“แกร็บ”ขยายบริการเจาะกลุ่มผู้ใช้คนพิการโดยเฉพาะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572939

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2561 เวลา 07:28 น.

"แกร็บ"ขยายบริการเจาะกลุ่มผู้ใช้คนพิการโดยเฉพาะ

แกร็บ เปิดตัวแกร็บแอสซิสท์ จับกลุ่มผู้พิการและผู้สูงอายุ หวังสร้างความสะดวกในการเดินทาง ขยายฐานลูกค้าเพิ่ม

นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แกร็บร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนที่ทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A) เปิดตัวบริการแกร็บแอสซิสท์ (GrabAssist) ซึ่งเป็นบริการใหม่เพื่อให้บริการคนพิการและผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ บริการใหม่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางของคนพิการ ผู้บกพร่องทางสายตาและผู้สูงอายุให้ได้รับการเดินทางอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแกร็บที่มุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละวัน โดยเชื่อว่าทุกคนควรมีสิทธิในการเดินทางได้ด้วยความเท่าเทียม สะดวกและปลอดภัย และขณะเดียวกันช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

ขณะที่การเปิดตัวบริการแกร็บแอสซิสท์เป็นส่วนหนึ่งของงานวันคนพิการสากลประจำปี 2561 ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อระลึกถึงวันคนพิการสากลขององค์การสหประชาชาติ ที่ตรงกับวันที่ 3 ธ.ค. ของทุกปี โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ในหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ รวมไปถึงนโยบายที่ส่งเสริมให้คนพิการใช้ชีวิตโดยพึ่งพาตนเองได้ เช่น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้

สำหรับนโยบายของแกร็บให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเสริมสร้างให้ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการเหลื่อมล้ำ อันเป็นสิทธิพื้นฐานและเครื่องหมายแสดงความเท่าเทียมของสังคม และกำหนดให้การเข้าถึงบริการสังคมของคนพิการเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาล แกร็บได้ตอบรับและเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมที่สืบเนื่องจากนโยบายดังกล่าว

นายธรินทร์ กล่าวว่า ในส่วนของพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บจำนวนกว่า 60 ราย ได้เข้าร่วมการอบรมและฝึกทักษะ เพื่อการบริการให้กับคนพิการประเภทต่างๆ อย่างเหมาะสม นอกจากทักษะเหล่านี้แล้วนั้นยังรวมถึงการจัดการกับเก้าอี้รถเข็น การพับเก็บรถเข็น อุปกรณ์เคลื่อนที่อื่นๆ การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายคนพิการจากรถเข็น ตลอดจนความรู้ภาษามือ เพื่อการสื่อสารเบื้องต้น เช่น ชื่อถนน จุดหมายปลายทางและค่าโดยสาร การต้อนรับผู้โดยสารที่พิการทางการมองเห็น รวมถึงการใช้บทสนทนาที่เหมาะสม

แนะธุรกิจโปร่งใสช่วยลดกังวลข้อมูลส่วนบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572853

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

แนะธุรกิจโปร่งใสช่วยลดกังวลข้อมูลส่วนบุคคล

โพสต์ทูเดย์ – เคพีเอ็มจีเผยผู้บริโภคเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ยังไม่วางใจความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล ชี้ธุรกิจต้องสร้างความเชื่อมั่น

นายฮูลิโอ เจ เฮอร์แนนเดซ ประธาน ฝ่ายปรึกษาธุรกิจลูกค้า เคพีเอ็มจีอินเตอร์ แนชั่นแนล เปิดเผยผลวิจัยโครงการ KPMG’s Global Consumer Insights และงานวิจัย Me, my life, my wallet 2018 พบว่าจากการวิจัยผู้บริโภค 2.5 หมื่นรายทั่วโลก พบว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภคยินยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตน

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับผลการวิจัยในปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภค 47% กังวลมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว และมีความกังวลมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา โดยผู้บริโภค 24% ไม่ยอมแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลของตน แต่อย่างไรก็ตามผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มที่จะยินยอม มากกว่ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนแลกกับประสบการณ์ลูกค้า และการนำเสนอสินค้าบริการที่เฉพาะเจาะจง

ด้านผลวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่นั้นมีความกังวลและห่วงเรื่องอาชญากรรมแอบอ้างข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกัน แต่มีแนวโน้มที่จะเห็นประโยชน์ของการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองมากกว่ากลุ่มอื่น

ในขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยินยอมที่ใจให้ข้อมูลกับธุรกิจ โดย 51% ยังมีความเป็นห่วงเรื่องอาชญากรรมแอบอ้างข้อมูลส่วนบุคคล และส่วนใหญ่หรือ 72%ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย อีกทั้งกรณีศึกษาเพิ่มเติมยังพบว่า ผู้บริโภค 42% ได้ทำการปรับแก้การตั้งค้าสิทธิส่วนบุคคลในโซเชียลมีเดียในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

สำหรับธุรกิจสามารถสร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภคโดยการจัดการข้อมูลที่โปร่งใส อาทิ การเปิดเผยสาเหตุในการเก็บข้อมูลลูกค้า การแจกแจงรายละเอียดวิธีการปกป้องรักษาข้อมูลของผู้บริโภค ต้องบอกความจริงว่าจะมีการขายหรือเปิดเผยข้อมูลผู้บริโภคให้บุคคลนอกองค์กรหรือไม่ และอย่าเอาเปรียบผู้บริโภค โดยควรชดเชยผู้บริโภคที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังเล็งเห็นถึงมูลค่าของข้อมูลของพวกเขามากขึ้น โดยการวิจัยพบว่า 85% ของผู้บริโภคต้องการให้ธุรกิจปกป้องข้อมูลของพวกเขาโดยไม่จำเป็นต้องร้องขอ และ 77% ไม่เห็นด้วยกับการที่ธุรกิจขายข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา ซึ่งธุรกิจที่ทำตามความต้องการในสองข้อนี้มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าธุรกิจอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังให้ความน่าเชื่อถือธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพมากที่สุด หรือ 60% ตามด้วยธุรกิจด้านการธนาคาร 59% ธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี 54%

เซตซีโร่มูลค่าคลื่น5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572843

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 07:52 น.

เซตซีโร่มูลค่าคลื่น5จี

กสทช.ประกาศนโยบายปี 2562 เน้นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5จี แก้วิกฤตทีวีดิจิทัล ขยายเวลาอุดหนุนค่าเช่าโครงข่าย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า นโยบายการทำงานของ กสทช. ในปี 2562 จะเน้นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5จี โดยเร็วที่สุด โดยจะทบทวนการประเมินมูลค่าคลื่น (เซต ซีโร่โทรคมนาคม) ทบทวนเงื่อนไขและระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูล สร้างแรงจูงใจให้กับเอกชนลงทุนพัฒนาระบบ 5จี และปรับปรุงหลักเกณฑ์การประมูล 5จี

ทั้งนี้ ได้แบ่งวิธีการอนุญาตเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ใบอนุญาตที่ใช้งานครอบคลุมการให้บริการทั่วประเทศ  (Nation Wide) และใบอนุญาตแบบที่ ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด (Specific Area) เช่น ในเขตพื้นที่ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 5จี

นอกจากนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่หลายย่านพร้อมกัน (Multiband) อาทิ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 2600 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 26000 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 28000 เมกะเฮิรตซ์ โดยจะเร่งจัดตั้งศูนย์ทดลอง ทดสอบ 5จี ในกรุงเทพมหานครที่สยาม สแควร์ เริ่มตั้งแต่ปี 2562-2563  นายฐากร กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลระยะยาว เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ กสทช.จะขับเคลื่อนในปี 2562 โดยจะเร่งรัดปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ผู้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX) สนับสนุนการดำเนินการของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในส่วนค่ามัสต์แคร์รี่จนถึงปี 2565 และสนับสนุนค่าใช้จ่ายการออกอากาศผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล 50% ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต่อเนื่อง จนถึงปี 2565 จากเดิมถึงปี 2562

“การเยียวยาทีวีดิจิทัลยังมีช่องทางช่วยเหลือในส่วนที่ทีวีดิจิทัลยังต้องชำระเงินค่าประมูลใบอนุญาตส่วนที่เหลืออีก 30% มูลค่าประมาณหมื่นกว่าล้าน โดยนำเงินจากการประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ มาช่วยเหลือได้อีก” นายฐากร กล่าว

ยูนิเซฟปลดล็อก เทคโอเพ่นซอร์ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572759

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

ยูนิเซฟปลดล็อก เทคโอเพ่นซอร์ส

เรื่อง ไมค์ วอล์คเกอร์ ผู้อำนวยการโอเพ่น อินโนเวชั่น แล็ปส์ เร้ดแฮท

องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ เป็นองค์กรที่เสมือนเป็นตัวแทนของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองความคิด โดยทั่วไปคนส่วนมากจะรู้จักกันว่าเป็นองค์กรหนึ่งของสหประชาชาติที่ทำงานด้านสิทธิเด็กและเยาวชนแต่สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับทีมงานของเร้ดแฮทคือ เมื่อปลายปี 2560 ไมค์ วอล์คเกอร์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโอเพ่น อินโนเวชั่น แล็ปส์ เร้ดแฮท (Open Innovation Labs Red Hat) ได้เข้าร่วมงานเร้ดแฮทฟอรั่ม ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นงานสำหรับลูกค้า พันธมิตร และชุมชน ในการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันสิ่งต่างๆ โดยอเล็กซานดรา มาชาโด หนึ่งในผู้จัดการฝ่ายให้คำแนะนำของเร้ดแฮท เล่าถึงการทำงานยูนิเซฟ อินโนเวชั่น

ยูนิเซฟ อินโนเวชั่น เป็นโครงการด้านนวัตกรรมทางสังคมที่มุ่งใช้โซลูชั่นจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือเด็ก โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ยูนิเซฟ อินโนเวชั่น ให้ความสำคัญกับการนำโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์มาใช้เป็นพื้นฐานการทำงาน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้ทุกหนแห่ง ด้วยต้นทุนที่ต่ำ ทั้งยังเชื่อว่าการทำงานร่วมกันได้อย่างสะดวกและเป็นอิสระ จะสามารถแก้ไขความท้าทายได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อเดียวกับเร้ดแฮท และนั่นคือวิถีการทำงานและความสามารถของโอเพ่นซอร์ส

ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานในวิถีโอเพ่นซอร์สอยู่บนหลักการต่างๆ เช่น ความโปร่งใส ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วม จึงทำให้สามารถรวบรวมพลังบุคลากรในชุมชนที่มีความสามารถ และทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอความคิดที่หลากหลายมากขึ้นและรวดเร็วมากขึ้น

ยูนิเซฟ อินโนเวชั่น ได้สร้างเมจิก บ็อกซ์ให้เป็นศูนย์รวมที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาร่วมแบ่งปันข้อมูลทุกขนาดและทุกรูปแบบเพื่อสร้างแซนด์บ็อกซ์ หรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกันจากทั่วโลก สำหรับใช้ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เป็นนวัตกรรม โดยอาศัยความคิดและการออกแบบที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัว เพื่อทดสอบความคิดและการสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่จะใช้แก้ไขความท้าทายด้านมนุษยธรรมที่เร่งด่วนให้กับเด็กๆ

กสทช.ตั้งเป้าปี62ดัน5จี-ทบทวนประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572766

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 13:55 น.

กสทช.ตั้งเป้าปี62ดัน5จี-ทบทวนประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่

กสทช.ตั้งเป้าปี 62 ผลักดัน 5G เตรียมทบทวนการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่ พร้อมแก้ปัญหาทีวีดิจิทัลระยะยาว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ประกาศทิศทางและนโยบายการดำเนินงานปี 62 เมื่อวันที่ 30 พ.ย.- 1 ธ.ค.61 ได้มอบหมายนโยบายการดำเนินงานให้กับผู้บริหารสำนักงาน กสทช. พร้อมผลักดัน 5 เป้าหมายให้เกิดขึ้นจริง ได้แก่

1. สนับสนุสนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 5G เร็วที่สุดโดยจะดำเนินการทบทวนการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ (Set Zero โทรคมนาคม) ที่สะท้อนความต้องกาคลื่นความถี่ที่สมเหตุสมผล เหมาะสมกับบริบทอุตสาหกรรมและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และทบทวนเงื่อนไขและระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ (Term of payment) ของคลื่นที่ประมูลไปแล้ว และที่จะนำมาประมูลใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาระบบโครงข่ายและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ขณะเดียวกันจะดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ที่จะใช้งานคลื่นความถี่ 5G ใหม่เพิ่มติมให้เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 5G โดยแบ่งวิธีการอนุญาตเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ใบอนุญาตที่ใช้งานครอบคลุมการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ (Nation Wide) และใบอนุญาตที่ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด (Specific Area) เช่นในเขตพื้นที่ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 5G

ทั้งนี้ กำหนดหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่หลายย่านพร้อมกัน (Mulitband) ในการต่อยอดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) , 2.6 กิ๊กกะเฮิร์ตซ์ (GHz), 3.5 GHz, 28 GHz และดำเนินการจัดตั้งศูนย์ทดลอง ทดสอบ 5G ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนในการที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดังกล่าว

รวมทั้งการเรียกคืนคลื่นความถี่ ตามประกาศซึ่งได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 พ.ย.61 สำนักงาน กสทช.จะดำเนินการตามประกาศดังกล่าวฯ และจะตั้งคณะทำงานดำเนินการตามประกาศดังกล่าวตั้งแต่เดือน ธ.ค.61 โดยมีเป้าหมายในการเรียกคืนคลืนความถี่ย่าน 2.6 GHz เป็นลำดับแรก

2.แก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลในระยะยาว โดยการปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz โดยจะเยียวกับผู้ได้รับผลกระทบ โดยเยียวยากลับคลืนทั้งผู้ให้บริการทีวีดิจทัลและผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) ทั้งนี้การประมูลจะมีการประมูลล่วงหน้าก่อนที่จะสิ้นสุดระยะเวลาในใบอนุญาต,สนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาที่ขึ้นจากประกาศมัสแครี่ (Must Carry) โดยเฉพาะภาระที่เกิดจากมัสแครี่ โดยสำนักงานฯ เห็นว่าควรให้มีการสนับสนุนการออกอากาศไปจนถึงปี 65 , สนับสนุนค่าใช่จ่ายในการออกอากาศผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โดยจะสนับสนุนผู้ประกอบการไปจนถึงปี 65 และสนับสนุนการสำรวจความนิยม (Rating) โดยสนับสนุนการประเมินเรทติ้งใหม่เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการสำรวจความนิยม

3. จัดทำแผนและหลักเกณฑ์การอนุญาตสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมเพื่อรองรับมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ. ศ. 2560 ที่บัญญัติไว้ว่า” รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน” ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการแก้ไขพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ. ศ. …. ที่จะกำหนดให้กสทช. เป็นผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลเกี่ยวกับวงโคจรดาวเทียมทั้งหมด

4. เร่งรัดและร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสตช. ในการนำเลขหมายโทรศัพท์ 191 มาใช้เป็นเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติหมายเลขเดียว (National Single Emergency Number) ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุขึ้นเจ้าหน้าที่จะสามารถทราบตำแหน่งที่ตั้งและสถานการณ์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเชื่อมต่อกับกล้อง CCTV ที่ติดตั้งอยู่ทั่วประเทศทำให้สามารถระงับและจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วและทันเหตุการณ์ลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. เร่งรัดสนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐอาทิสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรืออย. สำนักงานตำรวจแห่งชาติกรมทรัพย์สินทางปัญญากระกทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือกระทรวงดีอีในการดำเนินการระงับการเผยแพร่เนื้อหาบนสื่อออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย

นายฐากร การทบทวนการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ใหม่ กสทช.จะมีการกำหนดทิศทางให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น คาดจะสามารถสรุปโดยเร็วในเดือน ม.ค.62 เพื่อประเมินคลื่นอื่นและการนำคลื่นมาประมูลพร้อมกันได้หรือไม่ เช่น อาจจะนำ 1800 MHz ไปประมูลรวมกับคลื่นอื่นในการประมูลครั้งเดียว เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 5G ซึ่งจะทำให้ภาคโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัลเดินหน้าไปได้

“การเปิดประมูลคลื่นความถี่แบบ Multiband มองว่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz, 2600 MHz และ 1800 MHz สามารถนำมาประมูลพร้อมกันได้ทันที โดยคลื่นความถี่ 1800 MHz ขณะนี้เหลืออยู่ 7 ใบอนุญาต และคลื่นความถี่ 2600 MHz ขณะนี้ อสมท.ถือครองคลื่นไว้อยู่ 140 MHz และกรมประชาสัมพันธ์ถือครองคลื่นอยู่ที่ 40 MHz โดยกสทช.อยู่ระหว่างศึกษาและหาข้อสรุปในการเรียกคืนคลื่นดังกล่าว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้”นายฐากร กล่าว

กสทช.ยอมรับว่าการประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อปี 56 ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ธุรกิจที่ล้าหลัง สาเหตุที่ทำให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลเกิดปัญหาขาดทุนส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาวะเศรษฐกิจ ราคาประมูลที่ค่อนข้างสูง และเมื่อเกิดปัญหาการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี (Technology Disruption) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นจนทำให้เกิดปัญหาวิกฤตทีวีดิจิทัล

ทั้งนี้ การเร่งรัดปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จะทำให้มีเม็ดเงินมาช่วยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล (MUX) หากเทคโนโลยี 5G ให้บริการในเชิงพาณิชย์แล้วยังไม่มีการแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลก็จะทำให้เกิดปัญหากับอุตสาหกรรมทีวีที่หนักกว่าเดิม เนื่องจากโครงข่ายสื่อสารมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การที่ กสทช.จะนำคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิตรซ์มาประมูลจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้

ส่วนในเรื่องของ Term of payment ของผู้ได้รับอนุญาตคลื่นความถี่ที่เปิดประมูลไปแล้วนั้น กสทช.ก็จะดำเนินการประเมิน โดยเฉพาะคลื่น 900 MHz ที่มีวงเงินการประมูลสูงมาก เป็นต้น โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเปิดประชาพิจารณ์ต่อสาธารณะให้ชัดเจนโดยเร็วว่าการปรับเงื่อนไขการชำระเงินจะทำให้รัฐจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร พร้อมกันนี้จะนำเรื่องเสนอต่อที่ปรึกษากฎหมายอีกครั้งหนึ่งว่ากสทช.สามารถดำเนินการได้เองหรือไม่ หรืออาจจะต้องขออำนาจจากรัฐบาลในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

“อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราต้องเดินหน้าให้เร็ว ซึ่งที่ผ่านมา 3G เราก็ช้ามาแล้ว 4G เราก็ช้า และ 5G ที่จะเกิดขึ้นอย่าให้ช้ากว่าประเทศอื่นเขาเลย”นายฐากร กล่าว

สำหรับการแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลในระยะยาว ซึ่งทีวีดิจิทัล ยังมีวงเงินที่จะต้องชำระเหลืออีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท นั้นทาง กสทช.อยู่ระหว่างรอดูการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz ที่จะมีขึ้นในปี 62 ว่าจะออกมาอย่างไร เนื่องด้วยอาจจะมีการพิจารณายกเว้นการชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในส่วนที่เหลือจะทำได้หรือไม่ เพื่อเยียวยาให้กับผู้ประกอบการ

ขณะที่ค่า MUX ที่ปัจจุบันมีอยู่ 5 MUX รองรับการออกอากาศช่องทีวีดิจิทัลจำนวน 48 ช่อง ก็จะต้องปรับลดลงให้เหลือ 4 MUX โดยจะลดในส่วนของช่องกองทัพบก เพื่อให้เป็นไปตามจำนวนช่องทีวีดิทัลที่มีอยู่ปัจจุบัน 27 ช่อง อย่างไรก็ตามการเยียวยาทีวีดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ จะนำเงินในส่วนของการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz ไปเยียวยา ส่วนที่เหลือจะนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ

จีนเตือนผู้บริโภคระวังแอพฯดูดข้อมูลส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572722

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 07:21 น.

จีนเตือนผู้บริโภคระวังแอพฯดูดข้อมูลส่วนตัว

แอพพลิเคชั่นจีนเกิน 90% เก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป แอพแผนที่-จองตั๋วเดินทางติดกลุ่มเสี่ยงสุด

สมาคมผู้บริโภคจีน ซึ่งเป็นกลุ่มจับตาสิทธิผู้บริโภค เปิดเผยว่า มีแอพพลิเคชั่นในจีนราว 91 จาก 100 แอพ ที่มีแนวโน้มอาจเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคมากเกินไป ซึ่งรวมถึงตำแหน่งของผู้ใช้รายชื่อผู้ติดต่อ และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โดยแอพพลิเคชั่นในหมวดการนำทาง จองตั๋วการเดินทางและท่องเที่ยวคลาวด์ และบริการบริหารความมั่งคั่ง เป็นกลุ่มที่เก็บข้อมูลผู้ใช้สูงที่สุด

รายงานดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจสอบเงื่อนไขสำหรับผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัว จากทั้งหมด 100 แอพพลิเคชั่น จากแอพสโตร์ของแอปเปิ้ลและแอนดรอยด์ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่า 91 แอพพลิเคชั่นมีแอพใดบ้าง

อย่างไรก็ดี รายงานมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีข้อบกพร่องเรื่องเงื่อนไขของผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัว เช่น เหม่ยตู้ แอพพลิเคชั่นถ่ายภาพเซลฟี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของแอพพลิเคชั่นที่เก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์ และข้อมูลการเงินมากเกินไป เช่นเดียวกับโอโฟ แอพพลิเคชั่นแชร์จักรยาน ที่ไม่ระบุว่านำข้อมูลไปแชร์กับฝ่ายที่สามอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ อาลีเพย์บริการของแอนท์ไฟแนนเชียล ในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป ได้อันดับดีที่สุดในหมวดแอพพลิเคชั่นให้บริการชำระเงินทางมือถือ ขณะที่แอพพลิเคชั่นอื่นๆ ที่อยู่ในข่ายพิจารณาด้วยยังรวมถึงคิวคิว วีแชต ของเท็นเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ และ อ้ายฉีอี้ บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ของไป่ตู้

ภาพ เอเอฟพี

เล็งรื้อเกณฑ์ประมูล5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572408

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 08:06 น.

เล็งรื้อเกณฑ์ประมูล5จี

“ฐากร” ระบุประมูล 5จี ต้องวางเกณฑ์การประมูลใหม่ ชี้อาจยืดจ่ายใบอนุญาตสูงสุด 15 ปี เพื่อหนุน 5จี ให้เกิดก่อนปี 2564

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การจะผลักดันให้เกิด 5จี ขึ้นในประเทศ จะมาจาก 2 ส่วนคือภาครัฐ 20% และเอกชน 80% โดยในส่วนที่เป็นหน้าที่ของภาครัฐจะเร่งอำนวยความสะดวกและจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้อย่างสบายใจ และสามารถอยู่รอดได้ในทางธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.จัดประมูลในย่านความถี่ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2556 สามารถนำส่งรายได้ให้แก่รัฐมากถึง 361,032 ล้านบาท

ทั้งนี้ สิ่งที่ กสทช.จะทำเพื่อให้มั่นใจว่า 5จี จะเกิดขึ้นในปี 2563-2564 หากมีการจัดสรรคลื่นได้ตามโรดแมป คือ 1.การแก้ไขหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นใหม่ จะมีการประเมินมูลค่าคลื่น 5จี ใหม่ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด แต่อยู่บนพื้นฐานที่ว่ารัฐต้องไม่เสียประโยชน์

2.งวดการจ่ายเงินจะยืดออกไปเป็น 10 ปี หรือ 15 ปีเท่ากับอายุใบอนุญาต จากเดิมที่งวดการชำระค่าใบอนุญาตอยู่ที่ 4-6 ปี เพื่อให้เอกชนมีความสามารถในการเข้ามาประมูล และ 3.เปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำงานใหม่ เดิมหลักเกณฑ์ในการประมูลจะเป็นใบอนุญาตที่ให้บริการได้ทั่วประเทศ แต่ต่อไปอาจจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในพื้นที่ขนาดย่อมแล้วแต่ภาคการผลิต เช่น พื้นที่เศรษฐกิจ หัวเมืองสำคัญ หรือในภาคการผลิตในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม

เอไอในดนตรีกาล (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572282

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

เอไอในดนตรีกาล (1)

เรื่อง…ดร.ปรัชญา บุญขวัญ นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)

เมื่อวันที่ 15-17 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมนำเสนอผลงานวิชาการในงานประชุมวิชาการ The International Joint Symposium on Artificial Intelligence and Natural Language Processing 2018 ซึ่งในปีนี้ผู้จัดงานได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอในสาขาต่างๆ มากล่าวปาฐกถาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ด้านงานวิจัยทางเอไอ หนึ่งในนั้นคือปาฐกถาเรื่อง “Music and AI” โดย Prof. Satoshi Tojo จากมหาวิทยาลัย Japan Advanced Institute of Science and Technology (JAIST) ซึ่งในสัปดาห์นี้ผู้เขียนจะขอนำเรื่องราวบางส่วนจากในปาฐกถาดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังครับ

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยไหมครับว่า อะไรทำให้ท่านรู้สึกว่าบทเพลงนี้ไพเราะ แต่บทเพลงนี้กลับไม่ไพเราะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “อะไรคือความไพเราะของดนตรี” ทฤษฎีดนตรีกล่าวไว้ว่า องค์ประกอบพื้นฐานของดนตรีมี 7 สิ่ง ได้แก่ เสียง (Tone) จังหวะ (Rhythm) ทำนอง (Melody) เสียงประสาน (Harmony) พื้นผิวทำนอง (Texture) สีสันของเสียง (Tone Color) และคีตลักษณ์ (Form) บทเพลงที่จะมีความไพเราะได้จะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานทั้ง 7 ที่เหมาะสมลงตัว แต่ความเหมาะสมลงตัวที่ว่านั้นคืออะไร

Prof. Tojo เล่าให้ฟังว่า หากเราสืบย้อนในประวัติศาสตร์โลกตะวันตก วัฒนธรรมกรีกโบราณมิได้แบ่งแยกภาษาและดนตรีออกจากกันอย่างชัดเจน หากมีวิวัฒนาการมาจากสิ่งเดียวกัน คือ ดนตรีปฐมกาล ในมุมหนึ่งดนตรีปฐมกาลได้วิวัฒนาการเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ซึ่งมีระเบียบแบบแผนในการแต่งที่เรียกว่า “ฉันทลักษณ์” แต่ในอีกมุมหนึ่งดนตรีปฐมกาลก็ได้วิวัฒนาการเป็นดนตรีในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็มีรูปแบบที่แน่นอนในการแต่งเพลงเช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองสิ่งนี้คือ ร้อยแก้วและร้อยกรองมีหน้าที่นำสารที่มีความหมาย อารมณ์ และความรู้สึก จากผู้พูดไปหาผู้ฟัง ในขณะที่ดนตรีนั้นถูกใช้เป็นสื่อนำอารมณ์และความรู้สึกจากผู้เล่นไปสู่ผู้ฟัง นี่แสดงให้เห็นว่าทั้งภาษาและดนตรีต่างเคยมีระเบียบแบบแผนร่วมกันมาก่อนทั้งสิ้น

อันที่จริงดนตรีในธรรมชาติก็มีระเบียบแบบแผน ตัวอย่างเช่น ในฤดูสืบพันธุ์ นกกินแมลงญี่ปุ่น ตัวผู้จะร้องเพลงจีบสาวด้วยทำนอง “พี-จี-จุ” ในภาพที่ 1 โดยถ้ายิ่งร้องเพลงตั้งแต่ต้นเพลง (เครื่องหมายสามเหลี่ยมสีแดง) ให้ไปจนจบท่อน (เครื่องหมายวงกลมสีเขียว) และวนซ้ำไปเรื่อยๆ ยิ่งบทเพลงยาวได้เท่าไรก็ยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจนกตัวเมียมากขึ้น เช่น “พี-จี-พี-จี-จุ / พี-พี-พี-จี-พี-จี-พี-พี-จี-พี-จี-จุ / พี-พี-พี-พี-จี-พี-จี-พี-จี-จุ” เป็นต้น

ภาพที่ 1 ทำนอง “พี-จี-จุ” ของนกกินแมลงญี่ปุ่น

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่า ดนตรีกับภาษาต่างก็มีระเบียบแบบแผนด้วยกันทั้งสิ้น คราวหน้าเราจะไปหาคำตอบกันว่า แล้วหุ่นยนต์จะแต่งเพลงเหมือนมนุษย์ได้อย่างไร และมีโอกาสไหมที่นักแต่งเพลงจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ครับ

เอไอเอสตะลุยเจาะเน็ตบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572287

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 06:13 น.

เอไอเอสตะลุยเจาะเน็ตบ้าน

เอไอเอสไฟเบอร์ผนึกโนเกีย ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี Mesh ไว-ไฟ รุกตลาดบรอดแบนด์พรีเมียม

นายศรัณย์ ผโลประการ ผู้อำนวยการธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสไฟเบอร์ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตในบ้าน ด้วยการจับมือกับโนเกียเพื่อศึกษาและทดสอบอุปกรณ์ Mesh ไว-ไฟ สำหรับตลาดในเมืองไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า โดยร่วมกันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โนเกีย ไว-ไฟ บีคอน 3 อุปกรณ์เสริมเราเตอร์ระดับพรีเมียมแบบเอ็กซ์คลูซีฟเป็นรายแรกของโลก

ทั้งนี้ เนื่องจากในยุคสังคมดิจิทัล ผู้บริโภคมีความต้องการบรอดแบนด์ความเร็วสูงมากถึงระดับหลายกิกะบิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับอุปกรณ์สมาร์ท โฮมที่เพิ่มจำนวนขึ้น โดยสมรรถภาพของบรอดแบนด์ความเร็วสูงอาจจะถูกลดทอนลงจากสัญญาณรบกวนต่างๆ เป็นผลให้ผู้ใช้บริการต้องติดตั้งเครือข่ายไว-ไฟ หรือแอคเซสพอยต์เพิ่ม ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น โซลูชั่นไว-ไฟของโนเกียจะเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการสร้าง Mesh Network ที่กำจัดจุดอับพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถใช้บรอดแบนด์ความเร็วสูงมากจากทุกมุมของบ้าน

ด้าน นายเฟเดอริโก้ กิวเล็น ประธานธุรกิจฟิกซ์ เน็ตเวิร์ค ของโนเกีย กล่าวว่า เทคโนโลยี Mesh Wi-Fi จะเป็นอุปกรณ์หรือเราเตอร์ ไว-ไฟ ที่สามารถสื่อสารกับเราเตอร์ไว-ไฟตัวอื่นๆ ได้อัตโนมัติ สามารถรวมตัวกันช่วยกระจายสัญญาณไว-ไฟให้ครอบคลุมทั่วทั้งสถานที่ หรือช่วยลดจุดอับสัญญาณต่างๆ เป็นอย่างดี

สำหรับ โนเกีย ไว-ไฟ บีคอน 3 จะจัดจำหน่ายในประเทศไทยเป็นรายแรกในโลก ในวันที่ 14 ธ.ค. 2561 เป็นต้นไป พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ จำหน่ายแบบ 2 ชิ้น ในราคา 10,990 บาท จากปกติ 14,990 บาท และลดเหลือ 9,990 บาท เมื่อซื้อภายในวันที่ 31 ม.ค. 2562

ไทยช็อปผ่านมือถือพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572187

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 08:06 น.

ไทยช็อปผ่านมือถือพุ่ง

เฟซบุ๊ก ชี้เทรนด์ช็อปปิ้งมือถือ โตแซงร้านค้าในช่วงเทศกาล แนะเอสเอ็มอีเร่งคว้าโอกาส สร้างรายได้ โซเชียลคอมเมิร์ซ

น.ส.ชวดี วงศ์พยัต หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมคนไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของเฟซบุ๊ก ไอคิว ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 จำนวน 1,508 ราย พบว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าช่วงเทศกาล คนไทย 2 ใน 5 เป็นนักช็อปที่ใช้มือถือเป็นอุปกรณ์หลัก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล 60% ส่วนการซื้อผ่านมือถือ 39% ซื้อที่ร้านค้า 30% เดสก์ท็อป 11% และอื่น 20%

นอกจากนี้ ยังพบว่านักช็อป 42% ระบุว่า ถ้าไม่ใช้มือถือจะไม่สามารถช็อปปิ้ง อย่างที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ และ 55% เห็นด้วยกับการใช้มือถือเพื่อการช็อปปิ้งในช่วงเทศกาล เพราะสะดวกกว่าเดินทางไปช็อปปิ้ง ที่หน้าร้าน และ 44% ระบุว่าเปลี่ยนการช็อปปิ้งมาบนมือถือ อีกทั้งยังสนใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์และไปรับที่ร้าน 72% ส่วนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า 91% และ 70% ตามลำดับ

ทั้งนี้ แนวโน้มหรือเทรนด์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นโอกาสของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีราว 3 ล้านรายในไทย พบว่า 4 ใน 5 ราย เริ่มก่อตั้งธุรกิจบนเฟซบุ๊กเพื่อเปลี่ยนสู่ดิจิทัลและควรสร้างประโยชน์การใช้งานเครื่องมือและทรัพยากรต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งแต่การค้นหาสินค้าและการสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าจนถึงการชำระเงิน ซึ่งพบว่าคนไทย 84% มองว่ามีอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด

ขณะที่ไทยถือว่าเป็นตลาดสำคัญ เพราะมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากเดือนละกว่า 52 ล้านคน และใช้ผ่านมือถือกว่า 51 ล้านคน/เดือน ซึ่ง 52% พิจารณา โซเชียลมีเดียเป็นอันดับแรกค้นหาแบรนด์ อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างเศรษฐกิจเติบโตในระดับชุมชน เฟซบุ๊กนำเสนอเครื่องมือ 6 ฟีเจอร์ อาทิ การสร้างโฆษณาแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งจะแสดงสินค้าที่ลูกค้าสนใจโดยอัตโนมัติเพื่อกระตุ้นรายได้และขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ รวมทั้งเฟซบุ๊กมองว่าเอสเอ็มอีควรให้ความสำคัญการสร้างคอนเทนต์

ภาพประกอบข่าว