ช็อปออนไลน์3ปี แตะ20%คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561853

  • วันที่ 24 ส.ค. 2561 เวลา 06:16 น.

ช็อปออนไลน์3ปี แตะ20%คนไทย

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

ประเทศไทยถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ตลาดใหญ่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก สะท้อนได้จากปริมาณการครอบครองโทรศัพท์มือถือและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกมาก เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ใน จุดเริ่มต้นของการช็อปปิ้งออนไลน์ โดยการเก็บข้อมูลของบริษัทพบว่า จำนวนนักช็อปในประเทศไทยปี 2561 มีจำนวนอยู่ที่ 12.1 ล้านราย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 13.9 ล้านราย ในปี 2564 หรือคิดเป็นจำนวนมากกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

เช่นเดียวกับมูลค่าการใช้จ่ายด้านการช็อปปิ้งออนไลน์ในปี 2561 อยู่ที่ 8,000 บาท/คน/ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 12,700 บาท/คน/ปี ภายในปี 2564 สะท้อนการตอบรับที่ดีในด้านการช็อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคในประเทศไทย

นอกจากนั้น ปัจจุบันการช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นบนมือถือ (โมบาย แอพ) จำนวน 67.3% ผ่านเว็บไซต์จำนวน 10.5% และผ่านทั้งมือถือและเว็บไซต์ จำนวน 22.2% ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาของบริษัท ที่ข้ามแพลตฟอร์มไปยังโมบาย แอพเป็นหลัก เพื่อการเข้าถึงที่สะดวกของ ผู้บริโภคและตามเทรนด์ดังกล่าว

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีการซื้อออนไลน์มากที่สุดคือ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 4.18 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอาง มูลค่า 1.77 หมื่นล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับบริษัท โดยมองว่าในอนาคตบริษัทยังมีโอกาสเติบโตจาก กลุ่มสินค้าอื่นๆ เช่น ในประเทศไต้หวันกลุ่มสินค้าของใช้ภายในบ้านเป็นกลุ่มหลักที่นักช็อปในประเทศดังกล่าวซื้อมากที่สุด

“ปัจจุบันนักช็อปออนไลน์ในไทยยังมีอายุน้อยอยู่ ซึ่งในอนาคตจะขยายไปยังกลุ่มที่มีอายุเยอะขึ้น กำลังซื้อ ที่มากขึ้น รวมถึงการโฟกัสลูกค้าใหม่ เข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นยิ่งขึ้น” แพง กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ช้อปปี้ ประเทศไทย มียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอยู่ที่ 23 ล้านดาวน์โหลด ร้านค้า 8 แสน ร้าน แบรนด์สินค้ากว่า 1,000 แบรนด์ และพนักงานจำนวน 700 คน ซึ่งถือ ได้ว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุด ของบริษัท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน ที่ดีและขนาดของตลาดออนไลน์ที่ ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ บริษัทจึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย อาทิ ภาษาพื้นฐานใน แอพ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจด้าน โลจิสติกส์ ทำไลฟ์สตรีมมิ่งร่วมกับ เซเลบริตี้ชื่อดัง เป็นต้น

ขณะที่บริษัทเตรียมจัดมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ “ช้อปปี้ 9.9 ซูเปอร์ ช็อปปิ้ง เดย์” วันที่ 29 ส.ค.-9 ก.ย. 2561 โดยร่วมมือกับร้านค้ากว่า 8 แสนร้าน และแบรนด์สินค้ากว่า 60 แบรนด์ ลดราคาสูงสุด 90% เพื่อกระตุ้นยอดขายบนแอพ คาดจะมียอดขายบนแอพเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเติบโตของจีดีพีที่สูงที่สุดในโลก จึงมองว่าใน 10 ปีจากนี้สัดส่วนของช็อปปิ้งออนไลน์จะโต 5 เท่าตัวจากปัจจุบัน

เฟซบุ๊กเผยคนใช้4ล้านรายเสี่ยงถูกล้วงข้อมูลหลังใช้แอพทำนาย-ดูดวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561850

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 22:15 น.

เฟซบุ๊กเผยคนใช้4ล้านรายเสี่ยงถูกล้วงข้อมูลหลังใช้แอพทำนาย-ดูดวง

เฟซบุ๊กเผยผู้ใช้ 4 ล้านคนอาจถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด หลังใช้แอพพลิเคชั่นทำนายและดูดวง

เฟซบุ๊ก ได้เปิดเผยว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กประมาณ 4 ล้านรายอาจถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด เนื่องจากการใช้แอพพลิเคชั่นอาทิ แอพฯทำนาย แอพฯดูดวงต่างๆ

เฟซบุ๊กแจ้งอีกว่า ได้แบนแอพพลิเคชั่น myPersonality เนื่องจากแอพฯดังกล่าวไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับผู้ตรวจสอบของเฟซบุ๊กได้ อีกทั้งยังนำข้อมูลส่วนตัวไปให้กับบรรดานักวิจัยและบริษัทอื่น ๆ

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กจะแจ้งกับผู้ที่ถูกล้วงข้อมูลได้ทราบ และยังไม่พบรายงานว่า เพื่อนของผู้ใช้เฟซบุ๊กเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เฟซบุ๊กได้เดินหน้ากำจัดแอพฯที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องอื้อฉาวของเคมบริดจ์ อนาลิติกา ที่นำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 50 ล้านรายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ระบบโลจิสติกส์ ถ่วงอี-คอมเมิร์ซไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561770

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 12:47 น.

ระบบโลจิสติกส์ ถ่วงอี-คอมเมิร์ซไทย

โดย..วารุณี อินวันนา

ยุทธศาสตร์อี-คอมเมิร์ซแห่งชาติ ที่ต้องการสร้างผู้ประกอบการให้เพิ่มเป็น 1 แสนราย และเพิ่มมูลค่าการค้าออนไลน์ของไทยเป็นสองเท่าตัว ภายในปี 2564 อาจจะไม่เกิด หากไม่สามารถพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ต้นทุนต่ำลงกว่าปัจจุบัน

อารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กล่าวในหัวข้อ “การค้ายุคใหม่ผ่านโลกอี-คอมเมิร์ซ” ว่า ปัญหาใหญ่ของการค้าขายอี-คอมเมิร์ซภายในประเทศไทยคือ ระบบโลจิสติกส์ หรือการขนส่งสินค้าไปยังผู้รับ โดยปัจจุบันต้นทุนการส่งของยังสูง ทำให้ผู้ค้าขายรายเล็กไม่สามารถส่งของไปทั่วประเทศได้ และผู้ซื้อไม่สามารถติดตามสินค้าระหว่างทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ต้องการทราบ และยังไม่สามารถส่งสินค้าไปถึงมือผู้รับในทอดเดียว

“วันนี้หากต้องการต้นทุนการส่งของไปต่างจังหวัดให้ต่ำลง ต้องรอไปรวมกับของคนอื่นๆ เมื่อผู้ขนส่งรอสินค้าจนเต็มคันรถแล้วถึงได้ออกเดินทาง และนำไปพักไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วค่อยกระจายต่อไปอีกทีเป็นการส่งของรูปแบบเดิมๆ” อารดา ชี้ให้เห็นปัญหา

ทั้งนี้ เพราะผู้สั่งซื้อออนไลน์จะซื้อสินค้าครั้งละชิ้นไม่ได้สั่งซื้อสินค้าครั้งละ 1 คันรถ และต้องการติดตามการเดินทางของสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไทยต้องหาทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้เอื้อต่อการค้าอี-คอมเมิร์ซไม่งั้นประเทศไทยจะแย่ และอี-คอมเมิร์ซก็จะไม่เกิด ขณะที่ระบบการชำระเงินของไทยดีมาก ถือเป็นหนึ่งในอีโคซิสเต็มส์ที่มีการพัฒนาดีที่สุด

สำหรับการค้าระหว่างประเทศผ่านเว็บไซต์ไทยเทรดดอทคอม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มาใช้บริการค้าขายออนไลน์ฟรี เพราะรัฐบาลไทยทำเอง คาดว่าปี 2561 จะมียอดขายสะสมถึง 5,300 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรกมียอดขายสะสมแล้ว 5,100 ล้านบาท จากผู้ส่งออก 2.5 หมื่นราย ซึ่งเป็นการเก็บสถิติจากผู้ประกอบการส่งออกส่งหลักฐานการซื้อ/ขายจริง แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมส่งหลักฐานการซื้อขายให้ เพราะกลัวว่าจะถูกตามไปเก็บภาษี

“ช่วงแรกๆ ที่ทำเมื่อ 7-8 ปีก่อนยอดขายต่อปีอยู่ 200-300 ล้านบาท แต่นับจากปี 2558 เป็นต้นมายอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 800 ล้านบาท เพราะผู้ซื้อเริ่มรู้จักเรามากขึ้น” อารดา กล่าว

ปัจจุบันไทยเทรดดอทคอมเชื่อมกับอี-มาร์เก็ตเพลสของอาลีบาบา และจากเกาหลีอีก 1 แห่ง ต่อไปจะเชื่อมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ซึ่งจะทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

นอกจากนี้ จะเดินหน้าสร้างเอสเอ็มอีใหม่ๆ ที่ไม่เคยส่งออก ด้วยการให้คำแนะนำด้านต่างๆ ทั้งทำบรรจุภัณฑ์และอัพโหลดรูปขึ้นออนไลน์ เพื่อให้สามารถทำอี-คอมเมิร์ซได้ ควบคู่กับการเดินหน้าชักชวนเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ระบบออนไลน์

สำหรับปี 2561 สำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัลได้เปิดไทยเทรดช็อปเป็นเกตเวย์ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้เปิดมาเพื่อขายแข่งกับคนขายในประเทศ แต่เพื่อให้รวบรวมรายชื่อสินค้าของไทยให้คนสามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น โดยจะทำเป็นเหมือนกูเกิลให้เป็นระบบที่สามารถค้นหาสินค้าไทยจากทุกแพลตฟอร์ม ส่งเสริมให้ผู้ค้าออนไลน์ในไทยค้าขายสะดวกขึ้นเริ่มจากสินค้า เกษตร และอาหาร ที่จะไปเจาะตลาดจีน

แผนต่อไปคือจะทำบิ๊กดาต้าอี-คอมเมิร์ซ โดยนำข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยเทรดดอทคอมมาผนึกกำลังกับเซลฟอสส์ที่เป็นระบบปฏิบัติการการจัดการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ หรือซีอาร์เอ็ม ที่มีการเก็บข้อมูลการติดต่อของลูกค้าจากทุกช่องทางผ่านแชต โทรศัพท์ อีเมล จะนำไปผนึกกับทรานแซ็กชั่นในการซื้อขาย และไปรวมกับข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์จากโครงการธงฟ้าประชารัฐ โชห่วยไฮบริด หนูณิชย์พาชิม รวมถึงข้อมูลการซื้อขายผ่านบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย

ทั้งหมดนี้ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาค้นหาความต้องการสินค้าของตลาดนำมาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อวางแผนต่างๆ ให้ตรงกับตลาด

“สิ่งที่เราทำสร้างประโยชน์ให้กับคนภายนอกได้คือ ประชาชนคนไทย นักธุรกิจไทย มีข้อมูลในการนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ส่วนประโยชน์ภายในคือ รัฐจะได้รู้ว่าควรจะพัฒนาอุตสาหกรรมอะไรให้ดีให้ตอบโจทย์ผู้บริหารจะได้รู้ว่าจะกำหนดนโยบายอย่างไรให้ได้ผล ให้ดีขึ้น ถ้าไม่มีข้อมูล ไม่มีการวิเคราะห์ ก็ทำไม่ได้” อารดา กล่าว

อารดา สรุปว่า การทำงานของไทยเทรดดอทคอม และการจะทำบิ๊กดาต้าไม่ควรมองที่การเพิ่มของยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะยอดขายที่เกิดขึ้นเป็นแค่ส่วนเล็ก หรืออาจจะประมาณ 10% ของสิ่งที่ประเทศจะได้รับนั่นคือ ข้อมูลดีมานด์ความต้องการซื้อที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ถึง 90% ในการนำไปพัฒนาประเทศต่อไป

ขยับเกณฑ์ประมูล1800 ดีแทคอ้อนขอเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561731

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 07:10 น.

ขยับเกณฑ์ประมูล1800 ดีแทคอ้อนขอเยียวยา

ดีแทคตีเนียนเสนอขอเยียวยาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ พ่วงการใช้งานรวม 20 เมกะเฮิรตซ์ ด้านบอร์ด กสทช.มีมติรับรองผู้ชนะการประมูล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. (บอร์ดกสทช.) ได้รับรองผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา โดยโอเปอ เรเตอร์ 2 รายได้แก่ 1.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) เป็นผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ช่วงความถี่วิทยุ 1740-1745 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1835-1840 เมกะเฮิรตซ์ ราคารวม 12,511 ล้านบาท

และ 2.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) เป็นผู้ชนะการประมูล 1 ชุดคลื่นความถี่ช่วงความถี่วิทยุ 1745-1750 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1840-1845 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งผู้ชนะการประมูลต้องชำระเงิน 50% ของราคาการประมูลภายใน 90 วัน นับจากวันที่มีมติรับรองเป็นทางการ

ทั้งนี้ ดีแทคยังได้ขอเข้าสู่มาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ รวมกับคลื่นความถี่ที่ชนะการประมูล 5 เมกะเฮิรตซ์ รวม 20 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากมีจำนวนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้จำหน่ายออกไปอีก 7 ใบอนุญาต

สำหรับการขอเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ดีแทคขอให้ กสทช.พิจารณาอีกครั้ง โดยอ้างว่าที่ไม่ได้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่ได้มาจากเหตุผลที่ไม่ต้องการใช้งานคลื่นความถี่ แต่มาจากเหตุผลเงื่อนไขในการประมูล โดยจะนำวาระดังกล่าวเข้าสู่บอร์ด กสทช.พิจารณาอีกครั้งก่อนวันที่ 15 ก.ย.นี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. ยังมีมติให้จัดตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาวิเคราะห์การจัดทำร่างแนวทางการเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในส่วนที่เหลือ และคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีกรอบการยืดระยะเวลาการชำระใบอนุญาตออกเป็น 5-6 ปี ในคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และมีกรอบยืดระยะเวลาการชำระใบอนุญาตออกเป็น 8 ปีในคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่าจะเสนอแก่คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ก่อนวันที่ 15 ก.ย.นี้ และจะนำร่างการเปิดประมูลคลื่นความถี่ครั้งใหม่ออกมาประชาพิจารณ์ได้เร็วที่สุดอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยจะเปิดประมูลครั้งใหม่ได้เร็วสุดภายในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2562

อะโดบีเร่งบุก ฟีเจอร์อีเมล ตลาดบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561725

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 06:24 น.

อะโดบีเร่งบุก ฟีเจอร์อีเมล ตลาดบุคคล

อะโดบี ยกระดับอีเมลมาร์เก็ตติ้ง ชูกลยุทธ์เพอร์ซันนัลไลซ์ สร้างโอกาสแบรนด์เจาะกลุ่มลูกค้าทางออนไลน์

น.ส.คริสติน นารากอน หัวหน้าฝ่าย อะโดบี แคมเปญ เปิดเผยว่า การสำรวจของบริษัทพบว่าผู้บริโภครู้สึกหงุดหงิดกับแบรนด์ที่แนะนำสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่งข้อเสนอที่หมดอายุมาให้ ขณะที่แบรนด์ต่างๆ พยายามนำเสนอประสบการณ์ที่เหมาะสม ให้แก่ลูกค้าแต่ละราย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคภายใต้เงื่อนไขและช่องทางที่ผู้บริโภคต้องการ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์

ทั้งนี้ การทำตลาดแบบเฉพาะบุคคล มีความสำคัญ สำหรับอะโดบีช่วยให้แบรนด์กระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจมากขึ้น บริษัทได้เปิดตัวฟีเจอร์ของ อะโดบี แคมเปญ ออกมาจากโครงการในอนาคตจากฝ่ายวิจัยของอะโดบี จะช่วยให้นักการตลาดคาดการณ์เวลาที่เหมาะสมสำหรับการส่งอีเมล แบ่งเซ็กเมนต์อีเมลอย่างชาญฉลาดโดยอ้างอิงจากการติดต่อสื่อสารของแต่ละคน

นอกจากนี้ เพิ่มความสะดวกในการสร้างอีเมล จากเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากหากต้องพึ่งพาเอเยนซีหรือกราฟฟิกดีไซเนอร์ มีข้อมูลเชิงลึกวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจเพื่อแบ่งเซ็กเมนต์กลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น สามารถสร้างข้อความหลายภาษา และยังปรับขนาดและนำเสนออีเมลตามบริบท พร้อมกับในการปรับเปลี่ยนการจัดส่งในแบบเรียลไทม์จะช่วยให้อีเมลถูกส่งถึงผู้รับแต่ละคนตามเวลาที่เหมาะสม

เตือนภัยคุกคามไซเบอร์มุ่งโจมตีเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561640

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 12:24 น.

เตือนภัยคุกคามไซเบอร์มุ่งโจมตีเอเชีย

แคสเปอร์สกี้ ชี้ปี 2561 ภัยคุกคามไซเบอร์ทั่วโลกพุ่ง 700 เท่า แรนซัมแวร์โจมตี ดาต้าบุคคล ไอโอที สมาร์ทโฟน

นายเซียง เทียง โยว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แคสเปอร์สกี้ แลป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเชื่อมต่อกับดีไวซ์ของคนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในปี 2561 ความเสี่ยงภัยคุกคามในโลกไซเบอร์เพิ่มขึ้น 700 เท่าตัว โดยดาต้ากลายเป็นทรัพย์สินสำคัญของบุคคลที่สำคัญ ซึ่งพบว่า 11% ของคนทั่วไปมีโอกาสเสี่ยงโดนโจมตีจากแรนซัมแวร์

สำหรับปีนี้พบว่ามีแอ็กเคาต์ของบุคคลราว 1.5 ล้านแอ็กเคานต์ที่โดนโจมตี และสร้างรายได้ให้กับแฮ็กเกอร์ตั้งแต่ 3-200 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้แรนซัมแวร์ยังคงโจมตีองค์กรในสัดส่วน 23% สิ่งที่สร้างความกังวลจากการใช้คลาวด์ 59% ขององค์กรจะใช้บริการคลาวด์จากผู้ให้บริการ รวมถึงการโจมตีไอโอที แอพพลิเคชั่นปลอม เป็นต้น

ขณะที่การคุกคามไซเบอร์องค์กรธุรกิจระดับสูงในครึ่งปีหลังพบว่า มีกลุ่ม Lazarus แฮ็กเกอร์เกาหลีจะเข้าโจมตีธุรกิจการเงินในลาตินอเมริกา ส่วนการโจมตีตลาดเอเชีย ได้แก่ Turla Caka Uroburos /Snake จะส่งอีเมลปลอมเพื่อลวงให้เปิดอ่านโจมตีในตะวันออกกลาง มัลแวร์ Roaming Mantis จะโจมตีอุปกรณ์ไอโอที และสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์และไอโอเอส

ปลอมแปลง ข้อมูลผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561628

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ปลอมแปลง ข้อมูลผู้ป่วย

นักวิจัยความปลอดภัยของ McAfee พบช่องทางที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยและสามารถส่งข้อมูลปลอมไปยังศูนย์กลางของโรงพยาบาลได้ แฮ็กเกอร์สามารถใช้วิธีการเปิดช่องทางปลอมแปลงข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยได้โดย

1.การสลับอุปกรณ์ที่โรงพยาบาลใช้ เพื่อเปิดช่องทางปลอมแปลงข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วย และ 2.เข้าถึงเครือข่ายของทางโรงพยาบาล

เมื่อแฮ็กเกอร์สามารถเข้าไปในเครือข่ายได้ไม่ว่าจากช่องทางใด พวกเขาสามารถควบคุมข้อมูลส่วนกลาง และรับข้อมูลที่ส่งมาจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นอื่นๆ และส่งข้อมูลตามความต้องการของตัวเองได้

แฮ็กเกอร์สามารถควบคุมข้อมูลทั้งหมดได้แบบเรียลไทม์ ผ่านโปรโตคอลของอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่อยู่ภายในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไว-ไฟ หรือแลนเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนการแสดงผลข้อมูลทางการแพทย์ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด และระดับออกซิเจนในเลือดได้

นักวิจัยที่พบช่องโหว่กำลังติดต่อกับผู้ผลิตให้ดำเนินการแก้ไขความผิดพลาดของระบบ เพื่อป้องกันการโจมตีจากแฮ็กเกอร์ที่ไม่คาดฝันในอนาคต

ชนะด้วยเป้าระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561539

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 14:03 น.

ชนะด้วยเป้าระยะยาว

โลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน หากยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ ดูจะยั่งยืนกว่าการฝากขายสินค้าผ่านตัวกลางเพียงอย่างเดียว

************************************

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com นายกสมาคมผู้ประกอบการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Thai e-Commerce Association)

ข่าวคราวอี-คอมเมิร์ซเมื่อไม่นานมานี้ ว่าด้วยเรื่องลาซาด้า (Lazada) ที่ตัดสินใจไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นสำหรับผู้ขายในทุกประเภทสินค้า จากเดิมที่ต้องถูกหักค่าคอมมิชชั่น 4-12% ซึ่งเป็นการดีสำหรับผู้ขายที่สามารถมีช่องทางขายฟรี และช่วยลดต้นทุนในการขายอีกต่างหาก

แรกเริ่มลาซาด้ามี Rocket Internet เป็นผู้ร่วมลงทุนก่อตั้ง (Venture Builder) ลาซาด้าเปิดในไทยและในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในปี 2555 ผมเคยอ่าน Investment Deck แผนคือต้องการจะทำให้ลาซาด้ามีกำไร หรือถึงจุดคุ้มทุน ภายใน 5 ปี คือภายในปี 2560

ช่วงแรกที่เปิดตัวลงทุนสูงมากทั้งลดแลกแจกแถม ผลปรากฏว่าพอดำเนินธุรกิจไปธุรกิจก็เติบโตได้ดี แต่โอกาสทำกำไรยังริบหรี่ และดูท่าทียังไม่สามารถทำกำไรได้ตามแผน นักลงทุนเริ่มกังวลและชะลอการปั๊มเงินเข้าไปในลาซาด้าเพิ่มในช่วงนั้น และธุรกิจเริ่มมีความเสี่ยง จนในที่สุด Rocket Internet จึงขายลาซาด้าให้กับอาลีบาบาในปี 2016 ถ้าไม่ขายตอนนั้น เงินสดมีโอกาสหมดได้

ตัดภาพมาปี 2561 ในวันที่อาลีบาบาเป็นเจ้าของลาซาด้าเต็มตัวและแจ็ค หม่า ประกาศว่า อาลีบาบาจะเป็นธุรกิจที่มีอายุมากถึง 102 ปี หมายถึง เขาลงทุนกับลาซาด้าโดยมองเป้าระยะยาว และเขามีเงินอัดเข้ามาได้เรื่อยๆ จากธุรกิจที่ทำผลกำไรให้ในประเทศจีน

ปรับค่าคอมมิชชั่นร้านค้าเป็น 0% เพื่ออะไร หมากนี้คือ อยากชนะในสงคราม ด้วยการสร้างฐานร้านค้าให้มากๆ ก่อน หลังจากนั้นค่อยหาทางทำเงิน ซึ่งรอได้ยาวๆ เป็น 10 ปี

สำหรับร้านค้าได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะไม่ว่าจะไปลงขายกับช้อปปี้ หรือลาซาด้า ก็ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ลาซาด้าจะสามารถขยายร้านค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น เดิมมีร้านค้าบางกลุ่มไม่ขายที่ลาซาด้า เพราะหักค่าคอมฯ สูงเกินกว่าที่เค้ามีกำไร สุดท้ายร้านค้ารายย่อยจะทยอยมาเปิดที่ลาซาด้ามากขึ้น

การแข่งขันอี-มาร์เก็ตเพลส ในไทย แทบจะแบ่งแยกไปเลยว่ารายใหญ่เท่านั้นถึงจะกล้ามาแข่งกับลาซาด้าช้อปปี้ และเจดี การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ใครอ่อนแออาจพ่ายแพ้ได้ ใครเงินหมดก่อนก็อาจต้องยกธงขาว ซึ่งการแข่งขันดีกับผู้บริโภคในการมีตัวเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้น

แม้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซประเทศไทยจะไม่มีผู้เล่นที่เป็นมัลติ แคธิกอรี่ อี-มาร์เก็ตเพลส สัญชาติไทยมาสักพักแล้ว และจะเป็นแบบนี้ต่อไป ใครอยากเข้ามาแข่งในตลาดนี้จะต้องเตรียมเงินไว้อย่างต่ำ 1 หมื่นล้านบาท

ผู้ประกอบการเองก็อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าจะได้ค่าคอมฯ 0% ในระยะยาว ควรมองช่องทางการขายให้หลากหลายช่อง ทั้งโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ที่เราสามารถบริหารจัดการพูดคุยโดยตรงกับลูกค้าได้ และเน้นเรื่องการสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเอง เพื่อต่อยอดการขาย และกระตุ้นการซื้อซ้ำได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาอี-มาร์เก็ตเพลสหรือช่องทางอื่นๆ มากนัก

เพราะในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน หากยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเข้าถึงหัวใจลูกค้า ให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ ตรงนี้ดูจะยั่งยืนกว่าการฝากขายสินค้าผ่านตัวกลางเพียงอย่างเดียวครับ

โนเกียลุย5จีบรอดแบนด์700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561500

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 08:45 น.

โนเกียลุย5จีบรอดแบนด์700

โนเกียเปิดโผเทคโนโลยี 5จี ชูระบบเอ็นอาร์รองรับเครือข่ายบรอดแบนด์ มั่นใจตลาดไทยเริ่มใช้เชิงพาณิชย์ 2563

นายเซบาสเตียน โลฮอง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย บริษัท โนเกีย เปิดเผยว่า แผนของบริษัทรุกเทคโนโลยี 5จี เพื่อรองรับไทยเข้าสู่ 5จี ปี 2563 ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเริ่มเป็นขั้นตอนหรือเป็น สเต็ปไป โดยขณะนี้ไทยถือว่ามีความพร้อมของคลื่นที่จะรองรับ 5จี แต่ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดสรรคลื่นย่านความถี่รองรับ โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ใช้คลื่นย่านความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ แนวโน้มของธุรกิจไทยใช้คลาวด์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2558 ไปสู่ปี 2562 ราว 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูล หรือดาต้าจะไม่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ การก้าวสู่ 5จี ทำให้เกิดธุรกิจเซ็กเมนต์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมโรงงานสู่ยุคไอโอที สมาร์ทซิตี้ ธุรกิจเฮลท์แคร์ โลจิสติกส์ และคมนาคม สำหรับเทคโนโลยีของบริษัท โนเกีย 5จี New Radio (NR) จะช่วยให้โครงข่ายโทรคมนาคมเป็นระบบรับส่งข้อมูลทางอากาศแบบใหม่ รับเครือข่ายบรอดแบนด์ของอุปกรณ์เคลื่อนที่

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีการ กระจายสัญญาณไว-ไฟของโนเกียแบบ Mesh และ Home Insight โนเกีย ไว-ไฟ เป็นโซลูชั่นที่ช่วยกระจายสัญญาณไว-ไฟความเร็วสูง และโนเกีย อัลตรา คอมแพกต์ เน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายแอลทีอี สามารถเชื่อมต่อได้ครอบคลุมพื้นที่และทันที พร้อมกับมีบริการโซลูชั่นคลาวด์ ออโตเมชั่น ซึ่งมุ่งเน้นเจาะกลุ่มโรงงานเฮลท์แคร์ ส่วนภาพรวมปีนี้ชิปเมนต์ถือว่ารองรับ 5จี แล้ว ส่วนกลุ่มมือถือในปีหน้าจะเริ่มมีดีไวซ์ออกมาสู่ตลาด

สำหรับพฤติกรรมของคนไทยพบว่า 86% ต้องการทำกิจกรรมบนสมาร์ทโฟน อาทิ การใช้งานสมาร์ทโฟน 75% เพื่อการดูรับชมวิดีโอและแนวโน้มต้องการความคมชัดมากขึ้น เช่น การรับชมคอนเทนต์หรือการถ่ายทอดสด 4K และแนวโน้มต่อไปจะเป็นระบบ 8K รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเออาร์หรือวีอาร์

ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีไว-ไฟของโนเกีย เช่น โรงแรมในสมุยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นำเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกเพื่อให้บริการลูกค้าในห้อง หรือภาคการเกษตรสู่สมาร์ทฟาร์ม โดยการติดตั้งชิปเมนต์ เป็นต้น

“หัวเว่ย”เซ็นเอ็มโอยูนำร่องทดลองระบบ5จีรายแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561476

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 21:42 น.

"หัวเว่ย"เซ็นเอ็มโอยูนำร่องทดลองระบบ5จีรายแรกในไทย

หัวเว่ยพร้อมทดลองระบบ 5จี โครงการ 5จี Test Bed ในดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ จ่อเอ็มโอยูดีอีรายแรกวันที่ 24 ส.ค.นี้

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ส.ค. 2561 นี้ ตัวแทนจากบริษัท หัวเว่ย จะร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับกระทรวงดีอี เรื่องการทดลองระบบ 5จี ภายใต้โครงการ 5จี Test Bed ในพื้นที่ดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ โดยหัวเว่ยจะเป็นเอกชนรายแรกที่เข้าร่วมทดลองระบบ 5จี ซึ่งในอนาคตกระทรวงดีอีจะร่วมมือกับเอกชนอีกหลายแห่งในการทดลองระบบ 5จี ด้วย

ทั้งนี้ การพัฒนาพื้นที่ทดลองระบบ 5จี ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดหาคลื่นความถี่ ซึ่งเบื้องต้นสำนักงานกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอให้ใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 3.3-4.2 กิกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 24-29 กิกะเฮิรตซ์ ในการทดลองระบบ 2.การจัดหาอุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นการลงทุนของภาคเอกชน เช่น หัวเว่ย

3.การเปิดให้ผู้ให้บริการเข้ามาทดลองระบบในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมระบบ 5จี ในอนาคต และ 4.การพัฒนาแอพพลิเคชั่นในการทดลองระบบ โดย

ด้านพื้นที่ทดสอบระบบ 5จี ในระยะยาวจะใช้พื้นที่ของดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ แต่ระหว่างการพัฒนาอาจใช้พื้นที่ใกล้เคียงไปก่อน

ภาพ เอเอฟพี