เจ๋งไปอีก!Facebookรองรับการชมภาพ360องศาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436665

เจ๋งไปอีก!Facebookรองรับการชมภาพ360องศาแล้ว

Facebook ประกาศรองรับการชมภาพหมุนได้รอบทิศทาง 360 องศาแล้ว

หลังจากที่ทาง Facebook ได้รองรับการชมวิดีโอแบบ 360 องศามาสักพักใหญ่แล้ว ล่าสุดก็ได้ประกาศรองรับการชมภาพถ่ายหมุนได้รอบทิศทางแบบ 360 องศาแล้วเช่นกัน ทั้งบนสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์

สำหรับบนคอมพิวเตอร์นั้นก็เพียงแค่กดคลิกแล้วเลื่อนก็สามารถดูภาพรอบๆ ได้แล้ว แต่สำหรับสมาร์ทโฟนนั้นเพียงแค่เคลื่อนมือถือไปมา ภาพก็จะเลื่อนหมุนตามไปแล้ว ส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟน Samsung สามารถดูภาพ 360 องศาผ่านแว่นตาโลกเสมือน Gear VR ได้ด้วย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fzuck%2Fposts%2F10102883016892831&width=500

 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fzuck%2Fposts%2F10102883338403521&width=500

แปลงโฉม ‘ก.ดิจิทัล’ ใน3เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 06:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436615

แปลงโฉม 'ก.ดิจิทัล' ใน3เดือน

ตั้งคณะทำงานจัดโครงสร้างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาด 3 เดือนเห็นรูปร่าง

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า กระทรวงได้แต่งตั้งคณะทำงานภายในเพื่อจัดทำโครงสร้างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่างร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วาระที่ 3 แล้วโดยคาดว่าต้นเดือน ก.ย.จะเห็นรูปร่างกระทรวงใหม่ที่มีภารกิจหลักในการขับเคลื่อนแผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ เบื้องต้นจะมีหน่วยงานเดิมที่อยู่ภายใต้กระทรวงใหม่ และมีหน่วยงานที่ต้องโอนย้ายไป และมีบางหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ เช่น ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะถูกโอนย้ายไปอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ส่วนหน่วยงานระดับกรมที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ คือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่วางนโยบายและแผนรองรับการขับเคลื่อนระดับชาติ

สำหรับหน่วยงานที่ยังอยู่กับกระทรวง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สำนักงานกิจการอวกาศ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นต้น

 

สิงคโปร์ตัดเน็ตข้าราชการ ห้ามใช้ในงานกันข้อมูลรั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 19:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436604

สิงคโปร์ตัดเน็ตข้าราชการ ห้ามใช้ในงานกันข้อมูลรั่ว

รัฐบาลสิงคโปร์มีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานใช้อินเทอร์เน็ตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่หวั่นข้อมูลรั่วไหล

ข้าราชการสิงคโปร์ส่อหงอยกันเป็นแถบ หลังรัฐบาลเตรียมใช้มาตรการห้ามพนักงานของรัฐทุกหน่วยงานใช้อินเทอร์เน็ตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเกรงว่าอาจมีข้อมูลของทางการรั่วไหล ในช่วงเวลาที่สิงคโปร์เริ่มเข้มงวดกับการป้องกันภัยคุกคามด้านความมั่นคงมากขึ้น

หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ส รายงานว่า รัฐบาลสิงคโปร์มีคำสั่งให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานห้ามเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามส่งเอกสารหรืออีเมลของที่ทำงานไปยังอินบ็อกซ์ของอีเมลส่วนตัว เนื่องจากอาจเป็นช่องทางให้มีการส่งเอกสารสำคัญหรืออีเมลของทางการให้กับบุคคลภายนอก ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ

คำสั่งในรูปจดหมายเวียนดังกล่าวส่งไปยังกระทรวง ทบวง กรม และสำนักงานต่างๆ โดยสำนักงานพัฒนาข้อมูลสารสนเทศ (IDA) ซึ่งให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการโจมตีผ่านระบบไซเบอร์ และช่วยให้บรรยากาศการทำงานในหน่วยราชการมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยที่ข้าราชการยังสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัว เพียงแต่ห้ามใช้ในทางที่เกี่ยวข้องกับงานอย่างเด็ดขาด

นอกจากพนักงานของรัฐทั่วไปแล้ว บรรดาครูอาจารย์ก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้เช่นกัน ซึ่งชาวสิงคโปร์วิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นมาตรการที่สุดโต่งไป เนื่องจากครูอาจารย์ไม่ใช่ตำแหน่งงานที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ มาตรการดังกลาวจะเริ่มใช้ในเดือน มิ.ย.ปีหน้า และจะส่งผลกระทบต่อพนักงานของรัฐจำนวน 120,000 คน และคอมพิวเตอร์ของรัฐจำนวน 100,000 เครื่อง จะถูกตัดการเชื่อมต่อโลกออนไลน์

ชาวสิงคโปร์ที่ทราบข่าวนี้ยังรู้สึกช็อกและกังขาที่รัฐบาลใช้กฎระเบียบที่เข้มงวด และยังขัดแย้งกับนโยบายส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็น “สมาร์ท เนชั่น” หรือการใช้เทคโนโลยีด้านไอทีในการขับเคลื่อนประเทศ

สมาชิกเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างพากันวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่รัฐบาลประกาศมาตรการนี้น่าจะเกิดจากกรณีล่วงละเมิดข้อมูลที่เป็นความลับของทางราชการ แต่เจ้าหน้าที่สิงคโปร์ปฏิเสธเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2013 เคยเกิดเหตุกลุ่มแฮกเกอร์แอนโนนีมัส ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ชื่อดังที่มุ่งเป้าโจมตีรัฐบาลต่างๆ เจาะเข้าเว็บไซต์ของรัฐมนตรีสิงคโปร์

ภาพ…เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

 

พฤติกรรมเสี่ยงโลกออนไลน์ ตกเป็นเหยื่อจากการใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 15:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436525

พฤติกรรมเสี่ยงโลกออนไลน์ ตกเป็นเหยื่อจากการใช้งาน

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

แคสเปอร์สกี้ แล็บ ได้ทดสอบความเก๋าทางไซเบอร์ (Cyber Savvy) ของยูสเซอร์ทั่วโลกจำนวน 1.8 หมื่นคน เพื่อวัดความเสี่ยงของพฤติกรรมบนอินเทอร์เน็ตและออนไลน์ โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะต้องเลือกสถานการณ์ออนไลน์ที่มักพบได้ทั่วไปจากคำตอบหลากหลายที่มีให้เลือก

จากคำตอบที่ถูกเลือกขึ้นมาทั้งหมด พบว่าในสถานการณ์ที่ยูสเซอร์ต้องระบุภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้น มีอัตรา “อันตราย” สูงที่สุด (เช่น สิ่งที่นำไปสู่การสูญหายของทรัพย์สินดิจิทัล ข้อมูลระบุตัวตน เงิน) จาก 76% ของผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจที่ไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ระหว่างเว็บเพจของจริงและของปลอมที่ทำเลียนแบบ

เมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามเช่นเดียวกันนี้บนเว็บ ยูสเซอร์ก็จะกรอกข้อมูลส่วนตัวเข้าไปยังหน้าเว็บเพจฟิชชิ่งที่ออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวแบบนี้ได้ดื้อๆ อาชญากรไซเบอร์ใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้เหล่านี้เพื่อเป็นทางเข้าไปบัญชีต่างๆ หลังจากนั้นจะถูกใช้เพื่อแพร่กระจายโฆษณาน่ารำคาญ ไฟล์หรือลิงค์ที่แฝงมัลแวร์ รวมทั้งเพื่อขโมยเงินและข้อมูลสำคัญด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่าอีก 75% ละเลยสะเพร่าเรื่องการตรวจสอบฟอร์แมตของไฟล์ที่จะดาวน์โหลด เช่น แทนที่จะได้ไฟล์เพลงกลับได้เป็นไฟล์ที่อาจมีเชื้อไวรัส เลือก “scr” (สกรีนเซฟเวอร์-เป็นฟอร์แมตทั่วไปที่มักจะพบไวรัสฝังตัวอยู่) เป็นไฟล์ “exe” หรือ “zip” เก็บข้อมูลที่ไม่รู้ที่มาที่ไปในไฟล์นั้นแทนที่จะเป็นไฟล์ “wma” ส่วนมากคนในสหราชอาณาจักร หรือ 85% มักตกเป็นเหยื่อลูกเล่นประเภทนี้

จากข้อมูลสรุปผลการสำรวจพบว่า เยอรมนี สเปน และออสเตรเลีย มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดด้านความเก๋าทางไซเบอร์ แต่ยังต้องเรียนรู้อีกมาก เช่น คนเยอรมันมีแนวโน้มที่จะเก็บรหัสผ่านในฟอร์แมตที่ไม่ค่อยปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบเขียนลงกระดาษที่อยู่ใกล้ๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ ขณะที่ชาวสเปนมักแบ็กอัพข้อมูลในที่ที่ไม่น่าวางใจ แถมยังไม่เข้ารหัสหรือใช้พาสเวิร์ด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่ดูจะอันตรายที่สุดจากคำตอบมาจากยูสเซอร์ประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยพบว่าชาวอินเดียเป็นกลุ่มที่โดนหลอกง่ายที่สุด เพราะเป็นกลุ่มมีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะเปิดไฟล์แนบในอีเมลที่แม้จะน่าสงสัยก็ตาม หรือแอดเพิ่มใครก็ได้ที่ขอเป็นเฟรนด์ และคลิกลิงค์จากเพื่อนบนโซเชียลเน็ตเวิร์กโดยไม่เช็กดูก่อนว่าจริงหรือหลอก พฤติกรรมประเภทนี้หมายความว่ายูสเซอร์ในประเทศนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของการฉ้อฉลมากกว่าผู้คนในประเทศอื่นๆ

ขณะที่ชาวญี่ปุ่นแสดงความไม่สนใจไยดีต่อความปลอดภัยของตนเอง โดยไม่เห็นประโยชน์ของการทำแบ็กอัพไฟล์ และคิดว่าตนไม่มีข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องป้องกัน และยังเป็นกลุ่มที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่าที่จะอัพเดทระบบปฏิบัติการ เมื่อเทียบกับยูสเซอร์ในประเทศอื่นๆ ทำให้เป็นการง่ายที่จะเจาะเข้าอุปกรณ์ใช้งาน และขโมยข้อมูลมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

สำหรับการป้องกันข้อมูลทางด้านการเงิน ทัศนคติที่เป็นอันตรายที่สุดนั้นพบได้จากยูสเซอร์ในประเทศรัสเซีย และสาธารณรัฐเช็ก ที่มีทีท่าว่าพลาดท่าเมื่อเลือกเว็บไซต์ของธนาคารเพื่อทำธุรกรรมการเงินที่ปลอดภัย และยังยอมรับด้วยว่าไม่ได้มีมาตรการทางความปลอดภัยเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์

สัญชาตญาณในการป้องกันตนเองเป็นธรรมชาติของคนเราทุกคน ในโลกแห่งความเป็นจริงผู้คนส่วนมากมักพร้อมที่จะปกป้องสิ่งที่พวกเขาเห็นว่ามีค่าต่อตนเอง อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจในโลกเวอร์ชวล สัญชาตญาณนี้มักจะพากันหล่นหายไปหมด ทั้งที่ชีวิตส่วนตัว อัตลักษณ์ และข้อมูลส่วนบุคคล สินทรัพย์ต่างๆ และเงิน เป็นเรื่องจำเป็นต้องได้รับการป้องกันเมื่อทำธุรกรรมออนไลน์

 

ล้ำไปอีก!Galaxy Note7อาจมาพร้อมฟีเจอร์สแกนม่านตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436443

ล้ำไปอีก!Galaxy Note7อาจมาพร้อมฟีเจอร์สแกนม่านตา

Samsung Galaxy Note 7 อาจมาพร้อมฟีเจอร์สแกนม่านตา

หลังจากเมื่อวันก่อนมีข่าวลือว่าทาง Samsung จะข้ามรุ่น Galaxy Note 6 ไปแล้วหันมาเตรียมเปิดตัว Galaxy Note 7 แทนเพื่อให้ไล่ตามเลขรุ่นมือถือ iPhone ให้ทัน

ล่าสุด มีข่าวลือมาอีกว่า Samsung Galaxy Note 7 ที่กำลังจะเปิดตัวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้นจะมาพร้อมฟีเจอร์สแกนม่านตาสุดล้ำอีกด้วย โดยข่าวลือดังกล่าวเริ่มจากภาพหลุดหน้าจอที่มีปุ่มให้กดสแกนม่านตาเพื่อปลดล็อค

ทั้งนี้มีข้อมูลหลุดมาว่า Galaxy Note 7 จะมาพร้อมกับหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 5.8 นิ้ว, ซีพียู  Snapdragon 823, แรม 6 GB, พื้นที่ความจุ 64GB และ 128GB, ที่สำคัญก็ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์กันน้ำกันฝุ่นตามเดิม

Galaxy Note 7 คาดว่าจะเปิดตัวในงาน IFA Expo ที่จะจัดขึ้นต้นเดือนกันยายนนี้ เอาเป็นแฟนๆ ก็รอดูแล้วกันว่าจะเป็นยังไง

ที่มา gsmarena

 

เพิ่งรู้เหรอ?’ทิมคุก’ยอมรับราคาiPhoneแพงไปจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436237

เพิ่งรู้เหรอ?'ทิมคุก'ยอมรับราคาiPhoneแพงไปจริงๆ

‘ทิม คุก’ยอมรับราคามือถือ iPhone แพงไปจริงๆ

เป็นเรื่องที่ใครๆ หลายคนก็บ่นกันจริงๆ สำหรับเรื่องราคามือถือ iPhone ที่แพงแสนแพงทำเอาหลายคนเอื้อมไม่ถึง ล่าสุดขณะที่ซีอีโอ Apple อย่าง’ทิม คุก’ขณะให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ที่อินเดียได้เปิดปากยอมรับว่ามือถือ iPhone นั้นแพงไปจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศนอกสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้รับการเปิดใช้หลายๆ ฟีเจอร์

“เราไม่ได้กำไรจากประเทศอินเดียมากนัก แต่ผมยังคิดว่าราคา iPhone ยังแพงไปจริง ทั้งนี้เรายังคงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อลดราคาลงมา” นายทิมกล่าว

ซีอีโอ Apple ได้พยายามอธิบายว่า ภาษีการนำเข้าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้ราคา iPhone แพงกว่าที่ขายในสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีทาง Apple ไม่ได้มีนโยบายจะลดราคาต้นจากสหรัฐฯ แต่อาจจะลดราคาลงในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาแทน

ทั้งนี้ แม้ราคา iPhone ในอนาคตอาจถูกลงแต่ทิม คุกก็ยืนยันจะมาตรฐานของมือถือ iPhone จะไม่ลดต่ำลงไปด้วยแน่นอนนะจ้ะ

ที่มา cultofmac

 

ตั้งตารอ!! Samsungอาจเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ต้นปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436215

ตั้งตารอ!! Samsungอาจเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ต้นปีหน้า

Samsung อาจเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ 2 รุ่นภายในต้นปีหน้า

หลังจากที่ค่ายมือถือดังฝั่งเกาหลีใต้อย่าง Samsung เคยปล่อยคลิปวิดีโอโชว์ต้นแบบสมาร์ทโฟนพับได้ไปเมื่อ 2014 ล่าสุดดูเหมือนฝันจะมีแนวโน้มเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Samsung อาจกำลังเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับงอได้ 2 รุ่นในงาน Mobile World Congress ต้นปี 2017

รายงานระบุว่า สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวจะใช้หน้าจอ OLED และจะมาในรูปแบบสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ถึง 8 นิ้ว

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ทาง Bloomberg ยังได้ปล่อยข่าวลือว่า Samsung จะข้าม Samsung Galaxy Note 6 แล้วไปเปิดตัว Samsung Galaxy Note 7 แทนเพื่อไล่ตามซีรีย์ iPhone ของทาง Apple ให้ทันด้วย

ที่มา bloomberg, mashable

แนะกลยุทธ์อี-คอมเมิร์ซ สร้างคอนเทนต์เจาะใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 22:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436174

แนะกลยุทธ์อี-คอมเมิร์ซ สร้างคอนเทนต์เจาะใจลูกค้า

จากการทำตลาดกันในวงกว้างที่เน้นฮาร์ดเซลส์ถูกพัฒนาไปสู่การพัฒนาคอนเทนต์แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

การแข่งขันในตลาดอี-คอมเมิร์ซในช่องทางต่างๆ มีความเข้มข้นและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค กลายเป็นสิ่งที่สินค้าอี-คอมเมิร์ชจะขาดไปเสียไม่ได้

วุฒิธร มิลินทจินดา ที่ปรึกษาด้าน Content Marketing คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด และประธานบริษัท บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ เปิดเผยว่า หลายปีที่ผ่านมาตลาดอี-คอมเมิร์ซมีการเติบโตสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในไทย มีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซในไทยหลายแสนรายทำธุรกรรมซื้อขายผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และออนไลน์ มาร์เก็ตเพลส

ผลสำรวจล่าสุดจาก PwC, Total Retail Survey, 2016 ที่กล่าวถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคผ่านช่องทางค้าปลีกรวมถึงการซื้อสินค้าทางมือถือและ โซเชียลมีเดีย พบว่าไทยเป็นประเทศที่มีนักช็อปออนไลน์ซื้อสินค้าโดยตรงผ่านทางโซเชียลมีเดียมากที่สุดในโลกถึง 51% รองลงมา คือ อินเดีย มาเลเซีย และจีน ตามลำดับ

สำหรับในประเทศไทยคนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตซื้อสินค้าและบริการออนไลน์กว่า 44 % ค้นหาสินค้าหรือบริการผ่านออนไลน์ 48% เข้าชมเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์ 40% สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแล็ปท็อป หรือคอมพิวเตอร์ 39% และสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน 31% จากตัวเลขชี้ให้เห็นว่ามีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและจำนวนผู้ใช้โซเชียล มีเดียอยู่ในทิศทางขาขึ้นและไม่มีทีท่าที่จะลดลง

นอกจากนี้ ยังแสดงถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคและนักช็อปใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการก่อนการตัดสินใจซื้อสูงขึ้น หรือที่เรียกว่า Zero Moment of Truth อาทิ การเข้าไปอ่านรีวิวในบล็อกต่างๆ หรือการเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์หรือแฟนเพจของแบรนด์ รวมถึงข้อมูลจาก Third Party ที่เผยแพร่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ตนกำลังสนใจ

“ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในผู้ผลิตคอนเทนต์เจ้าหนึ่งในเมืองไทย อีกทั้งผลิตรายการโทรทัศน์สร้างสรรค์งานในสื่อโซเชียลมีเดียและจัดงานมิวสิคเฟสติวัลระดับนานาชาติ ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมได้สังเกตทิศทางและแนวโน้มการทำคอนเทนต์ของผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นการโฆษณาแบบฮาร์ดเซลส์ ก็เปลี่ยนมาเน้นการทำคอนเทนต์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และยังเน้นการสร้าง Brand Engagement ระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อพูดคุยสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายของตัวเองโดยตรง”

ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับแบรนด์ที่ต้องทำการสื่อสารกับลูกค้าในมุมที่ลูกค้าอยากรู้ โดยยึดหลัก Customer Focus และใช้กลยุทธ์ Influencer & Content Marketing Strategy ในการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเน้นทำการตลาดในทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและการแชร์คอนเทนต์เพื่อเป้าหมายในการดึงดูดลูกค้า จนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้าโดยการเล่าเรื่องราวให้น่าสนใจ เพราะลูกค้าจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาเพื่อเปรียบเทียบราคาและบริการเสมอ

แบรนด์จึงต้องสร้างคอนเทนต์ที่นอกจากจะเอื้อประโยชน์ให้เกิดยอดขายแล้ว ยังต้องมุ่งผลิตคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ ทำให้คนติดตามและก่อให้เกิดการแชร์จนนำมาซึ่งยอดขายได้ และสุดท้ายต้องสร้าง Brand Engagement ให้เกิดขึ้น เพื่อหวังผลในส่วนของ User Generated Content โดยการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่ติดตามได้แสดงสิ่งที่เขาสนใจเกี่ยวกับแบรนด์ อาทิ การรีวิวผลิตภัณฑ์ การแชร์ข้อความ เป็นต้น เพื่อให้คอนเทนต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก User มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อกับกลุ่มเป้าหมาย

“ปีนี้อัตราการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซยังคงอยู่ในทิศทางที่สูงขึ้นมากกว่าปีก่อน โดยแต่ละแบรนด์นอกจากมุ่งทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งแล้ว ยังเพิ่มในส่วนของการทำ Content Marketing เพื่อเพิ่ม Brand Engagement ให้สูงขึ้นและเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงอีกด้วย ผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวได้ก่อนโดยพัฒนาคอนเทนต์ที่มุ่งเข้าหาผู้บริโภคย่อมได้เปรียบในภาวการณ์ตลาดเช่นนี้” วุฒิธร กล่าว

 

ดาบสองคมเฟซบุ๊กไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 13:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/436066

ดาบสองคมเฟซบุ๊กไลฟ์

โดย…ณภัทร องอาจบุญ Buyer Multi-Screen มีเดียเอเยนซี่ UM ในเครือ IPG Mediabrands

เป็นกระแสที่มาแรงสำหรับการทำ Facebook Live หรือการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ความนิยมใน Facebook Live เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เพราะคนส่วนใหญ่ชอบที่จะดูหรือเรียนรู้จากวิดีโอมากกว่าภาพนิ่งๆ

Facebook Live เริ่มถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการถ่ายทอดสดจากเจ้าของเพจบางเพจในการแนะนำสินค้าใหม่ตามงานอีเวนต์ต่างๆ ได้ง่ายๆ และรวดเร็ว เพราะไม่ต้องลงทุนมากเพียงแค่มีมือถือก็ทำได้แล้ว ขณะเดียวกันก็สามารถตอบโต้กับผู้บริโภคได้แบบทันทีทันใด

สิ่งสำคัญคือ แอดมินหรือเจ้าของเพจต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ แล้วอย่าลืมเก็งคำถามหรือเตรียมคำตอบไว้ด้วย ซึ่งการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ซักถาม จะช่วยให้คุณได้ทราบว่าผู้บริโภคอยากรู้เรื่องไหนหรือปัญหาแบบไหนที่พวกเขาต้องพบ คุณก็แค่เก็บข้อมูลเหล่านี้แล้วนำไปพัฒนาสินค้าและบริการต่อไป

เจ้าของเพจบางรายยังใช้ Facebook Live สร้างคุณค่าให้กับเพจ ด้วยการเชิญคนที่ลูกค้าชื่นชอบหรือคนที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์มานั่งสัมภาษณ์กันแบบสดๆ เพื่อให้ความรู้หรือมาสาธิตวิธีใช้สินค้าแก่ลูกค้า รวมไปถึงการแก้ปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้สินค้าผ่านคำถามจากผู้สนใจได้โดยตรงแบบเรียลไทม์ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมก็คือการรับฟังข้อร้องเรียนและติดตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

ข้อดีอีกอย่างของ Facebook Live ก็คือ หลังจากออกอากาศไปแบบสดๆ แล้ว วิดีโอนั้นๆ ก็ยังคงอยู่บนเฟซบุ๊ก ซึ่งทำให้คนที่พลาดช่วงเวลาถ่ายทอดสดไปก็ยังสามารถเข้ามาดูได้เรื่อยๆ และหากมีประโยชน์วิดีโอนั้นก็ยังถูกแชร์ต่อไปได้เรื่อยๆ

แม้ Facebook Live จะมีข้อดีหลายๆ ด้าน แต่อย่าลืมว่าข้อจำกัดของการถ่ายทอดสดก็คือ อาจมีบางเรื่องหรือเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือความควบคุม ซึ่งอาจสร้างปัญหาได้เช่นกัน จนอาจกลายเป็นดาบสองคมเหมือนดังกรณีพริตตี้กับร้านอาหารที่กลายเป็นข่าวฉาวเพียงแค่ข้ามคืน

 

สตาร์ทอัพไทยหวังไปต่อ มั่นใจตลาดในประเทศยังรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 22:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/435964

สตาร์ทอัพไทยหวังไปต่อ มั่นใจตลาดในประเทศยังรุ่ง

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

สตาร์ทอัพไทยแนะเทคนิคความสำเร็จในการทำงานจะต้องมีความสุข ทีมงาน เมนเทอร์ ไทม์มิ่ง สินค้าตรงกับความต้องการของตลาดและมีใจเต็มเปี่ยม เพราะการทำงานในรูปแบบสตาร์ทอัพนั้น ไม่ได้มีแค่ความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความพร้อมใน 7 อย่างข้างต้น

นพพล อนุกูลวิทยา และ อมรเชษฐ์ จินดาอภิรักษ์ สองผู้ร่วมก่อตั้ง เทคมีทัวร์ เว็บไซต์รวมไกด์ท้องถิ่น กล่าวว่า การทำธุรกิจท่องเที่ยวของเทคมีทัวร์ เป็นการให้คนในพื้นที่มีโอกาสได้แนะนำสถานที่ที่คุ้นเคยประหนึ่งเป็นไกด์ท้องถิ่นชั่วคราว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกมากต้องการท่องเที่ยวแบบสัมผัสถึงวัฒนธรรมจริงๆ

“แม้ว่ารูปแบบการให้บริการของเราจะคล้ายกับอาชีพมัคคุเทศก์และอาจจะต้องมีการจดทะเบียนอนุญาตสำหรับการทำธุรกิจในอนาคต แต่ตอนนี้มองว่ายังเป็นธุรกิจขนาดเล็กจึงยังไม่น่าจะมีผลกระทบ แต่ถ้าในอนาคตธุรกิจใหญ่ขึ้นก็อาจจะต้องดำเนินการ ตอนนี้เรามีไกด์ท้องถิ่นหลักหมื่นคนใน 40 จังหวัดทั่วไทย และอยากจะขยายไปยังพื้นที่ท้องถิ่นให้มากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการเติบโตสูง แต่รายได้ส่วนใหญ่มาจากโรงแรมหรือทัวร์ต่างประเทศ”

ด้าน พงษ์ธร ถาวรธนากุล ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ ฟีโนมีน่า ผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ผ่านแพลตฟอร์ม NTER กล่าวว่า จากจำนวนบัญชีออมทรัพย์กว่า 30 ล้านบัญชี มีเพียงแค่ 5 ล้านบัญชีเท่านั้นที่สนใจการลงทุน ช่วงแรกมีคนลงทุนแล้วกว่า 150 ล้านบาท ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงที่เปิดตัว

“เรายังมีโอกาสในตลาดนี้อีกมาก เพราะคนที่มีเงินไม่มากแต่อยากลงทุนมักจะไม่ค่อยมีที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ดีพอ ทำให้เราพัฒนารูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า NTER และมีใบอนุญาตให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่เชื่อถือได้”

ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม NTER เป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้ลงทุนได้ตามเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน รวมถึงมีการแนะนำพอร์ตการลงทุนอย่างเป็นระบบ เหมาะสมกับระยะเวลาการลงทุนและความเสี่ยงที่รับได้ หลังจากเปิดให้บริการผ่านงานสัมมนาครั้งล่าสุดได้มีผู้ให้ความสนใจลงทุนผ่านระบบนี้แล้วกว่า 1,300 ล้านบาท

สิทธิศักดิ์ วงศ์สมนึก ผู้ก่อตั้ง Giztix ผู้ให้บริการ Platform e-Logistics เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทำซอฟต์แวร์เกี่ยวกับการบริหารระบบโลจิสติกส์ให้กับองค์กรขนาดใหญ่ 20 รายใช้งาน แต่ด้วยสภาพตลาดโลจิสติกส์ที่แข่งขันกันสูง และเอสเอ็มอีเกิดใหม่ก็ต้องการใช้ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ จึงปรับรูปแบบธุรกิจจากการทำซอฟต์แวร์มาเป็นสร้างแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสสำหรับให้บริการด้านโลจิสติกส์

“กิซติกเกิดขึ้นมา 6 เดือน และระดมทุนรอบแรกจากดีแทค พร้อมกับได้การสนับสนุนนระดับเริ่มต้น (Seed Funding) จากกองทุนประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยรายแรกที่ให้บริการมาร์เก็ตเพลสสำหรับโลจิสติกส์ โดยชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย และความเร็วในการใช้บริการ ที่สำคัญระบบทั้งหมดถูกพัฒนาโดยคนไทย”

สำหรับ กิซติก จะเปิดให้บริษัทโลจิสติกส์เข้ามารับงานภายใต้มาร์เก็ตเพลสได้ฟรี แต่ต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน เช่น ได้รับใบอนุญาตขนส่งสินค้า และได้รับการการันตีจากองค์กรขนาดใหญ่จำนวน 10 ราย เป็นต้น ปัจจุบันมีบริษัทโลจิสติกส์ที่มาให้บริการในมาร์เก็ตเพลส 120 ราย ครอบคลุมการขนส่งทั่วเอเชีย ผ่านสายส่งในระบบ 1,200 คัน และมีการใช้งานเติบโต 30% ทุกเดือน

ขณะที่ เรืองโรจน์ พูนผล ผู้จัดการกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊กส์ กล่าวย้ำว่า อีกปัจจัยที่ทำให้สตาร์ทอัพเติบโตคือได้นักลงทุนที่ดี เพราะสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก 70% เกิดขึ้นจากการแนะนำของนักลงทุนไปในทางที่ถูกต้อง ดังนั้นเงินทุนก้อนแรกอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่สุด แต่การที่นักลงทุนเข้ามาสร้างแรงบันดาลใจ และช่วยให้สตาร์ทอัพเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง จะช่วยให้สำเร็จมากกว่า