เคาะชิง900 วันที่20ต.ค.นี้ชำระเงิน4งวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565684

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 08:56 น.

เคาะชิง900 วันที่20ต.ค.นี้ชำระเงิน4งวด

บอร์ด กสทช.เคาะประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ประมูลวันที่ 20 ต.ค. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) เห็นชอบ ร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น ความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยราคาเริ่มต้นการประมูลอยู่ที่ 37,988 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะประกาศร่างหลักเกณฑ์ ดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 ก.ย. 2561 กำหนดการยื่นคำขอรับใบอนุญาตวันที่ 9 ต.ค. 2561 และเปิดประมูลในวันที่ 20 ต.ค. 2561 ทั้งนี้หากมีผู้ยื่นคำขอเพื่อเข้าร่วมประมูลเพียง 1 ราย หรือไม่มีผู้ยื่นคำขอ สำนักงานฯ จะขยายระยะเวลาเปิดรับการยื่นคำ ขอออกไปอีก 7 วัน และจะจัดประมูลในวันที่ 28 ต.ค. 2561 และรับรองผลการประมูลวันที่ 31 ต.ค. 2561

นายฐากร กล่าวว่า ในวันที่ 3-4 ต.ค. 2561 จะมีการประชุมบอร์ด กสทช.เพื่อพิจารณาการขอเข้าสู่มาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของดีแทค ว่าสามารถใช้งานคลื่นความถี่ในช่วงเยียวยาได้ 5 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 20 เมกะเฮิรตซ์

สำหรับประเด็นที่ดีแทคขอขยายระยะชำระเงินค่าประมูลกรณีคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จาก 4 งวด เป็น 15 งวดนั้น บอร์ดเห็นว่าควรใช้ควรแบ่งชำระเป็น 4 งวดตามหลักเกณฑ์เดิม

ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ “ทรู”เฮ!ไม่ต้องจ่ายคืนเงินให้ทีโอที1,200ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565632

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 16:03 น.

ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ "ทรู"เฮ!ไม่ต้องจ่ายคืนเงินให้ทีโอที1,200ล้าน

ศาลปกครองกลางเพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตฯ ส่งผล “ทรู” ไม่ต้องจ่ายคืนเงินกว่า 1,200 ลล้านบาท ให้ทีโอที

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีที่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และ กรณีบมจ.ทีโอที ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยให้ TRUE ชำระเงินตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนเพื่อขยายบริการโทรศัพท์ฯ ให้แก่ทีโอที โดยศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และปฏิเสธการขอของทีโอที

สืบเนื่องมาจาก TRUE ในฐานะผู้ที่ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนเพื่อขยายบริการโทรศัพท์ฯ กับทีโอที ต่อมา มีการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 พ.ศ. 2546 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 โดยกำหนดให้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเมื่อวันที่ 28 ม.ค.46 และเมื่อวันที่ 11 ก.พ.46 ให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องชำระให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ

ดังนั้น ทีโอทีจึงหักเงินจากส่วนแบ่งรายได้ส่งให้ TRUE เพื่อนำไปชำระภาษีสรรพสามิตตามมติ ครม.จำนวน 1,479,621,120.89 บาท แต่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 23 ม.ค.50 ให้ยกเลิกมติ ครม.เดิม โดยกำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามจำนวนรายรับที่แต่ละฝ่ายได้รับ ทีโอทีจึงเรียกร้องให้ TRUE คืนเงินดังกล่าว ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ TRUE คืนเงินจำนวน 1,217,505,724.17 บาท ให้แก่ทีโอที

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางเห็นว่า มติ ครม.เดิมมิใช่มติที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ TRUE ชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาแก่ทีโอที จึงเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามข้อตกลงแห่งสัญญาพิพาทและการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565573

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

อินเทลปรับใหญ่เน้นดาต้า เซ็นทริค ให้ความสำคัญกีฬาอี-สปอร์ต รับเทรนด์โลกโตกว่า 2.8 แสนล้าน

นายซานโตซ วิศวะนาธาน กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจ Global Markets & Partners Sale & Marketing Group ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น อินเทล คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอินเทลได้มีการปรับตัวหรือทรานส์ฟอร์เมชั่นธุรกิจ จากธุรกิจเดิมเน้นธุรกิจเกี่ยวกับพีซี หรือซีพีเซ็นทริค มาสู่การเอาข้อมูลมาประยุกต์ใช้ หรือดาต้า เซ็นทริค ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์และเน็ตเวิร์กมากขึ้น เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่เกิดขึ้นได้จริง การสื่อสารผ่านเครือข่ายมือถือความเร็วสูง รวมไปถึงการสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมเกมมิ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชากรทั่วโลกมีจำนวน 7,700 ล้านคน มีคนเล่นเกมถึง 2,000 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากรจะเล่นเกมผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือผ่านคอนโซล แพลตฟอร์ม เป็นต้น

ขณะที่ปัจจุบันกีฬาอี-สปอร์ตมีผู้ชมและเงินรางวัลจำนวนมากจูงใจในคนเข้ามาร่วมชมและเข้าแข่งขัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 แสนล้านบาท โดยปี 2561 มีผู้เล่นเกมรูปแบบดังกล่าวทั่วโลกประมาณ 394 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 518 ล้านคน ในปี 2563

สำหรับประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากร หรือ 40% จะนิยมเล่นเกมผ่านคอมพิวเตอร์พีซี และประชากร 1 ใน 3 อีกเช่นกันที่เป็นผู้หญิงนิยมเล่นเกม และสามารถพัฒนาจนเป็นตลาดหลักในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียน คาดการณ์ว่าอัตราการเข้าชมอี-สปอร์ตในไทยจากปี 2560-2564 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกมในไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีรายได้จากเกมมากที่สุดในโลก โดยไทยสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคตอันใกล้ โดยในปีนี้บริษัทเป็นผู้สนับสนุนหลักในงานไทยแลนด์ เกมโชว์ ที่จะจัดขึ้นในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.2 แสนคน

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเกมในไทย โดยร่วมมือกับ FPS Thailand และ Britrep เปิดตัวการแข่งขัน PUBG ในซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า Game of Wars ซึ่งเป็นการนำ InFluencers และเกมเมอร์ชื่อดังของเมืองไทยมาประชันฝีมือ การแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างเดือน ก.ย-ธ.ค.นี้ โดยมีเงินรางวัลกว่า 3 ล้านบาท

ศึกษาให้ดี ภาษีอี-คอมเมิร์ซ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565571

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ศึกษาให้ดี ภาษีอี-คอมเมิร์ซ (จบ)

โดย..ศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด ผู้ก่อตั้ง http://www.MakeWebEasy.com

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงรูปแบบการเสียภาษีแบบบุคคลไปแล้ว มาในสัปดาห์นี้จะขอกล่าวถึงรูปแบบการเสียภาษีสำหรับนิติบุคคล หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสการซื้อของออนไลน์มีการเติบโตสูงขึ้นมาก ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนมองเห็นช่องทางการหารายได้เพิ่มเติม และผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์

ผู้ประกอบการหลายรายยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสียภาษีว่าต้องจ่ายหรือไม่? หรือต้องจ่ายเท่าไรคำนวณยังไง วันนี้เราจะมาอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายภาษีอี-คอมเมิร์ซ ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ

สำหรับนิติบุคคล รูปแบบธุรกิจแบบนิติบุคคล คือผู้ขายจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์ “กำไรสุทธิตามกฎหมายภาษีอากร” โดยจะต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิหลังจากพอทราบรูปแบบธุรกิจกันไปแล้ว เรามาดูเรื่องรายได้กันต่อครับ

รายได้ นอกจากภาษีเงินได้ที่ต้องเสียกันแล้ว ยังมีภาษีอีกแบบหนึ่งที่การจะต้องเสีย หรือไม่ต้องเสียนั้น ขึ้นอยู่กับรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการ นั่นก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม VAT นั่นเองครับ

ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก็ต่อเมื่อธุรกิจของเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ถ้าไม่เสียภาษี โดนเรียกเก็บย้อนหลังอ่วมแน่นอน!

ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซรายใดที่มีรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการถึงเกณฑ์จะต้องเสียภาษี แต่กลับหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการไม่แจ้ง หรือไม่จ่าย ถือว่า “ผิดกฎหมาย” และต้องเสียค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยที่เรียกว่า “เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม” อีกทั้งยังอาจโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอีกด้วย รับรองว่าไม่คุ้มแน่นอน และการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนี้อาจทำให้ธุรกิจที่กำลังไปได้สวยต้องพังลงในพริบตาก็เป็นได้

กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565548

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 06:32 น.

กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

อินเทลปรับใหญ่เน้นดาต้า เซ็นทริค ให้ความสำคัญกีฬาอี-สปอร์ต รับเทรนด์โลกโตกว่า 2.8 แสนล้าน

นายซานโตซ วิศวะนาธาน กรรมการ ผู้จัดการ ธุรกิจ Global Markets & Partners Sale & Marketing Group ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น อินเทล คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอินเทลได้มีการปรับตัวหรือทรานส์ฟอร์เมชั่นธุรกิจ จากธุรกิจเดิมเน้นธุรกิจเกี่ยวกับพีซี หรือซีพีเซ็นทริค มาสู่การเอาข้อมูลมาประยุกต์ใช้ หรือดาต้า เซ็นทริค ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์และเน็ตเวิร์กมากขึ้น  เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่เกิดขึ้นได้จริง การสื่อสารผ่านเครือข่ายมือถือความเร็วสูง รวมไปถึงการสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมเกมมิ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชากรทั่วโลกมีจำนวน 7,700 ล้านคน มีคนเล่นเกมถึง 2,000 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากรจะเล่นเกมผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือผ่านคอนโซล แพลตฟอร์ม เป็นต้น

ขณะที่ปัจจุบันกีฬาอี-สปอร์ตมีผู้ชมและเงินรางวัลจำนวนมากจูงใจในคนเข้ามาร่วมชมและเข้าแข่งขัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 แสนล้านบาท โดยปี 2561 มีผู้เล่นเกมรูปแบบดังกล่าวทั่วโลกประมาณ 394 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 518 ล้านคน ในปี 2563

สำหรับประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากร หรือ 40% จะนิยมเล่นเกมผ่านคอมพิวเตอร์พีซี และประชากร 1 ใน 3 อีกเช่นกันที่เป็นผู้หญิงนิยมเล่นเกม และสามารถพัฒนาจนเป็นตลาดหลักในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียน คาดการณ์ว่าอัตราการเข้าชม อี-สปอร์ตในไทยจากปี 2560-2564 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกมในไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีรายได้จากเกมมากที่สุดในโลก โดยไทยสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคตอันใกล้ โดยในปีนี้บริษัทเป็นผู้สนับสนุนหลักในงานไทยแลนด์ เกมโชว์ ที่จะจัดขึ้นในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.2 แสนคน

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเกมในไทย โดยร่วมมือกับ FPS Thailand และ Britrep เปิดตัวการแข่งขัน PUBG ในซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า Game of Wars ซึ่งเป็นการนำ InFluencers และ เกมเมอร์ชื่อดังของเมืองไทยมาประชันฝีมือ การแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างเดือน ก.ย-ธ.ค.นี้ โดยมีเงินรางวัลกว่า 3 ล้านบาท

ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรมประกาศลาออกโบกมือลาเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565532

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 20:11 น.

ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรมประกาศลาออกโบกมือลาเฟซบุ๊ก

ผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรม 2 คน ประกาศลาออกจากบริษัท เผยกำลังวางแผนเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เควิน ซิสตรอม ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรม และ ไมค์ ไครเกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งอีกราย ได้ประกาศลาออกจากบริษัทเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ทั้งคู่ได้ขายกิจการให้กับเฟซบุ๊กไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

ซิสตรอมได้ออกมายืนยันเรื่องการลาออกผ่านทางบล็อก แต่ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของการลาออกในครั้งนี้ นอกจากนี้เขายังประกาศความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆอีกด้วย

“เรากำลังวางแผนที่จะใช้เวลาในการสรรสร้างความสร้างสรรค์ขึ้นมาอีกครั้ง”อดีตซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรมระบุ

ซิสตรอมและไครเกอร์ถือเป็นผู้บริหารระดับสูงรายล่าสุดที่โบกมือำลาเฟซบุ๊ก หลังจากเมื่อช่วงต้นปี “แจน คูม” ผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsApp ได้ประกาศลาออกจากบริษัท เนื่องจากไม่ลงรอยกับเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการและการแบ่งปันข้อมูล

ไมค์ ไครเกอร์ และ เควิน ซิสตรอม

โฆษณายูทูบ กำลังเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565462

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 12:45 น.

โฆษณายูทูบ กำลังเปลี่ยน

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า, นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ปีนี้ถ้าเราเปิดยูทูบ (Youtube) ดู เราจะสังเกตได้เลยว่า โฆษณามีมากขึ้นเรื่อยๆ จนคนเริ่มบ่น พอมีโฆษณาเราก็จะเริ่มเห็นคนเยอะมากที่กำลังเปิดแชนแนลของตัวเองเพื่อหารายได้ อีกทั้งเกือบทุกปียูทูบก็จะประกาศผลรางวัลให้แก่ผู้สร้างคอนเทนต์ดีๆ มีคนติดตามเยอะๆ

แต่…อย่าลืมนะครับว่า ยูทูบโฆษณาเป็นรายคอนเทนต์ แปลว่า ถ้าเป็นโทรทัศน์เวลาขายโฆษณาช่องแต่ละช่องจะขายเป็นรายแพ็กของคอนเทนต์หรือรายเดือน โดยไม่สนใจว่าจะมีคนดูมากหรือคนดูน้อย ถ้ามีคนดูมากแล้วมาซื้อตอนหลัง ก็อาจจะเต็ม หรือไม่ก็โดนโก่งราคามากขึ้น

ในขณะที่ยูทูบเป็นการซื้อคอนเทนต์ทีละชิ้น ขึ้นอยู่กับว่าคอนเทนต์นั้นๆ จะตรงกับกลุ่มเป้าหมายใด มีคนดูเยอะแค่ไหน และสร้างอิมแพ็กหรือแอ็กชั่นในแง่ของการตลาดดีแค่ไหน ที่สำคัญยูทูบคือการซื้อ คอนเทนต์ย้อนหลัง คือมีคอนเทนต์แล้วค่อยได้ค่าโฆษณา ขณะที่โทรทัศน์ คือการซื้อคอนเทนต์ล่วงหน้า ต้องเดาว่าคอนเทนต์นั้นๆ ดีหรือเปล่า คนดูเยอะหรือไม่ก่อนการซื้อ

ทีนี้สิ่งที่อิมแพ็กบนโลกอนาคตคืออะไร การที่ยูทูบขายเป็นรายคอนเทนต์ แปลว่า วันนี้เราอาจจะเห็นบางคอนเทนต์มีคนดูเยอะมาก และผู้สร้างคอนเทนต์ได้เงินเยอะจากการสร้างคอนเทนต์เดียว แต่ไม่มีทางยั่งยืน หากไม่สามารถรักษามาตรฐานหรือสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้คนดูติดตามอย่างต่อเนื่องได้

ที่สำคัญยูทูบเป็นสื่อกลางที่ไม่ได้มีข้อกำหนดอะไร ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แปลว่าคนทำคอนเทนต์ในโลกยุคหน้า กำลังจะถูกคัดเลือกโดยคุณภาพทีละคอนเทนต์ อนาคตเราอาจจะไม่เจอว่า เราติดละครเรื่องนี้ แล้วต้องติดตามทุกตอน แต่จะดูเพียงแค่บางตอนที่ดีเท่านั้น

อนาคตคนทำคอนเทนต์จะต้องลงทุนก่อนหากต้องการรายได้กลับมา ทุกคอนเทนต์ในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างดี เพื่อให้ตรึงคนดูและขยายฐานคนดูให้มากที่สุด เพื่อให้มีรายได้มากพอต่อรายจ่าย ต่อไปคนทำคอนเทนต์ผ่านยูทูบ กำลังถูกกำหนดด้วยโกลบอลสแตนดาร์ดที่ทำให้ทุกคนต้องแข่งขัน ทั้งกับตัวเอง คู่แข่ง แข่งขันกับพฤติกรรมผู้รับชมที่เปลี่ยนไป และแข่งขันกับผู้ผลิตคอนเทนต์ระดับโลก

มาตรฐานระดับไทยๆ กำลังจะไม่พอ เราจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมซีรี่ส์ดังๆ จากเมืองนอกถึงทำทุกตอนให้สนุกจนต้องติดตามทุกคอนเทนต์

‘เอไอเอส’รวบความถี่1800หนุนลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565433

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 07:32 น.

'เอไอเอส'รวบความถี่1800หนุนลดต้นทุน

กสทช.มอบใบอนุญาต เอไอเอส เผยยึดความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ รวม 20 เมกะเฮิรตซ์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และเพิ่มการอนุญาตบริการในใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 1740-1745 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1835-1840 เมกะเฮิรตซ์ ในราคาประมูลสูงสุด 12,511 ล้านบาท โดยนำเงินค่าประมูลงวดที่ 1 จำนวน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมด้วยหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือ วงเงิน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาชำระให้สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของการประมูล เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา   สำหรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และเพิ่มการอนุญาตบริการในใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ของบริษัท มีผลนับแต่วันที่ 24 ก.ย. 2561 และจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย. 2576 พร้อมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ได้มีการจัดการประมูลไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ กลับมาที่ กสทช. เพื่อนำมาประมูลใหม่พร้อมกัน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า การประมูลครั้งล่าสุดทำให้เอไอเอสถือครองคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ทั้งสิ้น 20 เมกะเฮิรตซ์ จะทำให้การให้บริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณภาพการใช้งานดาต้าดีขึ้น 30% โดยในวันศุกร์ที่ 28 ก.ย. 2561 เอไอเอสจะเปิดให้บริการบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเอไอเอสมีคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ รองรับลูกค้าได้ 40 ล้านราย เมื่อมีคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อถือครองความถี่มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการลงทุนรวมลดลง โดยในปี 2561 บริษัทลงทุนเพื่อพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่องอีก 2-2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยี  5 จี ในอนาคต

บรรยายภาพ – รับมอบคลื่น : พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) (ขวา) มอบใบอนุญาตในการใช้งานคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ มูลค่า 1.25 หมื่นล้านบาท ให้กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็น) ณ สำนักงาน กสทช.

แอมะซอนรุกธุรกิจ”คลาวด์”ในอินโดแข่งอาลีบาบา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565354

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

แอมะซอนรุกธุรกิจ"คลาวด์"ในอินโดแข่งอาลีบาบา

แอมะซอนวางแผนลงทุน 10 ปี ในอินโดนีเซียกว่า 3 หมื่นล้าน ส่งบริการคลาวด์แข่งอาลีบาบา

ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า แอมะซอน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐ จะลงทุนในอินโดนีเซีย 14 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 3.05 หมื่นล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า เพื่อส่งธุรกิจคลาวด์ คอมพิวติ้ง แอมะซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ บริษัทวิจัยตลาดสตาติสตา คาดการณ์ว่าตลาดคลาวด์ของอินโดนีเซียจะมีมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 160 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,179 ล้านบาท) ในปี 2012

อย่างไรก็ดี แอมะซอนจะเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือด เนื่องจากอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่จากจีน ได้ตั้งศูนย์ข้อมูลในอินโดนีเซียเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่แห่งแรกในอินโดนีเซีย โดยอาลีบาบามีแผนส่งเสริมสตาร์ทอัพท้องถิ่นและยังได้ลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.56 หมื่นล้านบาท) ในโตโกพีเดีย สตาร์ทอัพอี-คอมเมิร์ซ ที่ขึ้นสู่ระดับยูนิคอร์นแล้ว

ขณะเดียวกันอินโดนีเซียเปิดให้พรรคการเมืองสามารถเริ่มแคมเปญหาเสียงอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่วานนี้ ก่อนถึงการเลือกตั้ประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภา วันที่ 17 เม.ย. 2019 โดยเอเอฟพีรายงานว่า ผลสำรวจส่วนมากยังพบว่า ประธานาธิบดี โจโกวิโดโด ยังมีคะแนนนำหน้าปราโบโวซูเบียนโต ผู้ท้าชิงที่เคยแพ้ในการเลือกตั้งปี 2014

ภาพ เอเอฟพี

ไอเดียก้าวล้ำกับหมอเกาหลี…(17)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565238

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 10:25 น.

ไอเดียก้าวล้ำกับหมอเกาหลี...(17)

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย

“ขึ้นเขาคำนับอาจารย์ 10 ปีผ่านจึงสำเร็จ เคล็ดวิชา”…ในยุคที่บู๊ลิ้มยังเฟื่องฟู ใครๆ ก็ส่งบุตรหลานไปเล่าเรียนวิชายุทธ์เช่นนี้ ระยะเวลา 10 ปีที่จะผนึกพลังปราณจนสำเร็จเป็นจอมยุทธ์มังกรฟ้านั้น ช่างตรงกับการค้นคว้าของศาสตราจารย์ Howard Gardner แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยิ่งนัก… ท่านคิดค้น “กฎ 10 ปี” (Ten-year rule) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่จะสามารถสร้างจอมยุทธ์ผู้หนึ่งขึ้นมาได้

จอมยุทธ์ คือ ผู้มีความชำนาญ เกิดความเชี่ยวชาญหลังจากทุ่มเทฝึกฝนผ่านวันคืนนานราว 1 หมื่นชั่วโมง เมื่อรู้ลึกซึ้งในเคล็ดวิชาจึงจะสามารถพลิกแพลงเพลงกระบี่ สร้างสรรค์ท่วงท่าและถ่ายพลังปราณที่พิสดารได้… ในขณะเดียวกัน การสร้างคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ชั้นยอดสักคนมาสร้างนวัตกรรม ก็ต้องการเวลาในการฝึกฝนเช่นเดียวกัน… แต่ในยุคสมัยนี้คงมิอาจจะรอจนถึง 10 ปีค่ะ เพราะวงจรชีวิตของสินค้าและบริการ (Product Life Cycle) นั้น หดสั้นลงเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนเทคโนโลยีและคู่แข่งรายใหม่ที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ผู้คนมิอาจรอเนิ่นนานไป

ดูอย่างเช่น ไอเดียสุดเลิศของเพื่อนเกาหลีสองคน คือ ทันตแพทย์คนหนึ่ง กับรังสีแพทย์คนหนึ่ง ซึ่งทั้งสองเชี่ยวชาญในงานของตนเองและใช้เวลาฝึกฝนมาหลายปี มีรายได้ไม่น้อยเลย แต่แล้วหมอ “โก อู คยอน” ซึ่งเคยเป็นทั้งวิศวกรและหมอฟัน กับหมอ “ลี เอิน ซอล” อดีตรังสีแพทย์ ก็ค้นพบว่ามีสิ่งที่ชอบมากกว่าการตรวจรักษาคนไข้ และก็คงจะเห็น Gap หรือช่องว่างทางธุรกิจที่จะเปิดโอกาสใหม่ได้ จึงได้สร้างไอเดียใหม่ในการเก็บรักษาประวัติคนไข้ผสานกับเทคโนโลยี ในที่สุดบริษัท Startup ใหม่ของพวกเขาประสบความสำเร็จในการระดมทุนถึง 30 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) เพื่อใช้ลงทุนสร้างโปรแกรมในระบบ Blockchain และออก “โทเคน” หรือเงินเหรียญดิจิทัล “Crypto Currency” แก่ประชาชนผู้สนใจจะร่วมลงทุนด้วย

ไอเดียใหม่ ไม่ต้องไปมองไกลเลย ให้มองสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวซึ่งเริ่มที่ปัญหาและความต้องการที่จะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน … ดังเช่น สองหนุ่มวัย 33 ปีนี้ พวกเขาอยู่ในวงการแพทย์พบเจอกับคนไข้ทุกวัน เห็นพฤติกรรมของคนไข้ตลอดทาง ก็พบว่า คนไข้แต่ละคนไปรักษาเฉพาะทางจากหลายโรงพยาบาล เช่น ทำฟันที่โรงพยาบาลหนึ่ง ตรวจหัวใจที่โรงพยาบาลหนึ่ง รักษาหัวเข่าที่โรงพยาบาลหนึ่ง เอกซเรย์ที่ศูนย์เฉพาะทางแห่งหนึ่ง จึงทำให้ประวัติคนไข้กระจัดกระจาย เวลาต้องการจะดูประวัติด้านต่างๆ ค้นหาได้ยาก เข้าถึงได้ยาก ดังนั้นพวกเขาเลยคิดถึงแอพพลิเคชั่นที่รวบรวมประวัติคนไข้จากทุกที่มาอยู่ด้วยกัน คนไข้สามารถดูประวัติของตนเองได้ซึ่งเป็นเหมือน “การคืนกลับสิทธิพื้นฐานอันชอบธรรม” ให้แก่ผู้ป่วยเลยทีเดียว

ทั้งนี้ เพราะโดยปกติ บันทึกทางการแพทย์ส่วนบุคคลจะต้องจัดเก็บและจัดการโดยโรงพยาบาล ภายใต้กฎระเบียบความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด ซึ่งห้ามไม่ให้มีการเปิดเผย แม้ว่าจะช่วยป้องกันข้อมูลได้แต่ก็เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ป่วย…ให้นึกถึงเวลาเราต้องการดูประวัติของตนเอง เช่น อยากจะดูผลตรวจเลือดคราวที่แล้วว่า เป็นอย่างไรบ้าง เราต้องไปเข้าคิวรอพบแพทย์และร้องขอให้แพทย์เปิดให้ดู พยาบาลหรือใครในโรงพยาบาลก็ไม่มีสิทธิเปิดให้เราดู รอก็นานแถมบางทีเจอหมอดุเอาอีกว่าเราเรื่องมาก จะดูทำไม ทำตามที่หมอบอกก็พอ…ด้วยเหตุนี้ แอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า MediBloc ของทั้งสองหมอจึงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามค่ะ

MediBloc ก่อตั้งเมื่อปีที่แล้วเองค่ะ พวกเขาเริ่มสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลด้านสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ชุดใหม่ ซึ่งออกแบบให้ผู้ป่วยเป็นเจ้าของเวชระเบียนของตัวเอง และเนื่องจากใช้พื้นฐานแพลตฟอร์มบน Blockchain จึงสามารถมั่นใจได้ว่าระเบียนที่เก็บไว้โดยผู้ป่วยยังคงเป็นของแท้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้สามารถลดปัญหาการต้องตรวจสุขภาพเบื้องต้นซ้ำทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลใหม่เพราะบันทึกของผู้ป่วยไม่ได้รับการถ่ายโอนระหว่างโรงพยาบาล…ทุกวันนี้ ไม่มีฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เดียวที่มีประวัติสุขภาพของผู้ป่วยจากหลายสถาบันในที่เดียว

แล้วทำไมจึงต้องใช้ Blockchain … คำตอบ คือ แม้ว่าโรงพยาบาลจะสามารถสร้างฐานข้อมูลการเข้าถึงที่ใช้ร่วมกันได้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นไปไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดในการจัดการบันทึกสุขภาพส่วนบุคคล ทว่า หากผู้ป่วยเองกลายเป็นเจ้าของและผู้จัดการที่เชื่อถือได้ของเวชระเบียนของตนก็ย่อมสามารถเป็นไปได้ MediBloc จึงเชื่อว่าจะสามารถสร้างระบบบันทึกทางการแพทย์ที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางโดยใช้ Blockchain ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแบบแยกประเภทแบบเปิดและแบบกระจายซึ่งจะบันทึกการทำธุรกรรมระหว่างผู้เข้าร่วมเครือข่ายทั้งหมด ชุดของบล็อกที่บันทึกจะมีป้ายกำกับด้วยฟังก์ชั่นแฮชและแสตมป์เวลาที่ใช้ร่วมกันกับผู้เข้าร่วมทุกคนในเครือข่าย Blockchain

ดังนั้น เมื่อข้อมูลใหม่ถูกบันทึกไว้ใน Blockchain แล้วจะไม่สามารถแก้ไขลบหรือเขียนทับได้ ข้อมูลสุขภาพจะถูกเก็บไว้ในสภาพเดิมตลอดเวลานั่นเอง และผู้ป่วยจะสามารถจัดการข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดของพวกเขาผ่านทางโทรศัพท์มือถือของพวกเขาเอง เมื่อไปรับการรักษาอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาลใด โรงพยาบาลก็จะสามารถเข้าถึงเวชระเบียนของผู้ป่วยคนนั้นได้อย่างสะดวก หลังจากที่แพทย์ป้อนข้อมูลของผู้ป่วยลงในฐานข้อมูล MediBloc แล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ ข้อมูลยิงตรงเข้าระบบ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาเกี่ยวข้องซึ่งทำให้ลดเวลา และลดข้อผิดพลาดหรือสูญหายได้…

ไม่ช้าไม่นานหรอกค่ะ ระบบนี้ก็จะเข้ามาเมืองไทย เพราะไอบีเอ็มได้ทำนายไว้แล้วว่า ภายในในปี 2020 มากกว่าครึ่งหนึ่งของโรงพยาบาลในโลกจะใช้เทคโนโลยี Blockchain เช่นนี้ค่ะ