กสทช.ลดค่าเช่าโครงข่ายให้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก-ไทยพีบีเอส-กรมประชาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554367

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2561 เวลา 19:22 น.

กสทช.ลดค่าเช่าโครงข่ายให้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก-ไทยพีบีเอส-กรมประชาฯ

กสทช. มีมติอนุมัติให้ปรับลดค่าเช่า MUX ของ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก Thai PBS และกรมประชาสัมพันธ์ ลงจากเดิม 22-26%

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (13 มิ.ย. 2561) ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบให้ปรับลดอัตราค่าเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX) ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) และกรมประชาสัมพันธ์ จากอัตราเดิมที่ใช้อยู่ ตามมติที่ประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองงาน กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามข้อเสนอของผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2561 ดังนี้

1. สถานีโทรทัศน์กองทัพบก อัตราค่าเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ช่องรายการประเภทความคมชัดปกติ (SD) 3.5 ล้านบาท/เดือน และช่องรายการประเภทความคมชัดสูง (HD) 10.5 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการปรับลดจากอัตราเดิมที่ อัตราค่าเช่าฯ ช่องรายการประเภทความคมชัดปกติ (SD) อยู่ที่ 4.72 ล้านบาท/เดือน และช่องรายการประเภทความคมชัดสูง (HD) 14.16 ล้านบาท/เดือน เท่ากับปรับลดลง 26%

2. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) อัตราค่าเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ช่องรายการประเภทความคมชัดปกติ (SD) 3.6 ล้านบาท/เดือน และช่องรายการประเภทความคมชัดสูง (HD) 10.8 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการปรับลดจากอัตราเดิมที่ อัตราค่าเช่าฯ ช่องรายการประเภทความคมชัดปกติ (SD) อยู่ที่ 4.6 ล้านบาท/เดือน และช่องรายการประเภทความคมชัดสูง (HD) 13.8 ล้านบาท/เดือน เท่ากับปรับลดลง 22%

3. กรมประชาสัมพันธ์ อัตราค่าเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ช่องรายการประเภทความคมชัดปกติ (SD) 3.6 ล้านบาท/เดือน และช่องรายการประเภทความคมชัดสูง (HD) 10.8 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการปรับลดจากอัตราเดิมที่ อัตราค่าเช่าฯ ช่องรายการประเภทความคมชัดปกติ (SD) อยู่ที่ 4.65 ล้านบาท/เดือน และช่องรายการประเภทความคมชัดสูง (HD) 13.95 ล้านบาท/เดือน เท่ากับปรับลดลง 23%

4. อัตราค่าเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลตามข้อ 1-3 ให้ใช้บังคับเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2561 และให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการทบทวนอัตราเช่าใช้บริการโครงข่ายฯ ให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรมตามข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไป หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด

สำหรับ กรณีของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) อยู่ในขั้นตอนของการนำส่งข้อมูล ซึ่งหากบริษัทฯ ไม่นำส่งข้อมูลภายในระยะเวลาที่กำหนด กสทช. จะดำเนินการพิจารณากำหนดอัตราค่าตอบแทนการเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลให้ โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ประกอบการพิจารณากำหนดอัตราค่าตอบแทนการเช่าใช้โครงข่ายฯ ทั้งนี้ เป็นไปตามมติ กสทช. ครั้งที่ 10/2561 วันที่ 30 พ.ค. 2561 แต่หากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นำส่งข้อมูลเข้ามาให้สำนักงาน กสทช. ก็จะมีการพิจารณากำหนดอัตราค่าตอบแทนการเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลก่อนที่จะมีการชำระค่าโครงข่ายให้แล้วเสร็จ

กสทช.เผย1เดือนยอดคนแจ้งสายสื่อสารไร้ระเบียบกว่า2,700เรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554104

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2561 เวลา 14:29 น.

กสทช.เผย1เดือนยอดคนแจ้งสายสื่อสารไร้ระเบียบกว่า2,700เรื่อง

กสทช. เผยสถิติการรับแจ้งปัญหาการพาดสายสื่อสารไม่เป็นระเบียบทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. – 8 มิ.ย. 61 รวมทั้งสิ้น 2,733 เรื่อง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงาน กสทช. ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันแจ้งปัญหาการพาดสายสื่อสารที่เป็นอันตราย ไม่เป็นระเบียบ มายังศูนย์ Call Center สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) รวมทั้งทาง Line ID : @nbtc1200 นั้น สำนักงาน กสทช. พบว่าสถิติการแจ้งปัญหาการพาดสายสื่อสายไม่เป็นระเบียบ ตั้งแต่วัน 8 พ.ค. – 8 มิ.ย. 2561 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,733 เรื่อง แยกเป็นตามพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,214 เรื่อง ภาคกลาง จำนวน 691 เรื่อง ภาคเหนือ จำนวน 339 เรื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 275 เรื่อง และภาคใต้ จำนวน 214 เรื่อง

ขณะนี้ สำนักงาน กสทช. กำลังเร่งรัดประสานให้หน่วยงานเจ้าของสายสื่อสารที่เป็นอันตรายในจุดทุกจุดตามที่ประชาชนแจ้งเข้ามา ให้รีบเข้าไปดำเนินการแก้ไขเพื่อให้สายสื่อสารที่พาดมีความเป็นระเบียบ ไม่เป็นอันตราย ต่อพี่น้องประชาชน ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดไว้

“สำนักงาน กสทช. ขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการแจ้งปัญหาการพาดสายสื่อสารที่เป็นอันตราย ไม่เป็นระเบียบ มายังสำนักงานฯ ถือเป็นความร่วมมือที่จะทำให้การดำเนินการในการแก้ไขปรับปรุงสายสื่อสารที่พาดไม่เป็นระเบียบ รกรุงรัง และเป็นอันตรายต่อประชาชน ได้รับการแก้ไขเร็วขึ้น และตรงจุด หลังจากนี้ ประชาชนยังคงสามารถแจ้งปัญหาการพาดสายสื่อสารที่เป็นอันตราย ไม่เป็นระเบียบ มายังศูนย์ Call Center สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) รวมทั้งทาง Line ID : @nbtc1200 เพื่อให้สำนักงาน กสทช. ประสานหน่วยงานเจ้าของสายเข้าไปแก้ไขปัญหาได้”นายฐากร กล่าว

นวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้า สำหรับพื้นที่ห่างไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553860

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:02 น.

นวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้า สำหรับพื้นที่ห่างไกล

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : มจธ.

แหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ไม่มีไฟฟ้าส่วนใหญ่กว่า 210 แห่งทั่วประเทศ ใช้เครื่องปั่นไฟที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากควันและเขม่า เสียงดัง คราบน้ำมัน ดูไม่ดีเลยถ้าอุทยานแห่งชาติฯ เสมือนกลายเป็นผู้ปลดปล่อยมลภาวะเสียเอง

จากจุดเริ่มต้นที่กลายมาเป็นไอเดียบวกๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จัดทำโครงการการศึกษารูปแบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนที่เหมาะสมในอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมดของไทย

ทั้งนี้ เพื่อจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนากลุ่มอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในภาคใต้ ครั้งที่ 1 เพื่อศึกษารูปแบบการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่เหมาะสมในอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศต่อไป

นับหนึ่งที่เกาะห้อง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ ซึ่งได้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับหัวหน้าอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภาคใต้กว่า 54 หน่วยงาน พร้อมสาธิตนวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้าใช้สำหรับพื้นที่ห่างไกล จะได้ผลอย่างไรตามไปดูกันเลยดีกว่า

ผศ.ดร.อุสาห์ บุญบำรุง นักวิจัย มจธ. เล่าว่า ห้องปฏิบัติการวิจัยบูรณาการระบบพลังงานสะอาดได้ทำการศึกษาโจทย์วิจัยระบบผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้อัตราค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบต่ำที่สุด ขณะที่เสถียรภาพสูงสุด โดยปัจจุบันใช้เทคโนโลยีระบบผลิตไฟฟ้าที่มีค่าใช้จ่ายเพียง 8 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน (ยูนิต) จากเดิม 20 บาท/ยูนิต หากเป็นเครื่องปั่นไฟที่ใช้น้ำมันดีเซลมีค่าใช้จ่ายประมาณ 25 บาท/ยูนิต

“การควบคุมระบบที่หลากหลาย ขนาดระบบมีความสะดวกในการขนส่ง เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ จึงทำให้มีโมเดลขนาดระบบผลิตไฟฟ้าที่มีความหลากหลายในการผลิตกำลังไฟฟ้า ตรงกับความต้องการในการใช้ในแต่ละอุทยาน เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า 10 ยูนิต/วัน 30 ยูนิต/วัน 50 ยูนิต/วัน”

ผศ.ดร.อุสาห์ เล่าต่อว่า โครงการฯ ดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมากว่า 4 ปี มั่นใจว่าจะสามารถนำไปใช้กับอุทยานแห่งชาติฯ ทั่วประเทศ โครงการฯ ได้เริ่มจัดอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกับอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภาคใต้ เพื่อสำรวจข้อมูลการใช้ไฟของแต่ละหน่วย เพื่อนำมาจัดทำเป็นแผนแม่บท ยกระดับอุทยานแห่งชาติสีเขียวทั่วประเทศ

“นวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้าใช้สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่เกาะห้อง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ เป็นเทคโนโลยีระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการควบคุมแบบทำนายล่วงหน้า โดยใช้ระบบพยากรณ์อากาศ ที่จะช่วยให้อัตราค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบต่ำลง นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมและแสดงผลผ่านมือถือได้”

คณะผู้วิจัยมีแนวคิดในการนำเทคนิคการทำนายล่วงหน้าในการประเมินศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการเดินเครื่องระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แทนระบบควบคุมแบบปรับตั้งค่าคงที่ (Set Point) ที่ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อระดับพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับที่กำหนด

ระบบควบคุมแบบทำนายล่วงหน้า จะช่วยให้อุทยานฯ ลดปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลลงกว่า 20% แก้ปัญหาอัตราค่าพลังงานที่สูง โดยระบบใหม่ค่าใช้จ่ายเพียง 8 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน (ยูนิต) โดยระบบทั้งหมดแสดงผลและควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ สะดวกและมีประสิทธิภาพมาก

พื้นที่บนเกาะแหล่งท่องเที่ยวที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงนั้น รัฐบาลมีนโยบายเดินสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งราคาสูงมากและส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเมื่อไฟฟ้าเข้าถึงได้สะดวก ก็ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้เสื่อมโทรม แต่นวัตกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จะช่วยควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวในจำนวนที่พอเหมาะ รักษาสิ่งแวดล้อมได้ ราคาไม่สูง

สุพจน์ เพริดพริ้ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ และหน่วยพิทักษ์เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเห็นความสำคัญของพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งง่าย ราคาไม่สูงนัก

“อุทยานแห่งชาติ 4.0 หรือ Smart National Park เราเป็นหน่วยงานต้นแบบที่สามารถพัฒนาพลังงานสะอาดใช้เอง ถือเป็นนวัตกรรมเยี่ยมยอดที่ส่งเสริมการใช้พลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม”

ทางด้าน รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า มจธ. ให้ความสำคัญกับโจทย์วิจัยระบบผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลมากว่า 25 ปี เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะมีประโยชน์สูงสุด เมื่อนำไปใช้ในชุมชนที่ห่างไกล โรงเรียนที่สายไฟเข้าไม่ถึง พื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องทำให้ชุมชนตระหนักถึงประโยชน์การใช้พลังงานหมุนเวียนด้วย

ไทยซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์พุ่งที่1จากผู้ใช้230ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553841

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:24 น.

ไทยซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์พุ่งที่1จากผู้ใช้230ประเทศ

ไลน์ ลุยตลาดสติ๊กเกอร์ 360 องศา สร้างครีเอเตอร์ เมอร์ชันไดส์ บุกออนไลน์ขายกิฟต์ช็อป พร้อมส่งออก โกยรายได้เพิ่ม

นายกณพ ศุภมานพ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจสติ๊กเกอร์ ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนรุกธุรกิจไลน์สติ๊กเกอร์ เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้หลักติดอันดับ 1 ใน 3 ของบริษัท และยอดการดาวน์โหลดไลน์สติ๊กเกอร์ในไทยในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโต 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และยังพบจำนวนผู้ที่ซื้อสติ๊กเกอร์เพิ่มสูง 28% ทำให้ตลาดไทยเติบโตเป็นอันดับ 1 ของไลน์ทั่วโลกจากจำนวน 230 ประเทศ

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ไลน์สติ๊กเกอร์เติบโต มาจากคนไทยมีจำนวนผู้ใช้ไลน์มากกว่า 44 ล้านราย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สติ๊กเกอร์เป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ยังเป็นเทรนด์และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยสติ๊กเกอร์นอกจากจะใช้แทนคำพูดแบบไม่ต้องพิมพ์ยาวแล้ว ยังช่วยสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกได้เข้าใจและชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับแผนธุรกิจบริษัทผลักดัน ครีเอเตอร์ไลน์สติ๊กเกอร์คนไทยเพิ่มจาก 3.4 แสนราย เป็น 4 แสนรายในปีนี้

นอกจากนี้ ยังวางแผนผลักดันสติ๊กเกอร์ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งทั่วโลกไลน์มีครีเอเตอร์ 1.5 ล้านคน และจำนวนสติ๊กเกอร์ 1.3 ล้านเซต พร้อมกับทำตลาด โดยเปิดตัวแคมเปญในรูปแบบ ต่างๆ อาทิ เชียร์อัพฟุตบอลโลกการแตกกลุ่มธุรกิจสู่เมอร์ชันไดส์ 15 คาแรกเตอร์ หรือกระทั่งนำสินค้าไปจัดในงานอีเวนต์ พร้อมกับนำระบบเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ระบบหลังบ้านในช่วงไตรมาส 2 พร้อมกันทั่วโลก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการใช้งานได้ง่ายขึ้น

“ไลน์ดำเนินการตลาดเชิงรุก 360 องศา เพื่อสนับสนุนตลาดไลน์ ครีเอเตอร์ มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็น แอพพลิเคชั่น ไลน์ ครีเอเตอร์ สตูดิโอ ที่สร้างสรรค์ไลน์สติ๊กเกอร์ได้อย่างง่ายดาย การเปิดช่องทาง จำหน่ายผ่านทางออนไลน์ทางไลน์ กิฟต์ช็อป ซึ่งขณะนี้มีสินค้า 95 รายการ สำหรับไลน์ตลาดในไทยถือว่าเป็นตลาดใหญ่ ยอดการดาวน์โหลดจากอันดับ 3 ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น”

ขณะที่ธุรกิจไลน์สติ๊กเกอร์มีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.สปอนเซอร์สติ๊กเกอร์ที่แจกฟรี และสติ๊กเกอร์จัดจำหน่ายที่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.ออฟฟิเชียล สติ๊กเกอร์ ที่เป็นสติ๊กเกอร์ คาแรกเตอร์ชั้นนำ สติ๊กเกอร์ศิลปิน และ 2.คาแรกเตอร์สติ๊กเกอร์ยอดนิยมในไลน์ ครีเอเตอร์ มาร์เก็ต โดยไลน์ทาบทามให้ครีเอเตอร์เหล่านั้นมาเป็นออฟฟิเชียล สติ๊กเกอร์ และครีเอเตอร์ สติ๊กเกอร์

ด้านของช่องทางจำหน่าย ได้เพิ่มการซื้อสติ๊กเกอร์แบบใช้เงินสดด้วยบัตร ไลน์ พรีเพด การ์ด ที่สามารถเติมเงินที่ร้านสะดวกซื้อ และการซื้อไลน์สติ๊กเกอร์ด้วยเงินสดผ่านตู้เติมเงินบุญเติมและเติมสบายพลัสกว่า 1.7 แสนตู้ทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มแมสในวงกว้าง สำหรับสติ๊กเกอร์ที่ได้รับความนิยมตลาดไทย คือ ทีวีดราม่า เช่น ละครบุพเพสันนิวาส และสติ๊กเกอร์ชื่อ

สำหรับจำนวนไลน์สติ๊กเกอร์ในตลาดไทย เพิ่มสูงขึ้นกว่า 7 เท่าตัวจากเมื่อปีที่ผ่านมา และขณะนี้มีจำนวนผู้ลงทะเบียนครีเอเตอร์ 1 แสนราย และมีครีเอเตอร์หน้าใหม่ออกแบบสติ๊กเกอร์ผ่านทางแอพพลิเคชั่นกว่า 8 หมื่นเซต โดยปีที่ผ่านมามีครีเอเตอร์ 3.4 แสนคน เติบโตกว่า 200% มั่นใจว่าแผนธุรกิจดังกล่าวจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับธุรกิจไลน์สติ๊กเกอร์ และสร้างการเติบโตให้กับครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์ในไทย ซึ่งปัจจุบันมีรายได้โดยเฉลี่ย ต่อเดือนค่อนข้างสูง

บี้ทีวีดิจิทัลจ่ายดอกใน30วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553750

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2561 เวลา 08:58 น.

บี้ทีวีดิจิทัลจ่ายดอกใน30วัน

กสทช.เคาะ 20 ช่องทีวีดิจิทัล พักชำระหนี้ 3 ปี ยื่นเงื่อนไขส่งดอกเบี้ยภายใน 30 วัน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการทั้ง 20 ช่อง สามารถพักชำระหนี้ได้ตามกรอบระยะเวลา 3 ปี ภายใต้เงื่อนไขต้องชำระอัตราดอกเบี้ย ตามอัตราของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับการพักหนี้ในปีที่ 1 ภายใน 30 วัน จึงจะถือว่าการพักชำระหนี้มีผลสมบูรณ์ โดยนับจากวันที่ได้รับหนังสือของ กสทช.

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพักชำระหนี้แล้ว หากผู้ประกอบการมีการกระทำผิดเงื่อนไข ตามข้อ 9 ของประกาศ คสช. ที่มีใจความสำคัญว่า “ผู้ประกอบการต้องผลิตรายการหรือการดำเนินรายการที่ดี ให้ข้อมูลที่มีความถูกต้องชัดเจน มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อสังคม เนื้อหารายการมีความหลากหลาย ไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน” การอนุญาตพักชำระหนี้ของ กสทช.จะส่งผลต่อการพักชำระหนี้ของผู้ประกอบการในปีถัดไป พร้อมทั้งต้องชำระเงินต้นของปี 2561 และปี 2562 ด้วย

สำหรับการอุดหนุนค่าช่วยเหลือโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ในอัตรา 50% ของค่าเช่า เป็นระยะเวลา 24 เดือน นับจากวันที่มีคำสั่ง คสช. สำนักงาน กสทช. ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลแล้วว่าผู้ประกอบการสามารถนำใบเสร็จการชำระเงิน มาเบิกค่าช่วยเหลือจาก กสทช. ซึ่ง กสทช.จะจ่ายคืนให้ในอัตรา 50% ของยอดที่ชำระและทางผู้ให้เช่าโครงข่าย คือ อสมท กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพบก และไทยพีบีเอส ต้องนำสัญญาการชำระค่าเช่าโครงข่ายมาแสดงกับ กสทช.ด้วย

นายฐากร กล่าวว่า กรณีการช่วยเหลือกรมประชาสัมพันธ์ให้สามารถโฆษณาได้นั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการยกร่างของสำนักงาน กสทช. เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีความละเอียดอ่อน โดยมีวัตถุประสงค์ให้กรมประชาสัมพันธ์มีรายได้เพื่อผลิตเนื้อหาของตนเองเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการรายอื่นแน่นอน สำหรับกรณีที่ผู้เช่าโครงข่ายโทรทัศน์ (มัค) ไม่ชำระเงินแก่ผู้ให้เช่าโครงข่าย ตามมติของสำนักงาน กสทช. ให้คู่กรณีดำเนินการเจรจาร่วมกันให้แล้วเสร็จใน 30 วัน หากเจรจาไม่สำเร็จ ให้ผู้ค้างชำระเจรจากับผู้ให้เช่าโครงข่ายรายอื่นได้ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีจอดำ

ดีแทค-กสท.ยื่นแผนคุ้มครองลูกค้าหลังหมดสัมปทานมั่นใจ “ซิมไม่ดับ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553681

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 14:49 น.

ดีแทค-กสท.ยื่นแผนคุ้มครองลูกค้าหลังหมดสัมปทานมั่นใจ "ซิมไม่ดับ"

ดีแทคจับมือกสท.ร่วมยื่นแผนคุ้มครองลูกค้าใช้งานมือถือหลังหมดสัมปทานคลื่น 1800 MHz และ 800 MHz มั่นใจ”ซิมไม่ดับ”

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) กล่าวว่า ดีแทค และ บมจ.กสท โทรคมนาคม (กสท.) มีหน้าที่ตามประกาศคณะกรรมการการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการนำคลื่นความถี่ 800 เมกะเฮิร์ตซ์ (MHz) และ 1800 MHz มาให้บริการกับลูกค้า ซึ่งเป็นการให้บริการแทนรัฐเพื่อไม่ให้ลูกค้าซิมดับ อันเนื่องจากสัญญาสัมปทานดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย.61

โดยขณะนี้ยังมีลูกค้าดีแทคที่ยังคงค้างอยู่ในคลื่นย่าน 800 MHz และ 1800 MHz อีกจำนวนมาก ยังไม่อาจโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายอื่นได้ทั้งหมด ดีแทค และ กสท.จึงเล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นของลูกค้าที่ต้องใช้งานมือถือ จะต้องได้รับความคุ้มครองและไม่กระทบการใช้งานตามที่เคยมีกรณีสิ้นสุดสัมปทานคลื่นความถี่กับผู้ให้บริการรายอื่น และยังมีลูกค้าคงค้างในระบบเช่นเดียวกัน

ดีแทค และ กสท. จึงได้ร่วมมือกันยื่นแผนความคุ้มครองลูกค้าในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อน และพร้อมปฏิบัติตามประกาศ กสทช. ตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้สัญญาให้บริการเดิม จากการที่คลื่นความถี่ 1800 MHz และ 800 MHz ที่ถือครองกำลังจะสิ้นสุดสัมปทาน เพื่อให้ลูกค้าดีแทคที่ยังอยู่ในระบบสัมปทานเดิม ซิมไม่ดับและมั่นใจในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

พ.อ. สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท. กล่าวว่า กสท.มีหน้าที่และถือเป็นความรับผิดชอบในการที่จะต้องให้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 และ พ.ศ. 2558 เพื่อคุ้มครองลูกค้าให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สัญญาให้บริการเดิม โดยกสท.มั่นใจว่า กสทช. จะเห็นชอบต่อมาตรการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า

สำหรับแผนคุ้มครองผู้ใช้บริการที่เสนอต่อ กสทช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ จะยึดหลักในการทำเพื่อประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ และต้องมั่นใจในการใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง หรือซิมไม่ดับ ทั้งนี้ ระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิของลูกค้าจะดำเนินต่อไปจนกว่าคลื่นความถี่เดิมจะถูกนำไปใช้งานด้วยการจัดสรรให้ผู้ประกอบการรายใหม่

“ดีแทคจะรักษาคุณภาพการให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานและประกาศของ กสทช. ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดูแลลูกค้าให้ได้บริการที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการในการส่งเสริมการโอนย้ายลูกค้าที่ยังคงค้างในระบบด้วยข้อเสนอทางการตลาด เพื่อให้ลูกค้าที่ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญยิ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งได้มีประสบการณ์ในการใช้งานระบบดิจิทัล และเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ลูกค้าที่ใช้งาน 2G จะได้เข้าสู่ระบบดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบน 4G และ 3G รวมถึงสิทธิของผู้ใช้บริการในการโอนย้ายหมายเลขโทรศัพท์” นายลาร์ส กล่าว

เฟซบุ๊กฉาวซ้ำรับแชร์ข้อมูล4บริษัทใหญ่จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553621

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 07:46 น.

เฟซบุ๊กฉาวซ้ำรับแชร์ข้อมูล4บริษัทใหญ่จีน

เฟซบุ๊กยอมรับว่าแชร์ข้อมูลให้หัวเว่ยและบริษัทจีนอีก 3 แห่ง ปลุกวิตกความปลอดภัยผู้ใช้

เฟซบุ๊ก อิงค์ บริษัทโซเชียลมีเดีย ชื่อดัง ระบุว่าได้เปิดให้บริษัทจีน 4 แห่ง ได้แก่ หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ เลอโนโว กรุ๊ป ออปโป้ และทีซีแอล คอร์ป สามารถเข้าถึง ข้อมูลผู้ใช้บางส่วนของเฟซบุ๊กได้ โดยเป็น ผลสืบเนื่องจากการเซ็นสัญญาให้ผู้ผลิต สมาร์ทโฟนสามารถใช้ฟีเจอร์ของเฟซบุ๊ก เช่น ปุ่มกดไลค์และการเพิ่มสถานะ ซึ่ง สร้างความวิตกกรณีความปลอดภัยของ ข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้มากขึ้น หลังนิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่าเฟซบุ๊กแชร์ข้อมูล ผู้ใช้ให้บริษัททั่วโลกประมาณ 60 แห่ง จากข้อตกลงลักษณะนี้

อย่างไรก็ดี เฟซบุ๊ก ยืนยันว่า บริษัทจะยุติข้อตกลงนี้กับหัวเว่ย ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลสหรัฐโจมตีว่าเป็นภัย ความมั่นคงของชาติ ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนจะยุติข้อตกลงนี้กับบริษัทจีน 3 แห่ง ดังกล่าว

ทั้งนี้ รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัทโทรคมนาคมสัญชาติจีนจำนวนมากกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งกล่าวหาว่าบริษัทจีนเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาล้วงข้อมูล และเป็นภัยคุกคามต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ ขณะที่จีนปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอด

“ข่าวเฟซบุ๊กให้สิทธิการเข้าถึงข้อมูลกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีน เช่น หัวเว่ยและทีซีแอล สร้างความกังวลด้านกฎหมาย ผมรอดูว่าเฟซบุ๊กจะสร้างความมั่นใจอย่างไรว่าข้อมูลผู้ใช้จะไม่ถูก ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในจีน” มาร์ค วอร์เนอร์ ประธานคณะกรรมการข่าวกรองของวุฒิสภาสหรัฐ กล่าว

ดีแทครุกคลื่นเทอร์โบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553613

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 06:27 น.

ดีแทครุกคลื่นเทอร์โบ

ดีแทคเปิดตัวคลื่นใหม่ ดีแทคเทอร์โบ บนคลื่น 2300 MHz ร่วมทีโอที พร้อมชูโปรส่วนลดค่าเครื่อง 23 ล้าน ดึงความสนใจลูกค้า

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการเปิดให้บริการคลื่นใหม่ภายใต้ชื่อ ดีแทคเทอร์โบ (dtac TURBO) บนคลื่น 2300 MHz ร่วมกับทีโอที เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เร็ว แรง และเต็มสปีด ด้วยคลื่นความถี่ 60 MHz ที่กว้างใหญ่ที่สุดของไทยรายเดียว โดยเทคโนโลยี TDD เพิ่มช่องสัญญาณช่วงการใช้งานหนาแน่นและลื่นกว่า

ทั้งนี้ ในส่วนของบริการดังกล่าวเบื้องต้น บริษัทจะเปิดใช้งานในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ก่อน ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต เนื่องจากเป็นพื้นที่มีการใช้งานดาต้าอินเทอร์เน็ตหนาแน่น โดยหลังจากบริษัทได้ทำการเพิ่มเสาสัญญาณในปีนี้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4,000 เสา คาดว่าปลายปีนี้จะสามารถขยายพื้นที่บริการได้อีกประมาณ 30 จังหวัด

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของบริการคลื่นใหม่ ดีแทคเทอร์โบ บริษัทจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าโพสต์เพด ด้วยแพ็กเกจ ซูเปอร์ นัน-สต็อป เน็ตแรงล้ำ เต็มสปีดใช้ไม่หมดสามารถทบไปเดือนหน้าได้ ในราคาเริ่มต้นที่ 599 บาท/เดือน ส่วนลูกค้าพรีเพดบริษัทมีแพ็กเกจซูเปอร์ แม็กซ์-เน็ต ให้เน็ตเยอะสุด เร็วแรงเต็มสปีด ในราคาเริ่มต้นที่ 19 บาท ไว้บริการลูกค้า

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโปรโมชั่น มอบส่วนลดสมาร์ทโฟนให้กับลูกค้า ด้วยการจัดมหกรรมลดราคาสมาร์ทโฟน ซูเปอร์ สปีด ซูเปอร์เซลส์ เพื่อฉลอง คลื่นใหม่ดีแทคเทอร์โบ พร้อมทั้งจำหน่ายสมาร์ทโฟนในราคาพิเศษคิดเป็นมูลค่าส่วนลด 23 ล้านบาท เช่น ไอโฟนเทน ราคา 2.7 หมื่นบาท จากราคา 4.1 หมื่นบาท และซัมซุง กาแล็คซี่ เอส9 ราคา 1.69 หมื่นบาท จาก 2.79 หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาเปลี่ยนสมาร์ทโฟน ซึ่งหลังจากบริษัทเปิดให้บริการดีแทคเทอร์โบ คาดสิ้นปีจะมีลูกค้ารายเดือนเพิ่มขึ้น 2 หลัก

หัวเว่ยอัด2,600ล้าน หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553609

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2561 เวลา 05:57 น.

หัวเว่ยอัด2,600ล้าน หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล

หัวเว่ยลงทุนผุดโครงการหัวเว่ย โอเพ่นแล็บ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดันสู่เศรษฐกิจดิจิทัล จับมือกระทรวงวิทย์ฯ สู่ไทยแลนด์ 4.0

นายโจ เคลลี่ รองประธานบริหาร ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ เปิดเผยว่า บริษัทลงทุนกว่า 2,600 ล้านบาท ภายใต้โครงการหัวเว่ย โอเพ่นแล็บ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในระยะ 3 ปี ซึ่งที่ผ่านมา หัวเว่ยได้เปิดโอเพ่นแล็บ 7 แห่งทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ซึ่งเปิดที่กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เงื่อนไขของการเปิดขึ้นอยู่กับความต้องการในแต่ละประเทศและความเหมาะสม โดยแนวทางการลงทุนระยะยาว 3-5 ปี เชื่อมโยงประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ

ขณะที่ความร่วมมือในไทยถือเป็นเฟส 2 ที่ทำงานร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) เพื่อช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมดิจิทัล และช่วยนำนวัตกรรมต่างๆ

นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นเฟส 2 ในการพัฒนาความร่วมมือที่เปิดกว้างให้กับสถานบัน หน่วยงานจากต่างประเทศเข้ามาร่วมหัวเว่ย โอเพ่นแล็บ ในไทย พร้อมกันนั้นจะเป็นการสานต่อความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ระบบนิเวศนวัตกรรม ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

สำหรับเป้าหมายกรอบความร่วมมือในครั้งนี้ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม อาทิ การเกษตรที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้กลายเป็น สมาร์ทฟาร์มมิ่ง การแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

รัฐจ่อประมูลคลื่น700 รองรับบริการ5จีปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553535

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2561 เวลา 11:43 น.

รัฐจ่อประมูลคลื่น700 รองรับบริการ5จีปี63

กสทช.จ่อนำคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ประมูล 5จี ปี 2563 ยันคลื่น 1800 มีผู้ประมูลแน่

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ในปี 2563 คาดว่าจะมีคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 90 เมกะเฮิรตซ์ ที่เดิมใช้ในกิจการทีวีดิจิทัลมาสู่การให้บริการโทรคมนาคมเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5จี

ขณะที่นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า มั่นใจว่าจะมีผู้ร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ อย่างแน่นอนในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไม่มีผู้ร่วมประมูล ผู้ถือครองคลื่นความถี่เดิมคือดีแทค ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานร่วมกับแคทในเดือน ก.ย. 2561 จะต้องเข้าสู่แผนเยียวยาเพื่อให้บริการผู้บริโภคต่อไปทำให้ดีแทคเป็นผู้ให้บริการถือครองคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ต่อไปอีกกว่า 1 ปี โดยในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ ดีแทคและแคทจะเข้ามายื่นแผนเยียวยาการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ไว้ล่วงหน้า