สิ่งที่ควรมีและควรทำ บนเว็บไซต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571475

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

สิ่งที่ควรมีและควรทำ บนเว็บไซต์

เว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ในโลกออนไลน์ ลองคิดภาพตามว่าถ้าบ้านของเรามีความสวยงาม โครงสร้างแข็งแรง พื้นที่ในบ้านถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน รับรองได้ว่าใครที่เห็นก็จะต้องหลงรัก และอยากอยู่อาศัยแน่นอน

เว็บไซต์เองก็เช่นกัน ถ้าเราออกแบบเว็บให้ดี น่าใช้งาน มีทุกสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้ชม (หรือกลุ่มลูกค้า) ก็มั่นใจได้เลยว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว!

สำหรับใครที่กำลังจะทำเว็บไซต์ หรือมีเว็บไซต์เป็นของตนเองเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าหลักการออกแบบ วางโครงสร้าง หรือฟังก์ชั่นต่างๆ ควรมีอะไรบ้าง เราสรุปข้อมูลมาให้ทุกคนได้อ่านกันแบบครบ จบในที่เดียว ลองศึกษาแล้วนำไปปรับใช้กัน!

Header

– ชื่อเว็บไซต์ (Domain Name) ต้องบ่งบอกตัวตนของแบรนด์ เป็นชื่อที่แตกต่าง ไม่ควรซ้ำ หรือคล้ายกับเว็บอื่น และที่สำคัญต้องจำง่าย

– สร้างโลโก้ที่แตกต่าง แปลกใหม่ สะท้อนภาพธุรกิจของเราได้ชัดเจน ที่สำคัญ ไม่ควรลอกเลียนแบบโลโก้แบรนด์อื่น

– คำจำกัดความสั้นๆ ที่ช่วยอธิบายว่า ธุรกิจเราทำเกี่ยวกับอะไรได้อย่างชี้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น (มีหรือไม่มีก็ได้)

– ปุ่ม Call to Action ที่มองเห็นได้ชัดเจน

– แถบ Navigation Bar ที่ระบุเนื้อหาภายในหน้าเพจนั้นอย่างชัดเจน อ่านแล้วรู้ว่าคลิกไปแล้วจะเจอข้อมูลอะไร

– เบอร์โทรศัพท์พร้อมฟังก์ชั่นที่กดแล้วโทรได้ทันที

Page Fold แรก

– รูปภาพ หรือสไลด์ ที่สื่อถึงจุดเด่นของธุรกิจเรา

– ข้อมูลประกอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่เป็นการบรรยาย หรือการระบุเอกลักษณ์ของเรามากขึ้น

– ข้อมูลรีวิว หรือ Testimonial เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

Page Fold ต่อมา

– ฟีเจอร์เด่นของธุรกิจ สินค้า หรือบริการของเรา

– คอนเทนต์เด็ดๆ ที่มีประโยชน์ต่อผู้เข้าชม และควรมี Internal Link สำหรับการเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ด้วย

Footer

– ข้อมูลติดต่อของบริษัท หรือธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล ฯลฯ

– ระบุวันและเวลาทำการให้ชัดเจน ผู้อ่านจะทราบว่าควรติดต่อเราตอนไหน

– ไอคอนที่ลิงค์ไปยังโซเชียลมีเดียต่างๆ (ในกรณีที่มีช่องทางติดต่อหลายทาง)

– แถบ Navigation เพื่อให้ผู้ชมกดไปยังหน้าเพจอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องย้อนขึ้นด้านบน Header

– แบบฟอร์มกรอกข้อมูล เพื่อการติดต่อกลับ (กรณีที่เป็นธุรกิจด้านบริการ หรือสินค้าที่ต้องมีการสอบถามเพิ่มเติม ควรต้องมีฟอร์มนี้)

Blog

– แถบค้นหาเพื่อหาบทความที่ผู้ชมต้องการ

– ปุ่มแชร์ไปยังโซเชียลมีเดียต่างๆ

– ช่องคอมเมนต์เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้เข้าชม

– ช่องแสดงบทความยอดนิยม หรือบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อ่านอยู่

Responsive Website

– ทำเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive ที่สามารถปรับการแสดงผลบนดีไวซ์ต่างๆ ได้ เพื่อความสะดวกของผู้ชม

– ควรใช้ปุ่มเมนูแบบแฮมเบอร์เกอร์ เพราะถ้าใช้เป็นแถบเมนู ปุ่มอาจเล็ก และกดลำบาก

หั่นผลิตไอโฟนX

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571448

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 07:48 น.

หั่นผลิตไอโฟนX

แอปเปิ้ลสั่งซัพพลายเออร์ลดยอดผลิตไอโฟน 3 รุ่นใหม่ล่าสุด เหตุยอดขายจ่อไม่ถึงเป้า

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า บริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ มีคำสั่งให้ซัพพลายเออร์ลดจำนวนการผลิตไอโฟนรุ่นใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ เท็นเอส แม็กซ์ เท็นเอส และเท็นอาร์ เนื่องจากคาดว่ายอดขายจะไม่ถึงเป้า หลังต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดจากสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่า

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลคาดว่าไอโฟน เท็นอาร์ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีราคาต่ำที่สุดในบรรดารุ่นที่เพิ่งเปิดตัว จะมีปัญหายอดขายไม่ถึงเป้ามากที่สุด โดยปลายเดือน ต.ค. แอปเปิ้ลได้วางแผนลดการผลิตไอโฟน เท็นอาร์ลงสูงสุด 1 ใน 3 จากราว 70 ล้านเครื่อง และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แอปเปิ้ลก็ได้สั่งให้ซัพพลาย เออร์ปรับลดการผลิตลงอีกครั้ง แต่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด

ข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับเซาท์ไชน่ามอนิ่งโพสต์ ที่รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แอปเปิ้ลได้ลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนไอโฟน เท็นอาร์ จากซัพพลายเออร์ในจีน 2 แห่ง ลง 30%

ขณะที่ เสี่ยวหมี่ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีน เปิดเผยว่า กำไรสุทธิช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้พุ่งแตะ 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.78 หมื่นล้านบาท) จากที่ขาดทุน 3 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.46 แสนล้านบาท) ช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากยอดขาย สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น 21.2%

ปูดรูรั่วดิจิทัลเงินไปนอก ปลุกสตาร์ทอัพไทยสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571428

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 19:33 น.

ปูดรูรั่วดิจิทัลเงินไปนอก ปลุกสตาร์ทอัพไทยสู้

กูรูอี-คอมเมิร์ซ ชี้ยุค 5จี จุดเปลี่ยนแลนด์สเคปเศรษฐกิจ เตือนปั้นสตาร์ทอัพสร้างแพลตฟอร์มตัวเอง ดันเศรษฐกิจไทยโตเร็วและยั่งยืน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ผู้ก่อตั้งตลาดดอทคอม (Tarad.com) เปิดเผยว่า การเกิด 5จี ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแลนด์สเคปของเศรษฐกิจ ในอนาคตยักษ์ใหญ่ทางด้านแพลตฟอร์มกูเกิล และวงการไอทีไมโครซอฟต์ จะเข้ามาเป็นผู้ให้บริการแทนโอเปอเรเตอร์ก็ได้ ซึ่งขณะนี้รายได้ของประเทศไทยได้รั่วไหลไปสู่ผู้ดำเนินธุรกิจจากต่างประเทศผ่านทางแพลตฟอร์มจำนวนมาก

ทั้งนี้ พบว่า เทคโนโลยีที่ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ให้กับธุรกิจจากต่างประเทศ ประกอบด้วย 1.โซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ ซึ่งธุรกิจต่างๆ นำเม็ดเงินไปซื้อสื่อโฆษณา 2.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ จากการที่ลาซาด้า ช็อปปี้ เข้ามาดำเนินธุรกิจมาร์เก็ตเพลส 3.บริการดูหนังผ่านทางออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ 4.บริการขนส่งผู้โดยสารจากแกร็บ 5.ธุรกิจบริการจองที่พักและสายการบิน เช่น อโกด้า 6.ดิจิทัลคอนเทนต์ 7.ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 8.เกมมิ่งต่างๆ 9.การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไอที เช่น คลาวด์ 10.ไฟแนนซ์เชียล และ 11.ธุรกิจสตอเรจ บริการสำหรับการเก็บข้อมูล หรือกระทั่งที่สำหรับการจัดเก็บไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ ไฟล์เสียง หรือไฟล์วิดีโอ

นอกจากธุรกิจจากต่างประเทศจะเข้ามาดูดเม็ดเงินแล้ว สิ่งที่คนไทยต้องตั้งรับคือ การดิสรัปชั่นของเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจใช้เทคโนโลยี เช่น เอไอ โรโบติกส์ เข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ การตกงานจะเริ่มเกิดขึ้นอย่างช้าๆ

“สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเป็นปีแรกที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซได้รับการตอบรับที่ดีจากคนไทยอย่างชัดเจน พบว่า พฤติกรรมการซื้อไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ยังขยายไปสู่ตลาดต่างจังหวัด นั่นหมายความว่า ธุรกิจที่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในออนไลน์จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และสิ่งที่พบคือ สินค้าที่จำหน่ายอยู่ในเว็บไซต์รายใหญ่ราว 50 ล้านชิ้น เป็นสินค้าจากประเทศจีนถึง 40 ล้านชิ้น”

นายภาวุธ กล่าวว่า ในอดีตการค้าการขายจะเติบโตจากเศรษฐกิจชุมชนหรือซื้อสินค้าใกล้บ้านเรียกว่าเป็นช่องทางออฟไลน์ แต่ขณะนี้เปลี่ยนมาสู่การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้โซเชียลคอมเมิร์ซเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่มาแรง มีพ่อค้าและแม่ค้าไลฟ์สดเพื่อจำหน่ายสินค้า ต่อไปเฟซบุ๊กมีโอกาสถึงขั้นพัฒนาการไลฟ์สดให้สามารถแปลจากภาษาจีนเป็นไทยได้แล้วจะยิ่งทำให้การค้าไร้พรมแดนยิ่งขึ้น

“จากแนวโน้มดังกล่าวผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดจาก 5จี เพราะเศรษฐกิจดิจิทัลที่ใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาลเป็นโอกาสของธุรกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ ต้องสร้างตัวจริงหรือบริการที่เกิดขึ้นจากฝีมือคนไทย มากกว่าจะใช้แพลตฟอร์มหรือซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ สิ่งนี้ถึงจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยโตได้เร็วยิ่งขึ้นและมีความยั่งยืน”

4 ธุรกิจผงาดอาเซียน ดันเศรษฐกิจเน็ตทะลุ 8 ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571424

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 18:51 น.

4 ธุรกิจผงาดอาเซียน ดันเศรษฐกิจเน็ตทะลุ 8 ล้านล้าน

กูเกิล และเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ได้คาดการณ์ว่า คาดว่าภายในปี2025 เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนจะมีมูลค่าถึง 7.9 ล้านล้านบาท

**********************************

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การหลั่งไหลเข้าสู่โลกออนไลน์ของชาวอาเซียน โดยเฉพาะในไทยที่คนใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเฉลี่ย 4.56 ชั่วโมง/วัน สูงที่สุดในโลก ขณะที่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 4 ชั่วโมง/วัน ติด 10 อันดับของโลกเช่นกัน ตามข้อมูลของฮูทสวีท ผู้ให้บริการระบบจัดการโซเชียลมีเดีย คือแรงผลักดันสำคัญให้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุดนั้น รายงานร่วมของกูเกิล และเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนขยายตัว 37% ในปีนี้ มาอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.37 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตถึง 2.4 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 7.9 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2025 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นคาดการณ์จาก 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.58 ล้านล้านบาท) ในรายงานปีที่แล้ว

ทั้งนี้ รายงานนับจากยอดขายรวมบนแพลตฟอร์ม (จีเอ็มวี) ของ 4 อุตสาหกรรมหลักแห่งเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ อี-คอมเมิร์ซ การท่องเที่ยวออนไลน์ ไรด์เฮลลิ่ง และสื่อออนไลน์ โดยวัดจาก 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันรวมกัน 350 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากยอด 260 ล้านคน ในปี 2015 ส่งผลให้อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตขยายตัวสูงสุดในโลก

“อี-คอมเมิร์ซ” คือภาคธุรกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าทะลุ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7.57 แสนล้านบาท) ในปีนี้ และพุ่งไปสูงถึง 1.02 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.35 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 จากแรงขับเคลื่อนหลักของอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุด 3 แห่ง ได้แก่ ลาซาด้า ช้อปปี้ และโทโกพีเดีย

ราชัน อนันดัน รองประธานกูเกิลประจำภูมิภาคอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า อี-คอมเมิร์ซในปีนี้ขยายตัวมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมีผู้บริโภคซื้อของผ่านลาซาด้า ช้อปปี้ และโทโกพีเดีย รวมกันมากกว่า 120 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% ของตลาด

สำหรับ “ไรด์เฮลลิ่ง” หรือบริการเรียกรถรับส่ง ขยายตัวไปอยู่ที่ 7,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.53 ล้านล้านบาท) ในปี 2018 และคาดว่าจะมีมูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.21 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามขยายสู่ซูเปอร์แอพพลิเคชั่นในชีวิตประจำวันของผู้ให้บริการรายใหญ่อย่างแกร็บ และโกเจ็ก

ทั้งนี้ รายงานประจำปีนี้ได้นับรวมบริการส่งอาหารออนไลน์ที่กำลังเติบโตสดใสเป็นครั้งแรกด้วย โดยปี 2018 เป็นปีแห่งการพลิกโฉมของบริการไรด์เฮลลิ่งในอาเซียน เนื่องจากอูเบอร์ เทคโนโลยีส์ ถอนตัวออกจากอาเซียนด้วยการขายธุรกิจให้แกร็บ และโกเจ็ก ที่กำลังรุกขยายออกนอกอินโดนีเซีย

ขณะที่ “ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์” เป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดในทั้งหมด 4 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งรายงานคาดว่าปีนี้จะมีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.86 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2015 และจะเติบโตถึง 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.56 ล้านล้านบาท) โดยนับจากการจองตั๋วเที่ยวบินและโรงแรมผ่านทางออนไลน์ และนับรวมการจองที่พักระยะสั้นเป็นครั้งแรกด้วย

รายงานระบุว่า นักท่องเที่ยวในภูมิภาคหันมาใช้การจองบริการการท่องเที่ยวออนไลน์ 41% ของการจองทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 34% ในปี 2015 และขยายตัวต่อเป็น 57% ในปี 2025 โดยตลาดท่องเที่ยวออนไลน์ยังมีช่องทางขยายตัวได้อีกไกล เพราะการเข้าถึงบริการจองท่องเที่ยวออนไลน์ยังอยู่ในระดับต่ำ

อีกธุรกิจที่มาแรงไม่แพ้กันคือ “สื่อออนไลน์” ซึ่งเดิมทีนับรวมแค่การโฆษณาออนไลน์และเกมออนไลน์ แต่ได้เพิ่มบริการติดตามเพลง (Music Subscription Service) และวิดีโอออนดีมานด์ (Video On Demand) เข้ามารวมด้วยเป็นครั้งแรก โดยสื่อออนไลน์โตแรงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.61 แสนล้านบาท) ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปี 2015 และขยายตัวเร็วสุดอันดับ 2 รองจากอี-คอมเมิร์ซ

5จีบูมเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571341

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 08:00 น.

5จีบูมเศรษฐกิจไทย

ค่ายมือถือชี้ 5จี พลิกเศรษฐกิจไทย เทคโนโลยีเร็วขึ้น ไอโอที เอไอ ดันอุตสาหกรรมรถยนต์ การแพทย์ ภาคเกษตร กสทช.กดปุ่มทดลองใช้22พ.ย.นี้

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวในงานสัมมนา “5 G จุดเปลี่ยน Landscape เศรษฐกิจ-การเมืองไทย” จัดโดยบางกอกโพสต์ กรุ๊ป ว่า เทคโนโลยี 5จี เป็นทิศทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต เนื่องจาก 5จี จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงประเทศไทยทางด้านอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ จากการใช้ เช่น ไอโอที คลาวด์ เอไอ

ทั้งนี้ 5จี จะสร้างความต่างจาก 4จี ปัจจุบัน 3 เรื่องหลัก คือ 1.ความเร็วหรือสปีดของ 5จี จะเป็นเร็ว 10 กิกะบิต/วินาที (Gbps พันล้านบิต หรือ Giga Bits ต่อวินาที) จากขณะนี้ 4จี เร็วราว 100 เมกะบิต/วินาที ความเร็วนี้จะรองรับเทคโนโลยี เช่น เออาร์ วีอาร์ โฮโล แกรม 2.เพิ่มความสามารถของโครงข่ายในการรองรับ (Capacity) อุปกรณ์ที่จะมีมากเป็นล้านชิ้นต่อตารางเมตร และ 3.ระยะเวลาการตอบสนอง (Latency) ใช้เวลารับส่งข้อมูลจะเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้รองรับ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ไร้คนขับ วงการแพทย์การผ่าตัดทางไกลที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง มองว่าการก้าวสู่ 5จี ของไทยจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและสร้างการเติบโตยั่งยืนให้กับไทย

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า 5จี จะทำให้เร็วขึ้น การตอบสนองเร็วขึ้น และการเชื่อมต่อมากขึ้น โดยธุรกิจที่จะขับเคลื่อนให้มีการใช้ 5จี หรือบิซิเนสเคส เช่น ธุรกิจสุขภาพเฮลท์แคร์ คมนาคมขนส่ง เกษตร การผลิต และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งสิ่งท้าทาย 5จี ให้เกิดขึ้นในไทยมี 1.เทคโนโลยี 2.บิซิเนสเคสที่จะทำให้เกิดการใช้งาน 3.คลื่นความถี่ ราคาต้องไม่สูงมาก และ 4.นโยบายของผู้กำกับดูแลหรือเรกูเลเตอร์

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า การเข้าสู่ 5จี มีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมตั้งแต่ระบบซัพพลายเชนต้นน้ำยันปลายน้ำ สามารถปลดล็อกมูลค่ามหาศาลให้แก่ประเทศไทย กรณีฟาร์มแม่นยำ ใช้เทคโนโลยีไอโอที เอไอ และบิ๊กดาต้า ช่วยเพิ่มผลผลิต 21% และรายได้เติบโต 27% รวมทั้งลดต้นทุนบริการโลจิสติกส์ และที่มาของแหล่งผลิตอาหาร

นายธีรศักดิ์ จีรอัศวพงศ์ กรรมการบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เทคโนโลยี 5จี จะช่วยเสริมกันกับบริการไฟเบอร์ออปติก 3 บีบี ของบริษัท โดยจะช่วยขยายบริการจากบ้านสู่กลุ่มองค์กร จุดเด่นของ 5จี คือความแม่นยำจะสูง ช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์ไร้คนขับ โมบายบรอดแบนด์ที่เร็วขึ้น การเชื่อมต่อระหว่างแมชีนกับแมชีน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า วันที่ 22 พ.ย. 2561 สำนักงาน กสทช. จะเสนอวาระการทดลองระบบ 5จี บนคลื่นความถี่ย่าน 26000 เมกะเฮิรตซ์ ของเอไอเอส และทรู แก่ที่ประชุม กสทช. โดยเอไอเอสจะทดลองระบบที่เอ็มโพเรียม ด้านทรูมูฟจะทดลองระบบที่ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ ซึ่งจะเริ่มทดลองระหว่างวันที่ 22 พ.ย.-15 ธ.ค.นี้ เพื่อทดสอบความเร็วการใช้งาน ขณะที่ดีแทคมีแผนทดลองระบบ 5จี ในอนาคตเช่นกัน

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารพร้อมพิจารณาปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่จะประมูลคลื่นโทรศัพท์ 5จี ในอนาคต เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ช่วยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโครงการอีอีซี ซึ่งรัฐบาลผลักดันอย่างมาก

บรรยายภาพ – 5จี เปลี่ยนโลก : พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. พร้อม ภาคเอกชนและนักวิชาการ ร่วมเปิดสัมมนา 5G จุดเปลี่ยน Landscape เศรษฐกิจ-การเมืองไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อวันที่ 19 พ.ย. – ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ปรับทัพองค์กร รับดิจิทัล ดิสรัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571330

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 06:26 น.

ปรับทัพองค์กร รับดิจิทัล ดิสรัปชั่น

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

นับวันการแข่งขันในหลายองค์กร ธุรกิจนั้นทวีความรุนแรงขึ้น และการ เตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องวางแผนรับกับการเปลี่ยนแปลง

เอก อายะวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) ธุรกิจที่ปรึกษาทางด้านทรัพยากรบุคคล เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น จึงเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่าองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยในปี 2562 จะมีการลดจำนวนคนในการทำงานลง หรือไม่ ซึ่งพบว่าจำนวน 1 ใน 3 ยังมีความต้องการบุคลากรเพิ่มมากขึ้น หรือคิดเป็น 31%  ขณะที่ตัวเลข 2 ใน 3 ขององค์กรยังต้องการเวต แอนด์ ซี หรือรอดู รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรบุคคลของบริษัทตนเองให้เต็มที่ก่อนถึง 61% ก่อนที่จะมีการจ้างงานใหม่  และสัดส่วน 8% ขององค์กรมีแผนจะลดจำนวนการจ้างงานลง อย่างเช่น สถาบันการเงิน ธนาคารที่มีการปิดสาขาหรือพนักงานที่สามารถทำงานได้หลากหลายมากกว่าการเป็นแค่พนักงานเทลเลอร์

ทั้งนี้ การจ้างงานขององค์กรต่างๆ ในประเทศไทยถือว่ามีการเทิร์นโอเวอร์ค่อนข้างสูง เนื่องจากอัตราเงินเดือนในการจ้างค่อนข้างต่ำ บุคลากรจึงมีการเปลี่ยนงานกันค่อนข้างมาก โดยทุกอุตสาหกรรมในปี 2560 มีการเปลี่ยนงานใหม่ 12.5% ส่วนครึ่งปีแรกของปีนี้มีการเปลี่ยนงาน 6.3% คาดว่าทั้งปีการเปลี่ยนงานจะไม่ต่ำกว่า 13-14% ซึ่งส่วนใหญ่คนจะเปลี่ยนไปอยู่ใน 1.ธุรกิจอุปโภค-บริโภค Consumer Goods 2. เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การพัฒนาสุขภาพ Life Sciences 3.บริษัทไฮเทคทางด้านไอทีและดิจิทัลเป็นหลัก และองค์กรใน 3 ปีข้างหน้าจะต้องทำให้บุคคลมีความสามารถมากขึ้นตามไปด้วย งานในรูปแบบเดิมๆ อย่างเช่น งานขายรูปแบบจะเปลี่ยนไป พนักงานมีความสามารถที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น     “เราจะเห็นคนทำงานทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นที่มาจากธุรกิจ สตาร์ทอัพ และจะเห็นคนสามารถทำงานได้หลากหลาย ในรูปแบบ ฟรีแลนซ์มากขึ้น” เอก กล่าว

หากพิจารณาค่าเฉลี่ยของการทำงานในองค์กรของคนแต่ละช่วงวัย จะพบว่าคนที่อยู่ในช่วงเบบี้บูมเมอร์ จะทำงานกับองค์กรเฉลี่ย 18-20 ปี

กลุ่มเจนเอ็กซ์จะทำงานเฉลี่ย 8-10 ปี  กลุ่มคนเจนวายจะทำงานเฉลี่ย 3-5 ปี ส่วนกลุ่มคนเจนซี หรือกลุ่มมิลเลนเนียลนั้นถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำงาน 2 ปี ส่วนใหญ่แล้วต้องการประกอบอาชีพอิสระมากกว่ามองสวัสดิการและผลตอบแทนที่จะได้รับและให้ความสำคัญกับ ไลฟ์สไตล์ในการทำงานมากกว่า

“องค์กรยุคใหม่จะต้องมีความยืดหยุ่นในการทำงาน และต้องปรับให้เข้ากับความต้องการในยุคไฮเทค หากไม่มีการปรับตัวจะอยู่ได้ยากในระยะยาว ขณะเดียวกันก็มีการเริ่มหันมามองที่จะใช้คนสูงอายุเข้ามาทำงาน เช่น แทนที่จะเกษียนอายุ 60 ปี ก็ขยายออกเป็น 65 ปี เนื่องจากคนสูงอายุนั้นยังสามารถทำงานได้ และเงินออมในกลุ่มผู้สูงอายุไทยก็ยังมีไม่มากพอ” เอก กล่าว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัทได้เผยผลสำรวจค่าตอบแทนและสวัสดิการประจำปี 2561 และแนวโน้มค่าตอบแทนที่ โดดเด่นและผลคาดการณ์แนวโน้มอัตราการจ้างงานและเงินเดือนในปี 2562 ในเอเชียตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยในปีนี้มีบริษัทในประเทศไทยเข้าร่วมการสำรวจกว่า 560 บริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรม พบว่าในตลาดเกิดใหม่ประเทศที่คาดว่าจะได้รับเงินเดือนสูงสุดในปี 2562 คือ บังกลาเทศ 10% เวียดนาม 9.8% อินเดีย 9.2% ในทางตรงกันข้ามออสเตรเลียเงินเดือนขึ้นอยู่ที่ 2.6% นิวซีแลนด์ 2.5% และญี่ปุ่น 2% จะเห็นได้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอัตราการขึ้นเงินเดือนจะค่อนข้างน้อยเนื่องจากมีความมั่นคง สำหรับประเทศไทยปี 2561 และปี 2562 จะมีการขึ้นเงินเดือนสัดส่วน 5.5% หากเปรียบกับเมียนมามีการขึ้นเงินเดือนเพียง 9%

สิ่งที่สำคัญสำหรับประเทศไทยในยุคดิจิทัลที่มีการใช้เทคโนโลยีนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างและจัดการระบบนิเวศบุคลากรให้มีความหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจ้างพนักงานแบบชั่วคราว ผู้รับงานอิสระ และการหาบุคลากรจากกลุ่มผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศด้านบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

กสทช.ชี้ “5จี”สร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571321

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 20:48 น.

กสทช.ชี้ "5จี"สร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

เลขาฯกสทช.ชี้ยุค5Gจะทำให้เศรษฐกิจและการเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนแปลง เอกชนคาดปี62 ได้ใช้แน่!

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา”5G : จุดเปลี่ยน Landscape เศรษฐกิจ-การเมืองไทย”ว่า หลังปี 2563 เมื่อ 5G เข้ามามีบบาทแล้ว จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยโครงสร้างภาคการผลิตเมื่อปัญญาประดิษฐ์และ Internet of Thing (IoT) เข้ามามีบทบาท จะทำให้หุ่นยนต์มาทำงานแทนคนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ห่วงโซ่การผลิตจะเปลี่ยนไปโดยผู้ผลิตจะขายตรงไปที่ลูกค้า BIG Data จะมีบทบาทในการผลิตเพื่อลดต้นทุน ความแม่นยำในการวางแผนการผลิตสินค้าจะตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

ขณะที่ภาคธุรกิจที่เป็นตัวกลางในการประกอบธุรกิจ จะถูกลดบทบาทและหายไปในที่สุด อาทิ ธนาคาร เอเย่นต์ท่องเที่ยว (travel Agent) ร้านค้า ขณะเดียวกันจะมีการต่อยอดและเกิดธุรกิจใหม่ๆตามเทคโนโลยีใหม่ที่นะเกิดขึ้น

สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองในยุค 5G จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านการเลือกตั้ง สิทธิของผู้เลือกตั้งจะไร้พรมแดน อนาคตจะใช้สิทธิผ่านออนไลน์ และสามารถลงคะแนนลับได้ทุกหน่วยเลือกตั้งแบบดิจิทัล ไม่ต้องเดินทางหรือกลับภูมิลำเนา จะทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งสะดวกมากขึ้น รวมทั้งการหาเสียงไม่จำเป็นต้องหาเสียงผ่านคนกลาง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ใช้ Social Media ในการหาเสียง ใช้ VR หรือ AR ในการเจ้าถึงประชาชนโดยตรงทุกที่พร้อมกัน ใช้ BIG Data วิเคราะห์ฐานเสียง และสื่อสารสองทาง

ด้านนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) คาดว่าเทคโนโลยี 5G จะเกิดขึ้นในปี 62 โดย 5G จะมีความเร็วกว่า 4Gเป็น 100 เท่า และสามารถใช้อุปกรณ์ได้มากกว่า 1 ไอดีและมีระยะเวลาตอบสนอง (Latency) เร็วมาก โดยเหมาะใช้กับอุปกรณ์การแพทย์ อากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น

ในไทยจะใช้คลื่นความถี่ 2600MHz รองรับ 5G ขณะที่ไทยยังไม่ยกเลิกการใช้ 2G ซึ่งแล้วไปใช้ 3G จะนำคลื่นมาใช้ และ 4G ที่ยังมีเหลืออยู่ 35MHz บนคลื่น 1800MHz ทั้งหมดน่าจะนำมาใช้งานได้

ธุรกิจใช้บิ๊กดาต้า กุญแจไขความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571274

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

ธุรกิจใช้บิ๊กดาต้า กุญแจไขความสำเร็จ

เรื่อง…ปากกาด้ามเดียว

ในยุคที่การทรานส์ฟอร์เมชั่นภาคธุรกิจด้วยดิจิทัลกำลังถูกผลักดันในประเทศไทย บิ๊กดาต้าเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจในยุค 4.0 ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกในปริมาณที่มากพอเพื่อขับเคลื่อนและลดความผิดพลาดของธุรกิจ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกจากกองข้อมูลมหาศาลนำมาเพิ่มมูลค่า

จากการสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าประจำปี 2560 โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับบริษัทไอดีซี รีเสิร์ช (ไทยแลนด์) พบว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าในปี 2561 จะเติบโตเพิ่มขึ้น 13.7% มีมูลค่าถึง 13,642 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 16.4% ในปี 2562 คิดเป็นมูลค่า 15,671 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยกำลังถูกท้าทายและผลักดันให้ก้าวข้ามการเรียนรู้ประโยชน์ที่บิ๊กดาต้ามีต่อธุรกิจเพียงทฤษฎี และต้องเริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถนำข้อมูลมหาศาลทั้งจากภายในและภายนอกกลับมาใช้ประโยชน์ให้เป็นด้วยการวิเคราะห์อย่างมีระบบ เพื่อให้บิ๊กดาต้าขององค์กรกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์พิชิตความสำเร็จในยุคดิจิทัล

อิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) บริษัทที่ปรึกษาและให้บริการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจ ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพูดถึงการนำองค์กรธุรกิจก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ บิ๊กดาต้า

ขณะที่ เอบีม ประเทศ ไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในประเทศไทยได้รับคุณค่าใหม่อย่างแท้จริง (Realcustomer Value) จากการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลระหว่างองค์กร และเพื่อใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ทางธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นคือ การร่วมมือกับกลุ่มตรีเพชรจัดงานแฮกกาธอน “Hackathon by Tri Petch Group X ABeam” ในงาน CEBIT ASEAN THAILAND 2018 ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้นำเสนอแนวคิดและเฟ้นหาไอเดียการนำบิ๊กดาต้ามาต่อยอดธุรกิจรถยนต์ โดยให้โจทย์นำบิ๊กดาต้าจำนวนมหาศาลของกลุ่มตรีเพชร ซึ่งเกี่ยวกับ “Vehicle Insight Data” ที่เก็บรวบรวมเอาข้อมูลเชิงลึกของรถต่างๆ ประมาณ 7-8 ปี ใช้เป็นข้อมูลไปวิเคราะห์เอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาใช้สร้างมูลค่าสำหรับธุรกิจรถยนต์

สำหรับทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม ADME กลุ่มนิสิตจากสาขาวิชาการออกแบบและการผลิตยานยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำเสนอไอเดียนำข้อมูลบิ๊กดาต้าของกลุ่มตรีเพชรไปใช้ประโยชน์กับตลาดรถมือสอง ด้วยแนวคิด “รถยนต์ไม่ควรมีราคาขายต่อที่เท่ากัน” เนื่องจากพฤติกรรมการขับรถของผู้ขับขี่รถแต่ละคันส่งผลกับสภาพรถยนต์ที่ต่างกันไปด้วย โดยนำเอาบิ๊ก ดาต้าเกี่ยวกับพฤติกรรมการขับขี่มาวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อตีมูลค่ารถยนต์ และยังสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับสังคมได้ เพราะผู้ใช้จะปรับปรุงพฤติกรรมการขับรถให้ดียิ่งขึ้นหากต้องการได้ราคาขายต่อรถที่ดีขึ้น สร้างให้เกิดสังคมขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนนได้อีกด้วย

“ไอเดียที่ได้จากงานแฮกกาธอน ‘Hackathon by Tri Petch Group X ABeam’ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นของธุรกิจที่ต้องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลบิ๊กดาต้าอย่างชาญฉลาด” ฮาระ กล่าว

ปัจจุบันวิวัฒนาการของเทคโนโลยีไอโอทีสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กับธุรกิจ ดังนั้นองค์กรธุรกิจจึงต้องพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการอบรม การทดสอบวิธีการวิเคราะห์ รวมทั้งการสนับสนุนทางด้านเทคนิค ควบคู่กับใช้ระบบในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่องกลยุทธ์ บุคลากรและการจัดองค์กร กระบวนการทางธุรกิจ และระบบต่างๆ ให้ทุกหน่วยงานในองค์กรสามารถบริหารการวิเคราะห์ข้อมูลได้

เอสไอเอสลุยคลาวด์เซอร์วิสตั้งเป้า3ปีร่วมเป็นผู้นำตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/571037

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 07:49 น.

เอสไอเอสลุยคลาวด์เซอร์วิสตั้งเป้า3ปีร่วมเป็นผู้นำตลาด

เอสไอเอส ทรานส์ฟอร์ม อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม เปิดบริการ โครงข่ายไฟเบอร์ออปติกความเร็วสูง เชื่อมคลาวด์กับลูกค้า

นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งสินค้าไอทีสำหรับองค์กร เปิดเผยว่า  บริษัทได้ทรานส์ฟอร์เมชั่นจากธุรกิจดิสทริบิวเตอร์อุปกรณ์ไอที ด้วยการแตกธุรกิจใหม่คลาวด์เซอร์วิส  “SiS Cloud Services” เพื่อรุกตลาดพับลิคคลาวด์ในประเทศไทย โดยจะชูกลยุทธ์การนำเสนอบริการคลาวด์เซอร์วิสที่เน้นให้ลูกค้าสามารถคัสตอมไมซ์ระบบคลาวด์ได้ด้วยตนเอง

สำหรับข้อมูลจากไอดีซีคาดการณ์ว่า ภายในปีนี้ทั่วโลกจะมีมูลค่าการใช้จ่ายพับลิคคลาวด์ 5 ล้านล้านบาท (1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตขึ้น 23.2% จากปี 2560 สำหรับในไทยตลาดคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตราว 35% จากปีที่แล้ว โดยองค์กรธุรกิจมองหาผู้ให้บริการที่มีทีมงานมากประสบการณ์ และมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ เพื่อความคล่องตัวและง่ายในการบริหารจัดการและตรงกับกฎระเบียบต่างๆ

ทั้งนี้ บริษัทจับมือกับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์เทเลคอม โดยใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกความเร็วสูงเชื่อมต่อลูกค้าทั่วประเทศเข้ากับคลาวด์ได้ และใช้ดาต้าทั้งสองแห่งในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าของเอสไอเอส โดยเปิดให้บริการ 6 รูปแบบ ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์บน คลาวด์ เวอร์ชวล เดสก์ท็อปบนคลาวด์ แบ็กอัพไปสู่คลาวด์ ช่วยปกป้องข้อมูลได้ครบวงจร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทวางกลุ่มเป้าหมายเจาะ 5 กลุ่มองค์กรธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มค้าปลีกที่มีเครือข่ายสาขา กลุ่มประกันภัย กลุ่มหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐ และกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ

“ความได้เปรียบในธุรกิจคลาวด์ เซอร์วิส จากการเป็นผู้ให้บริการในประเทศ และมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเพื่อแก้ไข ทดลองและปรับแต่งได้ โดยเน้นความยืดหยุ่นในการปรับแต่งบริการต่างๆ ให้เข้ากับลูกค้าแต่ละราย และยังมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เหนือกว่าต่างประเทศ พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดพับลิคคลาวด์” นายสมชัย กล่าว

ขณะที่การขยายฐานลูกค้าจะนำเสนอโซลูชั่นและบริการผ่านคู่ค้ากว่า 2,000 ราย โดยภายใน 3 ปีตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดในไทย จากปัจจุบันเปิดให้บริการกับลูกค้าองค์กรไปแล้วมากกว่า 30 ราย และคาดว่าจะขยายบริการครอบคลุมไปยังกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้มากขึ้นในปี 2562 สำหรับปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ราว 2 หมื่นล้านบาท

นายณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) กล่าวว่า ดิจิทัล ดิสรัปชั่น ได้พลิกโฉมการทำธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง ผลการศึกษา Evolution เมื่อปี 2560 จากเพียว สตอเรจ เผยว่า 66% ของธุรกิจในไทยมีแผนจะใช้งานบริการคลาวด์สาธารณะมากขึ้นใน 18-24 เดือนข้างหน้า ถือว่าคลาวด์ที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญเสริมศักยภาพการทำธุรกิจยุคใหม่แล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์ก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญ

โซเชียลไทยใช้ทวิตเตอร์พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570938

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 07:00 น.

โซเชียลไทยใช้ทวิตเตอร์พุ่ง

ไวซ์ไซท์ชี้โซเชียลมีเดียไทยเติบโตต่อ ปริมาณข้อมูลสูงถึง 5,300 ล้านข้อความ ภาคธุรกิจบริการปรับใช้เจาะกลุ่มตลาด

นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เทรนด์การใช้โซเชียลมีเดียในไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณข้อมูลบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ย 1 หมื่นข้อความ/นาที หรือสูงถึง 5,300 ล้านข้อความ/ปี เติบโตขึ้น 47% จากปีที่ผ่านมาที่มีปริมาณข้อมูลที่ 3,600 ล้านข้อความ/ปี

สำหรับเทรนด์การใช้โซเชียลมีเดียในไทยมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย โดยผู้ใช้งานหน้าใหม่ผ่านทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นกว่า 34% จากผู้ใช้งานยุคใหม่ การประชาสัมพันธ์แบรนด์ สวนทางกับ เฟซบุ๊กที่มีผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 4-5% และอินสตาแกรมที่ลดลง 1.5% จากความอิ่มตัว แต่ทั้งนี้ไม่มีนัยสำคัญต่อการส่งต่อข้อมูลบนโซเชียลที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่มีการปรับใช้ข้อมูลในโซเชียลมีเดียเพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ความงาม ยานยนต์ รวมถึงหน่วยงานราชการที่เริ่มปรับใช้ข้อมูลวิจัยเชิงลึกพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านการฟังเสียงทางโซเชียล

ขณะที่ในปี 2562 บริษัทเตรียมปรับเพิ่มเงินลงทุน เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับข้อมูลโซเชียลที่จะเติบโตต่อเนื่องปีละ 20-30% โดยตั้งเป้า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยผลักดัน รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้น 20-30% เช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมจัดงาน Thailand Zocial Awards 2019 ในวันที่ 28 ก.พ. 2562 เพื่อมอบรางวัลให้กับแบรนด์ เอเยนซี อินฟลูเอนเซอร์ ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียเป็นปีที่ 7 ภายใต้คอนเซ็ปต์ PLAY : Rolling your data ซึ่งใช้เกณฑ์วัดความสามารถของแบรนด์ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายประสิทธิภาพ การกระจายเนื้อหา ปริมาณการรับรู้