มีด้วยหรือ!?เคสiPhoneสำหรับ”แอบถ่าย” สาวๆหนุ่มๆต้องระวัง (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 12:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426898

มีด้วยหรือ!?เคสiPhoneสำหรับ"แอบถ่าย" สาวๆหนุ่มๆต้องระวัง (ชมคลิป)

ชมคลิปแกะกล่องเคสมือถือiPhoneสำหรับ”แอบถ่าย”โดยเฉพาะ สาวๆหนุ่มๆต้องระวังตัว

เร็วๆ นี้ช่องแชนแนลไอทีชื่อดังอย่าง Unbox Therapy ได้เผยแพร่คลิปวีดีโอโชว์อุปกรณ์ที่ใครหลายๆ คนอาจไม่คิดว่ามีอยู่จริงๆ คือเคสมือถือ  iPhone6 สำหรับการ”แอบถ่าย”โดยเฉพาะ

เคสมือถือสุดแปลกชิ้นนี้มีชื่อว่า Cover Photo โดยจะมีด้วยกัน 2 ส่วนด้วยกันคือส่วนเคสธรรมดาด้านใน และส่วนเคสด้านนอกซึ่งจะมีกระจกลับตรงบริเวณกล้องด้านหลัง สำหรับสวมใส่เข้าไปกับมือถือเมื่อต้องการแอบถ่าย โดยดูเผินๆ จะดูเหมือนเป็นเคสสีดำธรรมดาๆ เท่านั้น

ในการใช้งานนั้นง่ายมากเพียงแค่เลื่อนกระจกลับด้านหลังขึ้นเล็กน้อย กล้องก็จะเปลี่ยนมุมจับภาพเป็นด้านบนตัวเครื่องโดยแม้จะเป็นภาพกลับหัวแต่สามารถโหลดแอพฯ มาเพื่อแก้ปัญหานี้ได้ ทีนี้เพียงแค่แกล้งทำทีก้มหน้าเล่นมือถือก็จะสามารถถ่ายภาพบุคคลที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างที่เหยื่อไม่รู้ตัว

เคสมือถือชิ้นนี้ยังสามารถแปลงเทคนิคในทางที่ไม่ดีจนเหยื่ออาจคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นคลิปวีดีโอนี้จึงเป็นอีกหนึ่งการเตือนภัยต่อหนุ่มสาวทั้งหลายในยุคสมาร์ทโฟนครองเมือง

ที่มา Unbox Therapy

สุดยอด!’เฟซบุ๊ก’โชว์ Social VR ต้นแบบสังคมโลกเสมือนแห่งอนาคต (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426702

สุดยอด!'เฟซบุ๊ก'โชว์ Social VR ต้นแบบสังคมโลกเสมือนแห่งอนาคต (ชมคลิป)

ชมคลิป Social VR โดย’เฟซบุ๊ก’ ต้นแบบสังคมโลกเสมือนแห่งอนาคตอันใกล้

นับตั้งแต่’เฟซบุ๊ก’ทุ่มซื้อกิจการ Oculus VR ด้วยเงิน 20 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2014 ก็ดูเหมือนความพยายามในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีโลกเสมือนให้นำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันจะยิ่งเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

ล่าสุดทางสื่อโซเชียลมีเดียยอดนิยมนี้ได้เผยคลิปวีดีโอโชว์ตัวอย่าง Social VR นวัตกรรมการติดต่อสื่อสารในโลกโซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่ผ่านแว่นตาโลกเสมือนอย่าง Oculus VR ให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้เหมือนจริงมากยิ่งขึ้นประหนึ่งเห็นคู่สนทนาอยู่ต่อหน้าจริงๆ เลยทีเดียว

ในคลิปตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานสามารถเนรมิตสภาพแวดล้อมจำลองได้และเห็นหน้าคู่สนทนาเป็นใบหน้าอวตาร ทั้งยังสามารถสื่อสารผ่านเสียงและท่าทางได้ รวมถึงการเล่นเกมหรือทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเช่นการถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกันได้ด้วย

ขณะนี้ทางเฟซบุ๊กยังไม่ได้เปิดเผยวันเวลาที่ชาวโลกจะได้ใช้เทคโนโลยีแบบนี้กันจริงๆ อย่างไรก็ตามชาวโซเชียลฯ อย่างเราก็เตรียมตั้งตารอดูไว้ได้เลย เชื่อว่าของจริงต้องเด็ดกว่านี้เป็นแน่…

ที่มา roadtovr

ยลโฉม HTC 10 สมาร์ทโฟนเรือธงใหม่โฉมเก๋ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426557

ยลโฉม HTC 10 สมาร์ทโฟนเรือธงใหม่โฉมเก๋ (ชมคลิป)

ชมคลิป HTC 10 สมาร์ทโฟนเรือธงใหม่สไตล์แสนเก๋

ขณะที่คนไทยกำลังสนุกสนานกับเทศกาลสงกรานต์ ในข่าววงการไอทีก็มีเรื่องให้น่าติดตามเช่นกันเมื่อทางค่ายมือถือดังฝั่งไต้หวันก็ได้สุ่มเปิดสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ HTC 10  โมเดลสวยด้วยตัวเครื่องโลหะแบบ Unibody แถมสเปคภายในที่ไม่น้อยหน้าใครเลยทีเดียว

จุดเด่นของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้คือมาพร้อมกับลำโพง Boomsound ระบบ Stereo ส่วนกล้องถ่ายรูปก็มาพร้อมระบบกันสั่น OIS ทั้งด้านหน้าและหล้ง

หน้าจอ : 5.2 นิ้ว ความละเอียด Quad HD
ซีพียู : Snapdragon820 Quad Core 64bit 2.2GHz
หน่วยประมวลผลกราฟิค : Adreno 530
แรม : 4GB
พื้นที่ความจำ : 32GB/64GB เพิ่มMicroSDได้ถึง 2TB
กล้องหน้า : 5 ล้านพิกเซล
กล้องหลัง : 12 ล้านพิกเวล
แบตเตอร์รี่ : 3,000 mAh ระบบชาร์จเร็วสามารถถึง 50% ได้ใน 30 นาที
ระบบ : Android 6.0 Marshmallow พร้อม HTC Sense 8

ดาต้าเซ็นเตอร์บูม รับไทยยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 10:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426550

ดาต้าเซ็นเตอร์บูม รับไทยยุคดิจิทัล

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์หรือคลาวด์คอมพิวติ้ง ส่งผลให้องค์กรจำนวนมากต้องการเคลื่อนย้ายระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และแบนด์วิธ ไปสู่ดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้การใช้งานผ่านอุปกรณ์ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งศูนย์ข้อมูลใกล้เคียงหรือ Neighborhood Data Center ควรที่จะพร้อมรับความท้าทายด้านประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น การประมวลผล และความสามารถในการจัดเก็บ

พิเชฏฐ เกตุรวม ผู้จัดการภูมิภาคอินโดจีน ของบริษัท อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ กล่าวว่า ในปี 2559 นี้ได้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราการบริโภคข้อมูลทางดิจิทัลเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดการอัดบีบตัวของข้อมูล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

“ระบบศูนย์ข้อมูลใกล้เคียง หรือ Neighborhood Data Center จึงมีความสำคัญอย่างมาก ในการทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูล รวบรวม วิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะย่านธุรกิจและธนาคารที่สำคัญให้คุ้มค่าต่อการลงทุนและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ”

ทั้งนี้ พิเชฏฐเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่ดูแลและขับเคลื่อนธุรกิจในตลาดอินโดจีน ได้แก่ ไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชา เจาะตลาดเชิงรุกในอุตสาหกรรมหลัก เช่น อุตสาหกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคม การพัฒนาระบบโครงสร้างคอลเลกชั่น การแพทย์และการดูแลสุขภาพ รวมทั้งธุรกิจธนาคาร

“สถานการณ์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความเสถียรมากขึ้นเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเปิดกว้างต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยส่งผลต่อการใช้จ่ายด้านไอทีเพิ่มขึ้น 10.6% ประมาณ 13.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 469 พันล้านบาท จากการนำเทคโนโลยีคลาวด์ โมบิลิตี้ และบิ๊กดาต้าเข้ามาใช้ในเชิงธุรกิจมากขึ้น”

ในขณะที่ประเทศเมียนมาที่กำลังเป็นดินแดนแห่งโอกาส ก็มีอัตราการเติบโตภาคไอทีในระดับ 15% ต่อปี โดยคาดว่าตลาดนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 268.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,400 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและการลงทุนจากภาคธุรกิจด้านไอที

การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านไอทีชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ไว้ว่าปี 2563 จะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อมากถึง 6,400 ล้านชิ้นเข้าด้วยกัน จากอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของการใช้งาน

“สังคมที่เชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานออนไลน์คาดหวังถึงแอพพลิเคชั่นที่ตอบสนองการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้บางครั้งการทำงานอาจต้องสะดุดจากความล้มเหลวของเครื่องสำรองไฟก็ตาม จากการศึกษาล่าสุดของ Ponemon เกี่ยวกับสาเหตุการหยุดทำงาน (Downtime) ของระบบดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูงถึง 8,851 เหรียญสหรัฐ/นาที หรือประมาณ 3.15 แสนบาท/นาที” พิเชฏฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวจากการทำงานของเครื่องสำรองไฟฟ้ายังเป็นสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้ระบบศูนย์ข้อมูลเสียหาย คิดเฉลี่ยประมาณ 7.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 26 ล้านบาท/ครั้ง หากเลือกใช้ยูพีเอสที่มีความคงทนจะช่วยปกป้องอุปกรณ์ไอทีให้ปลอดภัยจากกระแสไฟที่ไม่สม่ำเสมอได้

“การใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น ไม่ใช่แค่คำนึงว่าระบบจะมีจำนวนความจุของข้อมูลได้เท่าไหร่ แต่ต้องคำนึงถึงระบบสำรองไฟฟ้าที่มีความเสถียรด้วย หากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นมาจะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีเพียงใด” พิเชฏฐ กล่าว

ไอดีซียังได้คาดการณ์การแข่งขันในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยไว้ว่า การแข่งขันของธุรกิจผู้ให้บริการด้านดาต้าเซ็นเตอร์ จะเน้นหนักเรื่องคุณภาพด้านการให้บริการมากกว่าแค่ราคา ซึ่งตัวชี้วัดคุณภาพของบริการจะหมายรวมถึงความซ้ำซ้อน ความพร้อมใช้งานและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ที่เป็นปัจจัยสำคัญวัดความสามารถของผู้ให้บริการ และยังคาดว่าภายในปี 2560 พื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นกว่า 180% เทียบกับปี 2558

 

อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ พลิกธุรกิจสู่ดิจิทัลปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2559 เวลา 19:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426526

อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ พลิกธุรกิจสู่ดิจิทัลปี’63

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

จากผลสำรวจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ทั่วโลกของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในกลุ่มผู้นำธุรกิจ 3,000 รายจาก 12 ประเทศ ระบุว่า ภาคธุรกิจยังคงคาดหวังว่าอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์จะเข้ามาสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่ภาคองค์กรและคนทั่วไป

พริธ บาเนอร์จี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น กล่าวว่า องค์กรขนาดใหญ่จะนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือไอโอที เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนทางธุรกิจอย่างจริงจังในปี 2563

“เราผ่านจุดของการตั้งคำถามว่าอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ให้ประโยชน์อะไรบ้าง มาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล เพื่อหาจุดยืนขององค์กรในการนำไอโอทีมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

ทั้งนี้ บริษัทได้คาดการณ์แนวทางเกี่ยวกับไอโอที เพื่อที่จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถคาดเดาได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในเวลาที่ตลาดพัฒนาไปข้างหน้า โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคไอโอทีนั้น คือ คลื่นลูกใหม่ของการพลิกโฉมสู่ดิจิทัลไอโอทีเป็นการรวมกันของ OT และ IT เข้าด้วยกันและขับเคลื่อนคนทำงานสู่ระบบโมบายและดิจิทัล โดยเซ็นเซอร์จะเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างกันได้มากขึ้น พร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบคลาวด์จะช่วยให้ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลรวดเร็วขึ้น

“การเข้าถึงข้อมูลและแปลงข้อมูลที่ไม่เคยใช้งานมาก่อนได้ลึกซึ้งขึ้นนั้น จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกขั้นหนึ่ง ทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการแปลงข้อมูลเชิงลึกมาใช้งานได้จริงมากขึ้น กลายเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างแบรนด์และความพึงพอใจและความภักดีในการบริการ นอกจากนี้ ไอโอทียังเป็นการผสมผสานระบบไปรเวตคลาวด์มาเป็นไฮบริดคลาวด์ เพื่อที่จะช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น” พริธ กล่าว

นอกจากนี้ ไอโอทีจะเฟื่องฟูไปทุกระบบทั้งภายในและภายนอก เพื่อช่วยให้ทำงานร่วมกันได้ทุกแพลตฟอร์ม และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการเข้าใช้งาน โดยไอโอทีจะทำหน้าที่เป็นแหล่งนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจและสร้างการเติบโตด้านเศรษฐกิจสำหรับองค์กร รัฐบาลและเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่นเดียวกับที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยการเกิดอินเทอร์เน็ตไปสู่ระบบโมบายที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้า นวัตกรรมและความเฟื่องฟู ซึ่งไอโอทีจะทำให้เกิดสิ่งนั้นเช่นกัน โดย 40% ของตลาดโซลูชั่นไอโอทีทั่วโลกจะเกิดจากประเทศที่กำลังพัฒนา

“โซลูชั่นไอโอทีจะถูกนำมาใช้เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น สภาวะโลกร้อน การขาดแคลนน้ำและมลพิษ รวมทั้งช่วยเร่งการใช้งานในโครงการต่างๆ เช่น ข้อตกลงด้านสภาพอากาศ COP21 ร่วมกับ 196 ประเทศ ในการให้คำปฏิญาณเรื่องการดูแลรักษาสภาวะโลกร้อนให้อยู่ในระดับต่ำสุดไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

ขณะที่ยังมีผลสำรวจเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ 63% ขององค์กรวางแผนจะใช้ไอโอทีในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างความพึงพอใจให้เร็วขึ้นในปีนี้ โดย 42% ของผู้ตอบแบบสำรวจชี้ว่าองค์กรของตนวางแผนที่จะติดตั้งระบบออโตเมชั่นที่ใช้ไอโอทีภายใน 2 ปีข้างหน้า 63% เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปีได้สูงสุด และอีก 41% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังมองเรื่องภัยคุกคามความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์เป็นความท้าทายที่สำคัญ

 

เอไอเอสหนักใจ ปั่นราคาคลื่น900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426410

เอไอเอสหนักใจ ปั่นราคาคลื่น900

ซีอีโอเอไอเอสพร้อมร่วมประมูลคลื่น 900 MHz แต่ต้องรอบอร์ดอนุมัติก่อน หวั่นผู้เล่นหน้าใหม่ปั่นราคาคลื่น

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสพร้อมประมูลคลื่น 900 MHz ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะนำออกประมูลในวันที่ 27 พ.ค.นี้ แม้ว่าราคาเริ่มต้นประมูลจะสูงมาก และก่อนหน้านี้เอไอเอสยื่นข้อเสนอรับช่วงคลื่น 900 MHz ต่อจากบริษัท แจสโมบาย บรอดแบนด์ ที่มูลค่า 75,654 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เอไอเอสจะเข้าร่วมประมูลคลื่นในครั้งนี้ได้หรือไม่ จะต้องขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไข คือ 1.ต้องรอให้บอร์ดของบริษัทอนุมัติเรื่องราคาก่อน และ 2.ต้องมีการอนุมัติให้ต่ออายุมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการคลื่น 900 MHz ไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559 เนื่องจากยังมีลูกค้าตกค้างอยู่ 4 แสนราย ส่วนลูกค้า 7 ล้านรายได้โรมมิ่งสัญญาณกับดีแทคเรียบร้อยแล้ว

“เอไอเอสก็ไม่กล้าฟันธงว่าจะได้รับการอนุมัติจากทางบอร์ดหรือไม่ แต่กังวลหากมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาปั่นราคา และยินดีหากทรูจะเข้ามาร่วมประมูลด้วย และไม่ได้คาดเดาไว้ว่าราคาจะพุ่งสูงไปถึงเท่าไหร่” นายสมชัย กล่าว

ขณะที่ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง การประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม โดยประกาศเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ให้จัดการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ช่วงความถี่วิทยุ 985-905 MHz คู่กับ 940-950 MHz ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ โดยเปิดโอกาสให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นการทั่วไป ในราคาเริ่มต้น 75,654 ล้านบาท และต้องวางหลักประกันการประมูลเป็นจํานวน 3,783 ล้านบาท

นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช.กำหนดให้ กสทช.คุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์และใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ใช้งานต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559 หรือจนกว่า กสทช.จะได้ออกใบอนุญาตแก่ผู้ชนะการประมูล แล้วแต่กรณีใดถึงกําหนดก่อน

ด้านคณะทำงานพิจารณาความรับผิดชอบกรณีบริษัท แจสฯ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 900 MHz ได้มีการประชุมเป็นครั้งที่ 3 โดยได้เชิญตัวแทนธนาคารกรุงเทพมาให้ข้อมูล อย่างไรก็ตามทางธนาคารแจ้งว่าไม่สะดวกมาชี้แจงข้อมูล คณะทำงานจึงนัดให้มาในวันที่ 22 เม.ย. พร้อมกับเชิญตัวแทนจากธนาคารไอซีบีซีเข้ามาชี้แจงด้วย นอกจากนี้ทางบริษัท แจสฯ ได้ส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ รวมถึงการหาพันธมิตรต่างๆตามที่ นายพิชญ์ โพธารามิก ได้ชี้แจงมาให้แล้วเช่นกัน

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การพิจารณาค่าเสียหายอาจจะเสร็จทันวันที่ 28 เม.ย.นี้ หากได้รับข้อมูลจากทุกฝ่ายครบถ้วน

 

คำสั่งหัวหน้าคสช.ประมูล4จี 27พ.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 7.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426373

คำสั่งหัวหน้าคสช.ประมูล4จี 27พ.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 7.5 หมื่นล้าน

ราชกิจจาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคสช. ให้กสทช.เปิดประมูลคลื่น900 วันที่ 27 พ.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 75,654 ล้าน พร้อมคุ้มครองซิม 2จี ถึง 30 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม โดยให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900MHz ช่วงความถี่วิทยุ 895 – 905 MHz คู่กับ 940 – 950 MHz เพื่อการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวสำหรับกิจการโทรคมนาคมในวันที่ 27 พ.ค.59

ทั้งนี้ กสทช. ต้องเปิดโอกาสให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นการทั่วไปเว้นแต่ผู้ที่เคยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. โดยกำหนดราคาประมูลในรอบแรกไว้ที่ 75,654 ล้านบาทและต้องวางหลักประกันการประมูลเป็นจำนวน 3,783 ล้านบาท ในกรณีมีความจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐและประชาชน หรือเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ยังให้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ กสทช.ออกให้แก่ผู้รับใบอนุญาตตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 895 – 905 MHz คู่กับ 940 – 950 MHz มีผลใช้บังคับต่อไปและให้มีอายุใบอนุญาตสิ้นสุดลงพร้อมกับใบอนุญาตที่ กสทช. จะออกให้แก่ผู้ชนะการประมูลตามคำสั่งนี้

และเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้ใช้บริการด้านโทรคมนาคมที่จะได้รับผลกระทบอันเกิดจากการประมูลคลื่นความถี่ที่ต้องดำเนินการขึ้นใหม่ ให้ กสทช. คุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์และใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ปราศจากข้อจำกัด โดยให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศ กสทช.เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือ สัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติม ต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย.59 หรือจนกว่า กสทช. จะได้ออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ให้แก่ผู้ชนะการประมูล แล้วแต่กรณีใดถึงกำหนดก่อน

อย่างไรก็ตามการประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมตามคำสั่งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของหน่วยงานของรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายอื่นอันเกิดจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 895 – 915 MHz/ 940 – 960 MHz

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวว่า ขณะนี้ได้ใช้มาตรา 44เพื่อไปคุ้มครองเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซิมดับแล้ว ส่วนเรื่องการประมูลก็ต้องดำเนินต่อไป แต่ก็ต้องควรทำให้เร็วขึ้น

 

เอชพีมั่นใจตลาดพีซี ลูกค้ากลุ่มองค์กรยังโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426250

เอชพีมั่นใจตลาดพีซี ลูกค้ากลุ่มองค์กรยังโต

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แนวโน้มการใช้เครื่องพีซีและโน้ตบุ๊กของภาพรวมทั่วโลกนั้น แม้จะมีการเติบโตไม่หวือหวาเทียบเท่ากับตลาดสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์การทำงานและไลฟ์สไตล์ส่วนตัวได้อย่างครอบคลุม แต่เอชพียังคงเชื่อมั่นว่าตลาดพีซีและโน้ตบุ๊กยังมีโอกาส เพราะภาคธุรกิจยังต้องการอุปกรณ์ที่เข้าถึงการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

แอนเนลีส โอลเซ่น ผู้จัดการทั่วไปและรองประธานบริหารธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เอชพี ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีจะมีอัตราลดน้อยลงทั่วโลกและเปลี่ยนมาเป็นการทำงานแบบโมบายคอมพิวติ้ง แต่เอชพีเชื่อว่าธุรกิจนี้ยังมีโอกาส หากนำเครื่องหรือแพลตฟอร์มที่รองรับความต้องการของภาคธุรกิจได้

“แม้ว่าภาพรวมตลาดพีซีทั่วโลกค่อนข้างนิ่งและไม่ได้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่เอชพียังคงเชื่อมั่นว่าบริษัทเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดคอมเมอร์เชียลพีซีทั่วโลก ทั้งนี้ เอชพีจึงได้สร้างสรรค์สินค้าในตลาดที่ตัวเองจะเข้าไปมีโอกาสทางการขาย เช่น กลุ่มเกมมิ่ง กลุ่มทูอินวัน และกลุ่มพรีเมียม เพราะกำลังซื้อในแต่ละกลุ่มที่กล่าวมานั้น มีทิศทางการใช้จ่ายที่ดีอย่างต่อเนื่อง และได้นำสินค้ารุ่นใหม่ ที่มีการออกแบบทั้งนวัตกรรมและรูปลักษณ์ใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า”

ทั้งนี้เอชพีมั่นใจว่าโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่จะตอบโจทย์การทำงานของคนในยุคมิลเลนเนียลที่ต้องการสินค้าทันสมัย สวยงามและตอบโจทย์การทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งองค์กรธุรกิจระดับเอนเทอร์ไพร์สในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย ไทย จีน หรืออินโดนีเซีย จะมีการนำอุปกรณ์โมบิลิตี้มาใช้สำหรับการทำงานเยอะขึ้น เพราะเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและสะดวกต่อการส่งต่อข้อมูล แต่องค์กรเหล่านี้ยังต้องการการเข้าถึงฐานข้อมูลกลางได้อย่างความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งโมเดล Elite X3 จะตอบโจทย์การทำงานแบบโมบิลิตี้ได้อย่างดี

“เรายืนยันว่า โมเดล Elite x3 ไม่ใช่สมาร์ทโฟน แต่เป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็ก 12.5 นิ้ว ระบบประมวลผล Snapdragon 820 เหมาะกับองค์กรที่ต้องการเข้าถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อที่พกพาสะดวกและความปลอดภัยสูงด้วย เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นองค์กรสำหรับการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีระบบไบโอเมตริกส์เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์อย่างปลอดภัย ซึ่งเอชพีไม่ได้นำสินค้าชิ้นนี้เข้ามาตีตลาดกลุ่มสมาร์ทโฟน แต่จะตอบโจทย์การทำงานของภาคองค์กรมากกว่า จึงมั่นใจว่าจะตอบโจทย์การใช้งานภาคธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วได้เป็นอย่างดี ส่วนราคาขายจะมีแตกต่างกันในแต่ละประเทศ” แอนเนลีีส กล่าว

สำหรับโน้ตบุ๊กและแพลตฟอร์มการทำงานภายใต้แนวคิด One Life ที่เอชพีเปิดตัวครั้งแรกที่เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ HP Spectre โน้ตบุ๊กที่มีขนาดบาง 10.4 มม. เฉดสีทองแดง วางขายในเดือน พ.ค.นี้ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้นที่ 1,249 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.3 หมื่นบาท HP Elitebook Folio โน้ตบุ๊กระดับพรีเมียมวางขายในเดือน เม.ย. และ HP Elite x3 โน้ตบุ๊กที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 ตอบโจทย์การใช้งานแบบโมบายคอมพิวติ้งที่ผสมผสานระหว่างแฟบเลต แล็ปท็อป และเดสก์ท็อปไว้ในหนึ่งเดียว วางขายในเดือน ต.ค.ปีนี้

การทำตลาดของเอชพีต่อจากนี้ไป จะมุ่งเน้นในเรื่องนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การทำงาน ดีไซน์ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและราบรื่น เพื่อรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งในแบรนด์ระดับโลก”

 

บิ๊กตู่ไฟเขียวใช้ม.44ประมูล4จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426237

บิ๊กตู่ไฟเขียวใช้ม.44ประมูล4จี

พล.อ.ประยุทธ์ไฟเขียวมาตรา 44 ประมูล 4จี เลื่อนวันเคาะเป็น 27 พ.ค. ให้เอกชนมีเวลาขอแบงก์การันตี

คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้มีการประชุมวาระพิเศษเป็นการด่วนเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแจ้งที่ประชุมว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบรับข้อเสนอการใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดสรรคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ แล้ว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในช่วงเช้าวันที่ 11 เม.ย. เพื่อหารือการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ รวมทั้งร่างประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวกรณีการสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์มือถือ (มาตรการเยียวยา) อีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้ได้ส่งร่างประกาศฯ ให้นายวิษณุพิจารณาไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา

“กสทช.จะนำร่างประกาศฯ ที่ผ่านการปรับปรุงแล้วส่งไปให้กฤษฎีกาตรวจทาน จากนั้นจะถูกส่งกลับมาที่นายวิษณุ เพื่อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ลงนาม คาดว่าจะประกาศคำสั่งได้ช้าสุดไม่เกินช่วงเช้าวันที่ 12 เม.ย.นี้” นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวอีกว่า เงื่อนไขการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์  ยังเหมือนเดิม คือราคาตั้งต้น 75,654 ล้านบาท เปิดให้ผู้ประกอบการทุกรายเข้าประมูล รวมถึงทรูฯ ด้วย และหากมีผู้เข้าประมูลเพียงรายเดียวก็จะเปิดประมูลเช่นกัน แต่จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม นอกจากนี้จะเลื่อนวันจัดประมูลจากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 22 พ.ค. เป็นวันที่ 27 พ.ค. แทน เนื่องจากหารือกับผู้ประกอบการทุกรายแล้ว ได้รับฟีดแบ็กว่าหากใช้กำหนดการเดิมวันที่ 22 พ.ค. บริษัทที่เข้าประมูลกลัวว่าจะทำแบงก์การันตีไม่ทัน เลยขอเลื่อนเป็นวันที่ 27 พ.ค.แทน

นายฐากร กล่าวว่า กสทช.จะมีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฟ้องร้องต่อศาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ได้ทำหนังสือร้องสอดต่อศาลปกครอง ร้องขอความเป็นธรรมกับ คสช.และ กสทช. กรณีการขยายระยะเวลาในการคุ้มครองและเยียวยาการใช้คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์

“รับประกันได้ว่าเรื่องต้องจบลงด้วยดีแฮปปี้เอนดิ้ง โดยมีการตกลงกันทุกฝ่ายแล้ว ทุกฝ่ายได้รับการยินยอมให้ดำเนินการแล้ว ไม่ได้หมายความว่า กสทช.หรือ คสช.ไปบังคับฝ่ายเดียว ทั้งหมดประชาชนต้องใช้บริการได้ และการแข่งขันต้องมีความเสรีเป็นธรรม” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ศาลปกครองได้นัดไต่สวนในคดีที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งขยายระยะเวลาการหยุดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ออกไป จากเดิมที่สั่งให้หยุดให้บริการเวลา 24.00 น. วันที่ 14 เม.ย.ที่จะถึงนี้ โดยสำนักงาน กสทช. ได้ประสานแจ้งรายละเอียดการหารือกับนายวิษณุไปยังศาลปกครองแล้ว ว่าจะมีการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ทั้งนี้เพื่อที่ศาลจะได้มีข้อมูลเพิ่มเติม จะได้ไม่ออกคำสั่งในทิศทางที่ขัดแย้งกัน

อย่างไรก็ตาม ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะเลื่อนระยะเวลาเยียวยาหรือไม่

 

เอชพีเปิดตัวแล็ปท็อปบางที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/426024

เอชพีเปิดตัวแล็ปท็อปบางที่สุดในโลก

เอชพีเปิดตัวแล็ปท็อปรุ่นใหม่ “สเปคเตอร์” บางและเบาที่สุดในโลก มาพร้อมน้ำหนัก 1.13 ก.ก. ค่าตัว 4.11 หมื่นบาท

เอชพีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ เปิดตัว สเปคเตอร์ แล็ปท็อปที่เล็กที่สุดในโลก โดยมีลักษณะบางกว่า 4 ใน 10 ของ 1 นิ้ว และหนักน้อยกว่า 2 ปอนด์ครึ่ง หรือ 1.13 กิโลกรัม ซึ่งบางและเบายิ่งกว่าแมคบุ๊ก แอร์ แล็ปท็อปตัวบางและเบาที่สุดของแอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตเทคโนโลยีชื่อดังจากสหรัฐ นอกจากนี้ เอชพี ยังใช้ทองแดงเพื่อดึงดูดผู้รักอุปกรณ์ลักษณะเหมือนกับเครื่องประดับ

ทั้งนี้ สเปคเตอร์ รุ่นดังกล่าวประกอบไปด้วยระบบประมวลผลอินเทล คอร์ ไอ7 ความจุขนาด 8 กิกะไบต์ และแบตเตอรี่ระยะเวลาใช้งาน 10 ชั่วโมง รวมถึงยังประกอบไปด้วยแบงก์ แอนด์ โอลัฟเซน ระบบเสียงของผู้ผลิตชาวเดนมาร์ก

เอชพี ระบุว่า แล็ปท็อปตัวดังกล่าว เป็นดั่งของแฮนด์เมดมากกว่าที่จะเป็นการผลิต ด้วยราคา 1,170 เหรียญสหรัฐ (ราว 4.11 หมื่นบาท) ทั้งนี้ เอชพีพยายามสร้างรายได้ให้แก่หน่วยผลิตคอมพิวเตอร์ หลังจากในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2015 รายได้จากแล็ปท็อป ร่วงลงไป 11% ในขณะที่รายได้จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะร่วงลงไป 14%

ชมคลิป https://youtu.be/tXV7k7Bt9ow