เน็ตชายขอบเจอปมพื้นที่รอส่งมอบงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569647

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

เน็ตชายขอบเจอปมพื้นที่รอส่งมอบงาน

กสทช.แจงเน็ตชายขอบ รอ 3 สัญญา ขาดส่งมอบเหตุเจออุปสรรค ภัยธรรมชาติ-เขตอนุรักษ์ ชะลอเข้าพื้นที่ติดตั้ง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการเน็ตชายขอบทั้งในส่วนของสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) 5 สัญญา และสัญญาการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) 5 สัญญาได้มีการส่งมอบงานติดตั้งอุปกรณ์ครบจำนวน 7 สัญญา ขณะที่อีก 3 สัญญายังติดปัญหาไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ได้

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากผลกระทบ ภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม มีพายุ ถนนขาด เกิดความไม่สงบในพื้นที่ พื้นที่ที่ติดตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน เขตอนุรักษ์ ฯลฯ

สำหรับโครงการที่ยังไม่สามารถเข้าไปติดตั้งได้ คือบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กลุ่มที่ 2 พื้นที่ภาคเหนือ มี บริษัท ทีโอที เป็นคู่สัญญา ผู้ให้บริการ ได้ส่งมอบติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้น ผลงานคิดเป็น 12% กลุ่มที่ 3 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัท ทีโอที เป็นคู่สัญญา ผู้ให้บริการ ได้ส่งมอบติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้น ผลงานคิดเป็น 9% และโครงการส่วนที่ 2 การจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลุ่มพื้นที่ภาคเหนือ 1 ยังไม่ได้มีการส่งมอบงานในสัญญานี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กสทช. ตรวจรับมอบงานติดตั้งอุปกรณ์ครบถ้วนจะเปิดให้บริการจุดกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงจุดกระจายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริการไว-ไฟฟรีในโรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (ศูนย์บริการ USO Net) ในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ

เอไอเอสลุยมือถือเกมเรเซอร์เร่งขยายฐานลูกค้าอี-สปอร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569628

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 07:34 น.

เอไอเอสลุยมือถือเกมเรเซอร์เร่งขยายฐานลูกค้าอี-สปอร์ต

เอไอเอส โหนกระแส อี-สปอร์ตบูม ผนึกเรเซอร์ขายสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ชูบริการเครือข่ายเร็ว ขายเครื่องพร้อมซิมขยายฐานกลุ่มมิลเลนเนียล

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะ ผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า เอไอเอสจับมือร่วมกับเรเซอร์ (Razer) เปิดตัวสมาร์ทโฟนเกมมิ่งเรเซอร์ โฟน 2 เป็นแห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย และเป็นแห่งที่สองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมองว่าอี-สปอร์ตเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมทั้งในไทยด้วย

ทั้งนี้ ในตลาดอี-สปอร์ตโดยในประเทศไทยจำนวนผู้เล่นเกม 18.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 28% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเล่นทั้งผ่านทางพีซีและมือถือ โดยมีทั้งกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย ขณะที่ทั่วโลกมีจำนวนผู้เล่น 2,200 ล้านคน โดย เรเซอร์ โฟน 2 นำเข้ามาจำหน่ายในไทยไม่ถึง 1,000 เครื่อง ซึ่งผสานเครือข่าย เอไอเอสทั้ง 4จี 4.5จี และเอไอเอสเน็กซ์จี เครือข่ายที่มีความเร็ว

“กลยุทธ์การเติบโตของเอไอเอส บริษัทมองว่าการทำตลาดต้องให้สอดรับกับตลาดใหม่ๆ ทั้งแบรนด์ เครือข่าย บริการ ซึ่งอี-สปอร์ต ถือว่าเป็นตลาดที่มาแรงมาก แม้ว่ากลุ่มที่เล่นเกมจะไม่ได้ใช้ดาต้าในปริมาณที่สูง แต่เป็นกลุ่มที่ใช้งานผ่านเครือข่ายและต้องการความเร็วของอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การเล่นไม่สะดุด ซึ่งเอไอเอสสามารถตอบโจทย์และความต้องการได้เป็นอย่างดี” นายปรัธนา กล่าว

สำหรับเรเซอร์ โฟน 2 อยู่ในเซ็กเมนต์เกมในระดับมากกว่าแคชชวลเกม มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายมิลเลนเนียล โดยฟีเจอร์หน้าจอแอลซีดี ขนาด 5.7 นิ้ว ระบบเสียงมาตรฐาน Doldy Atmos และแบตเตอรี่ความจุ 4,000 มิลลิแอมป์ ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายในเอไอเอส ออนไลน์ สโตร์ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. เวลา 15.00 น. จนถึงวันที่ 4 พ.ย. เวลา 23.59 น. พร้อมบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านทั่วประเทศ จำหน่ายพร้อมซิมราคา 27,990 บาท

ขณะที่การขายซิมพร้อมเครื่อง เพราะพฤติกรรมการใช้มือถือระหว่างเล่นเกมกับใช้สื่อสาร คนจะแยกเครื่องการใช้งานอย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มเล่นเกมไม่ต้องการให้การสื่อสารเข้ามารบกวนระหว่างการเล่น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการขยายตลาด โดยบริษัทได้จัดแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต 4จี และเน็กซ์จี เต็มสปีดไม่จำกัดฟรี นาน 3 เดือน

นอกจากนี้ สามารถดูหนังซีรี่ส์บนแอพเอไอเอส เพลย์ เป็นต้น ฟรี 3 เดือน โดยไม่ต้องชำระเงินล่วงหน้า สำหรับยอดขายดีไวซ์ของเอไอเอสถือว่ายังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเทรนด์ในกลุ่มฮาร์ดแวร์ผู้ซื้อเริ่มยกระดับการซื้อสินค้าไปในระดับพรีเมียมมากขึ้น

นายปรัธนา กล่าวว่า คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ต 45 ล้านคนขึ้นไป และใช้งานผ่านมือถือ 47.9 ล้านคน อี-สปอร์ตจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันการทำงานอินเทอร์เน็ตทางมือถือเพิ่มขึ้น ซึ่งในอนาคตจะร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติม โดยการผนึกกำลังดังกล่าวสอดรับกับวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการมีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง จากปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้าที่ใช้งานราวกว่า 40 ล้านเลขหมาย

รีดรายได้เยียวยาคลื่นหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569549

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 08:03 น.

รีดรายได้เยียวยาคลื่นหมื่นล้าน

กสทช.เรียกเก็บรายได้ ช่วงมาตรการเยียวยา คลื่น 1800/900 เมกะเฮิรตซ์ กว่า 1 หมื่นล้าน พร้อม นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วงเงินรวมในการเรียกเก็บรายได้จากการให้บริการในช่วงมาตรการเยียวยา ทั้งคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์  และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ บริษัท ดิจิตอล โฟน หรือดีพีซี และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่จะนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน รวมเป็นเงินประมาณ 10,918 ล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นรายได้จากการเยียวยาบนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็นเงินรายได้ที่เรียกเก็บจากบริษัท ทรูมูฟ 3,380 ล้านบาท บริษัท ดิจิตอล โฟน 869 ล้านบาท และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส 6,669 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เข้าสู่มาตรการเยียวยาตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 มี 4 บริษัทเข้าสู่มาตรการเยียวยา ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ บริษัท ดิจิตอล โฟน บริษัท เอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ซึ่งกรณี 3 บริษัท ทรูมูฟ ดีพีซี และเอไอเอส กสทช. ได้พิจารณาตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีดีแทคที่อยู่ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ที่ประชุม กสทช.มีมติกำหนด วันสิ้นสุดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของดีแทค ในวันที่ 15 ธ.ค. 2561

ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะ เฮิรตซ์ จะสิ้นสุดการให้บริการในวันที่ 15 ธ.ค. 2561 ตามคำสั่งของศาลปกครองกลางจากนั้น สำนักงาน กสทช.จะเร่งตรวจสอบเงินรายได้ดังกล่าวเพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินให้เร็วที่สุด

“การสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของดีแทค บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยครั้งสุดท้ายแล้ว” นายฐากร กล่าว

“เฟซบุ๊ก”ปรับทัพ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ แทนหน้านิวส์ฟีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569529

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 21:03 น.

"เฟซบุ๊ก"ปรับทัพ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ แทนหน้านิวส์ฟีด

เฟซบุ๊กปรับแผนธุรกิจ เดินหน้ารุกวิดีโอ-สตอรี่ รับมือการขยายตัวถึงจุดอิ่มตัว

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในอนาคตของเฟซบุ๊กคือการเน้นไปที่วิดีโอ บริการรับส่งข้อความ และสตอรี่ แทนการเน้นที่หน้านิวส์ ฟีด หลังการขยายตัวของบริษัทเริ่มถึงจุดอิ่มตัว โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ

เฟซบุ๊กระบุว่า ยอดผู้ใช้ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 9% มาอยู่ที่ 1,490 ล้านคน ในไตรมาส 3 แต่ลดลงจากการขยายตัว 11% ของไตรมาสก่อนหน้า โดยจำนวนผู้ใช้ในยุโรปลดลงจาก 279 ล้านคน มาอยู่ที่ 278 ล้านคน ขณะที่ผู้ใช้ในสหรัฐและแคนาดายังคงอยู่ที่ 185 ล้านคน

ซักเกอร์เบิร์ก ระบุว่า ในปีหน้าเฟซบุ๊กวางแผนลงทุนอีก 1.8-2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.9-6.6 แสนล้านบาท) เพื่อขยายการดำเนินงานและจะหาทางสร้างรายได้เพิ่มจากบริการส่งข้อความและสตอรี่มากขึ้น โดยขณะนี้จำนวนการส่งข้อความผ่านบริการแมสเซนเจอร์และวอตส์แอพอยู่ที่ถึง 1 แสนล้านข้อความ/วัน ด้านการแชร์สตอรี่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 1,000 ล้านครั้ง/วัน

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้อยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.54 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 33% จากปีที่แล้ว ขณะที่กำไรในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 5,140 ล้านบาท (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9

ไวไฟ25สนามบินปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569475

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ไวไฟ25สนามบินปี'62

กรมท่าอากาศยาน จับมือเอไอเอส เปิดบริการฟรีไว-ไฟใน 25 สนามบินทั่วประเทศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล ที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูง ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ล่าสุดกรมท่าอากาศยานได้ยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 25 แห่ง ด้วยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เดินทางในยุคดิจิทัล

ด้าน นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า กรมท่าอากาศยานได้พัฒนาการให้บริการของท่าอากาศยานในสังกัดทั้ง 25 แห่งในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม ซึ่งล่าสุด บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ในเครือของเอไอเอส ได้ชนะการประมูลสิทธิในการพัฒนาการให้บริการฟรีไว-ไฟ อินเทอร์เน็ตไร้สาย ในท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานทั้ง 25 แห่ง

ทั้งนี้ ผู้โดยสารจะสามารถใช้บริการฟรีไว-ไฟได้ครบทุกแห่งภายในเดือน มี.ค. 2562 นี้ โดยกรมท่าอากาศยานมีแผนที่จะพัฒนาการให้บริการในทุกภาคส่วน เพื่อให้ท่าอากาศยานในสังกัดสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอต่อไป

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมีความต้องการเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางหรือนักท่องเที่ยว ที่ในระหว่างการเดินทางย่อมต้องการค้นหาข้อมูล ทำธุรกรรม รวมถึงการสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ

ดังนั้น ในสถานที่อย่างท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหลักที่นักท่องเที่ยวพักรอระหว่างเดินทาง จึงต้องมีโครงข่ายดิจิทัลที่ทันสมัย เต็มประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการข้างต้นได้อย่างดีที่สุด ซึ่งเอไอเอสพร้อมเข้าร่วมพัฒนาโครงข่ายสื่อสารทั้งไว-ไฟและโมบายในพื้นที่สนามบิน 25 แห่ง ทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการของกรมท่าอากาศยานจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้

วิดีโอออนดีมานด์เอเชียพุ่ง แนะพัฒนาคอนเทนต์ท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569353

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

วิดีโอออนดีมานด์เอเชียพุ่ง แนะพัฒนาคอนเทนต์ท้องถิ่น

โดย…ปากกาด้ามเดียว

การผลิตคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงเติบโตขึ้นทั่วโลก นำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละส่วนของห่วงโซ่คุณค่า เช่น มาเลเซียและไทยที่มีสตูดิโอตลอดจนเครื่องมือระดับโลกและให้สิทธิพิเศษที่ดีในการดึงดูดผู้ผลิตคอนเทนต์จากต่างชาติ ขณะที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้านเทคนิคพิเศษด้านภาพและแอนิเมชั่น

วิดีโอออนคอมมานด์ (VOD) หรือระบบเรียกดูภาพยนตร์ตามต้องการ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย โดย แอลฟาบีตา (AlphaBeta) บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และเศรษฐศาสตร์ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาหัวข้อ เอเชีย ออน ดีมานด์ :การเติบโตของการลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงท้องถิ่นโดยผู้ให้บริการวิดีโอออนดีมานด์ พบว่า บริการวิดีโอออนดีมานด์ จะลงทุนในเอเชียสูงถึง 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 3.7 เท่าจากปี 2560

สำหรับงบประมาณการลงทุนดังกล่าว คาดว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยผู้ให้บริการระดับโลกเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจมากกว่า 3 เท่าของมูลค่าการลงทุนโดยผู้ให้บริการ VOD เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายทางตรงภายในอุตสาหกรรมสำหรับกิจกรรมการดำเนินงานหลักๆ เช่น อุปกรณ์ การคมนาคมขนส่ง อาหารและการจัดเลี้ยง การตลาด และที่พัก เป็นต้น ซึ่งจะผลักดันให้เกิด การใช้จ่ายทางอ้อม เช่น การซื้อเลนส์กล้องถ่ายภาพ อาหารและการจัดเลี้ยง การคมนาคมขนส่ง ค่าเชื้อเพลิง และอื่นๆ

นอกจากนี้ งบประมาณการลงทุนดังกล่าวยังอาจสร้างตำแหน่งงานใหม่ขึ้นกว่า 7.36 แสนตำแหน่ง ภายในปี 2565 ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว ดนตรี และสินค้าที่ระลึก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การศึกษาดังกล่าวยังคาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการที่จ่ายเงินเป็นสมาชิก VOD ในภูมิภาคเอเชียจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายใน 5 ปี และผู้ชมในเอเชียมีความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ผู้ให้บริการ VOD จึงจำเป็นต้องจัดหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นมากขึ้น จนผลักดันการลงทุนด้านการพัฒนาคุณภาพของคอนเทนต์ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดสมาชิกรายใหม่และรักษาฐานจำนวนสมาชิกเดิม

คอนสแตนติน แมตตีส์ ผู้จัดการด้านเอนเกจเมนต์ ของแอลฟาบีตา กล่าวว่า เนื่องจากบริการ VOD เพิ่งเริ่มมีมาเมื่อไม่นาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากบริการ VOD ในเอเชีย โดยเฉพาะที่มีต่ออุตสาหกรรมบันเทิงจึงยังได้รับความสนใจอยู่ในวงจำกัด การศึกษานี้ต้องการปิดช่องว่างทางข้อมูลดังกล่าว และระบุถึงแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด ควบคู่กับข้อปฏิบัติเชิงนโยบายหลักๆ เพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียสามารถสร้างประโยชน์จากโอกาสนี้

การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าผู้ชมในเอเชียมีความต้องการรับชมคอนเทนต์ท้องถิ่นอย่างมาก และใช้เวลารับชมคอนเทนต์ท้องถิ่นเท่าๆ กับการรับชมคอนเทนต์จากต่างประเทศ ทั้งนี้คาดว่าผู้ชมที่จ่ายเงินค่าสมาชิกในเอเชียจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในระยะเวลา 5 ปี ดังนั้นผู้ให้บริการ VOD จึงต้องให้ความสำคัญกับการผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่นคุณภาพสูงเพื่อดึงดูดสมาชิกใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิม

เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นอย่างล้นหลาม ผู้ให้บริการ VOD จึงต้องเพิ่มจำนวนคอนเทนต์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

ขณะที่มากกว่า 80% ของผู้บริหารบริการ VOD ระบุว่าบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร กฎระเบียบข้อบังคับอันเอื้อต่อการทำธุรกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง คือปัจจัยสำคัญในการผลักดันการลงทุนด้านคอนเทนต์

จากแนวโน้มการลงทุนดังกล่าว จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยเช่นกัน ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทย นั่นหมายความว่า สภาพแวดล้อมต้องเอื้อต่อการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญและเห็นผลเป็นรูปธรรม

ดิจิทัลเอเยนซี ก็ถูกดิสรัป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569167

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ดิจิทัลเอเยนซี ก็ถูกดิสรัป

โดย…CJ WORX

ก่อนอื่นต้องยินดีและเป็นกำลังใจให้กับผู้สร้างสรรค์งานโฆษณาที่ได้รับรางวัลแอดแมน อวอร์ดส์ 2018 ทุกท่าน และเป็นกำลังใจให้กับคนทำโฆษณาที่ยังไม่ได้รับรางวัลด้วย แต่สิ่งที่เห็นแรงกระเพื่อมเล็กๆ ในวงการโฆษณาบ้านเราที่น่าสนใจคือ สูตรของการสร้างสรรค์งานโฆษณาให้รอดพ้นจากวิกฤตของการถูก Disturb สำหรับวงการโฆษณา โดยเฉพาะดิจิทัลเอเยนซี

ไหนจะมีเดียออนไลน์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย พุ่งตรงไปยังแบรนด์ลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเอเยนซี โปรดักชั่นเฮาส์ก็ดีลตรงกับแบรนด์ หรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ก็ดีลตรงกับแบรนด์กันเอง

สิ่งเหล่านี้คือที่ประสบพบเจอกันอยู่ และถ้าดิจิทัลเอเยนซีไม่มีความแปลกใหม่ที่สร้างสรรค์ รับรองว่า อาจจะไม่ใช่เวลาอันเร็วๆ นี้ แต่ก็มีทีท่าจะถูกกลืนกินสำหรับการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ

แต่สูตรในการสร้างสรรค์งานที่กำลังเป็นเทรนด์ในต่างประเทศ และในไทยเริ่มเห็นมากขึ้นคงเป็นซีรี่ส์เรื่องเด็กใหม่ ที่หลายคนยังมองว่า นี่หรือคืองานโฆษณา ไม่ใช่งานบันเทิงหรือ “Creativity By Specialist+Other Industry = New Business”

“ซีรี่ส์เด็กใหม่ SOUR BANGKOK ทำหน้าที่มากกว่าคิดพล็อตเรื่องให้กับจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เจ้าของทุน ทำให้เกิดธุรกิจโมเดลใหม่ สูตรสร้างสรรค์งานอยู่ที่ว่า เราเป็นเอเยนซีเฉพาะทางสำหรับผู้หญิง คิดสร้างสรรค์งานที่มีความจำเพาะ ไปเป็นพันธมิตรกับอีกธุรกิจอย่างวงการบันเทิง ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมา ทั้งทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกันหากมีการซื้อพล็อตเรื่องไปสร้างซีซั่น 2 หรือไปทำเวอร์ชั่นในต่างประเทศ ตรงนี้คือธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น กระบวนท่าในการสร้างสรรค์งานตรงนี้มากกว่าที่เป็นเทรนด์ และทำให้ดิจิทัลเอเยนซีไม่ถูก Disturb และเป็นเทรนด์ที่ขณะนี้ต่างประเทศให้ความสนใจกันอย่างมาก” คำอธิบายจาก คุณเล็ก-ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ SOUR BANGKOK คุณแม่ผู้ทำคลอด เด็กใหม่”

คุณเล็กบอกอีกว่า Palette of Thailand ที่นำสถานที่ท่องเที่ยวของไทยจากการคัดเลือกของ ททท.ออกมาเป็นสีของเครื่องสำอางของแบรนด์โอเรียนทอล พริ้นเซส ผลงานของ SOUR BANGKOK ก็ใช้กระบวนท่าเดียวกันในการสร้างสรรค์งาน จนวินทุกฝ่าย สถานที่ท่องเที่ยวของไทยก็ได้รับการโปรโมทให้รู้จักมากขึ้น ผ่านเครื่องสำอางสีต่างๆ แบรนด์ก็ได้การโปรโมทไปพร้อมกัน

เพราะฐานที่แข็งแกร่งของคนโฆษณา โดยเฉพาะดิจิทัลเอเยนซี คือ ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ หากบวกกับกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เชื่อมโยงธุรกิจอื่นๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจได้อยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่า ยาอายุวัฒนะของวงการโฆษณาที่จะไม่ถูกดิสรัปแน่นอน n

ดีแทคคว้าคลื่น900 เคาะราคาประมูล 3.8 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/569058

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 11:23 น.

ดีแทคคว้าคลื่น900 เคาะราคาประมูล 3.8 หมื่นล้าน

ดีแทค คว้า คลื่น900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน5เมกะเฮิรตซ์ เคาะราคารวม38,064ล้านบาท

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่28 ต.ค.2561 เวลา9.45น. ได้เริ่มต้นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน900เมกะเฮิรตซ์ที่สำนักงาน กสทช. และสิ้นสุดการประมูลในเวลา10.40น. ใช้เวลาการประมูลทั้งสิ้น 55นาที โดยบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) เสนอราคาการประมูลสุดท้ายที่38,064ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลในคลื่นความถี่ย่าน900 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้การชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ออกเป็น 4 งวด โดย งวดที่ 1 ชำระ 4,020 ล้านบาท งวดที่ 2 ชำระ 2,010 ล้านบาท งวดที่ 3 ชำระ 2,010 ล้านบาท และงวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลฯ ส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้หากผู้ชนะการประมูลไม่นำเงินมาชำระ สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกัน 1,900 ล้านบาท รวมทั้งคิดค่าปรับเป็นเงิน 5,699 ล้านบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำหรับเงื่อนไขการอนุญาตใช้คลื่นความถี่จะช่วยส่งเสริมการแข่งขันของประเทศ ครอบคลุมประชากร 50% ใน 4 ปี และเพิ่มเป็น 80% ใน 8 ปี รวมถึงการการใช้งานอินเตอร์เน็ต 5 จี โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และการเชื่อมต่อต่างๆ โดยสำนักงานกสทช. ประเมินว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องเดินหน้าต่อไป

ติงกม.ไซเบอร์ละเมิดส่วนตัวล้วงตับเอาผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568975

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

ติงกม.ไซเบอร์ละเมิดส่วนตัวล้วงตับเอาผิด

วงเสวนาชำแหละร่างกฎหมายไซเบอร์ หวั่นรัฐใช้อำนาจแทรกแซงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวในงานเสวนาของสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยถึงร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่รัฐบาลกำลังผลักดันว่า มีต้นแบบมาจากกฎหมาย Cybersecurity Act 2018 ของสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกนำมาปรับใช้ในการเขียนกฎหมายของไทยกลับพบปัญหา เช่น แม้เจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งของสิงคโปร์รวมถึงของไทยเองตั้งไว้ว่าเน้นคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบริการที่อาจถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดี แต่เมื่อมาระบุในตัวบทแล้วของไทยกลับรวมไปถึงเนื้อหาที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ด้วย เช่น ในมาตรา 56 (2) ที่มีคำว่า “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ซึ่งจุดนี้สามารถถูกตีความได้ว่า ผู้ถืออำนาจรัฐอาจสั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ดำเนินการบางอย่างกับเนื้อหาที่เห็นว่าไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ อำนาจเลขาฯ กปช.ไว้ยิ่งใหญ่มาก คือการที่มีคำสั่งใดๆ ออกมาแล้วผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ขณะที่กฎหมายแบบเดียวกันของสิงคโปร์ไม่ปิดช่องทางดังกล่าว สิ่งที่แตกต่างคือ กฎหมายทั่วโลกจะคุ้มครองเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ของไทยมีความเหลื่อมล้ำกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล

นายคณาธิป ทองรวีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจะได้รับผลกระทบจากรัฐ เช่น การเข้ามาสอดส่องพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ของประชาชน แล้วเก็บข้อมูลไปเอาผิดในเรื่องอื่น

ภาพประกอบข่าว

เมื่อจะนำ Chat Bot มาช่วยงาน HR

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568961

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 07:32 น.

เมื่อจะนำ Chat Bot มาช่วยงาน HR

โดย… ดิลก ถือกล้า

งานหลักประการหนึ่งของงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ การต้องตอบคำถามพนักงานในองค์กร ถึงเรื่องสารพัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ การเจริญเติบโต ระเบียบข้อบังคับ สิทธิต่างๆ ที่พึงได้ตามข้อกำหนดขององค์กร เป็นต้น

แต่ในความเป็นจริงที่สวนทางกันระหว่างความหวังของพนักงานผู้ถาม กับเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็คือ ผู้ถามจะคาดหวังว่าผู้ตอบจะตอบได้ทุกเรื่อง ในขณะที่ผู้ตอบจะไม่สามารถตอบได้ทั้งหมด เพราะเนื้อหา ขอบเขตงานด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้น มีรายละเอียดแต่ละเรื่องที่ยากจะหาคนที่เข้าใจงานทั้งหมดได้ครบถ้วน

ดังนั้น หลายองค์กรได้เลือกทางแก้ปัญหาโดยการตั้งให้มี Hot Line สายด่วน แล้วมีการทำบทพูด แล้วฝึกพนักงานเพื่อให้สามารถตอบคำถามพนักงานได้ในทุกเรื่องในรูปแบบ Call Center

อย่างไรก็ดี การมี Hot Line ก็มีข้อจำกัด เพราะมีเรื่องของเวลาทำงาน เวลาพัก ที่อาจจะไม่ตรงกับเวลาที่ผู้ถามอยากรู้ ทำให้ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมดของการตอบคำถามให้คนในองค์กร

จึงเป็นที่มาว่า บางองค์กรจึงเริ่มนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า Chat Bot นำมาช่วยตอบคำถาม ซึ่งวันนี้ที่ผมอยากจะเขียนถึงจะไม่ได้เป็นการนำเสนอในเชิงเทคนิค แต่ขอกล่าวถึงการนำเขามาใช้งาน

อะไรคือ Chat Bot

Chat Bot คือ ตัวปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยตอบคำถามได้จากการถามของเราคล้ายๆ คุยผ่านไลน์ จะต่างตรงที่ว่า การคุยไลน์เราคุยกับคน แต่คุยหรือถาม Chat Bot เป็นการถามตัวปัญญาประดิษฐ์ให้ตอบแทนคน

ถ้าท่านใดใช้ iPhone ให้คิดถึง SIRI ที่เราเข้าไปคุย ไปถามได้ แต่พอมาใช้ในการช่วยงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็เป็น HR Chat Bot ที่จะสามารถตอบคำถามลงไปเป็นข้อมูลเฉพาะของพนักงานคนที่ถามได้เลย เพราะ Bot จะเลือกข้อมูลตาม ID พนักงานที่ Lock In เช่น ถามวันพักร้อนที่เหลือ สิทธิการรักษาพยาบาลที่มี เป็นต้น

จะใช้งานเขาอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ผมจะไม่ขอกล่าวถึงในเชิงเทคนิคว่า ปัจจุบันมีโปรแกรมอะไร ของเจ้าไหนที่มาใช้ทำ Chat Bot ได้ แต่จะกล่าวถึงการนำเขามาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สิ่งที่ผมชวนให้มอง คือ เราต้องมองเขาให้เหมือนกับเขาเป็น Call Center สาวสวย เสียงหวาน ที่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานบริหารทรัพยากรมนุษย์

ดังนั้น เราต้องสอนเขา ใช่ครับ เราต้องสอนให้น้อง Bot เขารู้เรื่องเนื้องาน เพื่อให้ตอบคำถามได้ ดังนั้นเมื่อจะเริ่มนำน้อง Bot มาใช้งาน เราจะต้องตั้งทีมที่เข้าใจงานบริหารทรัพยากรมนุษย์แต่ละหน้างานอย่างลึกซึ้ง สามารถตอบคำถามที่พนักงานมักจะถามเสมอๆ ได้ รวมทั้งจะต้องสามารถรวบรวมคำถาม หรือคิดคำถามที่เกี่ยวข้องกับงานตรงนั้นให้มากที่สุด เพื่อจะนำคำถามและคำตอบดังกล่าวมาสอนน้อง Bot ให้ตอบคำถามอย่างถูกต้อง ยิ่งถามมากเท่าไร น้อง Bot จะเรียนรู้ และตอบคำถามได้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

จะทำให้คนคุ้นเคยอย่างไร

การให้น้อง Bot มาช่วยงานเรา เหมือนกับการนำคนใหม่เข้ามาในทำงาน ที่นอกจากจะต้องสอน ต้องฝึกคนใหม่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว จะต้องทำให้คนเก่าเข้าใจ และคุ้นเคยกับคนใหม่เช่นกัน การที่จะสร้างความคุ้นเคยคนในองค์กรกับน้อง Bot ก็สามารถทำได้ด้วยกิจกรรมเหล่านี้

• สร้างบรรยากาศของการ Break the ice ทลายกำแพงกั้น ด้วยการให้คนในองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบตัว Mascot การตั้งชื่อ รวมทั้งให้มีออกเสียงตั้งชื่อ ออกเสียงเลือก Mascot

• มีการเดินสายให้น้อง Bot ได้เข้าถึงพนักงาน มี QR Code ที่ให้พนักงาน Scan เพื่อเข้าถึงน้อง Bot ได้ง่าย

• เปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานได้ส่งคำถามที่เขาถามแล้วไม่ได้คำตอบ หรือได้คำตอบไม่ตรง เพื่อให้เราได้สอนน้อง Bot เพิ่มเติม ซึ่งไม่ต่างจากการให้มีการ Feedback การตอบคำถามของ Call Center

การที่เราได้ทำอย่างที่ผมได้เสนอแนวทางไป จะทำให้การใช้ Bot มาช่วยงาน ไม่ได้เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ที่ให้ข้อมูลตามที่ป้อนมาอย่างแห้งแล้ง แต่จะช่วยเชื่อมให้คนในองค์กรได้สนุกและใกล้ชิดกับน้อง Bot ได้ไม่น้อย

และนี่เป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ “มนุษย์” และ “ปัญญาประดิษฐ์” อย่าง HR Chat Bot อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลมกลืน