องค์กรเผชิญความท้าทาย ‘ดีลอยท์’แนะทรานส์ฟอร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566236

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

องค์กรเผชิญความท้าทาย ‘ดีลอยท์’แนะทรานส์ฟอร์ม

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีน้อยมาก การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคก็น้อย สมรภูมิการแข่งขันก็ไม่มากเท่ากับปัจจุบัน แต่ในยุคนี้องค์กรเผชิญกับความท้าทายเกิดการเปลี่ยนถ่ายบุคลากร เป็นแรงกดให้องค์กรต้องลุกขึ้นมาทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

เกสรา ศักดิ์มณีวงศา หุ้นส่วนที่ปรึกษาด้านธุรกิจ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ เปิดเผยว่า การทรานส์ฟอร์มองค์กร ประกอบด้วย 6 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เป้าหมายขององค์กรต้องมีความชัดเจน และทำการสื่อสารถึงในระดับปฏิบัติการ เพื่อรับรู้ถึงวิสัยทัศน์และร่วมขับเคลื่อนด้วยกัน 2.ความสามารถขององค์กร อะไรเป็นจุดสำคัญและมุ่งเน้นไปที่เสาหลักของธุรกิจ 3.โปรแกรมการบริหารจัดการองค์กร 4.การสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร ซึ่งต้องมองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

สำหรับด้านที่ 5 แนวคิดการทำงานของบริษัทยุคใหม่ (Agile) โดยเฉพาะ งานไอที เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ดีเวลอปเมนต์ ไม่ต้องรอให้พร้อมแต่เลือกดึงบางส่วนและทำให้ประสบความสำเร็จ ทำให้คนได้เห็นผลและเกิดกำลังใจทำไปต่อ หรือนำบทเรียนมาปรับปรุง 6.การทรานส์ฟอร์เมชั่น ต้องสร้างทีมโดยเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพมาทำทรานส์ฟอร์มและหาทีมที่มาต่อยอดทำงานที่เป็นอนาคตขององค์กร เพื่อให้บุคลากรสำคัญโฟกัสเส้นทางการทรานส์ฟอร์มได้

ทั้งนี้ หากองค์กรไม่ปรับจะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในธุรกิจได้เพราะโลกเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต้องเผชิญการแข่งขันทั้งจากคู่แข่งทางตรง และโดยเฉพาะสตาร์ทอัพใช้เทคโนโลยีดิสรัปชั่นหรือล้มล้างธุรกิจเก่าที่ปรับตัวไม่ทัน ตลอดจนพฤติกรรมลูกค้า รวมบุคลากรในองค์กรที่มีหลากหลายเจเนอเรชั่น ทำให้ต้องกลับมามองใหม่เพื่อทำให้องค์กรเกิดประสิทธิภาพ

“การปรับเปลี่ยนองค์กรหรือทรานส์ฟอร์ม สิ่งแรก คือ บุคลากรต้องเปลี่ยนโฉมใหม่ ต้องคอลลาบอเรชั่นหรือความร่วมมือกันทุกภาคส่วนและเป็นสเต็ปไปสู่การทำงาน ประกอบด้วย การมามองว่าองค์กรมีแรงกดดันด้านใดที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงมากหรือน้อย และเป้าหมายมีความยิ่งใหญ่แค่ไหนและมีวัตถุประสงค์อย่างไร”

นอกจากนี้ องค์กรต้องเอกซเรย์เพื่อดูองค์กรขีดความสามารถว่าพร้อมที่จะเปลี่ยน และพิจารณาว่าขั้นตอนใดที่ต้องทำก่อนและอะไรต้องทำหลัง จากนั้นถึงจะลงทุนเม็ดเงิน และหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ระดับผู้บริหารแต่ต้องขับเคลื่อนทั้งหมด ทรานส์ฟอร์เมชั่นมีองค์ประกอบมากมาย ไม่ต้องรอให้พร้อม ให้ต้องมองว่าคีย์ขององค์กรคืออะไร และการสร้างองค์กร เอาสิ่งที่คิดมาลงสู่สนามจริง

อย่างไรก็ดี การทรานส์ฟอร์มองค์กรสิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ ต้องทำภาพทรานส์ฟอร์มมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าลูกค้าของเราไม่ได้ใช้มือถือเยอะก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยน วิเคราะห์สร้างขีดความสามารถให้เกิดความแตกต่าง สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนมีทั้งเรื่องบุคลากร คือการเตรียม พร้อม เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารรู้สึกหนักใจมาก ถ้าบุคลากรไม่พร้อม ควรพิจารณาว่าควรรับสมัครเพิ่มไหม ส่วนเรื่องเทคโนโลยีต้องกลับมาดูว่า ให้สร้างการแข่งขันได้ดีหรือไม่

การทรานส์ฟอร์มองค์กรไม่ใช่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นการเดินทางขององค์กร เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถขยายตลาด สร้างความพึงพอใจลูกค้าและยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ดิสรัปชั่นนั่นเอง

แนะธุรกิจปรับระบบเครือข่าย รับไอโอที แมชีนเลิร์นนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566126

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

แนะธุรกิจปรับระบบเครือข่าย รับไอโอที แมชีนเลิร์นนิ่ง

โดย…วีเอ็มแวร์

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือเอไอ) แมชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning หรือเอ็มแอลและ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things หรือไอโอที) กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก บริษัททั้งหลายเริ่มตระหนักว่าเทคโนโลยีเหล่านี้พร้อมแล้วสำหรับนำมาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ไอดีซีคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านไอโอทีทั่วโลกจะพุ่งขึ้นสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 โดยเพิ่มมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ผลการสำรวจของเอเชีย ไอโอที บิซิเนส แพลตฟอร์ม (AIBP) ระบุว่า ในปี 2561 มี 92% ขององค์กรไทยมีแผนงานด้านไอโอที โดย 35% อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล 29% มีข้อมูลพร้อมดำเนินการ และ 28% ได้ดำเนินการไปแล้ว

ความตื่นตัวเรื่องไอโอทีในไทยที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลจากนโยบายภาครัฐ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ รัฐเพิ่งจัดสรรงบประมาณกว่า 3,900 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA เพื่อดำเนินงานเรื่องนี้ในระยะเวลา 5 ปี

บรูซ เดวีย์ รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ เอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีด้านแมชีนเลิร์นนิ่งก้าวหน้าไปมาก อาทิ สามารถเอาชนะมนุษย์ได้ในงานด้านการจดจำภาพตัวอย่างเช่น การแยกแยะภาพต่างๆ ของลูกสุนัขและมัฟฟินออกจากกัน ในปี 2553 อัตราการผิดพลาดยังอยู่ที่ 30% แต่ในปี 2559 หลังจากผ่านการฝึกฝนด้วยข้อมูลจำนวนมาก อัตราการผิดพลาดลดลงเหลือเพียง 4% เท่านั้น

ขณะที่องค์กรสามารถนำแนวคิดด้านแมชีนเลิร์นนิ่งไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย อาทิ การรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากระบบตรวจจับสามารถเรียนรู้และอัพเดทคุณลักษณะที่เป็นภัยคุกคามด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากการประมวลจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก แมชีนเลิร์นนิ่งจึงจำเป็นต้องพึ่งพาคลาวด์

ในยุคนี้ข้อมูลมักกระจัดกระจายมากขึ้น โดยย้ายจากศูนย์ข้อมูลขององค์กรไปสู่คลาวด์และจากคลาวด์ไปสู่ชายขอบ (Edge) แอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในกำแพงของศูนย์ข้อมูลเท่านั้น ทุกวันนี้หลายบริษัทใช้ศูนย์ข้อมูลควบคู่ไปกับคลาวด์ และย้ายแอพพลิเคชั่นบางตัวไปไว้บนเครือข่ายชายชอบ เพื่อประมวลผลข้อมูลในจุดที่ใกล้กับการใช้งาน

สำหรับเทคโนโลยีไอโอทีก็จำเป็นต้องอาศัยคลาวด์ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากบริเวณชายขอบเช่นกัน เมื่อสภาวะแวดล้อมด้านไอทีขององค์กรเป็นไปในรูปแบบผสมผสาน อีกทั้งยังทวีความซับซ้อนมากขึ้น

ในสภาวะใหม่ดังกล่าวมาส่งผลให้ทีมไอทีต้องเผชิญกับงานที่ท้าทายว่าจะกำหนดนโยบายต่างๆ ตลอดจนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร

สภาวะที่มีการกระจายตัวเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายคลาวด์เสมือน (Virtual Cloud Network) ที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจากที่ใดก็ตาม สถาปัตยกรรมใหม่ที่มีความปลอดภัยจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่กระจายอยู่ในศูนย์ข้อมูลคลาวด์และชายขอบได้โดยง่าย

อย่างไรก็ดี การจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไอโอทีและแมชีนเลิร์นนิ่งอย่างเต็มที่ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้เครือข่ายคลาวด์เสมือนที่ช่วยผลักดันให้ตนรุดไปข้างหน้า ไม่ใช่ถูกฉุดรั้งและทิ้งไว้ข้างหลัง

เบื้องหลังเอเยนซี อันดับ 6 ของเอเชีย (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566124

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

เบื้องหลังเอเยนซี อันดับ 6 ของเอเชีย (2)

โดย…CJWORX

แนวคิดของคนทำโฆษณาของ CJ WORX ระเบิด-ธนสรณ์ เจนการกิจ Executive Creative Director คนใหม่ ที่มาควบดู Company Vision ของบริษัท Submarine บริษัท ในเครือของ CJ WORX ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ Grand Prix Cannes Lion ตัวแรกของประเทศไทยจากผลงาน The Unusual Football Field

เขาอาจเรียกตัวเองว่า เป็นคนโฆษณาไม่เต็มปาก แต่เรียกตัวเองว่า Creative Solution ให้ลูกค้ามากกว่า เพราะมากกว่าการขายของ มากกว่าการโฆษณา แต่มันคือการบิวด์แบรนด์ บิวด์ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ในฐานะศิษย์เก่าสถาปัตย์จุฬาฯ คุณระเบิดมีมุมมองว่า การโฆษณาไม่ต่างกับการสร้างบ้าน เพราะการทำโฆษณาคือ การก่อสร้างแบรนด์เริ่มตั้งแต่การสร้างฐานรากไปจนตัวอาคาร ตกแต่งจนสวยงามมีคนเข้าอยู่ และชื่นชอบ และเราก็เช่นกันที่ร่วมกันกับลูกค้าเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ จนประสบความสำเร็จ เหมือนลูกค้าเป็นเพื่อนสนิทของเรา ที่กำลังสร้างอะไรมาด้วยกัน และประสบความสำเร็จด้วยกัน

แม้ว่าในบางครั้งความคิดสร้างสรรค์อาจมีตันบ้าง แต่วงการโฆษณาเป็นเรื่องเซ็กซี่ ทำให้สนุกทุกวันที่ได้โจทย์ เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องคิดสร้างสรรค์ใหม่ตลอด ไม่หยุดนิ่งหรือทำอะไรเดิมๆ เพราะอาชีพเราคือ ต้องคิด แต่ถ้าคิดไม่ออกก็ปล่อยวางไปทำอย่างอื่น แต่พื้นฐานต้องเป็นคนหาข้อมูลเยอะๆ

ดังนั้น ทำให้ต้องอ่านหนังสือเยอะ ไม่ว่าจะการ์ตูน หรือตำรา ฟังวิทยุ ติดตามข่าว รู้สิ่งรอบตัว รับข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อมาต่อยอดความคิด

ไม่ได้ขึ้นอยู่ว่า ข้อมูลเปิดรับ หรือความคิดต้องมีสาระหรือเปล่าบางครั้งการคิดเพ้อเจ้อคิดไร้สาระ ก็กลายมาเป็นงานโฆษณาในอีกหลากหลาย เพียงแต่เราต้องต่อยอดความคิดและขับเคลื่อนไอเดียจากความสนุกและแพสชั่นที่เราหลงใหลในการอยากคิดกับมัน สุดท้ายมันจะออกมาเป็นผลงานที่เราภูมิใจ

นี่เป็นอีกหนึ่งบุคลากรคนรุ่นใหม่จากจำนวนเกือบ 200 คน ที่ขับเคลื่อนเอเยนซีของเรา ที่ไม่ใช่แค่เพื่อรางวัล แต่เพื่อความสำเร็จของลูกค้า ที่เป็นความภาคภูมิใจของเรา

จับตา”สมาร์ทวอตช์” พัฒนาเพื่ออยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566148

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 12:18 น.

จับตา"สมาร์ทวอตช์" พัฒนาเพื่ออยู่รอด

ตลาดสมาร์ทวอตช์กำลังถึงจุดเปลี่ยน เนื่องจากได้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถหลากหลายตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากขึ้น

***********************

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ตลาดสมาร์ทวอตช์หรือนาฬิกาอัจฉริยะกำลังถึงจุดเปลี่ยน นอกจากจะเป็นอุปกรณ์สำหรับดูแลเรื่องของสุขภาพแล้ว ในอนาคตสมาร์ทวอตช์จะกลายเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญในชีวิตของคนไทย ไม่แตกต่างจากการมีสมาร์ทโฟนก็เป็นไปได้ ทั้งการแชตพูดคุยเชื่อมต่อกับไอโอที หรือกระทั่งการทำธุรกรรมการเงิน

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซังซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า ตลาดดีไวซ์ในไทยมีราว 15 ล้านเครื่องในแต่ละปี กลยุทธ์ของซัมซุงพัฒนานวัตกรรมใหม่ ล่าสุดเปิดตัวนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะรุ่นใหม่ กาแล็คซี่ วอตช์ รุ่นใหม่ รองรับการเชื่อมต่อ LTE ในตัว วางโพสิชั่นเป็นผู้ช่วยระบบดิจิทัลให้กับทุกช่วงเวลาในชีวิต

ทั้งนี้ ตลาดสมาร์ทวอตช์ของประเทศไทย ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกายหรือกระทั่งในขณะนอนหลับ ซึ่งพบว่าขณะนี้กระแสการวิ่งมาราธอนเพิ่มขึ้นมากในแต่ละปี และก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ดังนั้นสมาร์ทวอตช์เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่กลุ่มผู้รักการออกกำลังกายจะซื้อเพื่อตรวจจับขณะออกกำลังกาย รวมไปถึงผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ

“การพัฒนาซัมซุง กาแล็คซี่ วอตช์ ยังคงมุ่งเน้นนวัตกรรมทางสุขภาพเป็นหลัก ยังไม่มองถึงขั้นเป็นนาฬิกาอัจฉริยะสำหรับการชำระเงิน หรือในด้านต่างๆ แต่สามารถที่จะพัฒนาได้ในสเต็ปต่อไปหากพฤติกรรมของผู้บริโภคมีความพร้อม โดยเน้นการตรวจจับออกกำลังกายได้มากกว่า 39 รูปแบบ เก็บสถิติการนอน ทั้งการจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำหรือนัดสำคัญ” วิชัย กล่าว

ขณะที่คู่แข่งน้องใหม่สตาร์ทอัพจากจีน เดินหน้าพัฒนาสมาร์ทวอตช์ให้เป็นมากกว่าแค่นาฬิกาสำหรับการตรวจจับออกกำลังกาย เพราะปัจจัยที่ตลาดไม่เติบโต เนื่องจากไม่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ นอกจากนี้หากสมาร์ทวอตช์ไม่พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ในอนาคตต้องเผชิญกับการแข่งขันกลุ่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แว่นตา ที่ฝังเซ็นเซอร์ที่นับวันจะมีเพิ่มขึ้น

ชนินทร์ มโนชญากร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี กล่าวว่า ในอนาคตคนจะเริ่มใช้สมาร์ทวอตช์เป็นดีไวซ์อีกตัวหนึ่งที่ติดตามตัวนอกเหนือจากสมาร์ทโฟน บริษัทได้จับมือร่วมกับ Mobvoi สตาร์ทอัพในประเทศจีน ซึ่งกูเกิลได้เข้ามาลงทุนรุกตลาดสมาร์ทวอตช์ในไทยภายใต้แบรนด์ทิควอทช์ โดยปีหน้าจะพัฒนาสมาร์ทวอตช์ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นภาษาไทย และรุ่นที่สามารถใส่ซิมโทรศัพท์

นอกจากนี้ มีฟีเจอร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียสามารถสั่งงานด้วยเสียงและแปลงเป็นข้อความ ซึ่งทิควอทช์มีจุดเด่นที่สามารถใช้งานได้ทั้งระบบไอโอเอสและแอนดรอยด์ มีระบบ NFC Payment สามารถชำระเงินผ่านทิควอทช์ได้โดยตรง ขณะที่ราคาสินค้าถือว่าถูกกว่าคู่แข่ง 3 เท่าตัว ตอบโจทย์ของการใช้งานที่นอกเหนือจากเป็นสมาร์ทวอตช์สำหรับการดูแลสุขภาพ เบื้องต้นเจาะกลุ่มเป้าหมาย 28 ปีขึ้นไป

เมื่อปีที่ผ่านมา 2560 ตลาดอุปกรณ์แวร์เอเบิลทั่วโลกอยู่ที่ 125.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดสมาร์ทวอตช์อยู่ที่ 71.4 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม คงต้องจับตาสมาร์ทวอตช์พันธุ์ใหม่ที่เป็นศูนย์กลางทุกอย่างไว้บนนาฬิกาให้ดี เป็นมากกว่าฟีเจอร์ดูแลสุขภาพหรือฟังเพลง ซึ่งจะผลักดันให้ตลาดยิ่งเติบโตและเรียกว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใครๆ ก็ต้องซื้อ หลังจากที่ตลาดไม่ได้เติบโตแบบหวือหวามานาน

‘ดีแทค’ออกตัวชิงคลื่น900 นัดกสทช.ยื่นรับใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565910

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 09:31 น.

'ดีแทค'ออกตัวชิงคลื่น900 นัดกสทช.ยื่นรับใบอนุญาต

ราชกิจจาฯ ประกาศ หลักเกณฑ์ประมูลคลื่น 900 ดีแทค จ่อคิวรับเอกสารคำขอเข้าร่วมประมูล 1 ต.ค.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศคณะกรรมการ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 890-895/935-940 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 แล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวแทน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ประสานเข้ามายังสำนักงาน กสทช. ว่า ในวันที่ 1 ต.ค. 2561 จะเดินทางเข้ามารับเอกสารคำขอเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นวันแรกที่สำนักงาน กสทช.เปิดให้เข้ารับเอกสารคำขอจนถึงวันที่ 8 ต.ค. 2561 กำหนดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 9 ต.ค. 2561 และเตรียมเข้าสู่การประมูลในวันที่ 20 ต.ค. 2561

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. เปิดเผยรายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นตั้งแต่ปี 2555-2561 ในย่านความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 320,333 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการโทรคมนาคม 3 รายใหญ่ ได้แก่ กลุ่มบริษัท เอไอเอส กลุ่มบริษัท ทรู และกลุ่มบริษัท ดีแทค ได้มีการลงทุนตั้งแต่ปี 2555-2560 รวมเป็นเงินสูงถึง 461,403 ล้านบาท นายฐากร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 เป็นวันครบกำหนดการส่งมอบโครงการเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน เบื้องต้นผู้ประกอบการดำเนินโครงการแล้วเสร็จ 80-90% ห่วงแต่บริษัท ทีโอที จะส่งมอบโครงการได้ตามกำหนดหรือไม่ โดยต้องชี้แจงเข้ามาที่ กสทช. ภายใน 3-4 วันนี้

เอไอเอสผนึกเพิ่มพันธมิตรขยายใช้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565888

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 07:23 น.

เอไอเอสผนึกเพิ่มพันธมิตรขยายใช้บริการ

เอไอเอส จับมือ เจมาร์ท ลุยช่องทางเอ็กซ์คลูซีฟ ดึงซิงเกอร์บุกลูกค้าระดับหมู่บ้าน เล็งขายซิมไปจนถึงอินเทอร์เน็ตบ้าน

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะ ผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า บริษัทผนึกความร่วมมือกับเจมาร์ท เพื่อผสานจุดแข็งมอบประสบการณ์สินค้าและบริการดิจิทัล โดยเจมาร์ท ช็อป ซึ่งเป็นดิสทริบิวเตอร์สินค้าและบริการดิจิทัลให้กับ เอไอเอสแบบเอ็กซ์คลูซีฟ รวม 250 สาขา ด้วยการมีโปรโมชั่นพิเศษที่ออกแบบมาให้เฉพาะลูกค้าทั้งสอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ เอไอเอสยังจัดดิสเพลย์ภายในร้านให้ลูกค้าทดลองสัมผัสและการใช้งานจริง อาทิ คอนเทนต์บันเทิงระดับโลก เอไอเอสไฟเบอร์ การสมัครใช้งาน และใช้ศักยภาพของซิงเกอร์ เพื่อลงลึกทุกพื้นที่ระดับหมู่บ้านและตำบล จากการมีตัวแทนจำหน่ายกว่า 3,000 ราย ร้านซิงเกอร์ช็อป 187 สาขา

ทั้งนี้ ซิงเกอร์ในอีก 3 ปีจะขยายช่องทางแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 6,000 แห่ง จากสิ้นปีครบ 1,000 แห่ง ในอนาคตยังเตรียมร่วมมือจัดแพ็กเกจให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าซิงเกอร์ อาทิ มอบสิทธิพิเศษซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อม ซิมมือถือ เน็ตบ้าน เอไอเอสไฟเบอร์ ซึ่งเอไอเอสมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ

ขณะที่ปัจจุบันเอไอเอสมีช่องทางการให้บริการ ประกอบด้วย เอไอเอสและเทเลวิช 480 สาขา เอสบัดดี้ ซึ่งให้บริการระดับหัวเมืองในอำเภอกว่า 1,200 สาขา และเทสโก้ โลตัส 200 สาขา

“ประชากรไทยมี 69 ล้านคน อัตราการใช้มือถือ 94 ล้านเครื่อง หรือราว 135% ใช้โอกาสที่ลูกค้าจะใช้ดีไวซ์ใหม่ราว 15 ล้านเครื่อง/ปี นอกจากนี้ 20 ล้านคน/ปี อัพเกรดแพ็กเกจการใช้ดาต้า จากความร่วมมือครั้งนี้ช่วยขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านราย” นาย ปรัธนา กล่าว

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กล่าวว่า เดิมบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับโอเปอเรเตอร์ผ่านเจมาร์ทช็อป 3 แบรนด์ แบ่งเป็น เอไอเอส 40% ทรูมูฟ 30% และดีแทค 30% แต่จากนี้ไปจะจัดจำหน่ายให้กับ เอไอเอส 100% คาดว่าลูกค้าที่ใช้บริการรายเดือนกับเอไอเอสจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ยอดขายดีไวซ์ที่ผ่านมา1 แสนเครื่อง/เดือน

เอไอเอสลุยชิงผู้ใช้ดีแทคเริ่มย้ายค่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565796

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 08:00 น.

เอไอเอสลุยชิงผู้ใช้ดีแทคเริ่มย้ายค่าย

เอไอเอส เปิดศึกชิงลูกค้าดีแทคย้ายค่าย อัดโปรแรงลด 50% ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป กำลังซื้อฟื้น หั่นราคาล้างสต๊อก

น.ส.เบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าแผนกการตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวแคมเปญ ชวนย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเอไอเอส หลังจากพบว่าลูกค้าจาก ดีแทคย้ายเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญเพิ่มขึ้น จากการที่สัมปทานคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) หมดสัมปทาน วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับเอไอเอสจัดโปรโมชั่นลด 25-50% อาทิ รายเดือน แพ็กเกจ 4G Max Speed นาน 12 เดือน พร้อมฟรีค่าบริการ 1 เดือนแรก เริ่มต้น 344 บาท/เดือน จากปกติ 688 บาท และเปิดเบอร์ใหม่ iPhone X (256 GB) เหลือ 2.4 หมื่นบาท จาก 4.5 หมื่นบาท (ตามเงื่อนไข) และประกาศ 4G เครือข่าย เร็วขึ้น 15-30% ตั้งเป้าลูกค้าใหม่และย้ายค่ายจากงานนี้เพิ่มกว่าปกติอีก 2,000-3,000 ราย

ด้านดีแทค จัดโปรโมชั่นสมาร์ทโฟน ลดราคาสูงสุดถึง 80% และ โปรโมชั่น iPhone X (256 GB) ราคา 3.79 หมื่นบาท พร้อมของแถมแอปเปิ้ลวอตช์มูลค่า 1.59 หมื่นบาท

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น กล่าวว่า กำลังซื้อไตรมาส 4 มีสัญญาณฟื้น คาดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 31 วันที่ 27-30 ก.ย. จะอัด โปรโมชั่นเงินสะพัด 2,000 ล้านบาท โตเกือบ 10%

เร่งเดินหน้า5กฎหมายดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565794

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 07:52 น.

เร่งเดินหน้า5กฎหมายดิจิทัล

ดีอี เตรียมคลอดกฎหมายดิจิทัล 5 ฉบับ ชง ครม.ต้นเดือน ต.ค. 2561 ก่อนเสนอ สนช. ประกาศใช้ปี 2562

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายด้านดิจิทัล 5 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความ มั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  พ.ร.บ.สำนักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ พ.ร.บ.สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ได้ผ่านขั้นตอนกฤษฎีกา และกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ( ครม.) ภายในต้นเดือน ต.ค. 2561 ซึ่งหลังผ่าน ครม. กฎหมายทั้ง 5 ฉบับ จะนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และประกาศใช้ในปี 2562

ทั้งนี้ กฎหมายทั้ง 5 ฉบับ มี 3 ฉบับ ที่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ประกอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และ พ.ร.บ.สำนักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยตามกฎหมายการจัดตั้งสำนักงานใหม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้ผ่านมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา กล่าวได้ว่ากฎหมายมีความสมบูรณ์ ก่อนเข้าสู่ ครม.ต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อวันที่  24 ก.ย. 2561 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงาน โดยได้รายงานผลโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (เน็ตประชารัฐ) ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศในปี 2562

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีได้ ต่อยอดการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ผ่านความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารออมสิน ยกระดับอี-คอมเมิร์ซชุมชน ซึ่งจะบูรณาการระบบริหารงาน ณ จุดจำหน่าย (POS) ของไปรษณีย์ไทย เข้ากับร้านค้าธงฟ้า ประชารัฐ ของกระทรวงพาณิชย์ และ เชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการคลัง ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้การทำงานภาครัฐมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในสัปดาห์หน้า

นายพิเชฐ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ครม.ได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม กิจกรรมที่ 1 การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) จำนวน 1,072 ล้านบาท ได้ถึงเดือน ธ.ค. 2561 จากเดิม ที่ปิดงบประมาณ เดือน ก.ย.

“สตาร์ทอัพการเมือง” ของแบบนี้ก็มีด้วย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565742

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 15:41 น.

"สตาร์ทอัพการเมือง" ของแบบนี้ก็มีด้วย?

รู้จักกับสตาร์ทอัพด้านการเมือง ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ตรงจุดมากขึ้น

การเมืองกับธุรกิจเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ขาด ทั้งสองต่างเป็นองค์ประกอบของกันและกันในทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นในญี่ปุ่นมีสิ่งที่เรียกว่า ไซบัตสึ หรือกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ขาที่พยุงระบบการปกครองญี่ปุ่นเอาไว้ ประกอบด้วย การเมือง ข้าราชการ และภาคธุรกิจ

แต่เรื่องนี้ไม่แปลก และหลายประเทศก็มีโมเดลคล้ายๆ กัน แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการเมืองล่ะ? ใครล่ะจะไปคาดคิดว่า สตาร์ทอัพก็มีแนวการเมืองด้วย?

ธุรกิจกลุ่มนี้เรียกว่า การเมืองไฮเทค หรือ Political tech

อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้วกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ทุ่มทุนสตาร์ทอัพสายเทครายหนึ่งเป็นเงินถึง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ชื่อ Higher Ground Labs ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างเทคโนโลยีและเครือข่ายการรณรงค์รูปแบบต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเมืองและสังคม “ที่ก้าวหน้า” พร้อมทั้งให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพในกลุ่มการเมืองไฮเทครายต่างๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อระบบการเมืองที่ทันสมัย

บริษัทที่ผนึกกำลังกับ Higher Ground Labs มีอยู่มากมาย ต่างก็มีจุดขายด้านการเมืองไฮเทคที่แตกต่างกัน แสดงถึงสิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่เปิดกว้างและความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ไม่ขาดสายในสหรัฐ

บริษัทที่รับความช่วยเหลือจาก Higher Ground Labs ที่น่าสนใจก็เช่น

1. Invest Left

คือแอพพลิเคชั่นที่ช่วยค้นหานักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการเงินสนับสนุน แอพนี้จะช่วยค้นหาเป้าหมายที่เราต้องการและเป็นช่องทางมอบทุนสนับสนุน และยังสามารถติดตามผลลัพธ์จากการสนับสนุนได้ โดยเฉพาะผลสะเทือนที่นักการเมือง/นักเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้สร้างขึ้น นัยหนึ่งก็คือ เราสามารถลงทุนกับนักการเมืองได้ และยกเลิกการลงทุนได้หากผลที่ออกมาไม่เข้าท่า

2. Swayable

ทำการประเมินการรณรงค์และมาตรการต่างๆ ว่าทำให้ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด และนักรณรงค์จะใช้ข้อมูลเหล่านั้นมากระตุ้นให้เกิดผลสะเทือนต่อทัศนะของสาธารณชน ด้วยกระบวนการประเมินแนวทางการชักจูงและวิเคราะห์ว่า วิธีการใดที่ทำให้ผู้คนมีปฏิกิริยาตอบรับมากที่สุด โดยรวมก็คือ เป็นการใช้ศาสตร์แห่งข้อมูลและการวิเคราะห์สื่อ เพื่อดูว่าความคิดของคนเราจะเปลี่ยนไปตามเนื้อหาที่นำเสนอเพียงใด

3. Grow Progress

ช่วยดึงเสียงสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิ์ออกเสียง เช่น บุคลิกของคนเหล่านั้น เพื่อช่วยให้ลูกค้า (เช่น นักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหว) สามารถกำหนดแนวทางหาเสียงที่ตรงประเด็นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำการออกแบบสารที่จะส่งถึงเป้าหมายให้เข้าตรงกระบวนวิธีคิดของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบสารที่จะส่งไป จะช่วยให้กำชัยชนะในศึกเลือกตั้งที่เสียงของประชาชนค่อนข้างแตกออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจนได้

4. 5 Calls

เป็นแพลตฟอร์มในการผลักดันโครงการที่ก้าวหน้า โดยมีฐานข้อมูลในการติดต่อกลุ่มเป้าหมาย (ผ่านฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์) เช่น อาสาสมัคร ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ผู้ให้ทุนสนับสนุนทางการเมือง และผู้แทนทางการเมือง เป้าหมายหลักๆ ของแพลตฟอร์มนี้ เช่น การเปิดช่องทางให้ประชาชนได้เข้าถึงผู้แทนของพวกเขา และสะท้อนประเด็นที่ประชาชนคิดว่าเป็นปัญหา

5. Factba.se

เป็นอะไรที่เมืองไทยเราน่าจะมีมาก บริการของสตาร์ทอัพรายนี้ จะช่วยค้นหาถ้อยคำที่คนคนหนึ่งเคยพูดไว้ (แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนดังหรือนักการเมือง) ทั้งที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์และในสื่ออื่นๆ เพื่อให้องค์กรที่ทำการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ สามารถตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล การเปลี่ยนแปลงท่าทีของนักการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง บริการแบบนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมกระบวนการ Transparency หรือความโปร่งใส ซึ่้งเป็นกลไกหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย

ที่มา www.m2fnews.com

ผู้ช่วยเสมือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565697

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ผู้ช่วยเสมือน

ชัชวาล สังคีตตระการ ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

มีการทำนายแนวโน้มทางเทคโนโลยีโดยการ์ทเนอร์ ว่าไม่กี่ปีจากนี้ไป ตำแหน่งงานหลายล้านตำแหน่งทั่วโลกจะถูกทดแทนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หนึ่งในระบบเหล่านั้นก็คือ “Virtual Assistant” ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในปัจจุบัน

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับแชตบอต อันที่จริง Virtual Assistant ก็เป็นแชตบอตอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเรากล่าวถึง Virtual Assisant เราให้ความสนใจมากกว่าที่จะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถสนทนาสื่อสารกับมนุษย์ผ่านทางข้อความ แต่เป็นการสนทนาด้วยเสียงมากกว่า เราจึงอาจเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า “Voice Assistant” ที่เรารู้จักกันดี เช่น Siri, Google Assistant, Amazon Alexa เป็นต้น

Virtual Assistant ที่สนทนาด้วยเสียงได้ ประกอบด้วย เทคโนโลยีหลัก 3 ส่วน ส่วนแรกคือ การแปลงเสียงพูด (Voice) ของเราให้ไปเป็นข้อความตัวอักษร (Text) ส่วนนี้คือ “เทคโนโลยีรู้จำเสียงพูด” หรือ “Speech Recognition” ทำหน้าที่เสมือนเป็นหูของระบบ ความท้าทายในส่วนนี้คือ การเข้าใจต่อเสียงพูดที่ได้ยิน ซึ่งอาจมีตัวแปรมากมาย เช่น ลักษณะการพูด การออกเสียง เสียงรบกวน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความถูกต้องแม่นยำ

เมื่อแปลงเสียงเป็นข้อความตัวอักษรได้แล้ว เทคโนโลยีด้านการทำความเข้าใจภาษาจะรับหน้าที่ต่อเสมือนเป็นสมองในการตีความทางภาษาว่าประโยคหรือที่ได้รับเข้ามานั้น มีความหมายอย่างไร ผู้พูดต้องการอะไร มีจุดประสงค์อะไรบ้าง เราเรียกกลุ่มเทคโนโลยีส่วนนี้ว่า “Natural Language Understanding” (NLU) คือ “การทำความเข้าใจภาษาธรรมชาติ” ซึ่งก็คือส่วนที่สำคัญของการทำงานของแชตบอตนั่นเองคือ การทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้พูด เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการกลับไปได้อย่างเหมาะสม ในส่วนนี้หากเป็นผู้ช่วยส่วนตัว หรือ Personal Assistant ก็จะนำข้อมูลส่วนตัวบางอย่างของผู้ใช้มาเป็นปัจจัยสำคัญในการหาคำตอบให้เหมาะสมและตรงใจมากขึ้น

ส่วนที่สาม เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จะสร้างเสียงสังเคราะห์ตอบกลับไปยังผู้ใช้ด้วย “เทคโนโลยีสังเคราะห์เสียงพูด” หรือ “Speech Synthesis” ส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นปากความท้าทายของส่วนนี้คือ การสร้างเสียงสังเคราะห์ให้เป็นธรรมชาติเหมือนเสียงคนให้ได้มากที่สุด เมื่อทั้ง 3 เทคโนโลยีนี้รวมร่างกันได้ก็จะกลายเป็น Virtual Assistant ที่สมบูรณ์สามารถช่วยเหลือเราได้โดยการสื่อสารสนทนาด้วยเสียง แต่การที่จะได้มาซึ่งระบบที่มีความสามารถครบถ้วนได้นั้น ต้องมีการพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง

Virtual Assistant จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเราในรูปแบบอุปกรณ์บางอย่างภายในบ้าน เมื่อเทคโนโลยีพร้อม ความต้องการตลาดมี การที่จะมีผู้ช่วยเสมือนที่สื่อสารด้วยภาษาไทยได้อยู่ที่บ้านสักตัวในอนาคตอันใกล้อาจเป็นเรื่องจิ๊บๆ ครับ