กูเกิลเตรียมปิด “กูเกิลพลัส” หลังเจอปัญหาข้อมูลผู้ใช้บริการรั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/567050

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 16:45 น.

กูเกิลเตรียมปิด "กูเกิลพลัส" หลังเจอปัญหาข้อมูลผู้ใช้บริการรั่ว

กูเกิลเตรียมปิด “กูเกิลพลัส” หลังเจอบั๊กในซอฟต์แวร์ทำข้อมูลผู้ใช้บริการ 5 แสนรายรั่วไหล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กูเกิล ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอ็นจิ้นของโลก เตรียมปิด “กูเกิล พลัส” ซึ่งเป็นบริการโซเชียลเน็ตเวิร์คของบริษัท ภายหลังจากพบบั๊กในซอฟต์แวร์ และทำให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการรั่วไหล โดยรายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ใช้บริการรวม 5 แสนรายได้รับผลกระทบ

รายงานข่าวจาก วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า กูเกิลรับรู้ว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวออกมาแต่อย่างใด และจากบันทึกรายงานภายในของบริษัท ระบุว่า การเปิดเผยเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเรียกความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแล

ก่อนหน้านี้ กูเกิลเปิดเผยว่า ช่องโหว่ในแพลทฟอร์มการพัฒนากูเกิล พลัส ได้ทำให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เช่น ชื่อของผู้ใช้งาน, ชื่ออีเมล์, อาชีพ, เพศ และอายุ มีความเสี่ยงที่จะถูกแฮกเกอร์โจมตี แต่กูเกิลยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานแสดงว่าแฮกเกอร์ได้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

ภาพ เอเอฟพี

ภัยไซเบอร์รายย่อยพุ่ง มุ่งปล้นเหมืองขุดเงินดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/567000

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ภัยไซเบอร์รายย่อยพุ่ง มุ่งปล้นเหมืองขุดเงินดิจิทัล

วันเพ็ญ พุทธานนท์

ในโลกของดิจิทัล นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่ตามมาไม่แพ้กันคือ ภัยคุกคามใหม่ๆ บนโลกไซเบอร์ ที่บรรดาแฮ็กเกอร์ทั้งหลายพยายามสรรหาวิธีการใหม่มาใช้โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเรียกค่าไถ่ การขโมยข้อมูลไปจนถึงการดูดทรัพยากรประมวลผลไปใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์ความปลอดภัย Midyear Security Roundup 2018 ของเทรนด์ไมโคร ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ค้นพบข้อมูลสำคัญของภัยคุกคามทางไซเบอร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ว่า อาชญากรไซเบอร์เริ่มเปลี่ยนจากการโจมตีที่เรียกความสนใจอย่างแรนซั่มแวร์มาเป็นการโจมตีแบบซุ่มเงียบ ด้วยเจตนาเพื่อขโมยเงินหรือแอบดูดทรัพยากรประมวลผลมาใช้ประโยชน์แทน

นิเลช เจน รองประธาน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย เทรนด์ไมโคร เปิดเผยว่า พบความพยายามในการแฮ็กทรัพยากรประมวลผลเพื่อขุดเงินคริปโท หรือ Crypto-Jacking ระบาดอย่างหนักในปีนี้ โดยเทรนด์ไมโครพบการตรวจจับการแอบขุดเหมืองเงินคริปโทเพิ่มขึ้นถึง 96% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับทั้งปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว ถือว่าเพิ่มขึ้นมากถึง 956% เลยทีเดียว

ข้อมูลดังกล่าวชี้ชัดว่าอาชญากรไซเบอร์ได้เปลี่ยนแนวทางจากการใช้แรนซั่มแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อให้ได้เงินอย่างรวดเร็ว มาเป็นการทำเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง และซุ่มเงียบอยู่เบื้องหลังด้วยการปล้นกำลังการประมวลผลของเหยื่อเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล

“จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอันตรายทางไซเบอร์ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น ได้สะท้อนให้เห็นว่าเหล่าอาชญากรทางไซเบอร์พยายามปรับเปลี่ยนเครื่องมือ เทคนิค และขั้นตอนกระบวนการโจมตีเพื่อยกระดับอัตราการติดเชื้อมัลแวร์อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงจำเป็นต้องประเมินระบบป้องกันอันตรายของตัวเองว่าเพียงพอต่อการสกัดกั้นอันตรายใหม่ๆ ได้หรือไม่” นิเลช เจน กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้คือ การพัฒนาของมัลแวร์รูปแบบใหม่อย่างเช่น แบบไร้ไฟล์ข้อมูล (Fileless) มาโคร และมัลแวร์ ในรูปไฟล์ขนาดเล็กมาก ซึ่งเทรนด์ไมโครตรวจพบมัลแวร์ที่ใช้ไฟล์ขนาดเล็กมากอย่าง TinyPOS เพิ่มขึ้นถึง 250% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว

ขณะที่โครงการ ZeroDayInitiative (ZDI) ได้เผยแพร่รายงานการตรวจพบช่องโหว่แบบ Zero-Day ใหม่กว่า 600 รายการ แค่ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2561 โดยค้นพบช่องโหว่ในระบบควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ SCADA มากถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ด้าน ปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ที่ผ่านมาทีม ZDI ของเทรนด์ไมโครพบว่า ภัยคุกคามทวีความรุนแรงมากขึ้น ช่องโหว่แบบ Zero-Day นั้นมากถึง 602 รายการ

พร้อมกันนี้ยังพบการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งเกิดจากการถูกจารกรรมในครึ่งปีแรกที่ตรวจพบประมาณ 1 ล้านรายการ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามต่างๆ ไม่ได้ลดลงไปเลย และคาดการณ์ต่อไปว่าในช่วงครึ่งปีหลังตลอดจนไปถึงปี 2562 จะมีเทคนิคการโจมตีแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอีกมากมายและร้ายแรงกว่าที่เป็นอยู่

จากการเผชิญกับอันตรายที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์กรทั้งหลายจำเป็นต้องรวมการจัดการด้านความปลอดภัยให้ประสานเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการเลือกผู้จำหน่ายที่สามารถให้บริการการปกป้องแบบหลายลำดับชั้นที่สมบูรณ์แบบ ที่ป้องกันได้ทั้งมัลแวร์ทั่วไป และอันตรายที่กำลังระบาดอย่างต่อเนื่อง

ประมูล900กร่อย ดีแทคยื้อยังไม่ยื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566981

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 09:53 น.

ประมูล900กร่อย ดีแทคยื้อยังไม่ยื่น

ชิงคลื่น 900 เหงา ดีแทคไม่มาตามนัด ขอพิจารณาถึง 16 ต.ค. ด้านเอไอเอสกับทรู ย้ำไม่สน

หลังจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) จากที่ก่อนหน้านี้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ย้ำว่าไม่เข้าประมูลตามจุดยืนเดิม

ทั้งนี้ เมื่อ 2 ใน 3 รายโทรคมนาคมรายใหญ่ประกาศชัดไม่เข้าประมูล ทางบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ซึ่งเดิมกำหนดจะเข้ายื่นประมูลคลื่น 900 วันที่ 9 ต.ค. ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนด

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ ดีแทค กล่าวว่า คงเลื่อนการยื่นซองประมูลไป เพราะกรณีไม่มีผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 9 ต.ค. ทาง กสทช.จะขยายเวลาไปถึงวันที่ 16 ต.ค. ซึ่งการลงทุนคลื่น 900 สูงถึง 3.79 หมื่นล้านบาท ต้องใช้เวลาพิจารณานาน และเมื่อถึงกำหนดต้องดูอีกทีว่าจะยื่นหรือไม่

รับฟังคืนคลื่นเข้าโหมด5จีหวังเริ่มปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566965

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 07:49 น.

รับฟังคืนคลื่นเข้าโหมด5จีหวังเริ่มปี'62

กสทช.เปิดประชาพิจารณ์คืนคลื่นความถี่คาดเริ่มปี 2562 ด้าน อสมท ชงบอร์ดพิจารณาความคุ้มค่าคืนคลื่น 2600 เมกะเฮิร์ตซ์

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2561 สำนักงาน กสทช.ได้เปิด รับฟังความเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยมีคลื่นความถี่เพียงพอสำหรับการเป็นพื้นฐานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทาง กสทช.จะตั้งคณะทำงาน ซึ่งมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเพื่อพิจารณาว่าคลื่นใดไม่ได้ใช้ประโยชน์ คลื่นใดใช้ไม่คุ้มค่า หรือจะสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่า และมีมหาวิทยาลัยของรัฐเข้ามาศึกษาว่าควรเป็นคลื่นใด และเมื่อการดำเนินออกประกาศเป็นไปตามขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าต้นปี 2562 จะเริ่มเรียกคืนคลื่นได้ ถ้าไม่มีข้อขัดแย้งอะไรภายใน 200 กว่าวันก็ดำเนินการเรียกคืนเสร็จ ภายในปีหน้านี้ก็คงชัดว่าจะมีการคืนคลื่นใดบ้าง แต่ในระยะแรกนี้คงดำเนินการ 1-2 คลื่นก่อน ทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามโรดแมปที่สำนักงาน กสทช.ต้องเตรียมความพร้อมให้ไทยเข้าสู่ 5จี

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท กล่าวว่า เบื้องต้นมีส่วนของคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่ กสทช.ประสานที่จะเรียกคืน ซึ่ง อสมท ยินดีสนับสนุนการนำคลื่นความถี่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสาธารณะ แต่หน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องเข้าใจถึงบริบทของเทคโนโลยี และมิติของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงด้วย โดยจะนำผลจากการรับฟังความ คิดเห็นนี้ไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัทต่อไป ปัจจุบันบริษัท อสมท ถือคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ทั้งหมด 144 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่วิทยุอยู่ 62 สถานีทั่วประเทศ

เครื่องใช้ไฟฟ้าทรานส์ฟอร์ม เร่งสร้างดีมานด์ใหม่ไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566872

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

เครื่องใช้ไฟฟ้าทรานส์ฟอร์ม เร่งสร้างดีมานด์ใหม่ไอโอที

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เทรนด์ไอโอที ในระดับการใช้งานในบ้าน หรือเรียกว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Internet of Things : IoT) ที่มีการสั่งงานทั้งบนสมาร์ทโฟนและการสั่งงานด้วยเสียงกำลังรอวันแจ้งเกิดในไทย 3 ปีข้างหน้า

นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแอลจี เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างอเมริกามีอัตราการใช้งานภายในบ้านราว 30-40% สำหรับในไทยการใช้งานไอโอทีในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ายังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้น ในกลุ่มสมาร์ททีวีใช้ระยะเวลาสร้างตลาด 7 ปี อัตราการใช้งานในครัวเรือนมีสัดส่วน 50% และขณะนี้เพิ่มเป็น 60% ของมูลค่าตลาดสมาร์ททีวี 3 หมื่นล้านบาท

สำหรับการใช้งานกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีประเภทอื่นๆ พบว่าผู้ประกอบการเดินหน้าสร้างตลาดในกลุ่มเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ถือว่ามีอัตราการเติบโตเท่าตัว คาดว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดดังกล่าวจะมีอัตราการใช้ในครัวเรือน 10-30% ในปีนี้บริษัทได้เพิ่มจำนวนรุ่นเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอที 40 รุ่น หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ของพอร์ตโฟลิโอ จากเมื่อปี 2560 มีเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวเพียง 10 รุ่นเท่านั้น และนโยบายในปีหน้าจะเพิ่มสินค้าในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีเติบโตหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าที่ลูกค้าต้องเข้าถึงได้ง่าย เหมือนเช่นในยุคเริ่มต้นสมาร์ททีวีราคาจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อราคาถูกลงส่งผลให้ตลาดขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีมีความแตกต่างอย่างไร ประโยชน์ที่ได้รับ เช่น ความสะดวกสบายต่อชีวิต การประหยัดค่าใช้จ่ายและพลังงาน รวมไปถึงความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าโอไอทีในอนาคตจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทำให้หลายแบรนด์ตอกย้ำวิสัยทัศน์ด้านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เช่น แบรนด์ซัมซุง ให้ความสำคัญการยกระดับการใช้งานอุปกรณ์ภายในบ้านแบบไร้รอยต่อ หลอดไฟฟ้าฟิลิปส์ ในปีนี้วางยุทธศาสตร์ชัดเจนกับแพลตฟอร์มสู่ตลาดไอโอที สู่การดำเนินธุรกิจหลอดไฟที่ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการเชื่อมต่อไปสู่สินค้าและบริการอื่นๆ ได้ด้วย

พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอทีและดิจิทัล บริษัท เออาร์ไอพี กล่าวว่า ผู้ที่ซื้อสินค้าอุปกรณ์ไอโอที มองว่าจะเป็นกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป คือ เป็นผู้มีกำลังการซื้อสูงและมองหาความสะดวกสบายให้กับชีวิต ในปีหน้าเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มอุปกรณ์ไอโอทีที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะนี้ยังมีแบรนด์ขนาดเล็กจากจีนเข้ามาทำตลาดเป็นหลัก หากแบรนด์ใหญ่เข้ามาทำตลาดจะยิ่งผลักดันให้เติบโต

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยกำลังจะทรานส์ฟอร์เมชั่น จากอดีตเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ายุคอะนาล็อก ก้าวไปสู่ระบบดิจิทัล และขณะนี้กำลังก้าวสู่ไอโอที แม้ว่าจะขับเคลื่อนอย่างช้าๆ แต่เชื่อว่าตลาดมาแน่นอน งานนี้อยู่ที่ว่าแบรนด์ใดจะมีนวัตกรรมที่โดนใจผู้บริโภคในยุค 4.0 ได้ดีกว่ากันจะเป็นผู้ครองตลาดไป

นัดถกเอกชนเคลียร์พื้นที่เน็ตชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566654

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 08:27 น.

นัดถกเอกชนเคลียร์พื้นที่เน็ตชายขอบ

คณะกรรมการตรวจรับฯ เตรียมเชิญทรู แคท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และทีโอที หารือ 11 ต.ค.เร่งแก้ปม ติดตั้งเน็ตชายขอบ

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่ง ชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2561 ได้มีการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในการจ้างบริการ โครงการหมู่บ้านชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ซึ่งในวันที่ 11 ต.ค. 2561 จะเชิญผู้ประกอบการ จากกลุ่มบริษัททรู บริษัท กสท โทรคมนาคม (แคท) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น และบริษัท ทีโอที ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการติดตั้งอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายขอบ เข้าหารือที่สำนักงาน กสทช. เพื่อหา ข้อสรุปการเข้าไปติดตั้งอินเทอร์เน็ตใน พื้นที่ทับซ้อน ตลอดจนติดตามความ คืบหน้าของการส่งมอบโครงการ

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัททรู แคท และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้ส่งมอบโครงการแล้ว กว่า 90% โดยส่วนที่เหลือติดปัญหาการเข้าพื้นที่ เนื่องจากเป็นเขตที่กฎหมายห้ามรุกล้ำ ซึ่งสำนักงาน กสทช.ได้ประสานงานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว เพื่อขอเข้าพื้นที่ดำเนินการติดตั้ง ซึ่งกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานกับโครงการเน็ตชายขอบโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ในการส่งมอบโครงการล่าช้าของทีโอที ทางคณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุในการจ้างบริการ โครงการหมู่บ้านชายขอบ ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ส่งหนังสือทวงถามไปยังทีโอที รวมถึงจัดทำหนังสือแจ้งจุดตรวจรับที่มีปัญหาให้กับทีโอที ซึ่งได้พบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดี อุปกรณ์ขึ้นสนิม โดยจุดติดตั้งอินเทอร์เน็ตที่ทีโอทีส่งมอบประมาณ 10% คณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ โครงการหมู่บ้านชายขอบได้ลง พื้นที่ตรวจสอบแล้ว 5% และส่วนใหญ่ยังมีปัญหาอยู่หลายจุด

“เราจะรวบรวมข้อมูลที่คณะ กรรมการตรวจรับพัสดุฯ ลงพื้นที่จุดตั้งอินเทอร์เน็ตของทีโอทีและพบปัญหา ซึ่งจะส่งหนังสือแจ้งให้ทีโอทีรับทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนพื้นที่ที่ทีโอที ยังไม่ได้ส่งมอบ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะจัดทำหนังสือทวงถามไปยังทีโอที” แหล่งข่าวเปิดเผย

พระเครื่อง 3 มิติ เทคโนโลยีต่อยอดเครื่องราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566449

  • วันที่ 04 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

พระเครื่อง 3 มิติ เทคโนโลยีต่อยอดเครื่องราง

วันเพ็ญ พุทธานนท์

ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยสำหรับผู้ชนะในโครงการ Young Technopreneur 2018 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 7 โดย บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยผู้ชนะรางวัล สามารถ อินโนเวชั่น อวอร์ด (SIA) ในปีนี้ ได้แก่ ผลงานพระเครื่อง 3 มิติ โดย บริษัท เวิลด์ อมูเล็ต 3 ดี รับเงินรางวัล 2 แสนบาท

ขณะที่รางวัลที่ 2 ได้แก่ ผลงาน Active Boost ไมโครแคปซูลอัจฉริยะ และรางวัลที่ 3 เป็นผลงาน คิดถึง แอพพลิเคชั่นแหล่งรวมบริการรถยนต์ครบวงจร

ศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. เปิดเผยว่า ในปีนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในโครงการดังกล่าวถึง 138 โครงการ จากนั้นได้คัดเลือกเหลือ 64 ทีม ที่มีโอกาสเป็นไปได้ทางธุรกิจและได้รับการอบรมในการเขียนแผนธุรกิจ ไปร่วมบูธแคมป์และศูนย์วิจัยของ สวทช. แล้วคัดเลือกเหลือ 20 ทีม ที่มีการอบรมอย่างเข้มข้นอีกครั้ง ซึ่งเกณฑ์ในการตัดสินจะพิจารณาจากผลงานที่มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจไม่ต่ำกว่า 70%

สำหรับโครงการในปี 2562 ได้กำหนดหัวข้อในการประกวดให้รองรับกับแผนแม่บทในการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้และต่อยอด โดยเน้นไปที่เทคโนโลยีด้านหลักๆ ได้แก่ เทคโนโลยีอาหารและการเกษตร เทคโนโลยีการแพทย์และบริการเพื่อผู้สูงอายุ เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว เทคโนโลยีด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์และออโตเมชั่น รวมถึงเทคโนโลยีไอโอที

ทั้งนี้ ผลงานพระเครื่อง 3 มิติ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ นำเสนอโดย ภูมินทร์ โพธยากูล และ วรวลัญช์ โพธยากูล สองพี่น้องที่มองเห็นว่าพระเครื่องเป็นตลาดที่ได้รับความนิยมและขยายตลาดไปถึงกลุ่มนักลงทุนและนักสะสมทั่วโลก ส่งผลให้เป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงมาก ซึ่งจากการศึกษาวงการพระเครื่องพบว่า มีความ “ยาก” คือการเข้าถึงพระที่เป็นต้นแบบยาก “เยอะ” คือมีจุดพิจารณาเยอะ และ “สูง” คือมีราคาสูง

นอกจากนี้ ยังต้องการอนุรักษ์พระเครื่องที่ถือเป็นอีกหนึ่งมรดกวัฒนธรรมให้คงอยู่ จึงคิดค้นนวัตกรรมที่ต้องการตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มพระเครื่องทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยการผนวกเทคโนโลยี 3 มิติ จากประสบการณ์ความรู้ด้านการถ่ายภาพ พร้อมทั้งนำปัญหาจากการศึกษาพระแท้ ซึ่งเป็นองค์ความรู้จากเซียนพระมาสร้างเป็นเทคโนโลยีศึกษาพระเครื่อง 3 มิติ ที่สามารถดูพระเครื่องแท้ได้แบบพาโนรามา 360 มุมมอง รองรับ 3 ภาษา และระบบซื้อขาย ประมูล ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองเห็นโอกาสธุรกิจในโลกออฟไลน์ ด้วยการผลิตหนังสือพระออกวางจำหน่ายเพราะมองเห็นโอกาสจากตลาดวงการพระเครื่องที่มีมูลค่านับ 2 หมื่นล้านบาท โดยขณะนี้ผลิตออกมาแล้ว 4 เล่ม และจะออกวางจำหน่ายอีก 3 เล่มในปีนี้ โดยปัจจุบันธุรกิจหนังสือทำรายได้ถึง 2 ล้านบาท

นับเป็นการนำเทคโนโลยีมาต่อยอดเพิ่มมูลค่ากลุ่มเครื่องรางได้อย่างเห็นผลชัดเจนทีเดียว

“สิงเทล”จับมือ”เอไอเอส”ลุยฟินเทคไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566429

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 20:48 น.

"สิงเทล"จับมือ"เอไอเอส"ลุยฟินเทคไทย

กลุ่มสิงเทล ร่วมเอไอเอส รุกธุรกิจบริการชำระเงินด้วยมือถือข้ามประเทศ ปูพรมไทย-สิงคโปร์ เร่งผนึกอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย

นายอาเธอร์ แลง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสิงเทล อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทจับมือร่วมกับเอไอเอส เปิดตัวเวีย (VIA) เครือข่ายบริการชำระเงินด้วยมือถือข้ามประเทศเป็นรายแรก โดยให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านอี-วอลเล็ตของค่ายมือถือตัวเองได้ระหว่างอยู่ต่างประเทศ ก้าวสู่การสร้างธุรกิจสังคมไร้เงินสดแบบไร้พรมแดนในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ บริษัทจะเริ่มเปิดให้บริการสิงคโปร์-ไทย เป็นแห่งแรก โดยลูกค้าจากสิงคโปร์สามารถใช้ อี-วอลเล็ต สิงเทล แดช (Singtel Dash) ชำระเงินในไทย ส่วนลูกค้าไทยจะใช้แรบบิท ไลน์ เพย์ ผ่านแอพพลิเคชั่น เอไอเอส โกลบอล เพย์ และสามารถชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดที่มีสัญลักษณ์ VIA หรือไทย คิวอาร์โค้ด ด้วยสกุลเงินของประเทศตัวเองโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องกังวลกับอัตราแลกเปลี่ยน

ขณะที่บริษัทจะผนึกกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน เดินหน้าสร้างเครือข่ายระบบการชำระเงินไร้เงินสดให้ทั่วภูมิภาค โดยภายในปีนี้จับมือร่วมกับผู้ให้บริการโครงข่าย Telkomsel ในอินโดนีเซียอย่างแน่นอน และมีแผนจะขยายไปผู้ให้บริการโครงการ Airtel ในอินเดีย และจับมือร่วมผู้ให้บริการ Glode ในฟิลิปปินส์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

“ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังตลาดของกลุ่มสิงเทลในภูมิภาคเอเชียจำนวนกว่า 80 ล้านคน โดยจำนวนนี้มากกว่า 1.5 ล้านคน/ปี ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสิงคโปร์และไทย และตัวเลขนี้ยังคงมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสิง เทล กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจในเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา มีฐานลูกค้ามากกว่า 700 ล้านคนใน 22 ประเทศ” นายแลง กล่าว

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์โมบิลิตี้ เพย์เมนต์ เป็นมิติใหม่ที่จะยกระดับสังคมไร้เงินสดของไทย โดยคนไทยที่เดินทางไปสิงคโปร์ใช้จ่ายผ่านอี-วอลเล็ตกับร้านค้าที่ร่วมบริการเวีย โดยมีสินค้าและบริการกว่า 2 หมื่นร้านค้าทั่วสิงคโปร์

ด้านจำนวนร้านค้าในไทยที่เข้าร่วมโครงการเวียขณะนี้มากกว่า 1.6 ล้านแห่งทั่วประเทศ และจะเพิ่มเป็น 2.6 ล้านแห่ง สำหรับปัจจุบันลูกค้าสิงคโปร์ใช้อี-วอลเล็ต เมื่อมาซื้อสินค้าในไทย และคนไทยใช้จ่ายผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ผ่านแอพพลิเคชั่นเอไอเอส โกลบอล เพย์ เมื่อไปสิงคโปร์ รวมจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 5 แสนราย

สำหรับจำนวนผู้ใช้งานบริการ บริษัทยังมองว่าโอกาสยังเติบโตอีกมาก เนื่องจากฐานผู้ใช้งานไลน์ในไทยกว่า 42 ล้านราย พร้อมที่จะใช้บริการเวีย โดยจำนวนนี้มีผู้ใช้แรบบิท ไลน์ เพย์ จำนวนกว่า 5 ล้านราย โดยบริษัทจะมีรายได้จากผู้ใช้บริการผ่านทางร้านค้า ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเอไอเอส โกลบอล เพย์ เพื่อไปใช้งานที่สิงคโปร์ได้

เดลล์แนะธุรกิจไทย เร่งปฏิรูปรับดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566339

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

เดลล์แนะธุรกิจไทย เร่งปฏิรูปรับดิจิทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์เทคโนโลยี (Dell Technologies Digital Transfoemation Index : DT index) ร่วมกับอินเทล ได้ทำการสำรวจ 42 ประเทศ โดยมีองค์กรธุรกิจ 4,600 แห่ง ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้องค์กรภายในประเทศ ไทยขนาดกลางและใหญ่ 100 บริษัท เพื่อจับความก้าวหน้าในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของธุรกิจในประเทศไทย

นพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์เทคโนโลยี พบว่า องค์กรธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ 71% ของผู้นำธุรกิจไทย เชื่อว่าองค์กรของตนต้องพยายามเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าภายในระยะเวลา 5 ปี

ขณะที่แผนลงทุน 1-3 ปีข้างหน้า ธุรกิจไทยเน้น 7 ด้าน ได้แก่ 1.ตั้งใจลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ 73% ซึ่งไม่แตกต่างกับองค์กรทั่วโลกที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก 2.ลงทุนด้านมัลติ-คลาวด์ 63% 3.ลงทุนด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ 61% 4.ลงทุนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) 56% 5.ลงทุนเทคโนโลยีไอโอที 55%

นอกจากนี้ พบว่าธุรกิจจำนวนมากวางแผนทดลองใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่มเกิด 6.ลงทุนบล็อกเชน 55% และ 7.การลงทุนระบบการรับรู้ได้เองและเออาร์/วีอาร์ 40%

อย่างไรก็ดี ผู้นำในระดับผู้บริหารองค์กร 45% มีทั้งความกลัวว่าจะเข้ามาดิสรัปชั่นและหวังว่าเทคโนโลยีจะมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในส่วนผู้บริหาร 33% หวั่นเกรงว่าตนจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง

“องค์กรไทยที่อยู่ในกลุ่มผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล 40% มีแผนงานและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าในองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูปองค์กร ส่วนองค์กร 1 ใน 4 บริษัทที่เป็นผู้ตามในเรื่องดิจิทัล และผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล เป็นบริษัทที่ก้าวช้าหรือไม่มีแผนงานดิจิทัล หากเปรียบเทียบผู้นำดิจิทัลในอเมริกามีสัดส่วน 6% จากจำนวนองค์กร 200 บริษัท แต่มีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไทยไปแล้ว” นพดล กล่าว

ทั้งนี้ การลงทุนเทคโนโลยีธุรกิจไทย 69% เพื่อช่วยเร่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ส่วน 45% ของธุรกิจสร้างระบบรักษาความปลอดภัย สำหรับ 65% กำลังพยายามอย่างหนักในการพัฒนาทักษะ รวมถึงความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร และ 52% แบ่งปันความรู้ในทุกฟังก์ชั่นงาน

สำหรับอุปสรรคที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัลมี 5 อันดับ ได้แก่ 1.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ 53% 2.วัฒนธรรมด้านดิจิทัลที่ยังไม่แข็งแรงพอภายในบริษัท 49% 3.ขาดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่สอดคล้อง 48% 4.ขาดเทคโนโลยีในการทำงานให้ทันต่อธุรกิจ 45% และ 5.ขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร 43%

องค์กรที่วางเทคโนโลยีไว้เป็นศูนย์กลาง จะได้รับประโยชน์จากโมเดลธุรกิจดิจิทัล รวมถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการทุกสิ่งได้ในแบบอัตโนมัติและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ซึ่งเป็นสาเหตุที่การปฏิรูปสู่ดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาเป็นอันดับ 1 นั่นเอง

“amazon”ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพนักงานเป็นชั่วโมงละ15ดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566312

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 19:29 น.

"amazon"ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพนักงานเป็นชั่วโมงละ15ดอลลาร์

“แอมะซอน”ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพนักงานทั่วสหรัฐเป็นชั่วโมงละ15ดอลลาร์ หรือราว 485 บาท

บริษัทแอมะซอน ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของโลก ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับพนักงานทั่วสหรัฐสู่ระดับ 15 ดอลลาร์/ชั่วโมง หรือราว 485 บาท/ชั่วโมง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าวจะช่วยให้พนักงานแอมะซอนจำนวนมากกว่า 250,000 คนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงพนักงานพาร์ทไทม์, พนักงานชั่วคราว และพนักงานที่บริษัทจ้างตามฤดูกาลอีก 100,000 คน

ส่วนพนักงานที่ได้รับค่าจ้างที่ระดับ 15 ดอลลาร์/ชั่วโมงอยู่แล้ว ก็จะได้รับการปรับเพิ่มค่าจ้างขึ้นอีก

ที่ผ่านมา ค่าจ้างของพนักงานแอมะซอนจะแตกต่างกันตามสถานที่ตั้งของสาขาในแต่ละรัฐ โดยพนักงานในคลังสินค้าในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ได้รับค่าจ้าง 10 ดอลลาร์/ชั่วโมง ขณะที่พนักงานในรอบบิ้นส์วิลล์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ได้รับ 13.50 ดอลลาร์/ชั่วโมง

ภาพ เอเอฟพี