กสทช.แจก “เพาเวอร์แบงค์”ฟรี! ให้คนแจ้งสายสื่อสารเสี่ยงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550556

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 14:38 น.

กสทช.แจก "เพาเวอร์แบงค์"ฟรี! ให้คนแจ้งสายสื่อสารเสี่ยงอันตราย

กสทช.ชวนประชาชนร่วมใจเตือนภัย “สายสื่อสารอันตราย”ผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1200 พร้อมแจกเพาเวอร์แบงค์ให้คนแจ้งเบาะแสฟรีจำนวน 4,500 อัน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กรณีปรากฏตามข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากสายโทรคมนาคมที่จังหวัดขอนแก่น และสำนักงาน กสทช. ได้ประสานงานให้บริษัทเจ้าของสายเข้าไปรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแล้วนั้น วันนี้ (8 พ.ค. 2561) สำนักงาน กสทช. จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นและคณะ เพื่อหารือถึงแนวทางการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา

จากนั้นเดินทางตรวจสอบมาตรฐานการพาดสายสื่อสารในพื้นที่เกิดอุบัติเหตุ ณ บริเวณหน้าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ถัดจากนั้นเดินทางไปตรวจพื้นที่เตรียมการจัดระเบียบสายสื่อสารร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปี 2561 จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถ.กลางเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ 2.ถ.หน้าเมือง จากสี่แยก ถ.ประชาสโมสร ถึง สามแยก ถ. หลังศูนย์ราชการ และตรวจสอบเส้นทางวิกฤตที่ไม่สามารถอนุญาตให้พาดสายฯ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางแยกประชาสโมสร (ฝั่งตะวันออก) ถึง ถ.ราษฎร์คะนึง 2.เส้นทางทางเข้าบ้านโนนม่วง และ 3.เส้นทางถ.สมหวังสังวาล

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารของสำนักงาน กสทช. นั้นผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมทุกรายจะต้องดำเนินการพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ตกลงกับการไฟฟ้าฯ รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปัก หรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบ หรือหลักสิทธิแห่งทางของสำนักงาน กสทช. โดยมาตรฐานการพาดสาย กรณีที่เป็นถนนหลัก ทางหลวงแผ่นดิน ไม่ให้มีการพาดสายข้ามถนนต้องดันท่อร้อยใต้ดินเท่านั้น กรณีถนนสายรอง ซอย การพาดสายข้ามถนนการพาดสายต้องพาดในระดับความสูงกว่าผิวจราจร 5.5-5.9 เมตร และสายสื่อสารทุกประเภทต้องมีสี และชื่อของเจ้าของระบุอย่างชัดเจนเพื่อแสดงตน

“กรณีประชาชนพบสายสื่อสารที่รกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้สัญจรบนท้องถนน หรือได้รับอันตรายจากสายสื่อสาร สามารถแจ้งมายัง Call Center ของสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี หรือแจ้งไปที่การไฟฟ้านครหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 1130 หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หมายเลขโทรศัพท์ 1129 ก็ได้ เมื่อรับเรื่องสำนักงาน กสทช. จะประสานงานกับผู้ประกอบการเจ้าของสายให้ดำเนินการแก้ไขโดยด่วน”นายฐากร กล่าว

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ร่วมกับ AIS TRUE 3BB และ Symphony เชิญประชาชนร่วมใจเตือนภัย เพื่อความปลอยภัยสายสื่อสาร รับ Power Bank ฟรี 4,500 อัน สำหรับประชาชน 4,500 รายแรก ที่โทรศัพท์มาแจ้งข้อมูลสายสื่อสารที่เป็นอันตรายกับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) ทั้งนี้ตามที่มีข่าวที่มีเหตุการณ์สายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสำนักงาน กสทช. ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการเคเบิ้ลทีวี เพื่อย้ำถึงมาตรการบังคับใช้ในการพาดสายสื่อสารในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมถึงทำความเข้าใจ เพื่อให้การพาดสายสื่อสารของผู้ประกอบการทุกรายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ สร้างความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดูสวยงาม ไม่รกรุงรัง รวมถึงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เร็วขึ้นไปแล้วนั้น

สำนักงาน กสทช. เห็นว่าสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่เป็นอันตรายนั่นคือสำนักงาน กสทช. ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนโดยเป็นส่วนร่วมในการแจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากสายสื่อสารกับสำนักงาน กสทช. เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สายสื่อสารพาดผ่าน จะเป็นผู้ใกล้ชิดและน่าจะเป็นผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ปัญหาสายสื่อสาร หย่อน ขาด รกรุงรัง ที่ที่อาจเกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เร็วกว่า

โดยประชาชนที่แจ้งข้อมูลปัญหาสายสื่อสาร พร้อมทั้งระบุสถานที่ที่พบปัญหา มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) พร้อมทั้งถ่ายภาพสายสื่อสารที่เป็นปัญหาส่งมายัง Line ID : @nbtc1200 สำหรับ 4,500 สายแรกที่แจ้งข้อมูลเข้ามา เมื่อสำนักงาน กสทช. ทำการตรวจสอบว่าสายสื่อสาร ณ สถานที่ที่ประชาชนแจ้งเข้ามานั้นก่อให้เกิดปัญหาเป็นอันตรายกับประชาชนจริง สำนักงาน กสทช. จะส่ง Power Bank ฟรี ไปให้กับประชาชนที่แจ้งข้อมูลเข้ามาโดยเร็วที่สุด สำหรับ Power Bank ที่จะแจกให้กับประชาชนมีจำนวนทั้งสิ้น 4,500 อัน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,000 อัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,000 อัน ภาคกลาง 1,000 อัน ภาคใต้ 1,000 อัน และกรุงเทพมหานคร 500 อัน

“การที่ประชาชนร่วมกันช่วยสังเกต และเตือนภัย สายสื่อสารที่อาจเป็นอันตราย มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) จะช่วยให้การทำงานของสำนักงาน กสทช. และผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการการเคเบิ้ลทีวี ในการแก้ไขปัญหา อันตราย อันอาจจะเกิดจากสายสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ยิ่งขึ้น”นายฐากร กล่าว

ไอทีรุกทุกช่องทาง สร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550490

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 06:30 น.

ไอทีรุกทุกช่องทาง สร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้า

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การขยายช่องทางการขาย เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีกเข้าถึงลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ทั้งการขยายผ่านทางออฟไลน์ ที่จะเห็นถึงการผนึกความร่วมมือกันมากขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ Cross industry และที่สำคัญในยุคนี้ผู้ประกอบการต้องมุ่งขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่ไปด้วยภายใต้สูตร O-2-O (Online to Offline)

สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเดินหน้าสร้างช่องทางการขายสินค้าผ่านทางอี-คอมเมิร์ซในเชิงรุก เดือน มิ.ย. โดยจะเปิดเว็บไซต์แพลตฟอร์มใหม่อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการแข่งขันกับมาร์เก็ตเพลส อาทิ ลาซาด้า ที่เข้ามาเป็นทางเลือกการซื้อสินค้าให้กับลูกค้ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าช่องทางออฟไลน์ยังมีความสำคัญ เพราะคนไทยยังต้องการสัมผัสสินค้าและมีพนักงานคอยแนะนำ โดยเฉพาะราคาสินค้าตั้งแต่ 7,000-2.5 หมื่นบาทขึ้นไป เนื่องจากผู้ซื้อต้องการความมั่นใจ สำหรับเป้าหมายออนไลน์บริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 2% ให้เป็น 10% ภายในปี 2564 โดยสิ้นปีตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำลังซื้อสินค้าไอทีปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5% หรือกว่า 7,800 บาท เนื่องจากสินค้าไอทีมีราคาที่สูงขึ้น จากเมื่อปีที่ผ่านมาการซื้อสินค้าไอทีโดยเฉลี่ย 7,500 บาท ถือเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมีลูกค้าเข้ามาภายในร้าน 2.7 ล้านราย สำหรับไตรมาสแรกรายได้เติบโตตามเป้าหมาย

สุระ กล่าวว่า บริษัทได้จับมือร่วมกับธนาคารกสิกรไทย โดยเปิดโมเดลธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีรูปแบบใหม่ มีพื้นที่ให้บริการทางการเงินครบวงจร ปีนี้เปิดครบ 20 สาขาในตลาดต่างจังหวัด ขณะที่เป้าหมายความร่วมมือกันในครั้งนี้ เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าที่ปกติจะมาใช้บริการทางการเงินอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ช่วยเพิ่มโอกาสการขายสินค้าไอทีให้กับบริษัท รวมถึงช่วยลดต้นทุนให้กับบริษัท เนื่องจากเป็นความร่วมมือในรูปแบบเช่าพื้นที่

“นับเป็นการเปิดร้านค้าปลีกไอทีรายแรกที่ให้บริการธุรกรรมการเงินในสาขาเดียวกัน หลังจากได้ทดลองเปิดสาขาค้าปลีกไอทีและให้บริการการเงิน จ.ยโสธร ในช่วงเดือน มี.ค.ส่งผลให้ยอดขายสินค้าอุปกรณ์ไอทีเติบโต 20% ขณะที่ปริมาณคนที่เข้ามาหมุนเวียนภายในร้านเพิ่มขึ้น ส่วนการขยายสาขาของบริษัทตั้งเป้าเพิ่มจาก 434 สาขา เป็น 629 สาขา”

สำหรับรายได้ทั้งปีตั้งเป้าเติบโต 15%จากเมื่อที่ผ่านมารายได้ราวกว่า 2.25 หมื่นล้านบาท ส่วนไตรมาสสองคาดว่าจะรักษาการเติบโตไว้ จากการเป็นช่วงไฮซีซั่นของเดือน พ.ค. และกลุ่มโทรศัพท์มือถืออยู่ในโลว์ซีซั่น โดยปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาด 5% ในตลาดค้าปลีกไอที ซึ่งบริษัทสนใจซื้อกิจการหรือร่วมทุนเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจแบบก้าวกระโดด

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เอไอเอสจับมือร่วมกับเทสโก้ โลตัส เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้า ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไปบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอสกล่าวว่า บริษัทร่วมมือกับเทสโก้ โลตัส เปิดโซนดิจิทัลเซอร์วิสในพื้นที่เทสโก้ โลตัส รูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 194 สาขา ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของเอไอเอสที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าทุกวัน นอกจากนี้ยังร่วมกันทำซีอาร์เอ็มจากการที่เทสโก้ โลตัส มีฐานลูกค้า 15 ล้านราย เอไอเอสกว่า 40 ล้านราย

โมเดลการทำธุรกิจยุคดิจิทัลจะมีการผนึกความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจกับธุรกิจมากขึ้น เช่น กลุ่มค้าปลีกจับมือกับธนาคาร โอเปอเรเตอร์ หรือกระทั่งช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงลูกค้าทุกที่ทุกทาง และขยายฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงการลดต้นทุน

อาลีบาบากำไรพุ่ง 47%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550403

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 08:48 น.

อาลีบาบากำไรพุ่ง 47%

อาลีบาบา เผย ผลประกอบการล่าสุด กำไรสุทธิปรับตัว ขึ้น 47%  แตะ 6.3 หมื่นล้านหยวน

บริษัท อาลีบาบา เปิดเผยผลประกอบการปีงบประมาณ สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.ว่า กำไรสุทธิปรับตัว ขึ้น 47% จากปีก่อน ไปแตะ 6.3 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.1 แสนล้านบาท) หลังรายได้ปรับตัวขึ้น 58% อยู่ที่ 2.5 แสนล้านหยวน (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ขณะที่จำนวนลูกค้าทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นอีก 98 ล้านคน ไปอยู่ที่ 552 ล้านคน

ทวิตเตอร์เตือนผู้ใช้งาน เปลี่ยนพาสเวิร์ดด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550070

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

ทวิตเตอร์เตือนผู้ใช้งาน เปลี่ยนพาสเวิร์ดด่วน!

ทวิตเตอร์เตือนผู้ใช้งานกว่า 330 ล้านราย ให้เปลี่ยนพาสเวิร์ด หลังพบเหตุขัดข้องในระบบ

สื่อสหรัฐรายงานว่า ทวิตเตอร์ อิงค์ บริษัทผู้ให้บริหารสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ (Twitter) ได้ส่งคำเตือน ไปยังผู้ใช้งานกว่า 330 ล้านราย ให้เปลี่ยนพาสเวิร์ด หลังพบข้อผิดพลาดทางเทคนิคในระบบเครือข่ายของบริษัท ซึ่งอาจทำให้มีการแสดงพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานให้พนักงานในบริษัทเห็น

อย่างไรก็ดีรอยเตอร์ได้อ้างรายงานจากทางทวิตเตอร์ระบุในแถลงการณ์ว่าจากการตรวจสอบแล้วบังไม่พบว่ามีพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานรั่วไหลออกสู่ภายนอก หรือมีพนักงานในบริษัทนำพาสเวิร์ดของผู้ใช้งานไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ

ทั้งนี้ทางทวิตเตอร์ได้เรียกร้องให้ผู้ใช้งานเปลี่ยรหัสผ่านของตนเองเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน ขณะที่ทางหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของทวิตเตอร์มีแถลงการณ์ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ส่งผลกระทบถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ หลังจากที่ข้อมูลผู้ใช้ของ Facebook และ Uber เคยถูกขโมยหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมมาแล้ว

ที่มา : https://blog.twitter.com/official/

กสทช.จัดประมูลเบอร์โทรเลขสวยแบบลดราคาครั้งแรก27พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550012

  • วันที่ 03 พ.ค. 2561 เวลา 15:50 น.

กสทช.จัดประมูลเบอร์โทรเลขสวยแบบลดราคาครั้งแรก27พ.ค.นี้

กสทช. เปิดประมูลเบอร์โทรเลขสวยแบบเคาะราคาให้ลดลง ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมนำเบอร์แบบ3ตัวเหมือนที่ไม่มีขายในท้องตลาดมาประมูลเริ่มต้น 1.5 แสนบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. นี้ สำนักงาน กสทช. จะจัดการประมูลเลขหมายสวยครั้งที่ 1 ของปีนี้ โดยนำเลขหมายสวยทั้งหมด 259 เลขหมายมาประมูล โดยความพิเศษของการประมูลเลขหมายครั้งนี้มีการนำเลข 3 ตัวเหมือนติดกันสามชุดมาประมูลครั้งแรกซึ่งไม่มีขายอยู่ในตลาดทั่วไป ราคาประมูลเริ่มต้นเพียง 150,000 บาท ซึ่งนับว่าถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบเลขหมายอื่นที่ขายตามท้องตลาด เช่น เลขหมาย 0-888-888-999, 0-888-555-444, 0-888-222-444 และ 0-888-555-999 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่ชื่นชอบเลขหมายสวย ต้องการเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์มงคลตามหลักเลขศาสตร์ สามารถเข้าถึงเลขหมายสวยในราคาถู

นอกจากนี้ยังมีเลข 4 ตัวเหมือนติดกันสองชุดจำนวน 71 เลขหมาย ราคาเริ่มต้น 500,000 บาท เช่น เลขหมาย 08-8888-9999, 09-4444-5555 และ 09-5555-4444 ซึ่งเลข “45” และ “54” ถือเป็นเลขที่ดีมากเลขหนึ่ง เป็นเลขของความสำเร็จ และการเงิน ถือเป็นเลขที่ได้รับความนิยมและหายาก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเลขหมายที่มีรูปแบบซ้ำกันเป็นจำนวนมาก สำนักงาน กสทช. ได้นำเลขหมายใหม่มาประมูลเป็นรูปแบบแปดตัวเหมือนติดกันภายใน จำนวน 5 เลขหมาย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,500,000 บาท เช่น 088-888-8880

นายฐากร เปิดเผยว่า การประมูลครั้งนี้ได้นำ 11 เลขหมายสวย ที่เคยผ่านการประมูลแล้วมาประมูลอีกครั้งในรูปแบบการเสนอราคาลดลง ครั้งละ 1% เพื่อให้ผู้ประมูลตัดสินใจราคาที่ตนเองพอใจ ซึ่งเป็นการประมูลรูปแบบใหม่ครั้งแรกของประเทศไทย ได้แก่ เลขหมาย 9 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 20,000,000 บาท จำนวน 1 เลขหมาย คือ เลขหมาย 088-888-8888 ซึ่งเป็นรูปแบบที่สวยที่สุด เลขหมาย 8 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 6,000,000 บาท จำนวน 2 เลขหมาย เช่น เลขหมาย 09-2222-2222 และ 09-3333-3333 เลขหมาย 7 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 3,000,000 บาท จำนวน 3 เลขหมาย คือ เลขหมาย 090-666-6666, 092-555-5555 และ 093-666-6666 เลขหมาย 6 ตัวเหมือนติดกัน ราคาเริ่มต้น 500,000 บาท จำนวน 5 เลขหมาย คือ 090-566-6666, 091-833-3333, 091-844-4444, 091-966-6666 และ 092-366-6666

“ผมขอเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบเลขสวย เลขที่ถูกต้องตามหลักเลขศาสตร์ มาร่วมประมูลเลขหมายสวยในครั้งนี้ ซึ่งประชาชนจะไม่สามารถหาจากที่ใดในท้องตลาดได้ และเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับท้องตลาด ราคาเริ่มต้นเพียง 150,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นที่ต่ำสุดของการจัดประมูลเลขหมายสวยที่สำนักงาน กสทช. เคยจัดมา ผมอยากให้ประชาชนรายย่อยได้มีโอกาสครอบครองและเป็นเจ้าของเลขหมายสวยเหล่านี้ โดยไม่ต้องผ่านร้านค้า ซึ่งรายได้จากการประมูลของทุกคนก็จะนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินต่อไปด้วย”นายฐากร กล่าว

ยอดขายไอโฟนกระเตื้อง! แอปเปิลโกยรายได้-กำไรสูงเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549897

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 14:09 น.

ยอดขายไอโฟนกระเตื้อง! แอปเปิลโกยรายได้-กำไรสูงเกินคาด

แอปเปิลเผยรายได้-กำไรในไตรามาส2สูงเกินคาด ขณะที่ยอดขายไอโฟนเพิ่มแตะระดับ 52.2 ล้านเครื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอปเปิล อิงค์ เปิดเผยว่า รายได้ไตรมาส 2 ในปีงบการเงินของบริษัท เพิ่มขึ้น 16% แตะที่ระดับ 6.11 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 6.09 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ระดับ 2.73 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.64 ดอลลาร์

รายงานข่าวระบุว่า รายได้และกำไรที่แข็งแกร่งเกินคาดของแอปเปิลนั้น ช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของยอดขายไอโฟนซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักของแอปเปิล

รายงานระบุว่า ยอดขายไอโฟนในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 2.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แตะที่ระดับ 52.2 ล้านเครื่อง ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 52.3 ล้านเครื่อง

ภาพ เอเอฟพี

สามยักษ์จีน สร้างอีโคซิสเต็มบุกไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549833

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 06:28 น.

สามยักษ์จีน สร้างอีโคซิสเต็มบุกไทย

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การแข่งขันของธุรกิจที่ก้าวเข้าสู่โลก แห่งดิจิทัล กำลังอยู่ในสเต็ปที่ต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการจากจีนมากขึ้น จากการที่สามยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบา เจดี ดอทคอม และเทนเซ็นต์ มีแนวโน้มที่จะแตกธุรกิจในไทยนอกเหนือจากอี-คอมเมิร์ซ ไปสู่ธุรกิจฟินเทค อี-เพย์เมนต์ และอื่นๆ อีกมาก

โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท (Hbot) ผู้ดำเนินธุรกิจแชตบอต เปิดเผยว่า แนวโน้มผู้ประกอบการจากจีนรายใหญ่ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท เทนเซ็นต์ เจดีดอทคอม และอาลีบาบาจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยนอกเหนือจากอี-คอมเมิร์ซเกิดขึ้นแน่ในไทย โดยขณะนี้การเข้ามาบุกอี-คอมเมิร์ซเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของยักษ์ใหญ่จากจีน ธุรกิจต่อไปที่ทุกรายต้องทำคือ ฟินเทค และอี-เพย์เมนต์

ทั้งนี้ ภายในไตรมาส 2 หรือ 3 นี้กระแสข่าวว่า กลุ่มเทนเซ็นต์จะดำเนินการตลาดเชิงรุกในไทยในเรื่องของ เพย์เมนต์ ผ่านวีแชทเพย์มากขึ้น ซึ่งได้เข้ามาปูรากฐานในไทยมานาน แต่ยังไม่ได้ทำตลาดอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้เทนเซ็นต์จะมุ่งเน้นการบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทยก่อน อาทิ จู๊กซ์ (JOOX) ให้บริการทางด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ เว็บไซต์ sanook.com และ TSA เครือข่ายโฆษณาผ่านสื่อของเทนเซ็นต์ครอบคลุมผู้บริโภคอินเทอร์เน็ตในจีนกว่า 90%

สำหรับเจดีดอทคอม นอกจากความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล เปิดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เว็บไซต์ www.jd.co.th และแน่นอนว่าต้องทำธุรกิจเพย์เมนต์เข้าในระบบด้วยเหมือนกัน เพื่อเชื่อมโยงกับระบบการชำระเงินเข้าด้วยกัน หรือแม้กระทั่งการสร้างอีโลจิสติกส์ และเชื่อว่าอาลีบาบาไม่น่าจะมองแค่การทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทย โดยเฉพาะธุรกิจฟินเทค อี-วอลเลต โซเชียลมีเดีย และธุรกิจอื่นๆ อีกที่พร้อมจะเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างครบเครื่อง

อย่างไรก็ดี เบื้องต้นขณะนี้อาลีบาบากำลังพัฒนาระบบแชตบอตผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ เพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มผู้ดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ทั่วโลกก็มีแนวโน้มใช้แชตบอตเพิ่มมากขึ้น และยิ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ เอไอเข้ามาวิเคราะห์และหลายครั้งก็จะ ยิ่งทำให้เอไอมีความฉลาดมากขึ้น โดยขณะนี้อี-คอมเมิร์ซในไทยที่มีแชตบอตไม่ถึง 2-3% และคาดว่าไตรมาส 3-4 จะเพิ่มเป็น 5-10% เท่านัน ถือว่ายังน้อยมาก

“อาลีบาบา เป็นอี-คอมเมิร์ซที่มีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นดิสทริบิวชั่น ซัพพลายเชน เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และมีเทคโนโลยีระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง และขณะนี้กำลังพัฒนาระบบหน้าบ้านหรือว่าแชตบอต ขึ้นมา เพื่อเชื่อมต่อคู่ค้าเทรนด์แชตบอต มาแน่นอน แม้ว่าแต่เฟซบุ๊กก็กำลังพัฒนาแชตบอตใหม่ออกมาให้บริการในโซเชียลมีเดียเช่นเดียวกัน เนื่องจาก แชตบอตเดิมไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ”

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วายดีเอ็ม ผู้ดำเนินธุรกิจดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น กล่าวว่า การเข้ามาของอาลีบาบาใน อี-คอมเมิร์ซ เป็นหนึ่งในอีโคซิสเต็มของธุรกิจที่ แจ็ค หม่า มีอยู่เท่านั้น หาก Ant Finance หนึ่งในบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป ซึ่งถือเป็นบริษัทฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าทางธุรกิจสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนึ่งในบริการ Ant Finance คือ บริการสินเชื่อส่วนบุคคล เพียงแค่สมัครขอสินเชื่อผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องยื่นเอกสารค้ำประกัน

ขณะที่ระบบจะดึงข้อมูลที่เก็บไว้จากคลังดาต้าของอาลีบาบา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการช็อปปิ้ง พฤติกรรมการขายของความสนใจ พฤติกรรมการชำระเงิน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาคำนวณแบบอัตโนมัติ แล้วแจ้งทันทีภายในไม่กี่วินาทีเลยว่า คนที่มาสมัครใช้บริการอยู่นั้น สามารถขอสินเชื่อได้กี่หยวน กดตกลงเรื่องดอกเบี้ยปั๊บ เงินโอนใส่ อาลีเพย์ทันที ซึ่งหากฟินเทคของ แจ็ค หม่า มาเปิดให้บริการจะได้ผล กระทบหรือไม่ในขณะที่แบงก์ไทยการขอสินเชื่อยังกินกระบวนการระยะเวลาหลายวันกว่าสินเชื่อจะถูกอนุมัติ

สำหรับภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท ในแต่ละปีเติบโต 15-20% ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว สำคัญจะยืนหยัดอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันยักษ์ใหญ่ระดับโลก และมีเงินทุนหนาสายป่านยาวแถมยังมีต้นทุนการผลิตสินค้าที่ต่ำกว่า ขณะที่ธุรกิจฟินเทค กลุ่มธนาคารเผชิญกับความท้าทายทั้งการแข่งขันจากจีนและในประเทศก็มีผู้ประกอบการเตรียมเข้ามาทำธุรกรรมการเงินไม่ต่างกับ Ant Finance ซึ่งต้องจับตาธุรกิจไทยให้ดีเป็นช่วงที่ฝุ่นตลบ แต่หากใครหาแพลตฟอร์มได้เจอก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้

บริหารข้อมูลส่วนบุคคล สร้างแต้มต่อธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549688

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

บริหารข้อมูลส่วนบุคคล สร้างแต้มต่อธุรกิจ

โดย วิชญ์ วงศ์หาญเชาว์ Business Development-Digital Transformation บริษัท ยิบอินซอย

เมื่อโลกของข้อมูลไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยบรรดาอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่ยังคงท้าทายกฎหมายด้วยการสร้างเว็บไซต์ปลอม หรือ ฟิชชิ่ง สแกม แฮ็กเกอร์ที่ยังคงใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพื่อล้วงลึกข้อมูลเพื่อหาประโยชน์ ทำให้การปกป้องและบริหารความเสี่ยงของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ

ปัจจุบันมีกฎหมายหรือข้อบังคับในการกำกับดูแลการเข้าถึงข้อมูลในหลายรูปแบบ อาทิ กฎหมายปกป้องข้อมูลที่ใช้เฉพาะในแต่ละประเทศ กฎหมายกำกับการใช้ข้อมูลเป็นการเฉพาะในแต่ละอุตสาหกรรม ไปจนถึงกฎหมายคุ้มครองการรับ-ส่งข้อมูลข้ามพรมแดนในรูปแบบประเทศต่อประเทศ หรือองค์กรต่อองค์กร

สำหรับกฎการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)ที่เรียกว่า จีดีพีอาร์ (General Data Protection Regulation-GDPR) ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับที่ออกมา เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองชาวอียูที่อาศัยกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และกำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือน พ.ค.นี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีอำนาจครอบคลุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลที่กว้างขวางในระดับประเทศต่อประเทศ

ความเข้มข้นของจีดีพีอาร์คือ การไม่ยินยอมให้มีการไหลออกของข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศที่มีมาตรฐานการคุ้มครองที่ต่ำกว่า หรือไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งถ้าหากประเทศที่ประกอบธุรกิจ หรือเกี่ยวข้องกับอียูจะด้วยเรื่องใด เกิดตกชั้นเรื่องเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลตามที่จีดีพีอาร์กำหนด ก็จะเสียโอกาสในการทำธุรกิจกับอียูไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ กฎของจีดีพีอาร์ที่ประเทศหรือองค์กรไทยที่มีการประกอบธุรกิจ หรือติดต่อกับพลเมืองของอียูควรจะศึกษาและเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ ได้แก่ ประเทศหรือองค์กรนั้นๆ ต้องกำหนดให้มีการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลให้สามารถย้ายและลบข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในระบบของผู้ให้บริการได้แล้วแต่กรณี และหากมีการนำข้อมูลไปใช้หรือประมวลผลจะต้องขอความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูลก่อน รวมถึงต้องจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ ไว้ในรูปแบบที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (Anonymous) เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว

นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ต้องสร้างมาตรฐานการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อกันการสูญหาย หรือถูกนำไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล จะต้องมีระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดข้อมูลรั่วไหล รวมถึงการประเมินแนวนโยบายการปกป้องข้อมูล เพื่อนิยามความเสี่ยงที่มีผลต่อข้อมูลของลูกค้า การทบทวนข้อปฏิบัติเพื่อบ่งชี้ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

มองในมุมบวกจีดีพีอาร์ จึงไม่ต่างจากการสร้างมาตรฐานใหม่ของการปกป้องข้อมูลที่ทำให้เจ้าของข้อมูลเข้าใจถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่ต้องไม่ถูกละเมิด ขณะที่องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถใช้เป็นโอกาสในการยกระดับระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หรือการประกอบธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาลูกค้า ผ่านการนิยามข้อมูลส่วนบุคคลให้ชัดเจน และกำหนดระดับการป้องกันอย่างเข้มข้น

ดังนั้น ธุรกิจจึงควรรักษาโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความกังวลของลูกค้าเหล่านี้ ด้วยการศึกษาที่มาที่ไปและประเภทของข้อมูลที่มีหรือใช้อยู่ในองค์กร การศึกษาถึงการไหลของข้อมูล ซึ่งอาจต้องเน้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอียู ว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร ข้อมูลได้ถูกจัดเก็บและมีการประมวลผล ณ ที่ใด และหากข้อมูลนั้นถูกจัดเก็บและประมวลผลอยู่ภายนอกองค์กรจะเป็นอย่างไร น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตอบรับกฎของจีดีพีอาร์

ขั้นตอนต่อไปคือ การประเมินระบบความปลอดภัยด้านข้อมูล เพื่อดูว่าส่วนใดที่เป็นไปตามกฎของจีดีพีอาร์แล้ว ส่วนใดที่ต้องตรวจสอบและปรับปรุงต่อเนื่องต่อไป เพราะการปรับปรุงแผนให้สอดรับกับกฎของจีดีพีอาร์ จะเป็นหนทางหนึ่งในการการันตีความได้เปรียบทางการแข่งขันทางธุรกิจ หรือบริการกับกลุ่มประเทศ หรือพลเมืองชาวอียูได้อย่างแน่นอน

เทรนด์สุขภาพ หนุนตลาดสมาร์ทวอตช์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549635

  • วันที่ 30 เม.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

เทรนด์สุขภาพ หนุนตลาดสมาร์ทวอตช์

กระแสการรักสุขภาพส่งผลให้เกิดเทรนด์ของผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายและมีแนวโน้มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

*******************************

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งกระแสดังกล่าวยังส่งผลดีต่ออุปกรณ์กีฬารวมถึงอุปกรณ์นาฬิกาเพื่อสุขภาพและติดตามการออกกำลังกายและสมาร์ทวอตช์ หรือนาฬิกาอัจฉริยะ ที่ถูกออกแบบมาพร้อมเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ต่างจากนาฬิกาทั่วไป

หลุยส์ ลายย์ ผู้จัดการประจำประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลิตภัณฑ์ฟิตบิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันฟิตบิตเป็นผู้นำตลาดอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ โดยมียอดจำหน่ายอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ (Fitness Tracking) ไปได้แล้วกว่า 76 ล้านชิ้น ใน 78 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจำนวนนี้มีผู้ใช้งานประจำกว่า 25.4 ล้านราย มีผู้ใช้ฟีดข้อมูลประมาณ 20 ล้านราย

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ 38 ในการวางจำหน่าย โดยในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาตลาดในไทยมียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 25% ซึ่งส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะนิยมเลือกซื้ออุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพในการติดตามการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ ตลาดอุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามสุขภาพกับตลาดสมาร์ทวอตช์ของฟิตบิต พบว่าผู้บริโภคมีการเติบโตต่อเนื่องทั้งสองตลาด ส่วนหนึ่งเลือกซื้อเพื่อติดตามดูแลการออกกำลังกายและส่วนหนึ่งเลือกซื้อเพราะให้ความสนใจเรื่องของเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ

ขณะที่การแข่งขันในตลาดที่ค่อนข้างรุนแรงนั้น ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้บริษัทตื่นตัวและมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะรูปแบบของผลิตภัณฑ์สมาร์ทวอตช์ ซึ่งจะยังคงมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมการออกกำลังกาย โดยในปีนี้จะมีทั้งฟิตเนสแทรกกิ้งและสมาร์ทวอตช์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพิ่มเติมอีกหลายรุ่น

ด้านแผนการทำตลาดสมาร์ทวอตช์ บริษัทจะมุ่งเน้นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและฟีเจอร์ใหม่ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล บริษัทประกันภัย โดยเน้นเรื่องนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่ หรือ “ดิจิทัลเฮลท์แคร์” เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทในการมุ่งดูแลและส่งเสริมการออกกำลังกาย การมีสุขภาพที่ดี

อเล็กซานเดอร์ ฮีลีย์ ผู้จัดการการตลาดบริหารด้านผลิตภัณฑ์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลิตภัณฑ์ฟิตบิต กล่าวว่า ในช่วง 1-3 ปีจากนี้อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพและสมาร์ทวอตช์จะยังได้รับความนิยมจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย โดยในอนาคตสมาร์ทวอตช์จะมีขนาดที่เล็กลงเพื่อประหยัดพลังงาน โดยฟิตบิตจะมุ่งเน้นพัฒนาการเพิ่มอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 5 วัน

พร้อมกันนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาฟีเจอร์เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นไปถึงการติดตามการเคลื่อนไหว และการสนับสนุนการออกกำลังกาย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นไทย เข้าร่วมงานในการพัฒนาแอพและฟีเจอร์ เพื่อปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานคนไทย

ขณะเดียวกันฟิตบิตจะมุ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าในวงกว้างเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก โดยจะออกผลิตภัณฑ์ฟิตบิต เอช สายรัดข้อมือเพื่อดูแลสุขภาพสำหรับเด็ก ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ หลังผลสำรวจองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ปัจจุบันเยาวชน 1 ใน 5 มีความเสี่ยงของโรคอ้วน ทำให้ต้องดูแลสุขภาพบุตรหลานมากขึ้น

‘แนคแซท’ ดาวเทียมดวงแรกฝีมือคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549382

  • วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 13:53 น.

‘แนคแซท’ ดาวเทียมดวงแรกฝีมือคนไทย

โดย ชายโย

เร็วๆ นี้ ประเทศไทยกำลังจะมีดาวเทียมดวงใหม่นาม “แนคแซท” (KNACKSAT) ทำหน้าที่ถ่ายภาพโลกของเราโดยเฉพาะ

คำถามคือแล้วน่าตื่นเต้นตรงไหน เพราะประเทศไหนๆ ก็ส่งดาวเทียมขึ้นไปทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ดาวเทียมดวงนี้พิเศษกว่าทุกดวงสำหรับคนไทย ก็เพราะว่าเป็นดาวเทียมดวงแรกที่สร้างโดยฝีมือคนไทยทั้งหมดนั่นเอง

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เล่าถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน ในการสร้างและทดสอบดาวเทียมและพัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างดาวเทียมขนาดเล็กนี้ขึ้นมา แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดการทดสอบในสภาวะสุญญากาศ หรือการจำลองสภาพแวดล้อมในอวกาศ

“การเดินเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนนั้น ต้องใช้ระบบสุญญากาศในการดำเนินงานทั้งสิ้น ดังนั้น ประสบการณ์กว่า 10 ปีของงานเทคโนโลยีสุญญากาศส่งผลให้เรามีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาครัฐและเอกชน

.ซินโครตรอนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมงานกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการทดสอบประสิทธิภาพของดาวเทียมแนคแซท ดาวเทียมที่เรียกได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ดาวเทียมฝีมือคนไทย 100% ออกแบบและสร้างในประเทศไทย อีกทั้งการทดสอบระบบต่างๆ ก่อนส่งขึ้นสู่วงโคจร ต่างก็ดำเนินงานด้วยคนไทยอีกด้วย”

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ กุลธนปรีดา หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา หรือ KNACKSAT ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เปิดเผยว่า ดาวเทียมดวงนี้มีขนาดเพียง 10x10x10 เซนติเมตร มีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม จะเป็นดาวเทียมประเภทนาโน แซทเทิลไลท์ (Nano Satellite) เพื่อการศึกษาขนาดเล็ก

“มีความสามารถไม่ต่างจากดาวเทียมขนาดใหญ่ มีภารกิจหลักคือการถ่ายภาพโลกจากอวกาศ โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุสมัครเล่นในการสื่อสาร พร้อมจัดส่งเข้าสู่วงโคจรที่ความสูง 600 กิโลเมตร ในช่วงเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งความสำเร็จนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และเทคโนโลยีสุญญากาศของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

แนคแซท ประกอบด้วย ระบบย่อย 6 ระบบ ระบบย่อยโครงสร้าง ระบบย่อยการสื่อสาร ระบบไฟฟ้ากำลังไฟฟ้า ระบบย่อยคำสั่งและการจัดการข้อมูล ระบบย่อยการหาและควบคุมการทรงตัว ระบบย่อยกล้องถ่ายภาพ (หรือเพย์โหลด)

ก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครของไทยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ (The University of Surrey) ประเทศอังกฤษ พัฒนาดาวเทียมไทพัฒ 1 และไทพัฒ 2 ดาวเทียมมีขนาดประมาณ 35×60 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรของโลกในปี 2541 แต่ครั้งนี้เป็นการพัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด

ปัจจุบันการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เนื่องจากใช้ต้นทุนการวิจัยพัฒนาที่ต่ำและค่าใช้จ่ายในการขนส่งขึ้นสู่อวกาศมีราคาถูกลง เช่น การใช้บริการจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ หรือการใช้บริการจรวดอิเล็กตรอนของบริษัทใหม่ล่าสุดอย่าง ร็อกเก็ตแล็บ ที่มีค่าใช้จ่ายต่อการปล่อยจรวดหนึ่งครั้งประมาณ 4.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 152 ล้านบาท)

ในกระบวนการส่งดาวเทียมขึ้นไปปฏิบัติภารกิจอวกาศนั้น ขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งคือ การทดสอบประสิทธิภาพของดาวเทียมในสภาวะอวกาศจริงหรือที่อุณหภูมิและแรงดันต่างจากพื้นโลก โดยทางคณะผู้วิจัยทราบว่าสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีสุญญากาศเป็นอย่างมาก จึงได้นำดาวเทียมแนคแซทเข้ามาทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อดูว่าดาวเทียมทนต่อสภาวะอวกาศจริง

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมวลของดาวเทียมภายใต้อุณภูมิและแรงดัน ซึ่งการทดสอบนี้ไม่เพียงแต่เพื่อดูประสิทธิภาพของดาวเทียมเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์ไปถึงผลของดาวเทียมที่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงมวล จะส่งผลกระทบต่อดาวเทียมดวงอื่นๆ หรือจรวดที่ทำการส่งดาวเทียมนี้ขึ้นไปหรือไม่ โดยการทดลองดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากลที่กำหนดขึ้นและผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ และพร้อมที่จะกลายเป็นดาวเทียมดวงแรกจากฝีมือคนไทยที่จะได้ขึ้นสู่อวกาศในเร็วๆ นี้