านรูปภาพ คลิปวิดีโอสไลด์โชว์คล้ายกับอินสตาแกรม แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนไปเสียทุกอย่าง ผู้ใช้ Flipagram สามารถใส่เสียงเพลงความยาว 1 นาทีเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับคลิปวิดีโอของตัวเอง โดยเลือกตัดต่อเพลงท่อนที่ชอบได้จากรายชื่อเพลงที่มีอยู่แล้วหรือเพลงจากลิสต์ที่แอพนี้เตรียมไว้ให้จากทุกค่ายเพลง

ฟาห์ฮาด โมฮิท เจ้าของ Flipagram เผยว่า เขาทุ่มทุนกว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ ตระเวนเจรจาขออนุญาตกับค่ายเพลงหลักๆ เกือบทุกค่าย เพื่อนำเพลงมาใช้ในแอพ โดยมองว่าทุกคนต่างก็มีเรื่องราวดีๆ ที่อยากจะแบ่งปันให้คนอื่นรับรู้ รวมทั้งอยากถ่ายคลิปวิดีโอได้รวดเร็วและใส่ไอเดียกับคลิปนั้นๆ อย่างอิสระ ซึ่งอินสตาแกรมหรือไลน์ยังทำไม่ได้

หลังจากการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ รวมถึงการเปิดให้ใช้แบบฟรีๆ ยิ่งทำให้ Flipagram มีผู้ใช้มากขึ้นจนไต่ขึ้นอันดับ 1 ของแอปเปิลสโตร์ใน 87 ประเทศ จนเมื่อปลายปี 2014 มีผู้ใช้บริการราว 30 ล้านคนต่อเดือน ในขณะที่เฟซบุ๊คต้องใช้เวลา 3 ปี สแนปแชทใช้เวลา 2 ปี กว่าจะเดินทางถึงจุดที่ผู้ใช้เท่ากับแอพของ โมฮิท แต่ Flipagram ใช้เวลาเพียงปีเศษ

โมฮิท มองว่า เมื่อเทียบกับเนื้อหาที่ค่อนข้างหนักของข่าวบนทีวี ผู้ใช้ Flipagram ส่วนใหญ่มักแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับทริปวันหยุด การออกกำลังกาย หรือคลิปฮาวทู คลิปเกี่ยวกับน้องหมาของผู้ใช้งานบางคนมีคนเข้าไปดูเป็นล้านครั้ง มากกว่าปริมาณผู้ชมรายการทีวีของสหรัฐเสียอีก

ด้านชีวิตส่วนตัวของว่าที่เจ้าพ่อโซเชียลเชื้อสายอิหร่านรายนี้มีธุรกิจเป็นของตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันจบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ หลังจากโปรเจกต์ในห้องเรียนของเขาจับพลัดจับผลูกลายเป็นเว็บไซต์จัดอันดับธุรกิจเว็บไซต์แรกในปี 1996 ต่อมาชายผู้รักไอทีคนนี้สร้างเว็บไซต์ Shopzilla ตามมาติดๆ ในช่วงที่เกิดภาวะฟองสบู่ธุรกิจดอทคอมสองเว็บไซต์นี้ก็ยังทำกำไรได้ ภายหลัง โมฮิท ตัดสินใจขายทั้งสองเว็บไซต์นี้ให้กับ Scripps บริษัทสื่อชื่อดังเมื่อปี 2005

นอกจากนี้ เขายังพูดถึงความสำเร็จของ Flipagram ไว้ว่า “ผมคิดแอพนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนเล่าเรื่องราวเป็นภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเพศไหนวัยไหนก็สามารถใช้แอพนี้ได้หมด และไม่จำเป็นต้องรู้หนังสือก็ใช้ได้ เพียงแค่แตะหน้าจอเท่านั้น”

ภาพ : www.flipagram.com

ที่มา www.m2fnews.com

 

แอลจีเปิดตัวทีวีไล่ยุงวางขายในอินเดียเป็นที่แรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 13:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438324

แอลจีเปิดตัวทีวีไล่ยุงวางขายในอินเดียเป็นที่แรก

แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ เปิดตัวโทรทัศน์ที่มีฟังก์ชั่นไล่ยิงด้วยคลื่นเสียงอัลตราโซนิค เริ่มวางจำหน่ายในอินเดียเป็นที่แรก

ยุคสมัยที่ต้องนั่งตบยุงหน้าทีวีต้องปิดฉากลง เมื่อ แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ อิงค์ ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติเกาหลีใต้ เปิดตัว ทีวีไล่ยุง หรือโทรทัศน์ที่มีฟีเจอร์พิเศษในการขับไล่ยุง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคมาลาเรีย ไข้เดงกี่ และไวรัสซิกา ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในภูมิภาคอเมริกาใต้รวมถึงประเทศเขตร้อนในขณะนี้

แอลจี เปิดเผยว่า โทรทัศน์ดังกล่าวพัฒนามาจากเทคโนโลยีไล่ยุง ซึ่งใช้คลื่นเสียงอัลตราโซนิคที่ส่งเสียงรบกวนให้ยุงบินหนีไป แต่เป็นคลื่นที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินเสียงและไม่ปล่อยรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และทำงานแม้ในขณะที่ปิดโทรทัศน์ โดยเริ่มวางขายในอินเดียเป็นที่แรกเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ทีวีไล่ยุงมีทั้งหมด 2 รุ่น คือ รุ่นหน้าจอขนาด 32 นิ้ว ราคา 2.65 หมื่นรูปี (ราว 1.39 หมื่นบาท) และรุ่น 42 นิ้ว ราคา 4.75 หมื่นรูปี (ราว 2.49 หมื่นบาท) ถือเป็นราคาที่ไม่สูงมากหากเทียบกับคุณภาพและประสิทธิภาพการไล่ยุงที่จะได้รับ

คิม ซางยุล เจ้าหน้าที่ของแอลจี ระบุว่า ทางบริษัทเตรียมวางขายที่ฟิลิปปินส์และศรีลังกาในเดือน ก.ค. แต่ยังไม่มีแผนการขยายตลาดไปที่อื่นๆ ต่อในขณะนี้

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับต่ำ ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มียุงชุมและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดย แอลจีได้เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้สำหรับสภาพแวดล้อมในอินเดียโดยเฉพาะ และเริ่มพัฒนาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสซิกาในอเมริกาใต้ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่กังวลว่าจะกระทบกับการจัดกีฬาโอลิมปิกในเดือน ส.ค. ที่เมืองดิโอ เดอ จาเนโร ของบราซิล

ก่อนหน้านี้ แอลจีได้ปรับใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้กับเครื่องปรับอากาศและเครื่องซักผ้า โดยเทคโนโลยีไล่ยุงได้รับการรับรองว่ามีประสิทธิภาพในการไล่ยุงจริง โดยหน่วยทดลองอิสระในเมืองเชนไนของอินเดีย

นอกจากนี้ แอลจี ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวผ่านมาตรฐานสากล โดยได้รับการทดสอบจากสถาบันระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยีชีวภาพและสารพิษ (ไอไอบีเอที)

 

น่าลอง!Lenovo ZUK Z1มือถือสเปคเจ๋งขายไทยแล้ว-ราคาหมื่นเดียว (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 15:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438210

น่าลอง!Lenovo ZUK Z1มือถือสเปคเจ๋งขายไทยแล้ว-ราคาหมื่นเดียว (มีคลิป)

Lenovo ZUK Z1 สมาร์ทโฟนสเปคเจ๋งวางขายในไทยแล้ว-ราคาหมื่นเดียว

ล็อกซเล่ย์แนะนำ “ZUK Z1 by Lenovo” (ซุก ซี1 บาย เลอโนโว ) สมาร์ทโฟนสเปคสูง ราคาต่ำกว่าหมื่น โดยทางบริษัท ล็อกซเล่ย์ ได้รับสิทธิ์จำหน่ายในประเทศไทย วางขายผ่านลาซาด้า (http://www.lazada.co.th/zuk-lenovo/) หวังจับกระแสคนรุ่นใหม่ ฮิต ช็อปออนไลน์

วนิดา แสงแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายขายอุปกรณ์สื่อสารไอทีและมัลติมีเดีย บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่าย สมาร์ทโฟน ยี่ห้อ “ZUK Z1 by Lenovo” (ซุก ซี1 บาย เลอโนโว ) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นเรื่องคุณภาพเทียบเท่าสมาร์ทโฟนระดับบน แต่ราคาจับต้องได้ โดยบริษัทฯ ได้เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ผ่านร้านค้าออนไลน์ “เอ็ดดู โซน บาย ล็อกซเล่ย์” บนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ของลาซาด้า อี มาเก็ตเพลสออนไลน์รายใหญ่ที่ www.Lazada.co.th/Eduzone เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการช็อปปิ้งของคนรุ่นใหม่ ที่ชอบเลือกซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งในช่วงเปิดตัวนี้ บริษัทฯ จัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือเพียง 9,990 บาท จากราคาปกติ 12,900 บาท

ZUK Z1 by Lenovo มาพร้อมกับแรม 3 กิ๊กกะไบท์ ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.1.1 Lollipop และหน้าจอแสดงผลขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมกล้องหลังความละเอียดสูง 13 ล้านพิกเซล ใช้ชิปและเซนเซอร์ Sony Exmor RS IMX214 รูรับแสง f/2.2 มาพร้อมกับระบบป้องกันการสั่นไหวของภาพ OIS และแฟลช LED 2 สี และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ใช้ชิปและเซนเซอร์ OmniVision รุ่น OV8865 ซีพียู Snapdragon 801 รหัส MSM8974AC quad-core 2.5 GHz ความจุของเครื่องรอม 64 GB

จุดเด่นที่เป็นตัวชูโรงของ ZUK Z1 by Lenovo อีกสิ่งคือระบบ U-Touch ที่เป็นปุ่ม Home บนตัวเครื่องโดยหน้าที่หลัก ๆ ของ U-Touch นอกเหนือไปจากการสแกนลายนิ้วมือแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการทำงานของโทรศัพท์ อาทิ ถ้าหากเราแตะปุ่ม มันก็จะทำหน้าที่เป็นปุ่ม back, กดปุ่มค้างไว้จะกลับมาหน้าแรก, แตะสองครั้งเพื่อเปิดหน้าเปลี่ยนทาสก์ หรือถ้าหากเลื่อนขึ้นลง ก็จะเปลี่ยนแอพไปมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเปิดหน้าเปลี่ยนทาสก์ใด ๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ZUK Z1 by Lenovo ยังมีฟังก์ชั่นและสเปคต่างๆ ที่น่าสนใจได้แก่
– รองรับ 2 ซิมแบบ nano-SIM และรองรับ 2G, 3G, 4G ครบทุกคลื่นในประเทศไทย (รวมถึงรองรับ TDD-LTE ของจีน, CDMA และ CDMA2000 อีกด้วย)
– Wi-Fi มาตรฐาน a/b/g/n/ac, บลูทูธ 4. 1 และ USB 3.0 Type-C รองรับการเสียบหูฟังจากช่อง USB Type-C ได้เลย
– แบตเตอรี่ขนาด 4,100 mAh ถอดเปลี่ยนไม่ได้ แต่รองรับ Fast Charge แน่นอน และที่สำคัญคือ เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว ระบบจะไม่ทำการชาร์จตัวแบตเตอรี่ต่อ และจะเป็นพลังงานให้เครื่องเองจนกว่าเราจะถอดปลั๊ก ลดความเสี่ยงเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมได้
– ตัวเครื่องหนา 8.9 มิลลิเมตร (เป็นความหนาจากอลูมิเนียม 6.1 มิลลิเมตร)
– น้ำหนัก 175 กรัม
– บริการหลังการขายโดย บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) โทร.0-2348-8658
ผู้สนใจ สามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lazada.co.th/zuk-lenovo/

จัดเต็ม! Galaxy Note7 เริ่มผลิตล็อตแรก 5 ล้านเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 15:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/438014

จัดเต็ม! Galaxy Note7 เริ่มผลิตล็อตแรก 5 ล้านเครื่อง

ลือ Galaxy Note7 เริ่มเดินสายการผลิตล็อตแรก 5 ล้านเครื่อง ของไม่ขาดตลาดแน่นอน!!

ลือแล้วลืออีกไม่แพ้สมาร์ทโฟนคู่แข่งอย่าง iPhone7 เลยทีเดียวสำหรับ Galaxy Note รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวข้ามเลขรุ่นไปเป็น Galaxy Note7 แทนภายในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ล่าสุดมีข่าวลือจากสำนักข่าวเกาหลีระบุว่าทาง Samsung จะเตรียมเริ่มเดินสายผลิตเจ้า Galaxy Note7 นี้ในในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมนี้ถึง 5,000,000 เครื่องก่อนวันวางจำหน่าย

หากข้อมูลดังกล่าวเป็นจริงนั้นก็แสดงว่า Samsung คงคาดหวังว่า  Galaxy Note7 จะขายดีกว่า Galaxy Note 5 อย่างแน่นอน โดยคาดว่าจะเปิดตัวในวันที่ 2 สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ Galaxy Note7 คาดว่าจะมาพร้อมกับหน้าจอ 5.8 นิ้ว, ซีพียู Qualcomm Snapdragon 823, แรม 6GB, กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล, แบตเตอรี่ 4,000 mAh, ระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow

ที่มา idigitaltimes