‘แกร็บ’ปักธงปั้นอี-วอลเล็ตแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572180

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 06:57 น.

'แกร็บ'ปักธงปั้นอี-วอลเล็ตแห่งอาเซียน

แกร็บรุกหนักขยายบริการทางการเงิน ตั้งเป้าเป็นกระเป๋า เงินอิเล็กทรอนิกส์หนึ่งเดียวใน อาเซียน

นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานอ้าง รูเบน ไหล กรรมการผู้จัดการอาวุโสของแกร็บเพย์ ธุรกิจด้านการเงินของแกร๊บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งจากสิงคโปร์ ว่า บริษัทตั้งเป้าเป็น “กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพียงหนึ่งเดียวของอาเซียน” ด้วยการวางแผนเตรียมให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในต้นปี 2019 และขยายบริการแกร็บเพย์ไปยังกัมพูชาและเมียนมาเพิ่ม

ไหลระบุว่า แกร็บเพย์มีเป้าหมายเจาะกลุ่มผู้บริโภคอาเซียนหลายล้านคนที่ยังคงไม่มีบัญชีธนาคารและยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินได้ ซึ่งปัญหานี้จะช่วยให้ธุรกิจด้านการเงินของแกร็บเติบโตอย่างต่อเนื่องในอาเซียน

อย่างไรก็ดี ไหลยอมรับว่า เป้าหมายนี้ถือว่ามีความท้าทายอยู่ เนื่องจาก 10 ประเทศอาเซียนมีกฎหมายและสกุลเงินที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน แกร็บเพย์ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดภายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ โกเจ็ก ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งจากอินโดนีเซีย ที่ได้ผนึกความร่วมมือด้านการเงินกับดีบีเอส ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ในวันเดียวกัน เทนเซ็นต์ ผู้ให้บริการวีแชตเพย์ ระบบชำระเงินออนไลน์จากจีนได้ร่วมมือกับไลน์  ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นแชตของญี่ปุ่น เปิดบริการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนในร้านค้าปลีกขนาดเล็กทั่วญี่ปุ่น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาพ https://vulcanpost.com

วิธีเข้าถึงหัวใจ นักช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572085

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

วิธีเข้าถึงหัวใจ นักช็อปออนไลน์

เรื่อง…ธนาวัฒน์

ด้วยการแข่งขันของร้านค้าบนโลกออนไลน์ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และลักษณะที่แตกต่างกับร้านค้าในโลกออฟไลน์ ธุรกิจออนไลน์จำเป็นต้องมีกลยุทธ์เพื่อรักษาลูกค้าเก่า ทั้งยังต้องดึงดูดลูกค้าใหม่ ธุรกิจอาจเริ่มจากการสำรวจ Customers Full Lifecycle ตั้งแต่ก่อนซื้อจนถึงหลังซื้อ ว่ามีจุดใดที่ธุรกิจสามารถพัฒนาบริการ และสร้างความว้าวให้กับลูกค้าได้ วันนี้ ผมมีหัวข้อหลักๆ ที่จะครองใจนักช็อปออนไลน์มาฝากกันครับ

1.ระบบต้องดี พื้นฐานของระบบที่มีความเสถียร มีการออกแบบที่สวยงามและใช้งานง่าย มีความเร็วในการใช้งาน รวมไปถึงขั้นตอนในการสั่งซื้อและชำระเงินที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้า โดย 64% ของนักช็อปให้ความสำคัญเรื่องของการชำระเงินที่ง่ายเป็นอันดับ 1 ในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์

2.ทำให้การซื้อซ้ำเป็นเรื่องง่าย แอมะซอน มีระบบการชำระเงินที่เรียกว่า One-Click ด้วยการให้ลูกค้าสร้างแอ็กเคานต์และเก็บประวัติที่อยู่ในการจัดส่งไว้ในระบบทำให้ลูกค้าใช้เพียง Username และ Password สำหรับการสั่งซื้อในครั้งต่อไป

3.นำเสนอประสบการณ์เฉพาะบุคคล ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เช่น ทำการเก็บประวัติการเข้าชม ข้อมูล โปรไฟล์ ทำให้ระบบสามารถแสดงข้อมูลที่ตรงความต้องการของลูกค้า เช่น ลูกค้าที่เข้าชมสินค้าเกี่ยวกับเสื้อกันหนาว น่าจะมีความสนใจที่จะซื้ออุปกรณ์กันหนาวอื่นๆ อย่างหมวก ถุงมือ เป็นต้น

4.ลอยัลตี้ โปรแกรม เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อประจำ ธุรกิจอาจจะจัดโปรโมชั่น เช่น การลดราคา แจกของแถม ฟรีค่าจัดส่ง หรือทำการแจกคูปองเพื่อใช้เป็นส่วนลดสำหรับการซื้อในครั้งถัดไปก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้ากับเราอีกครั้ง

5.การจัดโปรโมชั่น แจกส่วนลด หรือคูปองในช่วงเทศกาล หรือให้ส่วนลดพิเศษกับลูกค้าบนโซเชียล ลดราคาให้ลูกค้าที่ซื้อครั้งแรก สำหรับการซื้อครั้งถัดไป หรือส่งคูปองลดราคาให้ลูกค้าที่หายไปนาน จากการสำรวจของ Market Wired พบว่าหากลูกค้าเข้ามาซื้อซ้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้ว มีโอกาสถึง 54% ที่จะลูกค้าคนนั้นกลับมาซื้อซ้ำอีกในครั้งถัดไป

6.สร้างคอมมูนิตี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมในคอมมูนิตี้ ที่มีอยู่แล้วตามโซเชียล หรือการตั้งกลุ่มขึ้นเอง เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งมีข้อดีคือ เป็นการแสดงตัวตนของแบรนด์ให้กับลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่ ทั้งยังเป็นการรับข้อเสนอแนะ และมีโอกาสตอบรับคำวิจารณ์ได้โดยตรง

7.แนะนำสินค้าให้ถูกที่ถูกเวลา กรณีที่ธุรกิจขายสินค้าที่ใช้แล้วหมด หรือมีวันหมดอายุในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก ธุรกิจอาจจะส่งอีเมลไปเตือนลูกค้า เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ลูกค้าน่าจะต้องซื้อสินค้าเพิ่ม

8.Customer Service หรือการบริการลูกค้า มีงานวิจัยกล่าวว่า 70% ของประสบการณ์ซื้อขาย ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อการบริการลูกค้า ดังนั้น การให้บริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ โดยสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การใช้ไลฟ์แชต หรือแม้กระทั่งแชตบอต เพื่อให้ลูกค้าถามคำถามได้ทันที ทั้งยังเป็นช่องทางในการขายสินค้าได้อีกด้วย

9.คุณภาพการจัดส่ง หลายครั้งที่ธุรกิจเอาต์ซอร์ส บริการนี้ให้กับธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะ แต่อย่าลืมว่าการขนส่งก็ยังนับเป็นหนึ่งในประสบการณ์ของลูกค้าที่ได้จากธุรกิจเราเช่นกันถึงแม้เราจะเอาต์ซอร์สบริการส่วนนี้ไป แต่เราก็ยังสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ เช่น แจ้งลูกค้าถึงความคืบหน้าในการจัดส่ง ส่งข้อความเมื่อสินค้าถูกจัดส่ง นอกจากคุณภาพของบริการแล้ว ราคา และตัวเลือกในการจัดส่งก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญ

10.บรรจุภัณฑ์ ถึงแม้หลายธุรกิจจะควบคุมการส่งไม่ได้ แต่อย่างน้อยการจัดบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม หรือการแถมสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งว้าวที่จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้

11.นโยบายการคืนสินค้าที่เป็นมิตร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการซื้อใจลูกค้าที่กำลังตัดสินใจจะซื้อสินค้าครั้งแรกให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสกลับมาใช้บริการอีก ด้วยการกำหนดนโยบายการคืนสินค้าที่ง่ายและไม่มีค่าบริการ

นอกจากนี้ กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การส่งข้อความหลังการซื้อเพื่อแสดงความขอบคุณ หรือการส่งอีเมล แจกคูปองในวันเกิด หรือในวันเทศกาลต่างๆ ล้วนเป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะมัดใจขาช็อปออนไลน์และยังช่วยสร้าง Word of Mouth ในกลุ่มลูกค้าได้อีกด้วยครับ

เอ็กซ์พีเดียแนะ พัฒนากลยุทธ์โมบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/572066

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 06:20 น.

เอ็กซ์พีเดียแนะ พัฒนากลยุทธ์โมบาย

โดย…ปากกาด้ามเดียว

เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป (Expedia Group) แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวระดับโลกที่มีแบรนด์ชั้นนำในเครือมากมาย ด้วยเว็บไซต์ในกว่า 75 ประเทศ และ 35 ภาษา รุดเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์ด้านโมบายเพื่อสนับสนุนคู่ค้าโรงแรมในประเทศไทย

ทั้งนี้ จากการเข้าถึงของสมาร์ทโฟนในประเทศไทยที่ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยคาดว่า ภายในปี 2564 จะมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นจำนวนเกือบ 80% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มจากปัจจุบันกว่า 10% ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ครึ่งหนึ่งของยอดซื้อสินค้าออนไลน์ทั้งหมดของคนไทยในปีที่แล้วเป็นการซื้อผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อตอบสนองเทรนด์ดังกล่าว เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ปจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยทบทวนกลยุทธ์การทำธุรกิจบนช่องทางมือถือใหม่ เนื่องจากการใช้กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างโอกาสและทำกำไรมหาศาลได้

พิมพ์ปวีณ์ นพกิจกำจรผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาด เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยใช้ช่องทางโมบายเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดลูกค้า สำหรับแบรนด์ในเครือ เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป เองยอดจอง 1 ใน 3 ก็มาจากทางมือถือ และยอดการเข้าชมเว็บไซต์กว่า 50% ก็มาจากทางมือถือเช่นกัน แต่ธุรกิจอีกหลายแห่งยังไม่สามารถใช้ช่องทางมือถือเพื่อดึงดูดลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

โดยทั่วไปธุรกิจในไทยส่วนมากมักจะใช้กลยุทธ์ที่มีแนวคิดว่า “สร้างก่อน เดี๋ยวลูกค้าตามมาเอง” นั่นคือ การมองว่าหากสร้างแอพขึ้นมาก็จะมีลูกค้าดาวน์โหลดไปใช้ แต่สิ่งสำคัญต้องพิจารณาพัฒนากลยุทธ์โมบายที่ดีก็คือ ลูกค้าต้องได้สิทธิประโยชน์มากกว่าการใช้งานจากฟังก์ชั่นหลักๆ อย่างการค้นหาและการช็อปปิ้งผ่านมือถือ

ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีตัวเลือกจากกว่า 3.6 ล้านแอพในกูเกิลเพลย์ และ 2.1 ล้านแอพในแอพสโตร์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคจะใช้เพียงแค่ 27 แอพ/เดือน การทำให้แอพที่สร้างใหม่ได้เป็น 1 ใน 27 แอพนั้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย

สำหรับธุรกิจในไทยท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนไปกับการพัฒนาแอพมือถือ อาจจะไม่คุ้มค่าเงินลงทุนแต่การออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงผลได้บนทุกหน้าจออุปกรณ์ และการใช้แอพที่สร้างขึ้นโดยบุคคลที่สามต่างหากที่อาจได้ผลยิ่งกว่า เช่น เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป มียอดการดาวน์โหลดแอพเพิ่มขึ้นกว่า 250 ล้านครั้งในปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 40% ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งกว่าแบรนด์โรงแรมทั่วไปที่มียอดดาวน์โหลดแอพต่ำกว่า 15 ล้านดาวน์โหลด

ในทางกลับกัน ธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมอาจจะสร้างกลยุทธ์โมบายที่ยอดเยี่ยมได้ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีการทดลอง เรียนรู้ และการพัฒนาต่อเนื่อง ในโลกที่พฤติกรรมการค้นหาและการจองของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โรงแรมต้องตระหนักว่า การใช้กลยุทธ์ต่างๆ นั้นไม่ใช่ว่าจะ “สร้างขึ้นแล้วจบไป”

ขณะที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเปลี่ยนไป อำนาจในการตัดสินใจตกไปอยู่ที่ลูกค้ามากขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันกับธุรกิจต่างๆ เพิ่มยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการในไทยจำเป็นต้องเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มที่มีในตลาด และรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่

การบริหารจัดการวิกฤตบนออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571979

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

การบริหารจัดการวิกฤตบนออนไลน์

เรื่อง…CJ WORX

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีใครดัง…ปัง…และพังในคราวเดียวกันเท่ากับแบรนด์เนมชื่อดัง D&G ที่ปล่อยคลิปว่าด้วยการใช้ตะเกียบกินพิซซ่าของชาวจีน เพื่อบ่งบอกถึงวัฒนธรรมการกินของชาวจีน หวังโดนอินไซต์คนจีนแล้วชอบ

แต่ตรงกันข้าม มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับคลิปนี้ กับสเตฟาโน กาบบานา หนึ่งในสองดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ D&G แต่ถูกตอบกลับด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ รวมถึงไอจีของแบรนด์ ก็มีการตอบไปในทิศทางเหยียดเช่นเดียวกัน สุดท้ายเรื่องราวบานปลายกลับหงายการ์ดว่า การตอบโต้นั้น เป็นการถูกแฮ็กไอจี

วิกฤตบานปลายใหญ่โต เพราะนอกจากแฟชั่นโชว์ที่จะจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้จะพังพินาศทันทีเพราะถูกระงับการจัด ก็มีเสียงด่าทั่วสังคมโซเชียลของจีนด้านโมเดลลิ่งที่จะส่งตัวนางแบบก็ปฏิเสธการไปร่วมงาน นายแบบนางแบบชื่อดังชาวจีนก็ประกาศไม่ใช้สินค้าแบรนด์นี้อีก และความบรรลัยยังขยายวงกว้างไปยังชาวจีนทุกแห่งทั่วโลก

ในฐานะที่ CJ WORX ไม่ใช่แค่ดิจิทัล เอเยนซี แต่เป็นโซลูชั่น โพรไวเดอร์ มีความเห็นกับสถานการณ์จัดการวิกฤตในลักษณะนี้ว่า อย่างแรกเลย แบรนด์ควรจะนิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เพื่อเช็กข้อมูลและประเมินสถานการณ์ให้รอบด้าน จากนั้นเลือกที่จะสื่อสารด้วยความจริงใจ คุยแบบเปิดอกกับต้นตอของเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้น

ในการทำการตลาดและโฆษณา เราต้องการให้การโฆษณาของเรา เกือบล้ำเส้นแต่ไม่ล้ำเส้น ในที่นี้คือ ต้องการล้ำเข้าไปนำเสนอไอเดีย ขณะที่ไม่ล้ำเส้นคือ การเคารพสิทธิ เคารพความต่างในความเห็น ความต่างเชิงวัฒนธรรม และไม่ก้าวล่วงหรือดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดทั้งสิ้น ที่สำคัญคือ ต้องเคารพในสิทธิในมุมมองของผู้รับสารให้มากด้วย

ทางออกที่ดีในการนำเสนอในมุมที่มีความอ่อนไหว ควรที่จะทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเล็กๆ ก่อนว่า เข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสารหรือไม่ และสามารถมองอีกมุมจนเกิดแง่ลบที่จะส่งผลร้ายกับแบรนด์ได้หรือไม่

สื่อโซเชียลเป็นดาบสองคม แต่อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้ด้านไหนเป็นกระบอกเสียงสำหรับการว่าร้าย ด่าใส่กัน หรือจะใช้ให้เป็นสิ่งที่ดี ให้แบรนด์เป็นคนนำสิ่งที่ดีส่งต่อให้ผู้บริโภค

กสทช.หนุนเอกชนทดสอบระบบ”5จี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571972

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 07:38 น.

กสทช.หนุนเอกชนทดสอบระบบ"5จี"

กสทช.เดินหน้าทดสอบระบบ 5จี รอบ 2 เล็งพื้นที่สำนักงาน กสทช.-ดิจิทัลพาร์ค

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 22 พ.ย.-15 ธ.ค. 2561 ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (โอเปอเรเตอร์) ได้เริ่มทดสอบการให้บริการผ่านระบบ 5จี โดย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ทดสอบระบบที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ส่วนบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ทดสอบระบบที่ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ซึ่งการทดสอบรอบถัดไปนั้นจะประสานโอเปอเรเตอร์ให้มาทดสอบที่สำนักงาน กสทช. เนื่องจากเป็นหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานอุปกรณ์ 5จี และเป็นหน่วยงานจัดสรรคลื่นความถี่ที่เหมาะสม

ทั้งนี้ หลังทดสอบระบบสำนักงาน กสทช.แล้ว โอเปอเรเตอร์และผู้ผลิตอุปกรณ์ (เวนเดอร์) สามารถทดลองระบบต่อได้ในพื้นที่ดิจิทัลพาร์คที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จัดสรรพื้นที่สำหรับการทดสอบระบบ 5จี โดยเฉพาะ หรือ 5จี Testbed

อย่างไรก็ตาม การทดสอบระบบนำร่องของเอไอเอสได้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 26000 เมกะเฮิรตซ์ โดยร่วมกับโนเกียเปิดสาธิตการใช้งานเทคโนโลยี 5จี ทั้งในอุตสาหกรรมบันเทิง อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิต เป็นต้น ขณะที่ บริษัท ทรู มูฟ เอชฯ สาธิตการใช้งานร่วมกับหัวเว่ยที่ไอคอนสยาม ด้านบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ประสานงานเข้ามายังสำนักงาน กสทช.ว่าจะทดลองระบบ 5จี เช่นเดียวกัน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าเลือกใช้พื้นที่ใดนำร่อง n

หัวเว่ยรุกโซลูชั่นคลาวด์ลิงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571756

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 07:44 น.

หัวเว่ยรุกโซลูชั่นคลาวด์ลิงค์

หัวเว่ยเปิดตัวโซลูชั่น คลาวด์ลิงค์นำเอไอปรับใช้ เจาะกลุ่มองค์กร ธุรกิจ รองรับทรานส์ฟอร์มดิจิทัล

นายต๋ง อู๋ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สื่อสารคลาวด์ระดับองค์กร และฝ่ายขายโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย เปิดเผยว่า หัวเว่ยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์คลาวด์ลิงค์ ระบบการประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ คลาวลิงค์บอร์ดและคลาวด์ลิงค์บ็อกซ์ โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาปรับใช้เพื่อตอบโจทย์ยุคของการทำงานร่วมกัน 3.0

ทั้งนี้ ตลาดคลาวด์ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและเป็นตลาดที่สำคัญ โดยตลาดเทเลเพรสเซนส์ระบบสื่อสารทางไกลในไทยมีมูลค่าราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,653 ล้านบาท) ซึ่งโซลูชั่นดังกล่าวจะรองรับการทำงานอัจฉริยะในทุกอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล เช่น การศึกษา สุขภาพ การเงิน ขนส่ง ภาครัฐ และช่วยลดต้นทุนได้กว่า 20%

ดังนั้น หัวเว่ยมั่นใจว่าระบบโซลูชั่นใหม่นี้จะช่วยให้บริษัทสามารถมีรายได้และส่วนแบ่งตลาดในไทยเป็นอันดับ 1 เช่นเดียวกับในตลาดจีนที่หัวเว่ยครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 และอยู่ที่ 3 ของตลาดรวมทั่วโลก พร้อมยืนยันว่าหัวเว่ยให้ความสำคัญกับไทย

“หัวเว่ยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีนำคู่แข่ง ซึ่งโซลูชั่นนี้จะช่วยให้หัวเว่ยสามารถขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น” นายอู๋ กล่าว

ผลทดสอบ5จีฉลุย เอไอเอส-ทรูเข้าเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571655

  • วันที่ 23 พ.ย. 2561 เวลา 05:58 น.

ผลทดสอบ5จีฉลุย เอไอเอส-ทรูเข้าเป้า

ผลทดสอบ 5จี ในไทย เอไอเอสกับทรูวันแรก ความเร็ว-การตอบสนอง-การเชื่อมต่อรองรับอนาคต

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ได้ทดสอบเทคโนโลยี 5จี ครั้งแรกในประเทศไทยบนคลื่น 26.5-27.5 GHz ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม โดยร่วมกับโนเกีย หัวเว่ย และแซดทีอี ถึงวันที่ 15 ธ.ค.

ทั้งนี้ จะทดสอบ 5 ด้าน คือ 1.ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ (Throughput) และความหน่วง (Latency) ของเครือข่าย 2.ประสิทธิภาพการตอบสนองที่รวดเร็ว โดยใช้หุ่นยนต์ 3 ตัวหาจุดสมดุลทำให้ลูกบอลอยู่กึ่งกลางกระดาน 3.สาธิตหุ่นยนต์ YuMi® Dual-Arm Collaborative Robot จาก ABB เพิ่มประสิทธิภาพผลิต 4.การดู VR ที่คมชัด และ 5.ทดสอบความเร็วจากการเล่นเกม

ด้าน นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการ ธุรกิจโมบาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูทดสอบ 5จี บนคลื่นความถี่ย่าน 28 GHz ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม ถึงกลางเดือน ธ.ค.นี้ และบริษัทได้ทำภาพยนตร์โฆษณาสั้นเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ 5จี ของทรูมูฟ เอช และสร้างการรับรู้เรื่องเทคโนโลยี 5จี ที่จะมาเปลี่ยนประเทศและชีวิตคนไทย

“ทรูมูฟ เอช” เตรียมโชว์ “5G”ที่ไอคอนสยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571611

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 15:17 น.

"ทรูมูฟ เอช" เตรียมโชว์ "5G"ที่ไอคอนสยาม

“ทรูมูฟ เอช” เตรียมสาธิตเทคโนโลยี 5G ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม หลังได้รับอนุญาตจากกสทช.

นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการ ธุรกิจโมบายล์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูมูฟ เอช ขอบคุณ กสทช. ที่มีมติอนุญาตให้บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ใช้คลื่นความถี่ย่าน 26 GHz เพื่อสาธิตเครื่องวิทยุคมนาคม สำหรับแสดงเทคโนโลยี 5G เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ ทรูมูฟ เอช สามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งการนำเข้าอุปกรณ์ 5G ที่ได้คัดเลือกไว้แล้ว และการเตรียมเปิดสาธิตให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การนำ 5G มาใช้ในชีวิตยุคดิจิตอลได้ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม

“การได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการสาธิตเครื่องวิทยุโทรคมนาคมสำหรับเทคโนโลยี 5G ในวันนี้ จะทำให้ ทรูมูฟ เอช ได้เดินหน้าทดสอบการใช้งาน 5G ในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม โดยครั้งนี้จะเน้นการมอบประสบการณ์ตรงให้ประชาชนได้ทดลองประสบการณ์จริง ในรูปแบบการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ”

ทั้งนี้ทรูมูฟ เอช ได้ริเริ่มเตรียมความพร้อม 5G ในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องการทดสอบด้านเทคโนโลยี ระบบส่งสัญญาณต้นแบบ โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ทีมเน็ตเวิร์คทรูมูฟ เอช ได้ทดสอบ FDD Massive MIMO 32T32R ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับ 5G และได้มีความร่วมมือกับ อีริคสัน พัฒนาและทดสอบระบบส่งสัญญาณ 5G ต้นแบบสำเร็จเป็นรายแรกในไทย โดยใช้เทคโนโลยีตัวส่งสัญญาณแบบ Massive MIMOในระบบ TDD บนย่านความถี่สูงสำหรับ 5G ส่งข้อมูล และเพิ่มแบนด์วิธให้กว้างขึ้น โดยเปิดให้ลูกค้าร่วมทดสอบที่ทรูสเฟียร์ เอ็มควอเทียร์ และเมกา บางนา

นายภัคพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากวันนี้ ที่เราได้รับอนุญาตจาก กสทช. ทางทรูมูฟ เอชจะดำเนินการนำเข้าอุปกรณ์ 5G ที่ได้คัดเลือกไว้ รวมถึงการจัดเตรียมรูปแบบการใช้งานจริง เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงของชีวิตยุคดิจิตอล ที่เทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยจะเปิดให้ทดสอบได้ที่ ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม เร็วๆนี้

นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช ยังเผยแพร่หนังโฆษณา 5G ล่าสุด ที่จะ ทำให้เห็นภาพของเทคโนโลยี 5G ที่จะมาเปลี่ยนแปลงประเทศและชีวิตคนไทย ทั้ง 5G กับการแพทย์ การขนส่ง การเกษตร การเฝ้าระวัติดตาม และการรักษาความปลอดภัย https://youtu.be/9hEksgqhWwQ

ช้อปปี้ปั้นอีแคชเชื่อมโอทูโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571541

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 06:07 น.

ช้อปปี้ปั้นอีแคชเชื่อมโอทูโอ

ช้อปปี้ผนึกจอห์นสันบุก อีแคช ตอบโจทย์ลูกค้าใช้บริการออฟไลน์ เปิดแคธิกอรี่เพอร์ซันนัลแคร์ จอห์นสันหวังเชื่อมช่องทางขายสู่ออฟไลน์

นายศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช้อปปี้ เปิดเผยว่า บริษัทได้รุกสร้างอีแคชขายคูปองโปรโมชั่น ผ่านทางช่องทางออนไลน์แล้วนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออฟไลน์ร่วม 2 เดือน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่าคุ้มราคาให้ครบทุกมิติ

ทั้งนี้ ช้อปปี้ได้จับมือร่วมกับจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน วิชั่น เปิดแอคคิววิว ออฟฟิเชียล สโตร์ เพื่อจำหน่ายอีแคช ในกลุ่มสินค้าเพอร์ซันนัลแคร์เป็นรายแรก จากปัจจุบันมีกลุ่มที่จำหน่ายอีแคช โรงแรม ร้านอาหาร และเจรจากับ ผู้ประกอบการโรงหนัง หลังเปิดให้บริการมีผู้ซื้อเติบโตกว่า 100%

น.ส.เสาวณีย์ พันธ์ขจรเวช ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจวิชั่นแคร์ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าวว่า ตลาดคอนแทคเลนส์ในไทยมูลค่า 2,400 ล้านบาท โต 5-6% โดยคอนแทคเลนส์เป็นเครื่องมือแพทย์ จึงต้องจำหน่ายผ่านคำแนะนำจากร้าน ในขณะที่ช่องทางออนไลน์กลับมีสัดส่วน 20% และออฟไลน์ 80%

ขณะที่บริษัทต้องการเชื่อมต่อออนไลน์ไปสู่ออฟไลน์ (โอทูโอ) โดยผู้ซื้ออีแคชสามารถนำไปซื้อคอนแทคเลนส์ แอคคิววิวตามร้านค้าที่ได้รับการรับรองจากแอคคิววิว เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ ซึ่งจะได้บริการตรวจสายตามี 120 แห่ง  ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 1-2% ของ รายได้รวม

ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ หนุนธุรกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571539

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 05:41 น.

ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ หนุนธุรกิจไทย

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

การเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคดิจิทัลมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ กลางและเล็กสามารถยกระดับและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

อโนทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดในองค์กรกลางและขนาดใหญ่ คือ การวางยุทธศาสตร์ขององค์กรเกี่ยวกับเรื่องมัลติ-คลาวด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการเติบโตและการเข้ามาใช้ในรูปแบบมัลติ-คลาวด์เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยี พบว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า 63% ของธุรกิจในไทยต้องการที่จะลงทุนด้านมัลติ-คลาวด์เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล แต่ก็พบว่า 80% ของธุรกิจไทยยังประสบปัญหาการนำคลาวด์มาใช้ประโยชน์

ดังนั้น เดลล์ อีเอ็มซี จึงได้แต่งตั้งบริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย หรือ ไอเน็ต เป็นพันธมิตรผู้ให้บริการคลาวด์รายแรกของประเทศไทย เพื่อนำเสนอบริการ ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ คอมพิวติ้งที่ครบวงจร พร้อมรูปแบบการให้บริการด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที (Laas) และบริการด้านแพลตฟอร์ม (PaaS) ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึง เอสเอ็มอีสามารถใช้บริการคลาวด์

“เป็นครั้งแรกที่เดลล์ อีเอ็มซี จับมือกับผู้ให้บริการในท้องถิ่นร่วมให้บริการ ไอเน็ตเดลล์คลาวด์ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายฐานลูกค้าไทยและเป็นศูนย์กลางบริการบิ๊กดาต้าให้กับประเทศเพื่อนบ้านเข้าใช้บริการ” อโนทัย กล่าว

ทั้งนี้ การให้บริการไอเน็ตคลาวด์ จะช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้แพลตฟอร์มและสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองในเชิงลึกที่ดียิ่งขึ้นกว่าการบริการด้านการ วิเคราะห์บิ๊กดาต้า (Big Data analyticsas-a-Service) ซึ่งจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและต่อยอดในการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ร่วมถึงวางแผนงานต่างๆ ได้ดีขึ้น ด้วยโซลูชั่นใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันและลดปัญหาจุดอ่อน ของไทยในการนำคลาวด์มาใช้

พร้อมกันนี้ การแต่งตั้งผู้ให้บริการคลาวด์ในท้องถิ่น ถือเป็นนโยบายของเดลล์ อีเอ็มซี ซึ่งจะมีผลทั่วโลก โดยในประเทศอื่นๆ อยู่ระหว่างเจรจาและจะมีการลงทุนเพื่อเกิดความร่วมมือในลักษณะนี้

มรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย หรือ ไอเน็ต กล่าวว่า เป้าหมายการให้บริการของไอเน็ตเดลล์คลาวด์ ต้องการช่วยให้ภาคธุรกิจไทยลดเวลาในการดำเนินงานด้านไอที ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถลดเวลาได้ถึง 50%

นอกจากนี้ เมื่อผู้ประกอบการเข้าใช้บริการจะช่วยให้ต้นทุนลดลง 30% หากต้องลงทุนสร้างระบบทั้งหมดเอง อีกทั้งการใช้บริการคลาวด์ในประเทศ จะช่วยให้บริษัทไม่มีต้นทุนเพิ่มเรื่องการเดินทาง และสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเพราะสามารถซัพพอร์ตและหาโซลูชั่นร่วมกันกับลูกค้าได้ใกล้ชิด

สำหรับตลาดคลาวด์ในไทยเติบโตต่อเนื่องปีละ 30-40% และจะขยายตัวต่อเนื่องจากฐานลูกค้าที่ต้องการใช้งานสูง เป็นปัจจัยสำคัญให้ยอดขายบริษัทเติบโต โดยปีนี้คาดว่าจะโต 30% มูลค่าอยู่ที่ 1,400-1,500 ล้านบาท