“แอปเปิล”ถอนแอพฯผิดกฎหมาย2.5หมื่นแอพฯในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561409

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 12:13 น.

"แอปเปิล"ถอนแอพฯผิดกฎหมาย2.5หมื่นแอพฯในจีน

“แอปเปิล”ประกาศถอนแอพพลิเคชั่นผิดกฎหมาย 25,000 แอพฯจากแอพฯสโตร์ในประเทศจีน

แอปเปิล อิงค์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ได้ตัดสินใจถอนแอพพลิเคชันที่ผิดกฎหมายจาก “แอปเปิล แอพ สโตร์” ในประเทศจีน หลังจากสื่อของรัฐบาลจีนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทางบริษัทไม่พยายามควบคุมข้อมูลหรือเนื้อหาที่เป็นเรื่องต้องห้ามของรัฐบาลจีน

แอปเปิลระบุว่า บริษัทได้ถอนแอพพลิเคชันจำนวนมากในประเทศจีน ซึ่งรวมถึงแอพพลิเคชันการพนัน ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยบริษัทจะจับตาสถานการณ์แอพฯที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานว่า แอปเปิลได้ทำการถอนแอพพลิเคชันไปแล้วประมาณ 25,000 แอพฯ

ด้าน กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนระบุว่า แอปเปิลให้บริการแอพพลิเคชันกว่า 1.8 ล้านแอพฯ บนแอปเปิลสโตร์ในจีน โดยการถอนแอพพลิเคชันจำนวน 25,000 แอพฯนั้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.4 % จากทั้งหมด

ภาพ เอเอฟพี

รับมือ แฮ็กไอจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561406

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 12:05 น.

รับมือ แฮ็กไอจี

อินโฟอินเทรนด์

ร็วๆ นี้เกิดเหตุการณ์สะเทือนโลกโซเชียลอีกครั้ง เมื่อผู้ใช้อินสตาแกรมหลายรายถูกล็อกออกจากบัญชีของตัวเองและเข้าใช้งานอีกไม่ได้เนื่องจากถูกโจรไซเบอร์แฮ็กและเปลี่ยนข้อมูลทุกอย่าง ทั้งชื่อบัญชี รูปโปรไฟล์ อีเมล และเบอร์โทรศัพท์ ทำให้การกู้คืนบัญชีนั้นยากมาก

นาเดซดา เดมิโดวา นักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของแคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่พบว่าโจรไซเบอร์ใช้วิธีการใดในการเข้าถึงโปรไฟล์ของผู้ใช้อินสตาแกรม แต่วิธีการที่โจรมักใช้โจมตีคือผ่านฟิชชิ่ง จากข้อมูลของแคสเปอร์สกี้ แลป ชี้ว่าในปี 2561นี้ ผลิตภัณฑ์ของแคสเปอร์สกี้ แลป สามารถป้องกันการพยายามโจมตีที่เกิดจากการเข้าเพจฟิชชิ่งในอินสตาแกรมถึง 6.8 หมื่นครั้ง

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจคือในช่วงปลายเดือน ก.ค. ก่อนเกิดเหตุแฮ็กครั้งนี้ นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป ตรวจพบจำนวนการโจมตีฟิชชิ่งพุ่งกระฉูดขึ้นมากจาก 150 ครั้ง เป็นเกือบ 600 ครั้ง/วัน และผู้ใช้อินสตาแกรมนั่นเองคือช่องโหว่ที่แฮ็กเกอร์จ้องใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น การกรอกข้อมูลส่วนบุคคลในเว็บฟิชชิ่ง แอพที่ไม่ผ่านการตรวจรับรองและการใช้งานเพจที่ทำลอกเลียนแบบ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากความนิยมใช้งานอินสตาแกรมของคนจำนวนมาก ที่มีผู้ใช้มากกว่าพันล้านรายนี่เอง ที่ทำให้อินสตาแกรมเป็นเป้าดึงดูดใจโจรไซเบอร์ เมื่อโจรไซเบอร์แฮ็กเข้าบัญชีผู้ใช้แล้วก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการโต้ตอบสื่อสารต่างๆ ได้ โปรไฟล์ของผู้ใช้ยังจะถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลสแปมและฟิชชิ่งต่อไปด้วย นั่นคือมหันตภัยของไซเบอร์ที่นับว่าจะยิ่งใกล้ตัวยิ่งขึ้นและผู้ใช้งานต้องเตรียมตัวรับมือ

ผลประมูลคลื่น1800 “เอไอเอส-ดีแทค”คว้าบริษัทละ1ใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561305

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 13:03 น.

ผลประมูลคลื่น1800 "เอไอเอส-ดีแทค"คว้าบริษัทละ1ใบอนุญาต

การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เอไอเอส และดีแทค ประมูลได้บริษัทละ 1 ใบอนุญาต รวมเงินประมูล 25,022 ล้านบาท

พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในวันนี้ (19 ส.ค. 2561) ได้เริ่มต้นเมื่อเวลา 10.00 น. และสิ้นสุดลงในเวลา 11.15 น. โดยมีผู้ประกอบการ 2 ราย เข้าร่วม ได้แก่ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด(DTN) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN)

พล.อ. สุกิจ กล่าวว่า ผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 1740 – 1785/1835 – 1880 MHz ในวันนี้ได้สิ้นสุดลง โดยมีรอบการประมูลจำนวน 4 รอบ ใช้เวลาในการประมูลรวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 15 นาที

สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในครั้งนี้ แบ่งชุดคลื่นความถี่จำนวน 9 ชุด ขนาดชุดละ 2 x 5 MHz ซึ่งมีผู้ชนะการประมูล และได้เสนอราคาชุดคลื่นความถี่รวม 2 ชุด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,022 ล้านบาท และมีการเลือกย่านความถี่ที่ชนะการประมูล ดังนี้

1. บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) เสนอราคารวม 12,511 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลจำนวน 1 ชุด คลื่นความถี่ชุดที่ 1 รวม 2 x 5 MHz ในช่วงความถี่วิทยุ 1740 – 1745 MHz คู่กับ 1835 – 1840 MHz

2. บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด(DTN) เสนอราคารวม 12,511 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลจำนวน 1 ชุด คลื่นความถี่ชุดที่ 2 รวม 2 x 5 MHz ในช่วงความถี่วิทยุ 1745 – 1750 MHz คู่กับ 1840 – 1845 MHz

ทั้งนี้ตามขั้นตอนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ได้ประกาศผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และประกาศให้การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว และจะมีการประชุมเพื่อรับรองผลการประมูลภายใน 7 วันนับจากวันที่สิ้นสุดการประมูล

สำหรับผู้ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินประมูลงวดที่ 1 เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของราคาการประมูลสูงสุดของตนเอง พร้อมจัดส่งหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลในส่วนที่เหลือภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งจะจัดส่งภายหลังการรับรองผลการประมูล

อาลีบาบารุกหนัก ดันคลาวด์อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561113

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 08:16 น.

อาลีบาบารุกหนัก ดันคลาวด์อาเซียน

อาลีบาบาเตรียมขยายบริการคลาวด์สู่อาเซียน หวังยกเครื่องธุรกิจค้าปลีกสู่รูปแบบดิจิทัล

อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีนเตรียมขยายการให้บริการระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง เข้าสู่ตลาดอาเซียน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกของภูมิภาคให้เปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายขยายฐานลูกค้าทั่วโลกให้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านคนภายในปี 2036

ทั้งนี้ ระบบคลาวด์ดังกล่าวประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ 9 รายการ รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูล อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) และบริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยบริการคลาวด์ล่าสุดจะช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกในอาเซียนเปลี่ยนสู่ นิว รีเทล ที่เป็นการผสมผสานค้าปลีกแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน

เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า อาเซียนเป็นตลาดสำคัญสำหรับธุรกิจคลาวด์ของบริษัท ขณะที่อาลีบาบากำลังเร่งขยายบริการดังกล่าวแข่งขันกับอเมซอนและไมโครซอฟท์ โดยบริษัทประกาศเปิดรับพันธมิตรในอาเซียนเพิ่มอีก 150 ราย และฝึกอบรมบุคลากรฝ่ายขายและเทคโนโลยีอีก 600 รายในปีหน้า เพื่อเร่งการขยายธุรกิจคลาวด์ในอาเซียน

อินฟลูเอนเซอร์ (influencer) ตอบโจทย์คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561069

  • วันที่ 16 ส.ค. 2561 เวลา 16:20 น.

อินฟลูเอนเซอร์ (influencer) ตอบโจทย์คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

โดย..ปากกาด้ามเดียว

การทำตลาดคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งผ่านผู้ใช้จริง หรือรีวิวเวอร์ส (Reviewers) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ไมโครอินฟลูเอนเซอร์สามารถตอบโจทย์การทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งแบบระยะยาว เพราะปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ให้อินฟลูเอนเซอร์มาถือผลิตภัณฑ์และโพสต์ลงโซเชียล แต่ต้องทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบอกเล่าประสบการณ์ผ่านบทความรีวิว รวมถึงต้องวัดผลได้ผ่านการเอ็นเกจเมนต์

อนุพงศ์ จันทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลเทอเนท 65 ผู้บริหาร “เรวู” แพลตฟอร์มรีวิวอันดับ 1 ของเมืองไทย ภายใต้บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า การทำคอนเทนต์ที่ดีควรทำแบบระยะยาวและจะต้องรองรับการเสิร์ชของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมีการค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ

สำหรับปีที่ 2 ของเรวูผ่านเว็บไซต์ th.revu.net ที่สร้างเนื้อหาการรีวิวสินค้าและบริการ ล่าสุด พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 50% และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากแบรนด์สินค้ามีจำนวนรีวิวในแพลตฟอร์มเรวูมากกว่า 1.2 หมื่นรีวิว และรีวิวเวอร์สกว่า 8,500 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีแคมเปญสินค้าบริการที่ใช้นักรีวิวผ่าน REVU กว่า 2,000 แคมเปญ

ปัจจุบันการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งในเมืองไทยได้แบ่งอินฟลูเอนเซอร์เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ คือ เซเลบริตี้ เพาเวอร์ อินฟลูเอนเซอร์ เพียร์ อินฟลูเอนเซอร์ และไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (ผู้ใช้จริง) ทั้ง 4 กลุ่มนี้จะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป

ดังนั้น หากนักการตลาดต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ควรเลือกใช้เซเลบริตี้หรือคนดัง เพราะจะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างที่สุด แต่หากต้องการสร้างคอนเทนต์มีความน่าเชื่อถือควรทำผ่านไมโครอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งการทำการตลาดคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งควรทำควบคู่กันไปทุกกลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มมีหน้าที่แตกต่างกัน

ขณะที่หมวดสินค้าบริการ 5 อันดับ ที่เลือกใช้แพลตฟอร์มรีวิวเรวูมาใช้เป็นกลยุทธ์ทำการตลาดให้แบรนด์ ได้แก่ หมวดสินค้า ความงาม ไลฟ์สไตล์ ไอทีและอุปกรณ์ สุขภาพ และอาหาร โดยในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าเติบโต 30% รวมทั้งเพิ่มรีวิวเวอร์สเป็น 1.5 หมื่นคน และในปีนี้มีแผนจะบุกตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในเวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน

ผู้ประกอบการควรทำอย่างไร เมื่่อสินค้าจีนทะลักเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560813

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 13:20 น.

ผู้ประกอบการควรทำอย่างไร เมื่่อสินค้าจีนทะลักเข้าไทย

โดย..ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา : ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com , นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

  • โอกาสในวิกฤต

ถ้าย้อนมาดูเฉพาะตลาดในประเทศ หากเราเป็นผู้ประกอบการคงมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยที่สินค้าของเรา อาจจะอยู่ในข่ายที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางด้านภาษีของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สินค้าจากจีนอาจจะหลั่งไหลเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น

อย่างที่ทราบกันว่า จุดแข็งของสินค้าจีน คือราคาที่ถูก ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ทั้งข้อตกลงเอฟทีเอ (Free Trade Agreement) ระหว่างไทย-จีน ที่ทำให้การนำเข้าสินค้าบางประเภทจากจีน เสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก หรือบางรายการเป็น 0% การแข่งขันกันกับจีนด้วยราคาสำหรับสินค้าทั่วๆ ไปที่ไม่ต้องการจุดเด่นหรือคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ผู้ผลิตจึงควรเพิ่มปัจจัยอื่นๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง อย่าลืมว่าการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเท่านั้น

  • ความมีเอกลักษณ์ของสินค้า

จุดเด่นของสินค้าไทยที่ผลิตภายในประเทศก็คือ ความมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านรสชาติ (ในกรณีที่สินค้าอยู่ในรูปแบบอาหาร) หรือเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบ รวมถึงการประยุกต์ความเป็นไทยเข้าไปในผลิตภัณฑ์ ซึ่งของเหล่านี้ลอกเลียนแบบได้ยาก โดยเฉพาะการลอกเลียนแบบจากประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ยิ่งสินค้าเรามีเอกลักษณ์โดดเด่นและลอกเลียนแบบได้ยากแค่ไหน ก็ย่อมสะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้กับสินค้าที่มีรูปแบบคล้ายกันจากต่างประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้การมีเอกลักษณ์ของสินค้าและบริการ ยังช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำและติดตลาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

  • การบริการและความน่าเชื่อถือ

สินค้าและบริการภายในประเทศ มักจะมีข้อได้เปรียบในด้านการบริการและความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ประกอบการสามารถให้ความรู้ ความเข้าใจกับลูกค้าได้ง่าย เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดทางด้านภาษาในการสื่อสาร รวมถึงการบริการหลังการขายที่ช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ด้านความน่าเชื่อถือ การที่เรามีโรงงานหรือสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งอยู่ในประเทศ ได้รับการรับรองมาตรฐานและสามารถสืบค้นได้ ก็จะช่วยให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้นด้วย

  • ความรวดเร็ว

ข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรวดเร็ว เนื่องจากแหล่งผลิต (อาจจะรวมถึงวัตถุดิบ) และตลาดอยู่ภายในประเทศเดียวกัน ย่อมมีความคล่องตัวในการจัดการผลิตสินค้า และการจัดส่งที่ดีกว่าการจัดส่งจากต่างประเทศอยู่มาก การที่สินค้าสองชิ้นที่มีความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านคุณสมบัติและราคา การที่ผู้ประกอบการภายในประเทศสามารถผลิตและจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่า ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หรือแม้กระทั่งการเคลมสินค้าในกรณีที่สินค้ามีปัญหาหรือมีตำหนิก็ตาม

  • เน้นคุณภาพเหนือราคา

เนื่องจากสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนขึ้นชื่อเรื่องข้อได้เปรียบทางด้านราคา หากเรามุ่งที่จะแข่งขันกับสินค้ากลุ่มนี้ด้วยราคาแล้ว เราควรที่จะเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้า ในราคาที่เหมาะสมมากกว่าที่จะเน้นแข่งขันในด้านราคา การที่สินค้ามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีการบริการที่ดี ย่อมมัดใจลูกค้าได้ง่ายกว่าสินค้าราคาถูกที่คุณภาพไม่ดีแน่นอนครับ

จะเห็นได้ว่า แม้นโยบายภาษีของสองยักษ์ใหญ่จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็สามารถที่จะพัฒนาจุดเด่นของเรา เพื่อลดผลกระทบ หรือเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับสินค้าและบริการของเราได้ครับ

เมื่อถึงยุคการใช้ เครื่องมือการตลาดให้ครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560811

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 12:10 น.

เมื่อถึงยุคการใช้ เครื่องมือการตลาดให้ครบ

โดย..กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ : ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไอท้อปพลัส

วันนี้เครื่องมือหรือแพลตฟอร์ม (Platform) ทางการตลาดมีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เว็บไซต์, กูเกิล เสิร์ช, แอดส์ เน็ตเวิร์ก (Ads Network), เฟซบุ๊ก, ไลน์แอด (Line@) รวมถึงยูทูบ (ไม่นับรวมอินสตาแกรมและทวิตเตอร์) คำถามที่มักจะถูกถามคือ ควรใช้อะไรดีถ้าเป็นยุค 2-3 ปีที่แล้วจะตอบง่ายมากคือใช้เว็บไซต์ แล้วขึ้นโฆษณากูเกิล แล้วก็เปิดเพจเฟซบุ๊กไว้ แค่นี้ก็ทำได้แล้ว

แต่ตอนนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ ครับ คนซื้อของยากขึ้น ค้นหาข้อมูลมากขึ้นในทุกๆ ช่องทาง และเราจะเริ่มสังเกตได้ว่า เดี๋ยวนี้ทุกสินค้าใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ที่หลากหลายขึ้น และเห็นครบเกือบทุกช่องทาง

วันนี้ถ้ามีคนมาถามผมว่า ทำการตลาดควรจะใช้อะไร ผมก็จะบอกว่า ใช้ทุกตัวครับ แต่แยกให้ออกว่าแต่ละตัวควรใช้อย่างไรบ้าง

เริ่มจากเบสิกสุด

  • เว็บไซต์ อันนี้ถือเป็นสื่อพื้นฐานที่ต้องมี มีไว้สำหรับให้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการ (Official Information) ทั้งข้อมูลธุรกิจและข้อมูลสินค้า รวมถึงใช้เป็นที่สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลลัพธ์ทางการตลาด ผ่านการติดโค้ด (Code) ที่จะเก็บข้อมูลลูกค้าจริง เพื่อนำไปใช้ต่อในเครื่องมือการตลาดอื่นๆ ได้
  • เฟซบุ๊ก เพจ (Facebook Page) อันนี้ถือว่าเป็นสื่อที่บังคับในบ้านเรา อันนี้ต้องใช้เพื่อสื่อสารคุณค่าของสินค้าหรือแบรนด์ สร้างคอนเทนต์ดีๆ ให้คนเชื่อถือ ให้คนสนใจ เข้าใจในจุดดีของเรา ขายของได้บ้าง (แต่อย่าเยอะ)

ที่สำคัญคือสื่อนี้ “ไม่ฟรี” นะครับ ฟรีแค่เปิดเพจ อยากให้เติบโตยังไงต้องทำโฆษณาครับ

  • กูเกิล เสิร์ช (Google Search) มีบทบาทสำคัญมากในการทำการตลาดที่เน้นผลลัพธ์หรือยอดขาย เพราะคนไทยยังไงก็มาเสิร์ชหาครับ เวลาอยากได้อะไร ยอมจ่ายเถอะครับ
  • แอดส์ เน็ตเวิร์ก (Ads Network) หรือโฆษณาแบบแบนเนอร์ อันนี้ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ครับ แต่เริ่มมีคนทำมากขึ้นเรื่อยๆ เน้นการสร้างความรู้จักในกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ย้ำนะครับว่ากลุ่มเป้าหมายที่ใช่ เวลาตั้งกลุ่มเป้าหมาย อย่าเลือกกลุ่มขนาดใหญ่มาก เลือกเฉพาะกลุ่มที่น่าจะเป็นที่สนใจเราจริงๆ อันนี้วัดผลยากมากครับ เน้นให้คนเป็นจำนวนมากๆ มีคลิกประมาณ 0.5% ก็โอเคครับ
  • ไลน์ แอด (Line@) สื่อใหม่ มาแรง อันนี้แนะนำให้มีครับ ไว้เก็บคนที่สนใจหรือลูกค้าเก่าเราครับ เน้นให้เป็นช่องทางสำหรับการทำซีอาร์เอ็ม หรือสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายครับ ให้ลูกค้าเราติดต่อเราได้ง่าย แจ้งข่าวสารหรือโปรฯ ดีๆ เน้นส่งไปที่ไทม์ไลน์ (Timeline) นะครับ อย่าส่งไปยังไลน์แอด เพราะคนจะบล็อกครับ อันนี้ช่วยได้ ค่าใช้จ่ายไม่แพง
  • ยูทูบ (YouTube) สื่อนี้เริ่มมีคนเข้ามาดูเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีหลายสำนักทำวิจัยมาว่า คนที่จะซื้อของจะเข้ามาดูที่ ยูทูบ เพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย แต่อันนี้ยังไม่ชัดนักนะครับ แนะนำให้ทำคลิปไว้บ้างก็ดีครับ

อันนี้เป็นภาพรวมครับ จะเห็นว่า ออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง (Online Marketing) มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป และความทันสมัยของสมาร์ทโฟน ยิ่งสมาร์ทโฟนฉลาดและเร็วขึ้นเท่าไหร่ ความง่ายของคนใช้จะง่ายขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งหาข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ มีผลทำให้การตัดสินใจของลูกค้าช้าลง เพราะตัวเลือกเยอะขึ้นเช่นกันครับ

“ซัมซุง”เล็งหยุดผลิตสมาร์ทโฟนในโรงงานจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560792

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 08:12 น.

"ซัมซุง"เล็งหยุดผลิตสมาร์ทโฟนในโรงงานจีน

ซัมซุงเตรียมพิจารณาหยุดผลิตสมาร์ทโฟนในโรงงานจีน หลังยอดขายตก-ค่าแรงพุ่ง

ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ยักษ์เทคโนโลยีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาระงับการผลิตโทรศัพท์มือถือของโรงงานเทียนจิน ซัมซุง เทเลคอม เทคโนโลยี ทางตอนเหนือของจีน หลังประสบภาวะยอดขายลดลง ประกอบกับต้นทุนด้านค่าแรงที่สูงขึ้น

รายงานระบุว่า ตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวมของซัมซุงกำลังชะลอตัว ดังนั้นธุรกิจเทียนจิน เทเลคอมของซัมซุงจะหันไปเน้นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และประสิทธิภาพการดำเนินงานให้บริษัทแทน

ในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ ซัมซุงมีส่วนแบ่งยอดขายสมาร์ทโฟนในตลาดจีนราว 20% แต่ในปัจจุบัน ส่วนแบ่งทางการตลาดของซัมซุงลดลงเหลือเพียงน้อยกว่า 1% เท่านั้น เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างดุเดือดจากสมาร์ทโฟนแบรนด์จีน อาทิ หัวเว่ยและเสี่ยวหมี่

ด้านรอยเตอร์สรายงานว่า ซัมซุงได้หันไปเน้นลงทุนด้านการผลิตสมาร์ทโฟนในเวียดนามและอินเดียแทน ด้วยการเปิดโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนแห่งใหญ่ที่สุดในโลก ในกรุงนิวเดลี เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตสมาร์ทโฟนของซัมซุง 2 แห่งในเวียดนามมีกำลังการผลิตสมาร์ทโฟนราว 240 ล้านเครื่อง/ปี ขณะที่โรงงานในเทียนจินสามารถผลิตได้ 36 ล้านเครื่อง/ปีเท่านั้น

ภาพ เอเอฟพี

บีโอไออนุมัติ “หัวเว่ย”ลงทุนในไทยเพิ่ม700ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560789

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 07:51 น.

บีโอไออนุมัติ "หัวเว่ย"ลงทุนในไทยเพิ่ม700ล้าน

บีโอไอเผยหัวเว่ยเตรียมลงทุนในไทยอีก 700 ล้าน เดินหน้ากิจการคลาวด์ เซอร์วิส รับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการได้พิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เพื่อดำเนินกิจการ คลาวด์ เซอร์วิส ในประเทศไทย เงินลงทุน 700 ล้านบาท ตั้งกิจการในดาต้าเซ็นเตอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ชลบุรี และอีกแห่งที่กรุงเทพมหานคร โดยจะให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐของไทย ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ ตลอดจนบุคคลทั่วไป

ทั้งนี้ โครงการคลาวด์เซอร์วิสของหัวเว่ย จะเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย เป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีคลาวด์ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถลดต้นทุนด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วย

ผุดบีบีไอเอ็กซ์ไทย สร้างฮับเชื่อมข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560699

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 10:26 น.

ผุดบีบีไอเอ็กซ์ไทย สร้างฮับเชื่อมข้อมูล

โดย ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ กับความร่วมมือครั้งสำคัญในการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือทรู ไอดีซี ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ครบวงจรของไทย กับบริษัท บีบีไอเอ็กซ์ ประเทศญี่ปุ่น ในการจัดตั้งบริษัท บีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์) เพื่อเป็นผู้ให้บริการศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange Point : IXP)

ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไปและประธานคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ทรู ไอดีซี เปิดเผยว่า การร่วมลงทุนก่อตั้งบริษัทครั้งนี้ ทรูไอดีซีจะถือหุ้นในสัดส่วน 51% และบีบีไอเอ็กซ์ ประเทศญี่ปุ่น จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% เพื่อให้บริการ IXP ระดับเวิลด์คลาสตามมาตรฐานสากลในไทย เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนธุรกิจเพื่อวิเคราะห์งบลงทุนและแผนการดำเนินงาน เบื้องต้นจะยึดหลักในการพัฒนาการให้บริการอินเทอร์เน็ตภายใต้แนวคิดการลดความยุ่งยากและซ้ำซ้อน การเพิ่มความรวดเร็ว และลดค่าใช้จ่าย ด้วยการเปลี่ยนการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แบบ Perring มาเชื่อมต่อกับ IXP

พร้อมกันนี้ จะนำเทคโนโลยีการให้บริการระดับเลเยอร์ 2 ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณการรับส่งข้อมูลปริมาณสูงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเข้ามาใช้ในประเทศไทย เพื่อรองรับการทำงานสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเทเลคอม ผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์ รวมถึงบริษัทอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งในอนาคตจะช่วยให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น และจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง IXP ของอาเซียน โดยคาดว่าแผนธุรกิจจะมีความชัดเจนช่วง 2-3 เดือนนี้ และจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปีนี้

“การเปิดให้บริการบีบีไอเอ็กซ์ ประเทศไทย จะสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยการให้บริการระดับเลเยอร์ 2 จะสามารถส่งข้อมูลโดยตรงถึงผู้ใช้งาน ช่วยให้การรับส่งข้อมูลออนไลน์มีความรวดเร็วขึ้น 5-6 เท่าตัว และจะช่วยลดต้นทุนของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ 10% หรือมากกว่าตามแต่ประเภทธุรกิจและจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค” ศุภรัฒศ์ กล่าว

เคอิชิ มากิโซโน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบีบีไอเอ็กซ์ และบริษัท บีบีไอเอ็กซ์อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า บริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยการให้บริการระดับเลเยอร์ 2 เข้ามายกระดับให้กับประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนระบบเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันไทยมีบริษัทที่ต้องการบริหารข้อมูลอินเทอร์เน็ตมากกว่า 560 ราย แม้จะเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของตลาดญี่ปุ่น แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโต โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มการใช้บริการระดับเลเยอร์ 2 เพิ่มขึ้น เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต สถาบันการเงิน ธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดการด้านข้อมูลสื่อมีเดีย

มากิโซโน กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในไทยครั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยจำนวนเม็ดเงินลงทุนได้ แต่ด้วยศักยภาพของประเทศไทยที่มีแนวโน้มเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตมาก จึงตัดสินใจร่วมมือกับทรูไอดีซี เพื่อพัฒนาการให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตให้เต็มประสิทธิภาพ โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ระบบของบีบีไอเอ็กซ์สามารถรองรับการขยายตัวได้มากกว่า 50 เท่า

เบื้องต้นการพัฒนาบริษัทจะขยายการบริการเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก เน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะขยายสู่นอกพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และระยะที่ 3 ขยายสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เริ่มต้นจากลาว เมียนมา และกัมพูชา