ฉันจะไม่ใช้แชตบอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565073

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 18:20 น.

ฉันจะไม่ใช้แชตบอต

เรื่อง ชัชวาล สังคีตตระการ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมจัดการประชุมพบปะกันของผู้พัฒนาและผู้ที่สนใจเทคโนโลยีแชตบอต มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่าร้อยคน จากหลากหลายสาขา สิ่งนี้สะท้อนอย่างเห็นได้ชัดว่าทุกภาคส่วนกำลังให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้อย่างเข้มข้น หากลองสำรวจว่าหน่วยงานหรือองค์กรใดมีแผนจะพัฒนาหรือนำแชตบอตไปใช้ภายใน 1-2 ปีนี้ ผมมั่นใจว่าเกินครึ่งต้องตอบว่า กำลังศึกษาและมีแผนจะนำไปใช้อย่างแน่นอน

เหตุผลหลักก็เพื่อลดภาระงานของคนที่ต้องคอยตอบคำถามตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐานทั่วไปที่ไม่มีความซับซ้อนเกินไปและมีประเด็นคำถามคำตอบค่อนข้างชัดเจน การใช้ระบบสนทนาอัตโนมัติ จะสามารถรองรับปริมาณผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ต่อองค์กร

เมื่อไม่นานมานี้ Drift, SurveyMonkey Audience, Salesforce และ myclever ได้สำรวจความคิดเห็นประชากรออนไลน์มากกว่า 1,000 คน ในสหรัฐ ผู้อ่านสามารถค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต โดยใช้คำว่า “2018 State of Chatbots Report” ส่วนประเด็นที่ผมเลือกเอามาเล่าในวันนี้ คือ “เหตุผลอะไรที่ทำให้ไม่อยากใช้แชตบอต” จากการสำรวจพบว่า 43% ยังต้องการสนทนากับคนมากกว่า และ 30% ยังไม่มั่นใจว่าแชตบอตจะทำงานได้ถูกต้องดีพอ ขณะที่ 27% รู้สึกไม่สะดวกสบายหากต้องล็อกอินหรือจำกัดช่องทางเพื่อเข้าใช้งาน และ 26% รู้สึกว่าช่องทางเดิมที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม “15% ยืนยันจะใช้แชตบอต”

เทคโนโลยีแชตบอตถือเป็น “ช่องทางการสื่อสารทางธุรกิจยุคที่ 3” โดยยุคแรก ได้แก่ โทรศัพท์ อีเมล และเว็บไซต์ ยุคที่ 2 คือ สื่อออนไลน์ แอพพลิเคชั่น ออนไลน์แชต ที่ใช้คนตอบคำถาม และยุคที่ 3 คือ แชตบอต

จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ทุกหน่วยงานองค์กรที่กำลังมีแผนจะนำแชตบอตไปใช้ ต้องคำนึงถึงและพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบนั่นคือ ปัจจุบันผู้ใช้หรือลูกค้ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใดต่อการใช้งานแชตบอต หรืองานใดที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปลี่ยนไปเป็นแชตบอต เพราะในความเป็นจริงแชตบอตไม่ได้เหมาะสมกับทุกงาน แต่หากหาจุดที่เหมาะสมได้ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังต่อองค์กรได้เช่นกัน

จุดที่เหมาะสมนี้มีผู้ใช้เป็นกุญแจสำคัญ และการที่ผู้ใช้จะยอมรับระบบใหม่นี้ก็ต้องทำให้เห็นว่า ระบบใหม่มีประโยชน์และตอบโจทย์ (Value Proposition) มากกว่าหรือดีกว่าระบบเดิม และต้องพิจารณาว่าปัจจุบันลูกค้าหรือผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้ช่องทางใดในการสื่อสาร ดังนั้น การเลือกกลุ่มเป้าหมายเพื่อเริ่มทดสอบการนำเทคโนโลยีแชตบอตมาใช้ ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญด้วยเช่นกัน และพึงระลึกไว้เสมอว่า ในมุมของผู้ใช้แล้ว “ผู้ใช้ไม่สนใจว่าแชตบอตจะฉลาดแค่ไหน แต่อยู่ที่มันทำประโยชน์อะไรให้ได้บ้าง”

เรื่องฮิตๆ จากเสิร์ชเอนจิ้นถึงโซเชียลมีเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565066

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 17:50 น.

เรื่องฮิตๆ จากเสิร์ชเอนจิ้นถึงโซเชียลมีเดีย

เรื่อง ดร.ปรัชญา บุญขวัญ

เมื่อปี 1997 บริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่ชื่อ กูเกิลถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อให้บริการเสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine) หรือระบบค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตผ่านไป 20 ปี กูเกิลกลายเป็นหนึ่งในบริษัทไอทีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ทราบหรือไม่ครับว่า เสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิลมีความลับอะไร ถึงเอาชนะคู่แข่งและสามารถอยู่รอดในสงครามธุรกิจดอทคอมมาได้ในช่วงปี 2000

ความลับที่ว่านั้นคืออัลกอริทึมที่ชื่อว่า PageRank (เพจแรงค์) ที่พัฒนาโดย Larry Page และ Sergei Brin เจ้าของบริษัท กูเกิล PageRank เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยจะวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของเว็บไซต์ได้โดยดูจากลิงค์เหล่านี้ การค้นพบอัลกอริทึมดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการการวิจัยด้านการค้นคืนสารสนเทศ และทำให้สองสหายตัดสินใจก่อตั้งบริษัทกูเกิลขึ้นมา

ความจริงนั้นอัลกอริทึม PageRank มีหลักการที่แสนง่าย สมมติฐานก็คือ หากเว็บไซต์ไหนมีลิงค์เข้าหามันน้อย เว็บไซต์นั้นก็น่าจะมีความจำเพาะเจาะจงมากและน่าจะมีสิ่งสำคัญแฝงอยู่ และหากเว็บไซต์ใดที่ถูกชี้ด้วยเว็บไซต์ที่จำเพาะมากหลายๆ ตัว เว็บไซต์นั้นก็ยิ่งน่าจะความสำคัญมาก ความสำคัญของแต่ละเว็บไซต์นี้จะมีศัพท์ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า “เซ็นทราลิตี้” (Centrality) ซึ่งแปลว่าความสำคัญ ด้วยหลักการนี้ เราจึงสามารถนำความสัมพันธ์ระหว่างเว็บไซต์ต่างๆ มาเขียนให้อยู่ในรูปของกราฟได้ สมมติว่ามีเว็บไซต์อยู่ 6 แห่ง แต่ละแห่งมีลิงค์ไปหากันดังในภาพที่ 1

เมื่อได้กราฟของเว็บไซต์แล้ว เราจะมาให้คะแนนลิงค์แต่ละลิงค์ในกราฟโดยดูจากความจำเพาะของเว็บต้นทาง โดยสูตร “1/n” เมื่อ n เป็นจำนวนลิงค์ที่ชี้เข้าหาเว็บต้นทาง ยิ่งจำนวนลิงค์ที่ชี้เข้าหาเว็บต้นทางมีน้อย ความจำเพาะของเว็บต้นทางก็จะสูงมาก เช่น ให้คะแนนลิงค์จากเว็บไซต์เบอร์ 6 ไปหาเว็บไซต์เบอร์ 1 โดยดูจากจำนวนลิงค์ที่เข้ามาหาเว็บไซต์เบอร์ 6

กรณีนี้มีเว็บไซต์ 2 แห่ง ที่ชี้มาที่เบอร์ 6 เราจึงให้คะแนนลิงค์จากเบอร์ 6 ไปเบอร์ 1 ด้วยคะแนน 1/2 เป็นต้น ด้วยการให้คะแนนแบบนี้ เราจึงสามารถเขียนแทนกราฟของเว็บไซต์ด้วยแมทริกส์คะแนนลิงค์ได้ โดยเว็บต้นทางจะแทนด้วยแถว (Row) และเว็บปลายทางจะแทนด้วยหลัก (Column) ดังในภาพที่ 2 จะสังเกตว่าแมทริกส์ดังกล่าวเป็นแมทริกส์จัตุรัส เพราะมีจำนวนแถวเท่ากับจำนวนหลัก

จากนั้น เราจะนำแมทริกส์ดังกล่าวมาคำนวณความสำคัญของเว็บไซต์ที่อยู่ในกราฟ ขั้นตอนแรกจะนำแมทริกส์คะแนนลิงค์มาคูณกับเวกเตอร์ตัวหนึ่ง เพื่อคำนวณว่า หากปล่อยให้มีการสัญจรภายในกราฟเพียงหนึ่งรอบ เว็บไซต์แต่ละแห่งจะมีลิงค์มาหาเป็นจำนวนเท่าไร ต่อมาเราก็จะนำเวกเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้มาบวกกับค่าคงที่น้อยๆ เช่น 0.1 ในทุกตำแหน่ง เพื่อปรับค่าไม่ให้เป็น 0 แล้วจึงแทนที่เวกเตอร์ตัวแรกนั้นด้วยเวกเตอร์ใหม่ที่เราได้มา เราจะคูณแมทริกส์คะแนนลิงค์กับเวกเตอร์ใหม่นี้และบวกกับค่าคงที่น้อยๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าเวกเตอร์ที่เราได้มาจะเริ่มมีค่าเหมือนกับเวกเตอร์ตัวก่อนหน้า เราจึงจะหยุดการคำนวณ

ในทางคณิตศาสตร์ เรียกการคำนวณในลักษณะนี้ว่า Power Method หรือ “วิธีการยกกำลัง” ซึ่งใช้ในการหาเวกเตอร์คุณสมบัติเฉพาะหรือ “ไอเกนเวกเตอร์” (Eigenvector) ของแมทริกส์ เมื่อได้ไอเกนเวกเตอร์ของแมทริกส์คะแนนลิงค์มา เราจะพบว่าสมาชิกแต่ละตัวในไอเกนเวกเตอร์สามารถบอกเซ็นทราลิตี้หรือความสำคัญของแต่ละเว็บไซต์ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ กูเกิลจึงสามารถจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหาข้อมูลตามคำค้นโดยดูจากค่าเซ็นทราลิตี้นี้นั่นเอง

ปัจจุบันอัลกอริทึม PageRank ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย เช่น นำไปคำนวณหา Micro-influencer หรือผู้มีอิทธิพลในโลกโซเชียลมีเดีย โดยจะคำนวณค่าเซ็นทราลิตี้ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้จากลิงค์ในรายการเพื่อน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปหาคำสำคัญในเอกสารได้โดยอัตโนมัติ โดยดูจากลิงค์ระหว่างคำที่ติดกันภายในเอกสาร และคำนวณเป็นค่าเซ็นทราลิตี้ของคำ คำใดที่สำคัญมากก็จะมีค่าเซ็นทราลิตี้สูง และน่าจะเป็นคำสำคัญของเอกสาร

PageRank จึงเป็นความลับเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ที่แสดงความฮิตในเครือข่ายอันกว้างใหญ่ และเปลี่ยนโลกไอทีไปตลอดกาลครับ

หัวเว่ยทุ่ม700ล้าน ดันธุรกิจคลาวด์โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565016

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

หัวเว่ยทุ่ม700ล้าน ดันธุรกิจคลาวด์โต

หัวเว่ยเปิดบริการคลาวด์สาธารณะในไทย ตั้งโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี หวังดันไทยเป็นฮับรับนโยบาย 4.0

นายเจิ้งเย่หลาย ประธานบริหารกลุ่มธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี เปิดเผยว่า บริษัทใช้งบลงทุนราว 700 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่ตั้งคลาวด์เซ็นเตอร์ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะสามารถรองรับการเข้าถึงเครือข่ายและให้บริการคลาวด์สาธารณะในไทยแบบ บีทูบี ทั้งองค์กรเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐของไทย

ขณะเดียวกันหัวเว่ยจะใช้ไทยเป็นฮับการให้บริการคลาวด์สู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านนวัตกรรมคลาวด์ 2.0 ของหัวเว่ย ที่มีเทคโนโลยีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลและบริการ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยบริษัทเชื่อมั่นถึงเศรษฐกิจไทย และตั้งใจเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องในไทย

ทั้งนี้ ตลาดคลาวด์ของจีนมีการเติบโตกว่า 7 เท่าจากปีก่อน ขณะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะมีการใช้บริการคลาวด์ รวมถึงฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น และบริการต่างๆ ที่ทำงานบนระบบคลาวด์ขยายตัว และจะส่งผลให้มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.8 หมื่นล้านบาท

‘เอไอเอส’ลั่น เปิดคลื่น1800 หลังชำระงวด1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564899

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 08:00 น.

'เอไอเอส'ลั่น เปิดคลื่น1800 หลังชำระงวด1

เอไอเอสชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 MHz งวดแรก 6,600 ล้าน ดีเดย์เปิดบริการวันที่ 28 ก.ย.นี้

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็น) บริษัทในเครือเอไอเอสได้นำเงินไปชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz งวดที่ 1 จำนวน 6,693,385,000 บาท พร้อมหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำนวน 6,693,385,000 บาท มอบให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว

ทั้งนี้ เอไอเอสยังได้แจ้งถึงความพร้อมที่จะขอรับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 MHz ในวันที่ 24 ก.ย. 2561 และเตรียมประกาศความพร้อมเปิดให้บริการคลื่นความถี่ 1800 MHz อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ก.ย. 2561 เพื่อเสริมคุณภาพบริการดาต้าในยุค 4จี ให้สูงขึ้น และเตรียมความพร้อมก้าวสู่เทคโนโลยี 5จี เร็วๆ นี้

ปัจจุบันเอไอเอสถือว่าเป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมที่ถือครองคลื่นความถี่มากที่สุด โดยเมื่อรวมกับการใช้โรมมิ่งกับบริษัท ทีโอที ส่งผลให้เอไอเอสมีคลื่นความถี่มากถึง 120 MHz

บรรยายภาพ :โชว์เทคโนโลยี – เอไอเอส ร่วมงาน ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2018 ออกบูธแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลอนาคตโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน ชูไฮไลต์ เน็กซ์ จี, เอ็นบี-ไอโอที, บิ๊กดาต้า, โรบอต, ดิจิทัล ฟอร์ไทย ฯลฯ ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ย. 2561 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

‘เก็ท’ลุยท้าชน’แกร็บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564898

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 07:57 น.

'เก็ท'ลุยท้าชน'แกร็บ'

เก็ทผนึกโกเจ็กผู้ให้บริการเรียกรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ผ่านแอพลุยธุรกิจออนดีมานด์แอพพลิเคชั่น ชิมลางปลายปีนี้

นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เก็ท” เปิดเผยว่า บริษัทได้จับมือร่วมกับโกเจ็ก (GoJek) ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และบริการส่งของจากประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมกันดำเนินธุรกิจแอพพลิเคชั่นออนดีมานด์ หรือการให้บริการเรียกรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และส่งของในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “เก็ท”

สำหรับความคืบหน้าของบริการดังกล่าวขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองระบบ ควบคู่ไปกับการเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ getth.co/preregis ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อทดสอบผลการตอบรับ โดยผู้ที่ลงทะเบียนจะได้รับสิทธิในการทดลองในการใช้งาน และได้รับการแจ้งเตือนบริการเมื่อแอพเบต้าพร้อมให้ใช้งาน

“การเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทที่จะได้รับฟีดแบ็กและความคิดเห็นจากเทสเตอร์ที่เข้ามาลงทะเบียน เพื่อนำผลการตอบรับที่ได้รับมาปรับปรุงในแอพพลิเคชั่นให้เหมาะกับการใช้งานในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะมีการเปิดใช้งานจริงในช่วงปลายปีนี้” นายภิญญา กล่าว

สำหรับพื้นที่ที่จะทำการทดลองให้บริการและเปิดให้บริการจริงในช่วงปลายปีนี้ บริษัทจะเริ่มที่เขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน หรือซีบีดีก่อน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีผู้บริโภคอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก และมีปัญหาในด้านของการจราจร

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ “โกเจ็ก” ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงแผนการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศที่วางไว้ว่าจะเข้าไปลงทุน ประกอบด้วย เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งแผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าว โกเจ็กคาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยประเทศแรกที่ได้ทำการเปิดตัวธุรกิจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คือ เวียดนาม ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะพร้อมเปิดตัวได้ในไตรมาส 4 นี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่โกเจ็กจะออกมาประกาศแผนการลงทุนใน 4 ประเทศอาเซียนได้มีการเพิ่มทุนในธุรกิจ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำต่างๆ เช่น กูเกิล (Google) วอร์เบิร์ก พินคัส (Warburg Pincus) เคเคอาร์ (KKR) เทนเซ็นต์ (Tencent) และเหม่ยถวน-เตี้ยนผิง (Meituan-Dianping) ซึ่งจากการสนับสนุนดังกล่าวทำให้โกเจ็กมั่นใจว่าการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปรับรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับคนไทย

ภาพ รอยเตอร์ส

เอไอเอสจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรก6.6พันล้านแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564884

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 21:37 น.

เอไอเอสจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรก6.6พันล้านแล้ว

เลขาธิการ กสทช. เผยกลุ่มเอไอเอส ชำระเงินค่าประมูลคลื่น 1800 MHz งวดที่ 1 จำนวน 6,693.38 ล้านบาท แล้ว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (19 ก.ย. 2561) บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (AWN) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800 MHz ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz ในราคาประมูลสูงสุด 12,511 ล้านบาท ได้นำเงินค่าประมูลงวดที่ 1 จำนวน 6,255.50 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 อีก 437.885 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,693.385 ล้านบาท พร้อมด้วยหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือวงเงิน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) มามอบให้สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของการประมูล โดยเงินค่าประมูลดังกล่าว เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดการประมูลแล้ว สำนักงาน กสทช. จะรีบนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายฐากร กล่าวว่า เมื่อ AWN นำเงินค่าประมูลงวดที่ 1 มาชำระ พร้อมทั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนก่อนรับใบอนุญาตฯ และการเปิดให้บริการบนคลื่นความถี่ฯ ดังกล่าว ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1740-1785/1835-1880 MHz แล้ว กสทช. จะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และเพิ่มการอนุญาตบริการในใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ของบริษัทฯ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 24 ก.ย. 2561 ตามที่บริษัทฯ ร้องขอ และระยะเวลาการอนุญาตดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 15 กันยายน 2576 พร้อมกับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่ได้มีการจัดการประมูลไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้คลื่นความย่านนี้คืนกลับมาที่ กสทช. เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ด้วยการประมูลพร้อมกัน

สำหรับการชำระเงินค่าประมูลจะแบ่งออกเป็น 3 งวด งวดแรกชำระ 50% ของราคาที่ชนะการประมูล งวดที่ 2 ชำระ 25% และงวดที่ 3 ชำระอีก 25%

ข้อผิดพลาดในการทำ Digital Marketing (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564806

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 14:20 น.

ข้อผิดพลาดในการทำ Digital Marketing (2)

โดย..ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์

วันนี้มาต่อกันตอนที่สอง ว่าด้วยข้อผิดพลาดที่มักพบเสมอ เวลาเราๆ ท่านๆ ทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) กัน

4) คลั่งจำนวน Fans! ข้อนี้เหมือนว่าแบรนด์และบรรดาดิจิทัล มาร์เก็ตเตอร์เริ่มปรับตัวกันได้บางส่วน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ยังยึดติดกับสูตรดั้งเดิม ทำเฟซบุ๊กก็ขอแฟนเยอะไว้ก่อน เอาจำนวนแฟนเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของเฟซบุ๊กที่ดูแล เสร็จแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างไรก็ได้ให้แฟนของเพจเรามีเยอะกว่าคู่แข่ง

คำถาม คือ แฟนเยอะ แล้วไง ผู้บริโภคเขาเลือกซื้อสินค้าจากเพจที่มีแฟนเยอะใช่ไหม ไม่อยากจะเอ่ยให้ช้ำใจ ว่าจริงๆ แล้วทุกวันนี้คนเล่นเฟซบุ๊กส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าหน้าเพจหลักของบรรดาแบรนด์ต่างๆ แต่จะอ่านข้อความต่างๆ ผมอยากให้ทุกๆ คนลองมาตั้งคำถามกับตัวเองก่อนดีกว่า ว่าเรากำลังทำเฟซบุ๊ก แฟนเพจเพื่ออะไร และมันช่วยธุรกิจตรงไหน ช่วยให้คนรู้จักเรามากขึ้น ช่วยสร้าง Lead ให้กับธุรกิจ ช่วยทำให้เรามีกลยุทธ์ในการทำเฟซบุ๊กที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

5) เคพีไอ อันนี้ถือเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงของมนุษย์ดิจิทัลที่ทำงานในบริษัทใหญ่ๆ เพราะในบริษัทใหญ่ๆ นั้น การทำงานทุกๆ อย่าง จะมีเคพีไอเป็นตัววัดผลงาน ซึ่งแน่นอนว่างานดิจิทัลก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีเคพีไอด้วย หลักการตั้งเคพีไอของงานดิจิทัล แนะนำว่า ถ้าอยากจะกำหนดเคพีไอของงานดิจิทัล ผู้ที่กำหนดควรจะมีความแตกฉานในวิชาดิจิทัลพอสมควร

6) งบประมาณดิจิทัลกระจิริด เปิดดูรีเสิร์ช งบการใช้สื่อประเภทต่างๆ ของบริษัทรีเสิร์ช ชื่อดังระดับโลกเอซีนีลเส็น แล้วแอบลมจับ งบประมาณดิจิทัลใช้ 1-2% ของงบโฆษณาทั้งหมด แต่นีลเส็นตัวเลขของการใช้ออนไลน์ มีเดียในเว็บไซต์ชื่อดังแค่ 30 เว็บไซต์ หากหยิบเอาตัวเลขของงบโฆษณาในเฟซบุ๊ก กูเกิล หรือโซเชียล มีเดียอื่นๆ เข้ามารวม ตัวเลขของการใช้สื่อดิจิทัลในไทยใกล้ๆ ถึง 10%

ทั้งนี้ อัตราการบริโภคสื่อดิจิทัลของชาวไทย สูสีคู่คี่ไม่แพ้สื่อโทรทัศน์ แต่อัตราการใช้เงินระหว่างสื่อโทรทัศน์กับสื่อดิจิทัลกลับทิ้งห่างกันแบบหลายช่วงตัว เลยอยากชักชวนบรรดาแบรนด์ไทยใจกล้า ตั้งการใช้งบสื่อ ในดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากขึ้น

รัฐเร่งเดินหน้า ‘สมาร์ทซิตี้’ สู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564811

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 13:35 น.

รัฐเร่งเดินหน้า 'สมาร์ทซิตี้' สู่ความยั่งยืน

โพสต์ทูเดย์ – “พันธ์ศักดิ์” ชี้เทรนด์ประชาชนมุ่งสู่เมืองหลวง ประสานความร่วมมือผลักดันโครงการ

นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ในปี 2561 รัฐบาลได้มีแผนที่จะขยายโครงการสมาร์ทซิตี้ เพิ่มขึ้นอีก 6 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จากปัจจุบันมี 1 จังหวัดคือ ภูเก็ต

สำหรับในกลุ่ม 3 จังหวัดใหม่ที่จะสนับสนุนให้เป็นสมาร์ทซิตี้ คือ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่อยู่ในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า สมาร์ทอีอีซี ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว

“บทบาทของภาครัฐคือการส่งเสริมให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการผลักดันโครงการดังกล่าวนี้” นายพันธ์ศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากแนวโน้มของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมีจำนวนมากกว่า 50% ของประชากรโลก และจะทยอยเพิ่มขึ้นตามลำดับในอนาคต นับเป็นทิศทางสำคัญที่ส่งผลให้ต้องเร่งดำเนินการโครงการสมาร์ทซิตี้ เพื่อขยายผลการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปัจจัยสำคัญที่จะเกิดขึ้นได้ของโครงการดังกล่าวคือการยอมรับของประชาชนในพื้นที่กับหน่วยงานในพื้นที่ที่จะร่วมกันผลักดัน

นายนพพร ลีปรีชานนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทิศทางการมุ่งเข้าสู่เมืองหลวงสอดคล้องกับผลการศึกษาในระดับโลก และยังมีด้าน ความโปร่งใส และบิ๊ก ดาต้า ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกที่ส่งผลให้เกิดสมาร์ทซิตี้

นอกจากนี้ 3 ลักษณะสำคัญที่ก่อให้เกิดสมาร์ทซิตี้ขึ้นได้ต้องประกอบไปด้วย 1.ระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2.ข้อมูล และ 3.ประชาชน ซึ่งต้องมองความรอบด้านขององค์รวมในทุกส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง

นายเซีย เชน เยน ประธานบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทมีการพัฒนาโซลูชั่นและนวัตกรรมที่ส่งผลให้เมืองต่างๆ มีความอัจฉริยะมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและการบริหารจัดการเมืองเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

5 เทคนิคช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564705

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 17:40 น.

5 เทคนิคช็อปออนไลน์

เรื่อง http://www.priceza.com

การซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายมากในปัจจุบัน เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ก่อนที่จะเข้าไปซื้อของออนไลน์ เรามีเทคนิคง่ายๆ ในการซื้อของอย่างฉลาดเลือก ซึ่งนอกจากจะได้ของดีมีคุณภาพ ยังราคาถูกกว่าที่คิด…ไปดูกันเลย

1. ใช้ตัวช่วยอย่าง Search Engine หรือ Shopping Search Engine

อย่างที่รู้กันดีว่าในยุคนี้ การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเลือกช็อปอะไร ให้เสิร์ชหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการ ผ่านทาง Google หรือ Shopping Search Engine อีกหนึ่งเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ คือ หากเป็นไปได้ เลือกร้านที่เป็นเว็บไซต์ที่สามารถค้นหารายละเอียดหรือข้อมูลต่างๆ ได้อย่างครบครัน จะเพิ่มความน่าเชื่อถือและทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

2. เทียบราคา หาร้านที่คุ้มค่าและถูกที่สุด

ทางที่ปลอดภัยที่สุด คือ การเลือกซื้อผ่านเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นวิธีการที่ดีมาก เพราะว่าเราจะได้รู้ราคากลาง แถมยังรู้ว่าร้านไหนราคาเท่าไร มีโปรโมชั่นอย่างไรบ้าง สมัยนี้ลากยาวไปถึงโปรโมชั่นการจ่ายเงินเลยก็มี เรียกได้ว่าเว็บเปรียบเทียบราคาเขาดึงโปรโมชั่นเหล่านี้มาให้เราแล้ว เช่น http://www.priceza.com

3. ดูรีวิวเยอะๆ ก่อนซื้อ

รีวิวของคนที่มาแชร์ข้อมูลสินค้าต่างๆ ไว้ นับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชั้นดี ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องควบคู่กับการศึกษาหาข้อมูลมาแล้วอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน

4. เลือกช่องทางชำระเงินที่ดีและเก็บหลักฐานการโอน

จะซื้อของออนไลน์ จะปล่อยให้เงินลอยหายไปกับอากาศโดยไม่ได้ของไม่ได้ ดังนั้น การซื้อของออนไลน์ทุกครั้ง จำเป็นต้องตรวจสอบและเลือกช่องทางการชำระเงินออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ เช่น บัตรเดบิต บัตรเครดิต การโอนเงินผ่านธนาคาร การชำระผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือแม้กระทั่งการชำระเงินปลายทางที่ยื่นหมูยื่นแมวตอนของมาถึงแน่นอน ที่สำคัญต้องเก็บหลักฐานการโอนเงินเอาไว้ ไม่ว่าชำระผ่านช่องทางไหนๆ การเก็บภาพหน้าจอที่ยืนยันการชำระเงินแล้ว เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเราไม่ได้ของ เราก็ยังมีหลักฐานที่แสดงให้ทางร้านรู้ได้ว่ามีการคุยกันจริงและโอนจริง

5. ช็อปอย่างมีสติ หาโค้ดส่วนลด ก่อนตัดสินใจชำระเงิน

พิจารณาเงินในกระเป๋า อย่าใจร้อนเกินไป การช็อปปิ้งออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องช็อปอย่างมีสติ เก็บไว้เดือนหน้า เดือนนู้น เดือนโน้นบ้าง ก็ยังได้กระจายความเสี่ยง (กระเป๋าบางกันไป) ไม่งั้นอาจจะโอนเงินหมดกระเป๋าได้ในคืนเดียว อันนี้สำคัญที่สุดนะบอกเลย หรือถ้าจะให้ดี ลองหาโค้ดส่วนลดของสินค้าที่จะช็อปตอนนั้นดู ถ้ามีก็เรียกว่าคุ้มสุดๆ ไปเลย

สร้างแบรนด์ให้แกร่ง ในโลกออนไลน์ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564665

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 11:40 น.

สร้างแบรนด์ให้แกร่ง ในโลกออนไลน์ (1)

เรื่อง ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

ปัจจุบันนี้หนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสินค้า นอกเหนือจากคุณภาพของสินค้าแล้ว ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการเลือกแบรนด์มากขึ้น เพราะการเลือกแบรนด์นั้น เป็นการบ่งบอกถึงตัวตนหรือรสนิยมของผู้ใช้สินค้าอีกด้วยดังนั้น ธุรกิจที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และสามารถสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเก่าได้ด้วยเช่นกัน แล้วการสร้างแบรนด์สำหรับธุรกิจออนไลน์ต้องทำอย่างไร เราควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดบ้าง ลองติดตามดูครับ

• รู้จักแบรนด์

การสร้างแบรนด์สำหรับธุรกิจออนไลน์ต้องเริ่มจากความเข้าใจถึงตัวตนของแบรนด์ก่อน ลองให้คุณตั้งคำนิยาม 3 คำที่จะสื่อถึงแบรนด์ จากนั้นลองถามคำถามเดียวกันกับคนรอบข้าง เพื่อดูว่าคำตอบที่ได้มีความใกล้เคียงกันกับสิ่งที่คุณตั้งใจไว้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ก็เป็นไปได้ว่า แบรนด์ของคุณอาจจะยังมีตัวตนไม่ชัดเจนนัก หรือการสื่อสารเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์อาจจะยังไม่ได้ประสิทธิภาพเพียงพอ

• รู้จักลูกค้า

การเลือกโฟกัสเฉพาะกลุ่มจะทำให้เราสื่อสารได้ตรงจุด และดึงประสิทธิภาพในการสื่อสารได้มากกว่า นอกจากนั้นการที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนยังทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนการสื่อสารได้ง่ายขึ้น เช่น แทนที่จะบอกว่าเป็นแบรนด์เพื่อคนหนุ่มสาวทั่วไป เราอาจจะระบุกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เป็นสินค้าเพื่อผู้หญิงในวัยทำงานอายุเฉลี่ย 25-30 ปีในเขตกรุงเทพฯ ชอบออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ลูกค้าเรานั้นอยู่ที่ไหน สนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ จะเข้าถึงได้อย่างไร และควรจะเลือกใช้ภาษาอย่างไรในการสื่อสาร เป็นต้น

• สร้างตัวตน

หน้าเพจไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือมาร์เก็ตเพลสก็คือหน้าร้านของธุรกิจออนไลน์ นอกจากการตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบการใช้งานที่เสถียร รวดเร็ว มีระบบการจ่ายเงินที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยแล้ว การมีเว็บไซต์ที่สวยงาม น่าเชื่อถือ ยังสื่อถึงบุคลิกของแบรนด์ได้อีกทางหนึ่งด้วย การเลือกใช้สีสันไอคอน โลโก้ ลักษณะตัวหนังสือ รูปแบบการจัดวาง และเนื้อหาบนเพจก็จะยิ่งช่วยย้ำตัวตนของแบรนด์ได้