อียูเล็งปรับ “กูเกิล” อีกรอบ ฐานผูกขาดบริการแอพพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557719

  • วันที่ 16 ก.ค. 2561 เวลา 06:51 น.

อียูเล็งปรับ "กูเกิล" อีกรอบ ฐานผูกขาดบริการแอพพลิเคชั่น

อียูเตรียมปรับกูเกิลผูกขาดบริการแอพพลิเคชั่น คาดตลาดแข่งพัฒนาแอพแข่งขันสูงขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า สหภาพยุโรป (อียู) เตรียมจะสั่งปรับกูเกิล อีกรอบ โดยคาดว่าเป็นวงเงินมากกว่า 2,400 ล้านยูโร (ราว 9.34 หมื่นล้านบาท) ซึ่งสูงสุดเท่าที่มีการสั่งปรับมา อีกทั้งอาจพิจารณาใช้มาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม หลังอียูอ้างว่ากูเกิลกีดกันคู่แข่งด้วยการบังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จะใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ต้องฝังแอพพลิเคชั่นของกูเกิล เช่น เสิร์ชเอนจิ้น เบราเซอร์ อีเมล และแผนที่

ทั้งนี้ การสั่งปรับกูเกิลคาดว่าจะช่วยเพิ่มการแข่งขันพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนระบบแอนดรอยด์ ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน 80% เนื่องจากจะเปิดทางให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสามารถหันไปใช้แอพพลิเคชั่นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของกูเกิลได้มากขึ้น โดยสแตทเคาน์เตอร์ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล ระบุว่า กูเกิลครองตลาดเสิร์ชเอนจิ้นบนมือถือในยุโรป ด้วยส่วนแบ่ง 97% ส่วนเบราเซอร์โครมมีส่วนแบ่ง 64%

ด้าน กาเบรียล ไวน์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดัคดัคโก อิงค์ ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้น เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับบริษัท เพราะผู้ใช้จะมีโอกาสเลือกทางเลือกอื่น ส่วน ดาเนียล กลีสัน นักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทวิจัย โอวุม คาดว่าอีเมลอาจเป็นบริการของกูเกิลที่เผชิญความเสี่ยงสูงที่สุด หากบริษัทสมาร์ทโฟนสามารถใช้แอพอีเมลของตัวเอง

ภาพ เอเอฟพี

3มือถือรับใบประมูลคลื่นวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557716

  • วันที่ 16 ก.ค. 2561 เวลา 06:38 น.

3มือถือรับใบประมูลคลื่นวันนี้

กสทช.เตรียมเชิญค่ายมือถือ เข้าประมูลคลื่นความถี่ 900 และ 1800 อีกรอบ 16 ก.ค.นี้

จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกาศเชิญชวนและรับคำขอผู้สนใจเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 9-13 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่มีโอเปอเรเตอร์รายใดรับคำขอเข้าร่วมประมูล

อย่างไรก็ดี กสทช.จะออกมาประกาศเชิญอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมเข้ามารับคำขอประมูลอย่างเป็นทางการ

สำหรับความเคลื่อนไหวของ 3 โอเปอเรเตอร์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เตรียมเข้าไปรับคำขอประมูลคลื่นวันที่ 16 ก.ค.นี้ ขณะที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) จะส่งตัวแทนไปรับคำขอ เช่นเดียวกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะไปรับคำขอ ซึ่งเป็นการไปรับตามสิทธิ ส่วนจะประมูลหรือไม่จะประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง

โลกระดมกลยุทธ์ เร่งอุดช่อง’เฟก นิวส์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557494

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 08:38 น.

โลกระดมกลยุทธ์ เร่งอุดช่อง'เฟก นิวส์'

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเพียงเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ความรวดเร็วดังกล่าวก็เป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้ “ข่าวปลอม” หรือ Fake News ระบาดไปไกลและรวดเร็วยิ่งขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยสถาบันวิจัยเอ็มไอทีพบว่า ข่าวปลอมนั้นแพร่กระจายรวดเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่า

ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศจึงเร่งออกกฎหมายหวังใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อช่วยสกัดการปล่อยข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นประเทศยุโรปอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส รวมถึงบราซิลและมาเลเซีย

สำหรับ “เยอรมนี” นั้น เอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่ผ่านมา เพื่อปราบปรามการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบนโซเชียล มีเดีย รวมถึงข้อความแสดงความเกลียดชัง (เฮตสปีช) สื่อลามกอนาจาร และคอนเทนต์สนับสนุนการก่อการร้าย

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เสี่ยงเจอค่าปรับกว่า 50 ล้านยูโร (ราว 1,936 ล้านบาท) หากไม่สามารถขจัดคอนเทนต์สุ่มเสี่ยงดังกล่าวออกไปจากแพลตฟอร์ม ขณะที่ผู้อยู่เบื้องหลังการเผยแพร่คอนเทนต์ดังกล่าวอาจโดนปรับรายละ 5 ล้านยูโร (ราว 193 ล้านบาท)

ขณะที่ “ฝรั่งเศส” กำลังพิจารณาร่างกฎหมายใหม่เพื่อใช้ปราบปรามการบิดเบือนข้อมูล ก่อนการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในปีหน้า และเพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสปี 2017 ที่ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเผชิญข่าวลวงโจมตีช่วงหาเสียง

รายงานระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสสามารถระงับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จได้ทันทีก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงยังสั่งให้สื่อต่างชาติหยุดออกอากาศข่าวได้เช่นกัน หากบั่นทอนความมั่นคงของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี เอเอฟพีรายงานว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากหลายฝ่ายวิตกว่า ร่างกฎหมายใหม่ไม่ต่างอะไรกับการเซ็นเซอร์ ที่เสี่ยงบั่นทอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ เยอรมนีและฝรั่งเศสถือเป็น 2 ประเทศยุโรป ที่หวังใช้กฎหมายขจัดข่าวปลอมอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลอังกฤษเลือกแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแล ส่วนอิตาลีเพียงแค่เปิดบริการรับแจ้งข่าวปลอมออนไลน์

เมื่อข้ามฟากไปดูประเทศฝั่งอเมริกาใต้ “บราซิล” นับว่าตื่นตัวเรื่องข่าวปลอมไม่แพ้ยุโรป โดยเอเอฟพีรายงานว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวข้องกับการปราบปรามข่าวปลอมกว่า 14 ฉบับ เพื่อป้องกันข่าวลวงระบาดหนักก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน ต.ค.ปีนี้

รายงานระบุว่า ขณะนี้ร่างฉบับหนึ่งผ่านการพิจารณาในสภาล่าง และได้รับการส่งต่อไปยังสภาสูงแล้ว โดยร่าง ดังกล่าวกำหนดให้ผู้ปล่อยข่าวปลอมต้องได้รับโทษจำคุก 3 ปี หากเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสุขภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเลือกตั้ง และข้อมูลทั้งหมดที่ส่งผลต่อสาธารณชน

ไม่เพียงเท่านั้น เอเอฟพีรายงานว่า บราซิลยังเพิ่มวิชาวิเคราะห์และแยกแยะข่าวปลอมในการเรียนการสอนของโรงเรียนด้วย นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2017

“จุดมุ่งหมายของวิชาดังกล่าวคือการสอนให้นักเรียนแยกแยะข่าวปลอมได้ และขณะนี้วิชานี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนไปแล้ว” เลอันโดร เบกูโอชี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษา โนวา เอสโกลา กล่าว

ขณะเดียวกัน ประเทศอาเซียนอย่าง “มาเลเซีย” เพิ่งผ่านกฎหมายคุมเข้มข่าวลวงเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยผู้ปล่อยข่าวปลอมเสี่ยงเจอโทษจำคุก 6 ปี และสั่งปรับสูงสุด 5 แสนริงกิต (ราว 3.9 ล้านบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายมองว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อบีบพรรคฝ่ายค้านก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และใช้โจมตี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้สมัครตัวเต็งชิงตำแหน่งนายกฯ มาเลเซีย

ทั้งนี้ มหาเธร์ ซึ่งชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ เปิดเผยว่าจะยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในการประชุมสภาเดือนนี้

บิ๊กไอทีรุกอุดช่องโหว่

ปัญหาข่าวปลอมระบาดทั่วโลกออนไลน์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรดาบริษัทสื่อโซเชียลโดยตรง ทำให้บริษัทจำนวนมากเริ่มออกมาตรการต่างๆ แล้วในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุดนั้น “ยูทูบ” แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอรายใหญ่ ประกาศลงทุน 25  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 833 ล้านบาท) สนับสนุนการตั้งกลุ่มความร่วมมือกับสื่อและสำนักข่าวผลิตวิดีโอที่เชื่อถือได้ โดยกองทุนดังกล่าวคาดว่าจะใช้สนับสนุนการผลิตวิดีโอในราว 20 ประเทศ

ด้าน “วอตส์แอพ” เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ฟอร์เวิร์ด เลเบิล เพื่อช่วยระบุแหล่งที่มาของข้อความที่ต่อๆ กันผ่าน ผู้ใช้หลายคน หลังเกิดข่าวปลอมระบาดในอินเดียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ “เฟซบุ๊ก” กำลังหันไปจับมือกับองค์กรสื่อต่างๆ เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบนแพลตฟอร์ม รวมถึงเพิ่มความคุมเข้มในการลงโฆษณาด้วย ส่วน “ทวิตเตอร์” ประกาศปิดบัญชีปลอมปล่อยข่าวลวงกว่า 70 ล้านบัญชีเมื่อเดือน พ.ค. และ มิ.ย.ที่ผ่านมา

“ทรูมูฟ เอช”ยันตรวจสอบลงทะเบียนซิมเข้ม แจ้งความทันทีที่พบการปลอมบัตรประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557453

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 15:42 น.

"ทรูมูฟ เอช"ยันตรวจสอบลงทะเบียนซิมเข้ม แจ้งความทันทีที่พบการปลอมบัตรประชาชน

ทรูมูฟ เอช ยืนยันตรวจสอบการลงทะเบียนซิมด้วยความเข้มงวด แจ้งบก. ปอท. ทันทีที่พบการปลอมบัตรประชาชน พร้อมประสานกสทช. ร่วมพัฒนาระบบให้รัดกุมยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ทรูมูฟ เอช ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ได้ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีผู้ปลอมบัตรประชาชนของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วนำไปลงทะเบียนซิมการ์ดแบบเติมเงินของบริษัท เรียล มูฟ จำกัด นั้น บริษัท ฯ ขอชี้แจงว่า ทันทีที่ บริษัทฯ ตรวจสอบพบความผิดปกติจากการลงทะเบียนซิมการ์ดแบบเติมเงิน ผ่านแอพพลิเคชั่น “2 แชะ” บริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมข้อมูลหลักฐาน และแจ้งเรื่องต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดยเร็ว พร้อมประสานให้ความร่วมมือในการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ในที่สุดตามที่เป็นข่าว

สำหรับกรณีดังกล่าว เกิดจากการที่บริษัทฯ ได้มีการตรวจสอบระบบภายในเป็นประจำ และพบว่ามีการปลอมภาพในบัตรประชาชน และปลอมภาพถ่ายเพื่อใช้ในการทำ Face recognition ที่ตัวแทนจำหน่าย ด้วยการแสดงตัวตนผ่านการลงทะเบียนด้วยระบบ 2 แชะอัตลักษณ์ ที่กสทช. กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องใช้ในการลงทะเบียนซิมการ์ดสำหรับเปิดเบอร์ใหม่ โดยกรณีนี้เมื่อระบบการลงทะเบียนดังกล่าว จะตรวจ ภาพถ่ายจากบัตรประชาชน และภาพถ่ายการแสดงตัวตนในการแสดงอัตลักษณ์ตรงกัน และมีเลขบัตรประชาชน ซึ่งผู้กระทำผิดปลอมแปลงขึ้นมา ครบถ้วนแล้วนั้น จึงได้มีการอนุมัติให้เปิดซิมได้

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวบริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจ ได้ทำหนังสือแจ้ง กสทช. เพื่อขอให้ตรวจสอบระบบปฏิบัติงาน 2 แชะ อัตลักษณ์อย่างเร่งด่วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาช่องว่างที่มีอยู่ และร่วมกันพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป

รัฐตั้งทีมขับเคลื่อน5จี หวังพัฒนาระบบสื่อสารในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557401

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 07:22 น.

รัฐตั้งทีมขับเคลื่อน5จี หวังพัฒนาระบบสื่อสารในไทย

บอร์ดดีอีไฟเขียว จัดตั้งคณะทำงานเตรียมการ 5จี เพื่ออนาคต หวังทดลองในดิจิทัลพาร์คปีนี้

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่3/2561 ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า บอร์ดดีอีมีมติตั้ง “คณะทำงานเตรียมการ 5จี เพื่ออนาคต” เพื่อเร่งรัดการพัฒนาระบบ 5จี ในประเทศไทย โดยมี รมว.กระทรวงดีอี เป็นประธาน

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ จะประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงดีอี ตัวแทนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์ให้ออกแบบการใช้งาน 5จี ในอนาคตอย่างคุ้มค่าและเกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5จี ร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน ส่งผลให้ประหยัดการลงทุนระบบ 5จี มูลค่า 1 แสนล้านบาท

สำหรับการทดลองระบบ 5จี ในดิจิทัลพาร์ค ศรีราชา เป็นภารกิจแรกของคณะทำงานเตรียมการ 5จี เพื่ออนาคต โดยคาดว่าจะสามารถทดลองระบบได้ภายในปี 2561 เบื้องต้นจะใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา โดยเป็นความร่วมมือของรัฐและเอกชน ซึ่งกระทรวงดีอีจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น

ด้านคลื่นความถี่ที่จะใช้ทดลองระบบ 5จี ในเบื้องต้น กสทช.เสนอให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 24000-26000 เมกะเฮิรตซ์ โดยตามเกณฑ์ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ระบุว่าคลื่นความถี่ย่าน 3300-4200 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 24000-29000 เมกะเฮิรตซ์ เหมาะสมกับกิจการ 5จี โดยบอร์ดดีอีมีมติให้สำนักงาน กสทช.เร่งศึกษาคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับกิจการ 5จี ในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ บอร์ดดีอียังมีมติเสนอ พ.ร.บ.จัดตั้ง “สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ส.ค.นี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดช่องว่างด้านดิจิทัล เน้นการรวมกลุ่มของเอกชนด้านดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันยังกระจัดกระจาย เพื่อให้เอกชนทำงานร่วมกัน ทั้งร่วมศึกษาแนวทางการพัฒนาด้านดิจิทัลเพื่อเสนอเป็นแนวทางให้รัฐบาลต่อไป โดยสภาดิจิทัลจะทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทยด้วย มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจดำเนินตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติสภาดิจิทัลฯ

อังกฤษประเดิมสั่งปรับเฟซบุ๊ก5แสนปอนด์ ปมทำข้อมูลผู้ใช้หลุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557303

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 06:40 น.

อังกฤษประเดิมสั่งปรับเฟซบุ๊ก5แสนปอนด์ ปมทำข้อมูลผู้ใช้หลุด

อังกฤษจ่อปรับเฟซบุ๊ก 5 แสนปอนด์ ฐานปล่อยข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล เตรียมเจออีกหลายคดี

คณะกรรมการกำกับดูแลด้านข้อมูลของอังกฤษ (ไอซีโอ) เตรียมปรับเงินเฟซบุ๊ก 5 แสนปอนด์ (ราว 22 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุดที่ไอซีโอสามารถปรับบริษัทที่ละเมิดกฎหมายข้อมูลของอังกฤษ ฐานไม่สามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้กว่า 87 ล้านคนได้ หลังปล่อยให้เคมบริดจ์ อนาลิติกา บริษัทวิจัยในอังกฤษ นำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ

ไอซีโอ ระบุว่า เฟซบุ๊กละเมิดกฎหมายโดยการไม่สามารถรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไว้ได้ และไม่แจ้งผู้ใช้ว่าบุคคลที่สามนำข้อมูลไปใช้ในทิศทางใด ทั้งนี้คำตัดสินดังกล่าวยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด โดยเฟซบุ๊กมีโอกาสขอยื่นอุทธรณ์ไปขั้นตอนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่เฟซบุ๊กถูกเรียกปรับในครั้งนี้อาจเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ของบริษัท แต่ถือเป็นการลงโทษอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกสำหรับเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งส่งผลให้ชื่อเสียงของเฟซบุ๊กเสื่อมเสีย หุ้นตก และมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เฟซบุ๊ก ต้องขอโทษต่อรัฐสภาอังกฤษเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กกำลังเผชิญการสอบสวนจากอีกหลายหน่วยงาน อาทิ คณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติสหรัฐ (เอฟทีซี) สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (เอสอีซี) ในกรณีการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้

ภาพ เอเอฟพี

เฟซบุ๊กทุ่ม9พันล. ถ่ายทอดพรีเมียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556889

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 09:56 น.

เฟซบุ๊กทุ่ม9พันล. ถ่ายทอดพรีเมียร์

เฟซบุ๊กคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลในไทย และอีก 3 ประเทศในอาเซียน

เฟซบุ๊ก บรรลุข้อตกลงคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษครั้งแรกในไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว ด้วยมูลค่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 8,800 ล้านบาท) เป็นเวลา 3 ปี โดยจะเริ่มในปีหน้า

ด้านยักษ์ใหญ่สื่อโซเชียล มีเดีย เอาชนะบีอิน สปอร์ตส์ ซึ่งถือลิขสิทธิ์ในปัจจุบัน และฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ เอเชีย ในการประมูลลิขสิทธิ์ได้ถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกยอดนิยมที่สุดในโลก ทั้ง 380 แมตช์ ตลอดฤดูกาล 2019-2020 จนถึงปี 2022

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กพยายามเข้าสู่สังเวียนการถ่ายทอดสดกีฬาด้วยการถ่ายทอดศึกเมเจอร์ ลีก เบสบอล และลาลีกา ในสหรัฐ ผ่านการเป็นพาร์ตเนอร์กับ ฟอกซ์ สปอร์ตส์ มาก่อนหน้า อย่างไรก็ตามการคว้าลิขสิทธ์ครั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดรูปแบบในการดำเนินการอย่างไร

สำหรับการคว้าลิขสิทธิ์ของเฟซบุ๊ก เกิดขึ้นหลังจากอเมซอนคว้าสิทธิถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก 20 แมตช์/ฤดูกาลเมื่อเดือนที่แล้ว และยังเชื่อกันว่าพรีเมียร์ลีก ยังเตรียมเจรจากับ ยูทูบ และ เนตฟลิกซ์ เป็นเป้าหมายต่อไปในการขายสัญญาลิขสิทธิ์ทางโซเชียลมีเดีย

เดลล์หวังขยายฐานเกมเมอร์ ชี้ตลาดไอทีสดใสในรอบ3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556882

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 08:57 น.

เดลล์หวังขยายฐานเกมเมอร์ ชี้ตลาดไอทีสดใสในรอบ3ปี

เดลล์ส่งแล็ปท็อปรุ่นใหม่ขยายฐานตลาด เจาะช่วงราคา 2 หมื่น ปิดช่องโหว่หวังเพิ่มสัดส่วนการขายในกลุ่มขยายตัว 30%

นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ที่ชื่นชอบเกมและกลุ่มเกมเมอร์ทั่วโลกขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 383 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 ล้านคน ในปี 2562 ซึ่งตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นตลาดที่สำคัญ จากสัดส่วนนักกีฬาอี-สปอร์ตที่มีกว่า 80 ล้านคน จาก 168 ล้านคนทั่วโลก ส่งผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ในภูมิภาค

สำหรับตลาดไอทีในประเทศไทย ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สดใส โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป จากอานิสงส์ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น จะสนับสนุนให้ภาพรวมตลาดขยายตัวขึ้นในรอบ 3 ปี และด้วยจัดการแข่งขันกีฬาอี-สปอร์ตในเอเชียนเกมส์ 2018 จะยิ่งสนับสนุนให้ตลาดเกมเมอร์เติบโตอย่างหวือหวาและมีนัยสำคัญ

ขณะที่บริษัทจะมุ่งเน้นขยายฐานตลาดในกลุ่มเกมเมอร์ ล่าสุดเปิดไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีราคาถูกที่สุดในตัว เกมมิ่ง แล็ปท็อป ได้แก่ เดลล์ จี3 และเดลล์ จี7 โดยมุ่งเน้นศักยภาพและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความง่ายในการใช้งาน ซึ่งซีรี่ส์ใหม่นี้จะทำให้เดลล์ มี เกมมิ่ง แล็ปท็อปในการรองรับความต้องการของลูกค้า รวมถึง 8 รุ่น มีราคาตั้งแต่ 2 หมื่น-1.5 แสนบาท

ปัจจุบันเดลล์มีสัดส่วนการขาย เกมมิ่ง แล็ปท็อปอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งจากฐานราคาช่วง 2-4 หมื่นบาทของ รุ่นซีรี่ส์จี จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและได้รับความนิยมในตลาด โดยคาดว่าในอนาคตสัดส่วนยอดขายเกมมิ่ง แล็ปท็อป จะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 30% และจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

“ความท้าทายของเดลล์ที่ผ่านมาคือ การที่เดลล์ไม่มีฐานราคาช่วง 2 หมื่นบาท ที่ส่วนใหญ่จะได้รับความนิยมในตลาด ซึ่งการเปิดตัวซีรีส์ใหม่นี้จะเข้ามาลดข้อจำกัดและช่วยขยายฐาน ลูกค้าให้กว้างขึ้น” นายอโณทัย กล่าว

ทั้งนี้ เดลล์ถือเป็นผู้นำในตลาด เกมมิ่งและไม่ได้มุ่งเน้นการแข่งขันที่ราคากับแบรนด์อื่นๆ แม้จะมีการลดราคาแข่งขันกันในเซ็กเมนต์ต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคในกลุ่มเกมเมอร์ ส่วนใหญ่จะเลือกจากฟีเจอร์ฟังก์ชั่น ประสิทธิภาพ แบรนด์ และราคา

นายอโณทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท มีแผนจะเพิ่มช่องทางการขายผ่าน ออนไลน์มากขึ้น หลังล่าสุดได้ร่วมกับ ลาซาด้าในการจัดจำหน่าย โดยคาดว่า ยอดขายของบริษัทในปีนี้จะขยายตัว เช่นเดียวกันปีก่อนที่เติบโต 2.3%

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556786

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 07:47 น.

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ไพรซ์ซ่าเผยคนไทย เชื่อมั่นช็อปสินค้าออนไลน์เพิ่ม จุดพลุอี-คอมเมิร์ซแข่งเดือด เปิดบริการใหม่ เปรียบเทียบบัตรเครดิต ประกันภัย

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ไพรซ์ซ่า เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังสามารถเติบโตได้ปีละมากกว่า 20% อย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยมีความ เชื่อมั่นต่อการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยพบว่าช่วงครึ่งปีแรก มีผู้เข้าเยี่ยมชม ไพรซ์ซ่าผ่านทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น 70 ล้านครั้ง มีการซื้อสินค้า 2.98% จากเมื่อปีที่ผ่านมา 2.81% ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ 1,702 บาท/ครั้ง

ทั้งนี้ แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง มาร์เก็ตเพลสจะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น เพราะมี รายใหญ่จากต่างชาติเริ่มบุกตลาด และรายที่ชะลอการทำตลาดจะกลับมารุกตลาดอีกครั้ง ประกอบกับการเติบโตของกลุ่มอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การ สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต้องปรับตัว เพิ่มกลยุทธ์และจุดขายรองรับการแข่งขันกับสินค้าข้ามพรมแดนจากต่างชาติ

ขณะที่บริษัทวางแผนเพิ่มบริการใหม่ ได้แก่ บริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและประกันภัย 3 ด้าน ได้แก่ 1.บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์มากกว่า 1.6 ล้านแผนประกัน 2.เปรียบเทียบบัตรเครดิตกว่า 69 ใบ 3.เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล จากสถาบันการเงินชั้นนำ ส่วนเป้าหมายจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมไพรซ์ซ่า 187 ล้านครั้ง จากปีก่อนราว 125 ล้านครั้ง

“บริการใหม่ช่วยให้การตัดสินใจซื้อสินค้าได้ราคาดีที่สุด และไพรซ์ซ่ายังช่วยเรื่องการให้ข้อมูลการชำระเงินผ่านการช็อปปิ้งออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินที่คุ้มค่า ขณะที่บริการเปรียบเทียบบัตรเครดิต จากการทำโปรโมชั่น ของธนาคาร จะผลักดันให้บริษัทมีรายได้จากโฆษณา” นายธนาวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ครึ่งปีหลังจะเปิดให้บริการฟินเทค และเตรียมรุกตลาดในอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าอี-คอมเมิร์ซจะมีมูลค่า 1.45 ล้านล้านบาท ในปี 2568 หรือคิดเป็น 50% ของตลาดอี-คอมเมิร์ซในอาเซียน

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556786

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 07:47 น.

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ไพรซ์ซ่าเผยคนไทย เชื่อมั่นช็อปสินค้าออนไลน์เพิ่ม จุดพลุอี-คอมเมิร์ซแข่งเดือด เปิดบริการใหม่ เปรียบเทียบบัตรเครดิต ประกันภัย

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ไพรซ์ซ่า เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังสามารถเติบโตได้ปีละมากกว่า 20% อย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยมีความ เชื่อมั่นต่อการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยพบว่าช่วงครึ่งปีแรก มีผู้เข้าเยี่ยมชม ไพรซ์ซ่าผ่านทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น 70 ล้านครั้ง มีการซื้อสินค้า 2.98% จากเมื่อปีที่ผ่านมา 2.81% ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ 1,702 บาท/ครั้ง

ทั้งนี้ แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง มาร์เก็ตเพลสจะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น เพราะมี รายใหญ่จากต่างชาติเริ่มบุกตลาด และรายที่ชะลอการทำตลาดจะกลับมารุกตลาดอีกครั้ง ประกอบกับการเติบโตของกลุ่มอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การ สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต้องปรับตัว เพิ่มกลยุทธ์และจุดขายรองรับการแข่งขันกับสินค้าข้ามพรมแดนจากต่างชาติ

ขณะที่บริษัทวางแผนเพิ่มบริการใหม่ ได้แก่ บริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและประกันภัย 3 ด้าน ได้แก่ 1.บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์มากกว่า 1.6 ล้านแผนประกัน 2.เปรียบเทียบบัตรเครดิตกว่า 69 ใบ 3.เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล จากสถาบันการเงินชั้นนำ ส่วนเป้าหมายจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมไพรซ์ซ่า 187 ล้านครั้ง จากปีก่อนราว 125 ล้านครั้ง

“บริการใหม่ช่วยให้การตัดสินใจซื้อสินค้าได้ราคาดีที่สุด และไพรซ์ซ่ายังช่วยเรื่องการให้ข้อมูลการชำระเงินผ่านการช็อปปิ้งออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินที่คุ้มค่า ขณะที่บริการเปรียบเทียบบัตรเครดิต จากการทำโปรโมชั่น ของธนาคาร จะผลักดันให้บริษัทมีรายได้จากโฆษณา” นายธนาวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ครึ่งปีหลังจะเปิดให้บริการฟินเทค และเตรียมรุกตลาดในอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าอี-คอมเมิร์ซจะมีมูลค่า 1.45 ล้านล้านบาท ในปี 2568 หรือคิดเป็น 50% ของตลาดอี-คอมเมิร์ซในอาเซียน