เก่าแต่ยังเก๋า!iPodรุ่นโบราณประกาศขายในeBayราคาสูงถึง700,000บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/431827

เก่าแต่ยังเก๋า!iPodรุ่นโบราณประกาศขายในeBayราคาสูงถึง700,000บ.

iPod รุ่นโบราณประกาศขายบนหน้าเว็บไซต์ eBay ราคาสูงกว่า 700,000 บาท

ใครที่ยังมี iPod รุ่นโบราณตั้งแต่เมื่อยุคปี 2000 โปรดตั้งใจฟังดีๆ เพราะคุณอาจสามารถนำอุปกรณ์ฟังโบราณมาทำเงินได้หลายหมื่นหรืออาจมากถึงเป็นแสนเลยก็เป็นได้

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า ขณะนี้บนหน้าเว็บไซต์ขายของออนไลน์อย่าง eBay กำลังมีการประกาศขาย iPod ให้กับนักสะสมกันโดยสนนราคาที่สูงลิ่วเลยทีเดียว โดยเริ่มต้นที่ iPod รุ่นแรกปี 2001 มีราคาขายอยู่ที่ 9999.99 ดอลลาร์ (ราว 353,000 บาท) ขณะที่ iPod รุ่นสองปี 2002 บรรจุในกล่องอย่างเดียวเสนอราคา 19,999.99 ดอลลาร์ (ราว 706,000 บาท)

ขณะที่รุ่นอื่นๆ ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน อย่าง iPod Shuffle รุ่นสามบรรจุใส่กล่องสนนราคากว่า 999.95 (ราว 35,000 บาท), iPod Classic รุ่นที่ห้าสนนราคา 1,394.99 ดอลลาร์ (ราว 49,000 บาท) และ iPod mini รุ่นแรกสนนราคา 2,499.99 ดอลลาร์ (ราว 88,000 บาท)

งานนี้ใครมี iPod สภาพดีๆ และสนใจจำหน่ายก็ลองดูแล้วกัน ส่วนใครไม่มีก็ลองไปหาซื้อ iPhone, iPod, iPad รุ่นปัจจุบันมาเก็บดีๆ อีก 20 ปีคงขายได้ราคาดี

 

ส่วนใครสนใจจะซื้อมาสะสมก็ลองดูผ่านหน้าเว็บไซต์ eBay เหล่านี้ได้เลย…

iPod 1st Gen http://www.ebay.com/itm/RARE-SUPER-SWEET-COLLECTORS-Apple-iPod-classic-1st-Generation-White-5-GB-/162064158524?hash=item25bbc6cf3c:g:IpcAAOSwEeFVHH-r

iPod 2nd Gen http://www.ebay.com/itm/Apple-iPod-classic-2nd-Generation-White-20-GB-COLLECTORS-RARE-VINTAGE-NEW-/162057542815?hash=item25bb61dc9f:g:pv0AAOSwk5FUsveU

iPod shuffle 3rd Gen http://www.ebay.com/itm/FACTORY-SEALED-RARE-Apple-iPod-shuffle-3rd-Generation-4-GB-Stainless-Steel-/181866142921?hash=item2a58111cc9:g:nScAAOSw9r1V8xnI

iPod classic 5th Gen http://www.ebay.com/itm/Factory-Sealed-RARE-Apple-iPod-classic-5th-Generation-White-80-GB-/201460164436?hash=item2ee7f62754:g:uZAAAOSwQiRUqunS

iPod mini 1st http://www.ebay.com/itm/COLLECTORS-RARE-BIG-BOX-Apple-iPod-mini-1st-Generation-Silver-Silver-4-GB-/162064158127?hash=item25bbc6cdaf:g:3tAAAOSwMmBVvZeF

 

หลุด!พิมพ์เขียวiPhone7-รุ่นPlusมาพร้อมกล้องหลังคู่ (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/431670

หลุด!พิมพ์เขียวiPhone7-รุ่นPlusมาพร้อมกล้องหลังคู่ (คลิป)

ชมคลิปโชว์แบบพิมพ์เขียวiPhone7และiPhone7 Plus-รุ่นPlusจะมาพร้อมกล้องหลังคู่

ขยันมีข่าวลือมาให้เห็นกันบ่อยจนเปื่อยแล้วสำหรับมือถือ iPhone 7 ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกันยายน ล่าสุดเว็บไซต์ไอที MacRumors ได้เผยแพร่พิมพ์เขียวหรือภาพร่าง 3 มิติของ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus มาให้ชมกันกันอีกแล้ว โดยที่น่าสนใจสำหรับภาพหลุดครั้งนี้คือ จะเห็นได้ชัดเจนว่า iPhone 7 Plus จะมาพร้อมกล้องหลังคู่ ขณะที่ iPhone 7 นั้นจะเป็นกล้องหลังเดี่ยวแบบเดิม

นอกจาก iPhone 7 Plus จะมาพร้อมกับกล้องหลังคู่แล้ว ยังมาพร้อมกับจุดเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมอื่น Smart Connector

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าตัวเครื่องมีลักษณะคล้าย iPhone 6S แต่จะไม่มีช่องเสียงหูฟัง 3.5 มม. และเส้นสัญญาณสีขาวด้านหลังตัวเครื่อง

iPhone 7

iPhone 7 Plus

ภาพหลุดนี้ถูกแชร์โดย uSwitch ซึ่งระบุว่าได้แหล่งมาจากโรงงานในไต้หวันตั้งแต่เดือนม.ค. ฉะนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมภายหลังก็เป็นได้

ที่มา macrumors

แฉลักไก่ย้ายค่ายมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/431408

แฉลักไก่ย้ายค่ายมือถือ

“เอไอเอส” แจงเหตุไม่โอนย้ายเลขหมาย เพราะยืนยันตัวตนผู้ใช้งานไม่ได้ แถมยังมีการขโมยเบอร์สวย

นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNP) หรือการโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่พบว่ามีการร้องเรียนว่าเกิดการขโมยเบอร์สวยและนำเบอร์ไปก่อให้เกิดความเสียหายโดยเจ้าตัวไม่ได้รับทราบ หรือไม่มีความประสงค์จะย้ายเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทต้องมีขั้นตอนตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าความเป็นเจ้าของเลขหมาย และประสงค์จะย้ายไปใช้บริการเครือข่ายของผู้ให้บริการรายใหม่จริงหรือไม่

ทั้งนี้ หากมีการระบุตัวตนแล้วว่าต้องการย้ายจริง บริษัทจะโอนย้ายให้ในทันที แม้ผู้ให้บริการรายใหม่จะไม่ดำเนินการส่งเอกสารในการโอนย้ายที่ครบถ้วนก็ตาม

นางวิไล กล่าวอีกว่า มีผู้ใช้บริการจำนวนหนึ่งร้องเรียนว่าไม่ได้ประสงค์จะทำเรื่องขอโอนย้ายเลขหมายแต่อย่างใด แต่กลับมี SMS ส่งเข้ามายังโทรศัพท์มือถือ เช่น หมายเลข 09-8829…. มี SMS ระบุว่า “โอนย้ายเครือข่ายไม่สำเร็จ” โดยลูกค้าเล่าให้ฟังว่าไม่เคยทำเรื่องโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายใหม่แต่อย่างใด เช่นเดียวกับหมายเลข 09-2261… 08-1881… มี SMS ระบุแบบเดียวกันว่า “โอนย้ายไปทรูฯ” ทั้งที่ลูกค้าไม่เคยมีความประสงค์จะโอนย้ายไปอยู่บนเครือข่ายทรูฯ เลย และหมายเลข 06-2196… ซึ่งลูกค้าแจ้งว่าไม่เคยไปแจ้งเรื่องโอนย้ายไปค่ายทรูฯ แจ้งเพียงว่าไปซื้อเครื่องโทรศัพท์มือถือให้หลานที่เซเว่นฯ แล้วพนักงานร้านสอบถามเลขที่บัตรประชาชนเท่านั้น เป็นต้น

“ขอให้ กสทช.รับทราบและรับรู้ถึงการดำเนินการโอนย้ายลูกค้าของเอไอเอสในครั้งนี้ ว่ามีการปฏิบัติตามคำสั่งกสทช. ถึงแม้เอกสารของผู้ใช้บริการจะไม่ครบตามตามประกาศก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันกรณีผู้ใช้บริการที่ยังคงค้างในระบบ ไม่สามารถโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ได้นั้น เนื่องจากทางบริษัทไม่สามารถตรวจสอบข้อมูล และยืนยันความเป็นเจ้าของเลขหมายใดๆ ได้เลย” นางวิไล กล่าว

ภาพ http://thumbsup.in.th/2014/09/15-years-sanrak-ais/

 

บอร์ดเอไอเอสไฟเขียวประมูล4จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/431188

บอร์ดเอไอเอสไฟเขียวประมูล4จี

กสทช.เปิดไต๋บอร์ดเอไอเอส มีมติให้ประมูล 4จี รอบใหม่แน่ ส่วน ทรูยังต้องลุ้น ชี้ดีแทคไม่ร่วม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวในงานเสวนา “ถอดรหัสบทเรียนประมูล 4G The Series” โดย ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศว่า เอไอเอสเอาแน่ หลังบอร์ดไฟเขียวให้เข้าร่วมประมูล 4จี รอบใหม่ ส่วนทรูต้องรอลุ้น ซึ่งการเปิดโอกาสให้ทรูเข้าร่วมอีกรอบ หลังดีแทคไม่เอาแน่ จะได้ลบคำครหาเอื้อประโยชน์ให้ทุนเก่า และหากใครได้คลื่นไป ก็ต้องลงทุนสร้างการ์ดแบนด์ ป้องกันสัญญาณรบกวนกว่าพันล้านบาท

ทั้งนี้ ฐากรเผยกรณีแจสไม่มาจ่ายเงินว่า ถือเป็นบทเรียน และเป็นการทลายกำแพงฮั้วโดยภาคสถาบันการเงิน ที่กำหนดวงเงินให้ผู้เคาะประมูลไม่เท่ากัน ซึ่งแจสได้วงเงินเพียง 4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งได้ทำหนังสือแจ้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดูเรื่องนี้

นอกจากนั้นเตรียมแจ้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ให้จัดสรรเลขหมายชุดใหม่ โดยมีเงื่อนไขผู้ขอต้องมีเบอร์เหลือไม่เกิน 15-20% ของที่รับไปล็อตก่อน และจะขอได้ตามที่ขายไปจริงเท่านั้น เพื่อป้องกันกักตุน

สำหรับการใช้มือถือล่าสุด กสทช.ระบุเดือน พ.ค.นี้ ใช้งานจริง 102.9 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น เอไอเอส 42 ล้านเลขหมาย ทรูมูฟ 31 ล้านเลขหมาย และดีแทค 28 ล้านเลขหมาย ที่เหลืออีก 1 ล้านเลขหมายเป็นค่ายอื่นๆ ซึ่งอันดับการใช้งานที่เปลี่ยนไป เกิดจากการย้ายค่ายที่ผ่านมา

ด้าน นายซิกวาร์ท โวส เอริคเซน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคยังมีส่วนแบ่งมากเป็นอันดับ 2 และผลการดำเนินงานไตรมาสแรกเติบโต การใช้บริการข้อมูลหรือดาต้าเพิ่ม 58% อุปกรณ์สมาร์ทโฟนเพิ่ม 63% ขณะที่บริษัทอื่นยังไม่ได้ประกาศผลประกอบการ บริษัทจึงไม่เชื่อว่าจะร่วงไปที่สาม

 

กสทช.เช็ก ค่ายมือถือ โอนลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 05:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/431158

กสทช.เช็ก ค่ายมือถือ โอนลูกค้า

กสทช.เร่งตรวจเอไอเอส-ดีแทคโอนย้ายลูกค้าให้ทรูแล้วหรือไม่ ด้านดีแทคสงวนสิทธิฟ้องศาลในอนาคต

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.จะเข้าไปตรวจสอบผลการดำเนินการของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ว่า ได้โอนย้ายลูกค้าไปยังค่ายมือถืออื่นตามที่ลูกค้าประสงค์หรือไม่ หลัง กสทช.ได้ออกคำสั่งทางปกครองเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือต้องปฏิบัติตามประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNP) อย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับวันละ 2.5 ล้านบาท จนกว่าจะแล้วเสร็จ

“ในเร็วๆ นี้ กสทช.จะนัดตรวจการโอนย้ายเลขหมายว่าทั้งสองบริษัทได้ปฏิบัติตามคำสั่งแล้วหรือไม่” แหล่งข่าวเปิดเผย

ด้านแหล่งข่าวจากดีแทค ระบุว่าดีแทคได้ดำเนินการโอนย้ายลูกค้าที่ต้องการใช้สิทธิ MNP ไปให้ทรูเรียบร้อยแล้ว แต่สงวนสิทธิที่จะฟ้องร้องต่อศาล หากเห็นว่าการโอนย้ายเลขหมายในร้านสะดวกซื้อไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544

“การที่ดีแทคโอนย้ายลูกค้าให้ทรูตามคำสั่ง กสทช. เนื่องจากไม่ต้องการถูกปรับวันละ 2.5 ล้านบาท เพราะหากเลือกฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งของ กสทช. ดีแทคต้องตั้งสำรองเงินค่าปรับอยู่ดี จึงโอนย้ายลูกค้าไปก่อนแต่ในอนาคตหากมีการต่อสู้ในศาลแล้วดีแทคชนะ จะใช้วิธีเรียกร้องเงินชดเชยแทน” แหล่งข่าวระบุ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ระบุว่า ขณะนี้ กสทช.จัดสรรเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสิ้น 170 ล้านเลขหมาย คิดเป็น 2.43 เท่าของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่มีการใช้งานในปัจจุบัน 102 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น เอไอเอส 42 ล้านเลขหมาย ทรู 31 ล้านเลขหมาย และดีแทค 27 ล้านเลขหมาย ที่เหลือเป็นเบอร์ว่างไม่ได้ใช้งาน 44 ล้านเลขหมาย และอยู่ในช่องทางจัดจำหน่าย 9 ล้านเลขหมาย ขณะที่ กสทช.เตรียมเสนอหลักเกณฑ์ว่าค่ายไหนที่มีเลขหมายว่างมากกว่า 15-20% จะไม่จัดสรรเลขหมายให้เพิ่มเติม

ภาพประกอบข่าว

 

เอไอเอสส่งโวลเต้ จุดพลุ4จีเครื่อง2พันบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 21:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/431153

เอไอเอสส่งโวลเต้ จุดพลุ4จีเครื่อง2พันบาท

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ได้เวลาเปิดเกมรุกตลาด 4จี สักที หลังปล่อยแพ็กเกจออกมากระตุ้นตลาดผู้ใช้บริการเครือข่ายมาสักพัก โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ เอไอเอสมั่นใจว่าจะยังรักษาแชมป์สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ที่เป็นยี่ห้อของผู้ให้บริการหรือเฮาส์แบรนด์ได้ต่อเนื่อง หลังบริษัทวิจัยชื่อดัง จีเอฟเค ระบุส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มโทรศัพท์ระดับราคา 2,000-3,000 บาท ของซูเปอร์คอมโบมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 42% เรียกได้ว่าครองตลาดเกือบครึ่งเลยทีเดียว

ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า การเปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่ราคาจับต้องได้บนเทคโนโลยีล่าสุด คือ โวลเต้ (VoLTE) ที่จะมีให้ใช้งานกันบนเครื่องระดับไฮเอนด์นั้น ถือว่าเป็นโอกาสใหม่ที่ยังไม่มีประเทศใดเคยทำมาก่อน

“เรายังไม่เคยเห็นประเทศใดนำโวลเต้ไปใส่ในเครื่องราคาต่ำกว่า 3,000 บาทแบบนี้มาก่อน เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ จะมีการใช้งานในรุ่นไฮเอนด์ของแบรนด์ดังๆ ซึ่งคุณสมบัติโวลเต้ คือ คุณภาพเสียงชัดเจนกว่าการโทรแบบปกติ ลดเสียงรบกวนและโทรติดเร็ว เชื่อว่าแคมเปญนี้จะเร่งความต้องการให้คนทุกกลุ่มใช้งาน 4จี มากขึ้น และได้ตั้งเป้ายอดขายเดือนละ 3 แสนเครื่อง ซึ่ง 80% มองว่าเป็นกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด” ฐิติพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ เอไอเอสติดตั้งเครือข่าย 4จี ได้ครบ 77 จังหวัดไปแล้วเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ขั้นต่อไปคือ ต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้งานเครือข่าย ไม่อย่างนั้นจะเสียโอกาส เมื่อไตรมาส 4 ที่ผ่านมาเอไอเอสมีมือถือที่รองรับ 4จี ในระบบแล้วกว่า 6 ล้านเลขหมาย

“การนับลูกค้าใช้งานระบบ 4จี มีหลายรูปแบบ หากนับแต่เครือข่าย 4จี ลูกค้าเอไอเอสเพิ่มขึ้นมา 1.8 ล้านเลขหมาย/ไตรมาส แต่เครื่องที่รองรับหรือจับสัญญาณได้ยังไม่ใช่ทั้งหมด รวมทั้ง 4จี ไม่สามารถโทรผ่านเครือข่ายได้ เราจึงต้องนำสองเรื่องนี้มารวมกัน คือ เครื่องที่ตลาดจับต้องได้และเครือข่ายต้องครอบคลุมการใช้งาน ซึ่งถ้าราคาเครื่องยังเป็นระดับไฮเอนด์ คือแตะ 2 หมื่นบาท คงไม่สามารถทำตลาดได้ตามที่ต้องการ”

บริษัทวิจัยจีเอฟเคได้สำรวจยอดขายสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 2,000 บาท พบว่าซูเปอร์คอมโบมียอดขายเป็นอันดับหนึ่ง และมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มราคาเครื่องต่ำกว่า 3,000 บาท ถึง 42% ทำให้การนำเครื่องรุ่นใหม่เข้ามาจะช่วยเสริมทัพตลาดสมาร์ทโฟนแบรนด์ซูเปอร์คอมโบมีการเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม

“หากสามารถทำยอดขายเครื่องไตรมาสละ 1.8 ล้านเครื่องตามที่วางไว้ การตั้งเป้าลูกค้า 4จี สิ้นปีไว้ที่ 10 ล้านราย คงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะตลาดต่างจังหวัดที่กำลังต้องการเปลี่ยนเครื่องมีจำนวนมากกว่าคนกรุงเทพฯ ดังนั้นการวางขายในราคาเริ่มต้นเครื่องละไม่ถึง 2,000 บาท ถือว่าช่วยในเรื่องของกำลังซื้อที่ชะลอตัวตั้งแต่ต้นปีให้ดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เครื่องที่จะวางขายในวันที่ 11 พ.ค.ที่จะถึงนี้ มี 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น Lava 4G VoLTE 560 ราคา 1,990 บาท พร้อมแพ็กเกจ 1,950 บาท รุ่น Lava 4G VoLTE 755 ราคา 2,990 บาท พร้อมแพ็กเกจ 3,000 บาท (โทรฟรี+เน็ตฟรี) รุ่น Lava 4G VoLTE 870 ราคา 3,590 บาท พร้อมแพ็กเกจ 3,650 บาท (โทรฟรี+เน็ตฟรี)

 

“เอไอเอส” ลั่นเพิ่มลูกค้า4จี เป้า10ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/431067

"เอไอเอส" ลั่นเพิ่มลูกค้า4จี เป้า10ล้าน

เอไอเอสกำไรทรุดตามคาด รายได้ตกเกือบทุกตัว ต้นทุนการเงินบาน กู้มาจ่ายใบอนุญาต

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยผลงานไตรมาส 1/2559 มีกำไรสุทธิ 8,072 ล้านบาท ลดลงถึง 1,824 ล้านบาท หรือ 18.43% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้รวม (ไม่รวมค่าก่อสร้าง) 37,252 ล้านบาท ลดลง 8.2% สาเหตุหลักมาจากแคมเปญอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า และสภาวะการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้รายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่าย) ลดลงเหลือ 30,148 ล้านบาท

ทั้งนี้ เอไอเอสได้เปิดให้บริการ 4จี เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2559 ณ สิ้นไตรมาส 1/2559 มีลูกค้า 4จี เพิ่มขึ้น 1.8 ล้านเลขหมายจากสิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านเลขหมาย ตั้งเป้าหมายสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 9-10 ล้านเลขหมาย

นอกจากนี้ ไตรมาส 1/2559 รายได้ลดลงเกือบทุกตัว ยกเว้นบริการข้อมูล 14,831 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตยังคงเติบโต รายได้จากบริการข้ามแดน (IR) อยู่ที่ 547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาใช้บริการโรมมิ่งเพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 751 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% เพราะกู้เงินระยะยาวมาชำระค่าใบอนุญาต 1800 เมกะเฮิรตซ์

 

ยกระดับการศึกษา ให้เท่าทันเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/430911

ยกระดับการศึกษา ให้เท่าทันเทคโนโลยี

โดย…ศาตราวุธ พินิจ

นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ภาคการศึกษาถือว่าเป็นกลไกหนึ่งที่ต้องส่งเสริมให้มีคุณภาพมากขึ้น เพราะปัจจุบันสถาบันระดับอุดมศึกษาก้าวไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งกระแส 4จี จะทำให้เทคโนโลยีเติบโตอีกมาก ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมทางการศึกษาให้หันมาใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน เริ่มจากการพัฒนาบุคลากร ครู อาจารย์ ก่อน

ดิลก คุณะดิลก กรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำให้ระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของภาครัฐยังไม่สามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีได้ทัน และการแข่งขันทางการศึกษาไม่ใช่แค่ในไทยแล้ว แต่เป็นการแข่งขันทั่วโลกดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษา เพื่อผลิตบุคลากรออกไปตลาดแรงงาน โดยครูอาจารย์จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ระบบการศึกษาพัฒนาขึ้น

“การศึกษาในไทยระดับอุดมศึกษาจะเข้าสู่ยุค Digital University จึงต้องพัฒนาระบบการศึกษาให้มีศักยภาพก่อน ปัจจุบันสังคมคาดหวังให้ระดับการศึกษาอุดมศึกษา ด้านการเรียนการสอน การวิจัย การเชื่อมโยงสังคม ซึ่งรูปแบบการเรียนในห้องเรียน นักศึกษาไม่จำเป็นจะต้องนั่งฟังอาจารย์เหมือนการเรียนการสอนในอดีต เพราะเทคโนโลยีสามารถช่วยให้นักศึกษาสามารถค้นความรู้ได้เองตลอดเวลา แต่ในหลักสูตรความเข้มข้นของเนื้อหายังคงอยู่ แต่ต้องมีไอซีทีเข้ามาในระบบการศึกษา”

ทั้งนี้ ภาคเอกชนถือเป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษาของไทย เช่น การจัดงานสัมมนาวิชาการด้านการศึกษาเมื่อวันที่ 27-28 เม.ย.ที่ผ่านมา ธุรกิจเอกชนอย่าง เลอโนโว เอชพี แคนนอน ได้นำผลิตภัณฑ์ระดับโลกมาแสดงนวัตกรรม และอบรมความรู้ด้านไอซีทีให้บุคลากร ครู อาจารย์ โดยทางมหาวิทยาลัยจะเลือกว่าจะนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในสถานศึกษาเอง

ม.ล.ปริยดา ดิศกุล ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งพัฒนาระบอบการศึกษาในไทยตามแนวนโยบายทางภาครัฐ โดยมีเป้าหมายสอนภาษาอังกฤษในหลักสูตรการเรียน ผลิตและพัฒนาบุคลากรครูให้มีคุณภาพ การทดสอบประเมินผลการศึกษา ไอซีทีเพื่อการศึกษา และการบริการทางการศึกษา ในระยะแรกการยกระดับการศึกษาในไทยจะเริ่มจากหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ในโรงเรียน 3,000 กว่าแห่ง

“ปัจจุบันเด็กนักเรียนรุ่นใหม่ ใช้ไอทีเก่งกว่าครู และครูต้องตามนักเรียนให้ทัน จึงต้องพัฒนาครูให้มีคุณภาพ และสามารถประยุกต์นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอน อาทิ สอนวิชาภาษาอังกฤษผ่านแอพพลิเคชั่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ก็จะช่วยทุ่นแรงบุคลากรครูได้ด้วย”

ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีสถานศึกษาประมาณ 3 หมื่นแห่ง บางแห่งไอทียังเข้าไม่ถึงและมีช่องว่างทางการศึกษาอยู่อีกมาก จึงได้ตั้งมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมาตามแนวทางพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กนักเรียนในชนบท ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ให้เข้าถึงอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตัวเอง ปัจจุบันมีโรงเรียนที่ด้อยโอกาส 80 โรงเรียนเข้าร่วมโครงการ

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรซ์ ประเทศไทย เสริมว่า ยุคดิจิทัลที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว หลายธุรกิจได้หันมาทำแอพพลิเคชั่นขององค์กรเอง การเปลี่ยนแปลงของไอทีจึงถือว่าเป็นโอกาสของธุรกิจ แต่บุคลากรด้านไอทียังไม่ตอบโจทย์เพราะเก่งไอทีเฉพาะทาง จึงต้องพัฒนาหาความรู้ให้มากขึ้น และมองว่าโอกาสต่อไปสถาบันจะพัฒนาบุคลากรตามความต้องการภาคธุรกิจได้ เพราะในอนาคตภาคธุรกิจจะใช้ไอทีมาเสริมธุรกิจ ถ้าไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจด้านไอทีมาพัฒนาสินค้า จะทำให้เสียโอกาส

สติยา ลังการ์พินธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกำลังเป็นเทรนด์ รวมทั้งการผลักดันเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของรัฐบาล จึงเป็นปัจจัยบวกทำให้อินเทลเห็นความสำคัญที่จะสนับสนุนให้เด็กคิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในไทย

จากการผลักดันการศึกษาทุกระดับ โดยมีทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมกัน ภายใต้กรอบนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล จะทำให้วงการศึกษาไทยในอนาคตอันใกล้พัฒนาขึ้น และมีบุคลากรออกมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

 

ตั้งตารอ!Asus ZenFone3 เตรียมเปิดตัว30พ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/430795

ตั้งตารอ!Asus ZenFone3 เตรียมเปิดตัว30พ.ค.

Asus ZenFone 3 เตรียมเปิดตัว 30 พ.ค.นี้

นับว่าเป็นอีกสมาร์ทโฟนที่ขายดิบขายดีในบ้านเราไม่น้อยสำหรับซีรีย์ Asus ZenFone ล่าสุดหน้าเว็บไซต์ของค่ายมือถือได้ขึ้นเวลานับถอยหลังเข้าสู่วันจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่วันที่ 30 พ.ค. ซึ่งเดาไม่ยากว่าหนึ่งในนั้นคงเป็น Asus ZenFone 3

คีย์เวิร์ดของงานคือ Zenvolution ซึ่งคาดว่านอกจากจะมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนแล้ว ยังมีการเปิดตัวซีรีย์ Zen อื่นๆ เช่น แท็ปเล็ต หรือแล็ปท็อปด้วยเช่นกัน

Asus ZenFone 3 เคยมีภาพหลุดปรากฏในหน้าเว็บไซต์ Red Dot 21 มาแล้ว โดยข้อมูลระบุว่าจะมาพร้อมกับตัวเครื่องโลหะผสมกระจกโค้ง 2.5D ทั้งด้านหน้าและหลัง, พอร์ต USB Type-C, โฟกัสกล้องที่แม่นยำขึ้น และระบบสแกนลายนิ้วมือ

เอาเป็นสาวกตระกูล ZenFone นั่งจับตาและเก็บสตางค์รอไว้ได้เลย…

ที่มา gsmarena

 

เผยผลสำรวจ พบอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในไทยพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/430737

เผยผลสำรวจ พบอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในไทยพุ่ง

“PwC” เผยผลสำรวจพบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ในไทยเพิ่มขึ้น ชี้หลายบริษัทยังขาดมาตรการ-แนวทางการแก้ไขในเชิงรุก

นาย วรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนสายงาน Forensic services บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงผลสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ PwC’s 2016 Global Economic Crime Survey: Economic crime in Thailand  ประจำปี 2559 ซึ่งบริษัทเป็นผู้จัดทำรายงานดังกล่าวขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยในปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีผู้ตอบแบบสอบถามสูงสุดเป็นประวัติการถึง 261 ราย จากครั้งก่อนมีเพียง 76 ราย  ซึ่งหัวข้อหนึ่งของผลสำรวจ พบว่า  อัตราการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cybercrime) ทั้งโลกและประเทศไทย จัดเป็นภัยร้ายแรงทางเศรษฐกิจอันดับที่สอง โดยขยับจากอันดับที่สี่ในการสำรวจคราวก่อน

ทั้งนี้ ทั่วโลกมีอัตราการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ อยู่ที่ 32% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 24% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อนที่ 18%

“เราเห็นเทรนด์การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของภัยคุกคามไซเบอร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ก็เช่นกัน ผู้ตอบแบบสอบถามไทยถึง 22% ยอมรับว่า เคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งเรามองว่า อาจมาจากการที่องค์กรหันมาใช้รูปแบบการทำธุรกิจผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะเข้ากับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น จึงส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

นายวรพงษ์ กล่าวเสริมว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ขยายวงกว้างมากขึ้นทำให้องค์กรต่างๆ เพิ่มช่องทางให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อ และเข้าถึงระบบปฏิบัติการของบริษัทผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้จากทุกที่แม้ไม่ได้อยู่ในบริษัท ซึ่งอาจก่อให้เกิดช่องโหว่ให้อาชญากรทางคอมพิวเตอร์สามารถเจาะเข้าสู่ระบบของบริษัทได้จากทั่วโลกโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า มีผู้บริหารเกือบครึ่ง (49%) ที่ประเมินมูลค่าความเสียหายทางการเงิน (Financial damage) จากการตกเป็นเหยื่อภัยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไว้ราว 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 ล้านบาท)  ขณะที่ 16% ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่าง 100,000-1,000,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.5-35 ล้านบาท) ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถามยังมองว่า การจารกรรมข้อมูลที่ระบุความเป็นส่วนตัว (Personal identity information) ความเสียหายด้านชื่อเสียง (Reputational damage)  และการสูญเสียข้อมูลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property loss) ถือเป็นภัยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่สร้างผลกระทบร้ายแรงมากที่สุดสามอันดับแรก

“สิ่งที่เรากังวลในประเด็นนี้ คือ ความพร้อมของผู้บริหารในการรับมือกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ บ่อยครั้งเราจะพบว่า บริษัทยังขาดมาตรการหรือแนวทางการแก้ไขในเชิงรุก โดยผลสำรวจพบว่า มีคณะกรรมการ หรือ บอร์ดบริหารน้อยกว่าครึ่งที่มีการตรวจสอบข้อมูลถึงสถานะและความพร้อมขององค์กรในการรับมือกับไซเบอร์คราม ขณะเดียวกันที่มีองค์กรไทยเพียง 26% ที่มีการวางแผนรับมือในเรื่องนี้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอัตราดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 37%” นาย วรพงษ์ กล่าว