‘ดีอี’เร่งเครื่องเน็ตประชารัฐพร้อมมี.ค.2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573902

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

'ดีอี'เร่งเครื่องเน็ตประชารัฐพร้อมมี.ค.2562

ดีอีโหมสร้างเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ พัฒนาดิจิทัลระดับหมู่บ้าน ทั้งเดินหน้าตรวจรับอุปกรณ์ ในโครงการเน็ตประชารัฐให้เสร็จสิ้นภายใน มี.ค. 2562

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในงาน”การพัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ที่ จ.หนองคาย ว่า การพัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ เป็นกลไกพัฒนาและส่งเสริมการใช้ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อน ต่อยอดสร้างการเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านเน็ตประชารัฐทั้ง 2.47 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายอาสาสมัครขนาดใหญ่ระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐ ในการร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก โครงข่ายประชารัฐ

ทั้งนี้ ในการพัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ มีการอบรมให้กับอาสาสมัครทั่วประเทศจำนวน 77 ครั้ง ระหว่างเดือน พ.ย. 2561-ก.พ. 2562 ซึ่งที่ผ่านมาจัดอบรมไปแล้ว 11 รุ่น ปัจจุบันมีเน็ตอาสาประชารัฐ 1,851 คน ล่าสุดการอบรม รุ่นที่ 12 ในพื้นที่ จ.หนองคาย มีเน็ตอาสาประชารัฐครบทุกหมู่บ้าน 179 คน

นอกจากนี้ กระทรวงดีอีกำลังเร่งเดินหน้าดำเนินการตรวจสอบอุปกรณ์ เน็ตประชารัฐให้ถูกต้องตามสัญญา มีทะเบียนครุภัณฑ์ถูกต้อง รวมถึงตรวจสอบคุณภาพสัญญานอินเทอร์เน็ต เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ต ณ จุดให้บริการ ซึ่งพบว่าจากการตรวจสอบมีความคืบหน้า 20% โดยคาดจะตรวจสอบเสร็จสิ้นภายในเดือน มี.ค. 2562

บรรยายภาพ – เน็ตอาสาประชารัฐ : พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ที่ 3 จากขวา) ร่วมงานการพัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ ที่โรงแรม รอยัลนาคาราและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.หนองคาย

เปิดแฟรนไชส์ เด็กหลอดแก้ว ด้วยระบบเอไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573783

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

เปิดแฟรนไชส์ เด็กหลอดแก้ว ด้วยระบบเอไอ

โพสต์ทูเดย์ – บอร์เดอร์เลส เฮลธ์แคร์ กรุ๊ป เปิดตัวแฟรนไชส์คลินิกเด็กหลอดแก้ว ด้วยเทคโนโลยีระบบเอไอ เล็งเจาะกลุ่มลูกค้าจีน และอินเดีย

นายเหว่ย เซียง ยู ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท บอร์เดอร์เลส เฮลธ์แคร์ กรุ๊ป และแฟรนไชส์คลินิกหลอดแก้ว ภายใต้ชื่อ XY.life เปิดเผยว่า บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจในประเทศไทย จึงได้เปิดตัวแฟรนไชส์ XY.life เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงปัจจุบันที่เปลี่ยนไป เนื่องจากเป็นคนทำงานมากขึ้น แต่งงานช้าลง ส่งผลให้มีบุตรช้าตามไปด้วย ดังนั้นจึงทำให้เกิดความต้องการที่จะแช่แข็งเซลล์ไข่มากขึ้น เพื่อเตรียมตัวสำหรับการมีบุตรในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมองว่าไทยมีความเหมาะสมทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายและทำเลที่ตั้ง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งสามารถเป็นเมืองหลวงแห่งการแช่แข็งเซลล์ไข่ หรือ Egg Capital ได้ เพราะมีต้นทุนในการรับฝากเพียง 2.95 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100 บาท/วัน นับเป็นราคาที่ถูกที่สุดในตลาดโลกเวลานี้

สำหรับการดำเนินธุรกิจในขณะนี้ได้ตกลงเซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับคลินิกในไทยแล้ว 5 คลินิก และสามารถจะเปิดให้บริการสาขาแรกได้ไม่เกินกลางเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนแผนในปีแรกวางเป้าหมายมีแฟรนไซส์เปิดบริการอย่างน้อย 10 สาขา โดยคลินิกที่ได้สิทธิแฟรนไชส์จะได้เทคโนโลยีและเครื่องมือระบบปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีบล็อกเชนมาช่วยในการประเมินผลและวิเคราะห์วางแผนจัดการภาวะเจริญพันธุ์

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าจะเน้นให้บริการลูกค้าต่างประเทศ 60% และในประเทศ 40% โดยเน้นกลุ่มลูกค้ามิลเลนเนียลหรือผู้ที่อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 18-37 ปี ส่วนลูกค้าจะเน้นเจาะตลาดไปที่กลุ่มคู่รักชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่มที่อยากมีบุตรคนที่สอง รวมถึงอินเดีย ซึ่งนิยมมาทำผสมเทียมที่ไทย เบื้องต้นประเมินว่าลูกค้าที่จะมาใช้บริการจะเป็นกลุ่มที่ต้องการทำเด็กหลอดแก้ว 50% และกลุ่มแช่แข็งเซลล์ไข่อีก 50%

ด้าน นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวในไทย ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทำให้คนเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้ ตลาดของธุรกิจทัวร์ตกลงเฉลี่ยปีละ 10% ในแง่ของส่วนแบ่งการตลาด

ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องหาสินค้าใหม่มาทดแทน และเชื่อว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ โดยเห็นว่าการเชิญชวนให้คู่รักมาใช้บริการผสมเทียมในไทยนั้น จะส่งผลดีต่อตลาดท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

เร่งลงทุนซีเคียวริตี้ ต้าน 5 ภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573764

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2561 เวลา 04:52 น.

เร่งลงทุนซีเคียวริตี้ ต้าน 5 ภัยไซเบอร์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

          ภัยไซเบอร์ที่เกิดขึ้นใหม่และจะเข้ามาโจมตีในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก ในปี 2562 พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ก คาดการณ์จะมีด้วยกัน 5 เทรนด์เควิน โอ แลรีย์ หัวหน้าด้านความปลอดภัยประจำสำนักงานเอเชียแปซิฟิก บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ก เปิดเผยว่า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ถูกเอาไว้ให้เป็นศูนย์กลางในการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มีการปรับเปลี่ยน ในหลากหลายแนวทาง ขณะที่การโจมตีของแฮ็กเกอร์ในแต่ละครั้งสร้างผล กระทบและโอกาสสูญเสียทางธุรกิจมหาศาล

สำหรับประเทศไทยนั้นการลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ต้องให้ความสำคัญมีด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยโครงการสาธารณูปโภค เนื่องจากไทยกำลังทรานส์ฟอร์มสู่ยุค 4.0 ก้าวสู่ไอโอที ซึ่งพบว่าประเทศในตะวันออกกลางโดนโจมตีปิดน้ำและไฟฟ้ามาแล้ว ส่งผล กระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง 2.การลงทุนป้องกันการโจมตีทางมือถือ 3.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ขณะที่ 5 เทรนด์การคาดการณ์โจมตีที่จะเกิดขึ้นนั้น ประกอบด้วย เทรนด์ ที่ 1 อีเมลสำหรับใช้ในการติดต่อธุรกิจ จะได้รับไฟล์เอกสารแนบที่สร้างความประหลาดใจเพิ่มมากขึ้น จากรายงานพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากการถูกหลอกให้ โอนเงินผ่านทางอีเมล มีมูลค่ารวมมากกว่า 3.92 แสนล้านบาท จากการที่อาญชากรไซเบอร์มีวิธีในการหลบเลี่ยงระบบป้องกันภายใน ในปีหน้าองค์กรธุรกิจจะเอาชนะโจรไซเบอร์ด้วยวิธีการเฉพาะของตนเอง

ทั้งนี้ เทรนด์ที่ 2 ห่วงโซ่อุปทานจะกลายเป็นจุดอ่อนให้เกิดการโจมตี ยุคดิจิทัลช่วยลดอุปสรรคที่ขัดขวางการสื่อสารระหว่างกันลงไปได้อย่างมาก อาชญากรไซเบอร์จึงอาศัยจุดอ่อนในการเชื่อมต่อระหว่างกัน และจากห่วงโซ่อุปทานโลกในการโจมตีได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าบุคคลใด องค์กรหรือหน่วยงานใดบ้าง ที่ติดต่อผ่านระบบที่ใช้งานภายในองค์กรของเรา

แลรีย์ กล่าวถึงเทรนด์ที่ 3 เอเชียแปซิฟิกจะมีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น จากการที่มีความร่วมมือต่อเนื่อง ดังนั้น การวางกฎระเบียบข้อบังคับในการ ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลจึงเป็น สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี โดยมีแนวโน้ม ว่าปีหน้าแต่ละประเทศจะมีกรอบแนวคิดความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับประเทศ เพื่อใช้ปกป้องข้อมูลประชากร เหมือนเช่นในยุโรปที่ออกกฎหมาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของยุโรป (GDPR)

ระบบคลาวด์เป็นเทรนด์ที่ 4 จะเพิ่มความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจากระบบที่มีหลายชั้น ทำให้การวางระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับองค์กร และผู้ให้บริการคลาวด์ จึงมีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายจะหันมาร่วมมือกันในการหาแนวทางในการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ มากกว่าการรักษาความปลอดภัยของระบบในรูปแบบเดิม  สำหรับเทรนด์ที่ 5 การบริหารจัดการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มการสื่อสารโทรคมนาคม ไฟฟ้า ประปา เมื่อนำระบบดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเป็นเป้าหมายโจมตี

ทั้งหมดนี้คือ 5 เทรนด์คาดการณ์ที่องค์กร รัฐบาลต้องเตรียมรับมือ

ขโมยข้อมูลลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573655

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

ขโมยข้อมูลลูกค้า

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเปิดเผยว่า พวกเขาโดนแฮ็กเกอร์ไม่ทราบชื่อเจาะระบบฐานข้อมูลการจองที่พัก และจากไปพร้อมข้อมูลลูกค้ามากกว่า 500 ล้านราย

สตาร์วูด โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท เวิลด์ไวด์ ถูกทาง แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซื้อกิจการมาเมื่อปี 2016 รวมถึงโรงแรมชื่อดังอื่นๆ เช่น St. Regis, Sheraton Hotels & Resorts, W Hotels, Westin Hotels & Resorts, Aloft Hotels, Tribute Portfolio, Element Hotels, Le Méridien Hotels & Resorts, The Luxury Collection, Four Points by Sheraton และ Design Hotels

เชื่อว่าเหตุการณ์นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ล้วงข้อมูลครั้งใหญ่ในปี 2016 ที่ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ของ ยาฮู มากกว่า 3,000 ล้านบัญชีถูกขโมยไป

ข้อมูลที่แฮ็กเกอร์ได้ไปได้แก่ ชื่อ ที่อยู่อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ หมายเลขหนังสือเดินทาง วันเกิด เพศ ข้อมูลการเดินทาง วันจอง และช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่นๆ แต่ในบางผู้ใช้ก็มีข้อมูลการชำระเงิน บัตรเครดิต/เดบิต และวันหมดอายุ

ทางแมริออทยืนยันว่า การเข้าถึงของผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเกิดขึ้นในเครือข่ายของสตาร์วูด ไม่ใช่ของ แมริออท และได้แจ้งเตือนกับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง สู่ต้นทุนที่แท้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573533

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง สู่ต้นทุนที่แท้จริง

เรื่อง กัมพล

การทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลวันนี้ กลายเป็นช่องทางหลักของทุกธุรกิจแล้วนะครับ จากที่ผ่านมาเป็นแค่ช่องทางทางเลือก ก่อนหน้านี้เจ้าของสื่อออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ ก็พยายามให้คนมาใช้งานให้มากที่สุด วิธีการที่ทำให้ประสบความสำเร็จมี 2 วิธีครับ

1.ทำให้ทุกธุรกิจประสบความสำเร็จ ถ้าจำกันได้สมัยก่อนใครลงโฆษณากูเกิลหรือเฟซบุ๊กมักจะลงโฆษณาแป๊บเดียว สักพักจะได้ยอดขายกัน

2.โปรโมทว่าเอสเอ็มอีมาทำการตลาดออนไลน์ได้โดยใช้เงินไม่มาก สื่อออนไลน์เป็นสื่อเดียวที่บอกว่าให้เอสเอ็มอีมาทำเถอะ เห็นผลใช้เงินไม่มาก ยุคแรกๆ เอสเอ็มอีทำโฆษณาบนออนไลน์เยอะมากครับ โดยเฉพาะกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี ที่หลายๆ ธุรกิจเติบโตและรวยได้ผ่านออนไลน์กันเลยทีเดียว พอเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้นๆ ก็เริ่มมีคนทำโฆษณาเยอะขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์ใหญ่ๆ ก็เริ่มหันมาลงโฆษณาในสื่อนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน คือ คนทำเองกันไม่เป็น เลยต้องจ้างเอเยนซี ซึ่งคิดค่าบริการถูกมาก เพราะแต่ละสื่อก็ตั้งค่าโฆษณาไม่ยาก และมีฟรีแลนซ์ให้บริการเยอะมาก จนราคาถูกลงไปอีก เพราะคนจ้างก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด คนทำก็ไม่รู้ว่าที่ทำถูกหรือผิด ก็จ้างกันไป

ทีนี้มาถึงยุค 2-3 ปีที่ผ่านมา ต้องทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เยอะมาก จนตัวสื่อเองก็เริ่มมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เห็นได้จากทุกสื่อทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก เก็บค่าโฆษณาสูงขึ้น และทุกสื่อมีพื้นที่โฆษณาน้อยลง

ปัญหาก็เกิดขึ้นอีก คือ 1.คนเริ่มเห็นผลน้อยลงหรือใช้ระยะเวลาในการเห็นผลมากขึ้น 2.ไมโครเอสเอ็มอีเริ่มทำโฆษณาไม่ได้ และ 3.ฟรีแลนซ์ที่ไม่มีคุณภาพในสมัยก่อนๆ ทำให้อุตสาหกรรมพัง

พอมาถึงยุคนี้จากที่ต้นทุนโฆษณาสูงขึ้น คนทำโฆษณาออนไลน์เริ่มถูกคัดกรองขนาดธุรกิจมากขึ้น วันนี้กำลังมาถึงยุคที่ไมโครเอสเอ็มอี หรือเอสเอ็มอีที่ไม่กล้าลงทุนด้านสื่อออนไลน์

แต่ก็ยังมีอีกเรื่องคือ ค่า Agency Fee คือ ค่าบริการของเอเยนซีทั้งหลาย ซึ่งประเทศไทยเก็บค่าบริการถูกกว่าต่างประเทศมาก เหตุเพราะสมัยก่อนทำง่ายและมีฟรีแลนซ์เยอะทำให้ราคาตลาดถูกมาก แต่สังเกตได้ว่า 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ฟรีแลนซ์เริ่มน้อยลงไป เริ่มเหลือแต่บริษัทที่ตั้งใจทำธุรกิจนี้จริงๆ มากขึ้น และสิ่งที่ตามมาคือค่าบริการที่เริ่มสูงขึ้นตามต้นทุนจริง

สิ่งที่ตั้งใจจะบอก คือ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคการตลาดออนไลน์ที่มีต้นทุนสูงขึ้น และเริ่มปรับตัวให้ทั้งอุตสาหกรรมมีมาตรฐานขึ้น คนที่ไม่กล้าลงทุนกำลังทำไม่ได้แล้วครับ

เฮ็ดบอทปักธงอาเซียน รับเทรนด์แห่ใช้โรบอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573446

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

เฮ็ดบอทปักธงอาเซียน รับเทรนด์แห่ใช้โรบอต

เรื่อง รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การใช้แชตบอตหรือหุ่นยนต์สำหรับการโต้ตอบคำถามมนุษย์กำลังเติบโตอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฮ็ดบอทจึงเห็นเล็งโอกาสการทำธุรกิจ เร่งปักธงธุรกิจแชตบอตตลาดรับเทรนด์ 2 ปี ธุรกิจแห่ใช้บริการเพื่อลดต้นทุนและบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ผู้ก่อตั้ง บริษัท เฮ็ดบอท ผู้ดำเนินธุรกิจแชตบอต เปิดเผยว่า แผนธุรกิจบริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจแชตบอตในตลาดอาเซียน เนื่องจากขณะนี้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและค้าปลีกในประเทศเพื่อนบ้านเริ่มใช้แชตบอตเป็นผู้ช่วยในการตอบโต้อัตโนมัติระหว่างลูกค้าแล้ว เพื่อให้บริการลูกค้าได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงปลายปีนี้วางแผนจะเข้าไปทำตลาดเวียดนาม และโดยเฉพาะไต้หวัน ซึ่งบริษัทวางเป็นตลาดที่จะต่อยอดการขยายธุรกิจไปยังประเทศจีน ส่วนตลาดเมียนมา ลาว และกัมพูชา คงเป็นในอนาคต แต่ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกัน ยังคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า ธุรกิจในอาเซียนจะนำแชตบอตมาให้บริการอย่างแพร่หลาย ซึ่งปัจจัยที่บริษัทวางเป้าหมายบุกตลาดอาเซียน เนื่องจากคาแรกเตอร์ของโรบอตมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับความเป็นเอเชีย

“ปัจจัยที่ธุรกิจเริ่มใช้แชตบอตมีด้วยกัน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาด 2.สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งเทรนด์การใช้เมสเซนเจอร์เติบโตเพิ่มขึ้น 3.ช่วยลดต้นทุนการใช้แรงงานคน หรือคอลเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังบริการตอบคำถามได้ 24 ชั่วโมง 4.ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าโดยอัตโนมัติ หรือกลายเป็นดาต้าสำหรับองค์กร 5.เป็นบริการที่ช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า”

โกศล กล่าวว่า เป็นการสะท้อนว่าธุรกิจอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่ยุค 4.0 แม้ว่าจะช้ากว่าไทย แต่ก็เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ โดยพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มโต้ตอบกับโรบอตผ่านแชตบอตแล้วในอาเซียน

ในส่วนของตลาดในประเทศไทย พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มคุ้นชินกับการพูดคุยกับโรบอต จากการที่องค์กรรายใหญ่ให้บริการ อาทิ เอไอเอส หรือกระทั่งสายการบินไทย ซึ่งจะคอยให้บริการตอบคำถามที่ไม่ซับซ้อน แต่ในกรณีที่ไม่สามารถตอบคำถามได้ก็ยังต้องมีพนักงานให้บริการ ขณะที่เทรนด์การใช้แชตบอตในประเทศไทยจะเริ่มขยับจากการใช้ข้อความมาสู่เสียง และล่าสุดขั้นของรูปภาพ ใบหน้า (Facial Recognition) ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในอนาคต เช่น ลูกค้าสามารถถ่ายรูปนาฬิกาแล้วนำมาใช้กับโรบอตจะค้นหาว่ามีนาฬิกาเรือนนั้นหรือไม่ และมีรายการสินค้าที่ใกล้เคียงกันไหม นอกจากนี้ ยังบอกอีกว่าจะต้องแต่งตัวแบบไหนถึงจะแมตชิ่งกับนาฬิกา พร้อมข้อเสนอต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า

สำหรับเป้าหมายรายได้ของบริษัท จากการรุกขยายธุรกิจแชตบอตในตลาดอาเซียน ในปีหน้าจะมีรายได้ตลาดต่างประเทศมีสัดส่วน 50% จากก่อนหน้านี้มีรายได้ราว 20% และภายในประเทศ 50% โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ เพื่อพัฒนาแชตบอตเพิ่มประสิทธิภาพในการจำหน่ายในประเทศไทย

เทรนด์แชตบอตจะถูกพัฒนาและนำมาใช้งานมากขึ้นในธุรกิจ เพราะแชตบอตไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ที่คอยตอบคำถามเท่านั้น แต่เป็นเหมือนเซลส์หรือนักขายที่ทั้งช่วยเสนอสินค้าที่เหมาะสมกับผู้ซื้อ แถมยังเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดีในการกระจายข่าวสารต่างๆ นานาให้องค์กรและธุรกิจ นั่นคือเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ธุรกิจแห่ใช้แชตบอตทั่วอาเซียนแน่นอน

ลุยประมูลอุ้มทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573137′

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 08:41 น.

ลุยประมูลอุ้มทีวีดิจิทัล

กสทช.คาดเปิดประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ไตรมาส 3 ปี 2562 เดินหน้าเยียวยาทีวีดิจิทัล

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งที่ 1/2561 ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ ว่า สำนักงาน กสทช.ได้จัดตั้งอนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อเรียกคืนคลื่นความถี่และนำไปจัดสรรการประมูลสนับสนุนการให้บริการ 5จี ตามนโยบายของรัฐบาล โดยคาดว่าจะสามารถเคาะหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ในเดือน ก.พ. 2562 และจัดการประมูลคลื่นความถี่ได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2562 ส่งผลให้ใช้งานคลื่นความถี่ได้ประมาณต้นปี 2563

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จะนำมาชดเชยให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เนื่องจากเป็นผู้ถือครองคลื่นความถี่อยู่ในปัจจุบัน โดยจะชดใช้ทั้งค่าเช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล (MUX) ค่าใช้จ่ายอันเกิดจาก การปฏิบัติตามประกาศมัสต์แครี่ (Must Carry) และอุดหนุนค่าประมูลใบ อนุญาตส่วนที่เหลือของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่งมีมูลค่าการชำระค่าใบอนุญาตส่วนที่เหลือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้การชดเชยให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเป็นจำนวนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับรายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์

“สิ่งที่ กสทช.ทำ คือเอาทรัพยากรของทีวีดิจิทัล (คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์) มาจัดสรรให้ผู้อื่น ดังนั้นต้องมีการให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลด้วย ในทางอ้อมคือสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล” พ.อ.นที กล่าว

ด้านผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ยื่นข้อเสนอให้จ่ายค่าตอบแทนโดยนำเงินส่วนหนึ่งจากการประมูลส่งกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนฯ) ด้วย

บรรยายภาพ : ถกเครียด-นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) (ซ้าย) แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งที่ 1/2561 ณ อาคารหอประชุมชั้น 2 สำนักงาน กสทช.

คลังแจงแจกเน็ตคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573131

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 07:51 น.

คลังแจงแจกเน็ตคนจน

คลังแจงโครงการแจกอินเทอร์เน็ตให้ผู้มีรายได้น้อยใช้เงิน กสทช. หวังให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่การดำรงชีพ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงการอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปนั้น เสนอไปนานแล้ว ไม่ได้เป็นการแจกซิมโทรศัพท์ เป็นการอุดหนุนค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ตเฉพาะส่วนที่เป็นข้อมูล (Internet Data) เท่านั้น โดยไม่รวมถึงค่าโทรศัพท์ อีกทั้งโครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายสามารถเข้าร่วมแข่งขันการเสนอแพ็กเกจที่เหมาะสมกับผู้มีรายได้น้อยได้ จึงไม่ถือเป็นการเอื้อนายทุนรายใด ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน

“จากการสำรวจเดี๋ยวนี้เกษตรกร หรือผู้มีรายได้น้อยทุกคนมีสมาร์ทโฟนที่เดี๋ยวนี้ราคาไม่แพง เราจะให้ชั่วโมงอินเทอร์เน็ตเพิ่มเข้าไปให้กับผู้ที่เข้าโครงการ ข้อมูลที่ให้ดูได้ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำมาหากิน เช่น ข่าวสารจากภาครัฐ ข้อมูลส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ราคาสินค้าเกษตร สภาพดินฟ้าอากาศ ข้อมูลการออม ข้อมูลผู้สูงอายุ ชั่วโมงเน็ตนี้จะล็อกไม่ให้เข้าไปเล่นเกม หรือดูเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์” รมว.คลัง กล่าว

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้กระทรวงการคลังได้เสนอสู่การพิจารณาของ ครม.ไปนานมากแล้ว แต่เพิ่งได้รับการอนุมัติ เข้าใจว่าที่นานเพราะทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ใช้เวลาพิจารณานานหน่อย เนื่องจากคลังขอใช้เงินสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

ทั้งนี้ กทปส.มีเงินที่เรียกเก็บจาก โอเปอเรเตอร์แต่ละรายอยู่ ก็ขอให้หักรายได้บางส่วนที่เรียกเก็บมาไปให้โครงการนี้ ซึ่ง กสทช.ก็จะมีรายได้ลดลงนิดหน่อย อย่าเข้าใจผิดว่ารัฐบาลนำเงินงบประมาณไปใช้ ซึ่งในระยะยาว เมื่อผู้มีรายได้น้อยได้รับสิทธิจากโครงการ หากเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้รับเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ ผู้มีรายได้น้อยสามารถจ่ายค่าบริการหรือปรับเปลี่ยนแพ็กเกจเองได้ตามกำลังซื้อหลังจาก สิ้นสุดมาตรการ

แผนยุทธศาสตร์ไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573025′

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

แผนยุทธศาสตร์ไอโอที

เรื่อง ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)

ทุกวันนี้หันไปทางไหนก็จะได้ยินคนพูดถึงแต่เอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ หากย้อนกลับไป 2 ปีก่อน สถานการณ์ของไอโอทีก็ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ของเอไอในปัจจุบัน

ในเวลาเพียง 2 ปี เทคโนโลยีไอโอทีกลายเป็นสิ่งที่คนรู้จัก ทำเป็น ใช้เป็น จับต้องได้ มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งมีการเรียนการสอนด้านไอโอที จำนวนโครงงานด้านไอโอทีของนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ในปี 2561 เทียบกับปี 2560 ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นตามวัฏจักรชีวิตของเทคโนโลยีและตามกลไกตลาดล้วนๆ อดคิดไม่ได้ว่าหากประเทศไทยมีการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาเทคโนโลยี สถานการณ์จะแตกต่างไปจากปัจจุบันอย่างไร

ประเทศไทยเรามีเพียงแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ในขณะที่หลายประเทศประกาศแผนการพัฒนาด้านไอโอทีอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลเกาหลีประกาศวิสัยทัศน์ไว้ตั้งแต่ปี 2557 ว่าจะเป็น “ผู้นำโลกในด้านการพัฒนาและใช้งานไอโอที” โดยมีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม เช่น ภายในปี 2563 ตลาดไอโอทีในประเทศต้องโตจากปี 2556 ขึ้น 15 เท่า จำนวนบริษัทขนาดกลางและเล็กที่ส่งออกเทคโนโลยีไอโอทีเพิ่มขึ้น 5 เท่า เป็นต้น

เกาหลีมีอุตสาหกรรมไอซีทีที่เข้มแข็งอยู่แล้วแต่ยังมีจุดอ่อนด้านเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ ตลาดไอโอทีในประเทศยังเล็กอยู่แผนนี้ จึงมุ่งเน้นการสร้างตลาดในประเทศ มีการวางกลยุทธ์แยกสำหรับสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดใหญ่ออกจากกัน ที่สำคัญเน้นการสร้างนวัตกรรมแบบเปิด ด้วยแพลตฟอร์มมากกว่าการกำหนดมาตรฐานเพื่อกีดกันคู่แข่ง

รัฐบาลมาเลเซียมีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านไอโอทีมาตั้งแต่ปี 2558 โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาไอโอทีในภูมิภาค” มีแผนจะใช้นวัตกรรมและข้อมูลเปิดมาสร้างระบบนิเวศ เสริมความเข้มแข็งให้แก่สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี และโปรโมทให้ประเทศเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมด้านไอโอที เป็นศูนย์กลางบริการ IoT Outsourcing เพื่อมุ่งเป้าสู่การสร้างงาน สร้างองค์ความรู้ (สิทธิบัตร) และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

ทั้งเกาหลีและมาเลเซียต่างชูประเด็นการสร้างระบบนิเวศและการใช้นวัตกรรมเปิดเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนและไม่ได้พูดถึงไอโอทีแค่ในแง่การนำมาใช้งาน แต่มุ่งสู่การสร้างพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างอุตสาหกรรมไอโอทีภายในประเทศอย่างชัดเจน

ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะมีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านไอโอที?

ประมูลคลื่น700อืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/573009

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 07:33 น.

ประมูลคลื่น700อืด

กสทช.ชี้ ประมูลคลื่น 700 ภายในเดือน ก.พ. 2562 เป็นไปได้ยาก หลังต้องใช้เวลาเจรจาและจัดทำบทวิเคราะห์

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2561 ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ โดยมี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการ กสทช. เป็นประธาน คาดว่าจะใช้เวลาในการสรุปขั้นตอนการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ อย่างน้อย 3 เดือน ดังนั้นการที่จะจัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 จึงเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก 2 ปัจจัย คือ 1.การศึกษาประเมินมูลค่าคลื่น และ 2.การออกแบบขนาดคลื่นความถี่

ขณะที่การสลับการใช้งานจากคลื่นความถี่ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจากย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ มาเป็นคลื่นความถี่ย่าน 470 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของทีโอที ต้องอาศัยเวลาในการเจรจาระยะหนึ่ง ส่วนทางด้านเทคนิค แต่ละช่องทีวีดิจิทัลที่ออกอากาศอยู่จะต้องมีการปรับจูนคลื่นความถี่ลงมา ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ที่ต้องอาศัยระยะเวลาช่วงหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเมื่อคลื่นความถี่ย่าน ดังกล่าวว่างแล้วจะสามารถดำเนินการย้ายในทันที ซึ่งรายได้จากการประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้บางส่วน

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า รายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในส่วนที่ต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในส่วนที่เหลือ แต่หากนำราคาการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้อ้างอิงในการคำนวณ จะพบว่ารายได้ที่จะเกิดขึ้นจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จะไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท