แนะใช้สั่งงานด้วยเสียงเพิ่มยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547544

  • วันที่ 12 เม.ย. 2561 เวลา 06:58 น.

แนะใช้สั่งงานด้วยเสียงเพิ่มยอดขาย

อะโดบีชี้การสั่งงานด้วยเสียง เป็นโอกาสสำคัญของแบรนด์ใช้เพิ่มยอดขายออนไลน์ หลังคนพร้อมใช้งานเพิ่ม

นายเควิน ลินด์เซย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ อะโดบี ทาร์เก็ต เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดอุปกรณ์ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงเติบโตอย่างรวดเร็ว และอุปกรณ์เหล่านี้ได้รับการใช้งานภายในบ้านอย่างกว้างขวาง โดยในปี 2560 ข้อมูลจากอะโดบี แสดงให้เห็นว่ายอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น 103% จากปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ ยังพบว่าการสั่งงานด้วยเสียง (Voice Command) ปัจจุบันได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งผลการศึกษาล่าสุด โดยอะโดบีชี้ให้เห็นว่า มีผู้ใช้เพียงแค่ 16% เท่านั้นที่รู้สึกอึดอัดใจที่จะใช้การสั่งงานด้วยเสียงต่อหน้าผู้อื่น จึงนับเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับแบรนด์ต่างๆ

ทั้งนี้ บนแพลตฟอร์ม อะโดบี เอ็กซ์พีเรียนซ์ คลาวด์ ที่ทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เพื่อนำเสนอประสบการณ์ผ่านทุกช่องทางดิจิทัล ล่าสุดอะโดบีได้ เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ให้ผู้บริโภคสามารถพูดคุยกับแบรนด์ต่างๆ ได้เหมือนกับการพูดคุยกับพนักงาน โดยระบุรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ประทับใจและกลับมาใช้บริการอีก

นอกจากนี้ นักการตลาดยังสามารถปรับแต่งประสบการณ์โดยอ้างอิงจากข้อมูลของผู้ใช้ เช่น รสนิยมและความชอบ รวมไปถึงข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้ใช้ โดย อะโดบี อะนาไลติกส์ คลาวด์ จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลเชิงลึก บันทึก ข้อมูลจากอุปกรณ์เสียง รวมถึงช่องทางอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลมีความสอดคล้องกัน และแบรนด์ต่างๆ จะติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ไม่ใช่อุปกรณ์

สำหรับช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนสมาร์ทโฟนคือ แบรนด์ที่ดำเนินการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเปลี่ยนย้ายจากประสบการณ์บนเดสก์ท็อปไปสู่โมบายล์ทั้งหมด

“อนาคตของการใช้เสียงพูดมอบโอกาสที่มากมาย ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ จะต้องทราบด้วยว่าข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอุปกรณ์เสียงย่อมมีเช่นกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การใช้แนวทางที่เหมาะสมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และเพิ่มความภักดีของลูกค้า” นายลินด์เซย์ กล่าว

ทรูโอดรัฐหากไม่ผ่อนผันค่างวด กระทบลงทุน-ไอซีทีไทยโตช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547446

  • วันที่ 11 เม.ย. 2561 เวลา 05:48 น.

ทรูโอดรัฐหากไม่ผ่อนผันค่างวด กระทบลงทุน-ไอซีทีไทยโตช้า

ทรู คอร์ปอเรชั่น โอดรัฐหากไม่ผ่อนผันค่างวดคลื่น 900 กระทบการลงทุนและการประมูลครั้งต่อไป

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัท (ร่วม) ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอพิจารณาผ่อนผันการชำระค่าเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทหากไม่ได้รับการผ่อนผันชำระ ค่างวด จะกระทบต่อแผนการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ ในครั้งต่อไปคงจะยาก

นอกจากนั้น แผนการลงทุนในอนาคตสำหรับเทคโนโลยีใหม่ อาทิ ไอโอที ไอโออี และ 5จี เป็นต้น ซึ่งมองว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัลของประเทศที่ปัจจุบันจำนวนอุปกรณ์ (ดีไวซ์) ต่อประชากรอยู่ที่ 140% มีโอกาสที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,400% หรือ 4,000% ในอนาคต

สำหรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 2จี ไป 3จี ของประเทศไทยใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนานมาก ซึ่งวันนี้โอกาสในการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีสู่อนาคตไปยัง 4.5จี หรือ 5จี เป็นโอกาสที่ใกล้เข้ามาแล้วไม่อยากให้มีผลต่อการพัฒนาของประเทศจากปัจจัยดังกล่าว

นายวิเชาวน์ กล่าวว่า รวมทั้งเมื่อเทียบราคาประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในประเทศไทยที่บริษัทประมูลมาได้มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาทนั้น มีมูลค่าคลื่นความถี่ที่สูงที่สุดในโลก

ดีแทคชี้ 1800 ส่อไม่คึก แนะปรับเงื่อนไขประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547342

  • วันที่ 10 เม.ย. 2561 เวลา 05:49 น.

ดีแทคชี้ 1800 ส่อไม่คึก แนะปรับเงื่อนไขประมูล

โดย…จะเรียม สำรวจ

จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะประชุมในวันนี้ (วันที่ 10 เม.ย.) เพื่อสรุปเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ให้ได้ก่อนเดือน ก.ย. 2561 ซึ่งครบกำหนดอายุสัมปทาน ที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค จะหมดอายุสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 850 MHz ทำให้ดีแทคค่อนข้างจำเป็นต้องชนะการประมูลครั้งนี้มาก เพราะต้องมีคลื่นไว้ให้บริการผู้ใช้กว่า 24 ล้านราย

อย่างไรก็ตาม จากการที่ กสทช.มีแนวคิดที่จะจัดการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ขนาดคลื่น 45 MHz แบ่งใบอนุญาตเป็น 3 ใบ หรือใบอนุญาตละ 15 MHz และใช้เงื่อนไขผู้เข้าประมูล N-1 หรือจำนวนใบอนุญาตต้องน้อยกว่าจำนวนผู้เข้าประมูล 1 ใบ เช่น มีผู้เข้าประมูล 3 ใบ แข่งประมูลใบอนุญาต 2 ใบ ทำให้ดีแทคค่อนข้างมีความกังวลกับกฎกติกาดังกล่าว

ราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า การที่ กสทช.จะจัดการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ขนาดคลื่น 45 MHz ใบอนุญาตละ 3 ใบ ใบอนุญาตละ 15 MHz และใช้เงื่อนไข N-1 มองว่าจะทำให้การประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้แข่งขันไม่รุนแรง เนื่องจากราคาเริ่มต้นประมูลสูงเกินไป ภาครัฐควรมีการพิจารณาหลักการประมูลอีกครั้ง เพราะการออกหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ทั้งในด้านของคุณภาพชีวิตคนไทยและศักยภาพการแข่งขันในอีกหลายปีข้างหน้า

ดังนั้น ภาครัฐควรมองภาพระยะยาว เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประมูลคลื่นความถี่ได้นำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เพราะการประมูลคลื่นความถี่ที่ราคาตั้งต้นแพงเกินไป โดยนำราคาประมูลคลื่น 900 MHz เมื่อปี 2559 ที่กลุ่มทรูฯ กับกลุ่มเอไอเอสชนะประมูลไปรายละ 1 ใบ ที่ราคาใบละกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่ารายที่ปั่นราคาประมูลสุดท้ายไม่มีเงินจ่ายเป็นราคาไม่ปกติ หากเหตุการณ์ยังเป็นแบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้แบกภาระ ดังกล่าว จากการมีค่าใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้น

บาวา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทำประชาพิจารณ์กับ กสทช. และได้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า กสทช. ควรวางหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ขนาด 45 MHz แบ่งใบอนุญาตออกเป็น 9 ใบ ใบอนุญาตละ 5 MHz  เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเก่าและรายใหม่ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมการประมูลมากขึ้น เพราะราคาเริ่มต้นไม่สูง ขนาดของคลื่นที่อยากได้นั้นสามารถปรับได้ตามความต้องการของแต่ละบริษัทที่เข้าประมูล ไม่ใช่เริ่มที่ขนาด 15 MHz ซึ่งหาก กสทช.ปรับได้จะทำให้ภาพรวมการแข่งขันการประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้มีความคึกคัก แต่หากภาครัฐยังยืนยันที่จะทำบล็อกการประมูลขนาดใหญ่ ด้วยการแบ่งใบอนุญาตออกเป็น 3 ใบ เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่ กสทช.กำหนดสูตร N-1 มาใช้ในการประมูล บาวา มองว่า ปัจจุบันไม่มีประเทศไหนใช้สูตรดังกล่าว เพราะสูตร N-1 เป็นสภาพเหมือนกับจำนวนคลื่นไม่พอ แต่นี่ประเทศไทยมีคลื่นอีกมากมาย ซึ่ง กสทช.ควรจะบริหารให้เกิดการใช้ หรือทยอยประมูลคลื่นให้เกิดประสิทธิภาพ มีการทำตารางจัดสรรคลื่นความถี่ หรือสเปกตรัมโรดแมป ซึ่งถ้าใช้ N-1 ท้ายที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศ เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะไม่เข้าประมูล หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวผลที่ได้คือประเทศไม่มีรายได้ หรือมีรายได้น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น

อัดกสทช.อุ้มมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547265

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 09:35 น.

อัดกสทช.อุ้มมือถือ

ทีดีอาร์ไอสับ กสทช.ออกมาตรการยืดจ่ายค่าประมูลคลื่น 4จี ไม่เกิดประโยชน์ เสนอรัฐตัดสินใจ ให้รอบคอบ

นายสมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ขอขยายเวลาจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 4จี ของคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ว่า จะพิจารณาในแง่มุมใดๆ รัฐบาลควรตัดสินใจอย่างมั่นคงบนผลประโยชน์ ของประชาชน ไม่ปล่อยให้กลุ่ม ผลประโยชน์เข้ามามีอิทธิพลเหนือการ ตัดสินใจ

สำหรับผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย คือ เอไอเอสและทรู ไม่ได้มีปัญหาในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้ม ทั้ง 2 บริษัท เนื่องจากยังดำเนินธุรกิจได้ดีและไม่กระทบความเชื่อมั่นของ นักลงทุน แม้รัฐบาลจะไม่ยืดเวลาจ่ายเงิน ค่าประมูลคลื่นก็ตาม

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงกฎกติกาหรือเงื่อนไขที่ออกมาแล้ว จากการเรียกร้องของผู้ประกอบการบางรายโดยไม่มีเหตุผลอันควร จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยไม่มีหลักการ ที่ชัดเจน สามารถต่อรองได้หากมี เส้นสาย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ประกอบธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาลังเลที่จะมาลงทุนในประเทศไทย

แฮ็กคอมพ์โลก2แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547252

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 06:57 น.

แฮ็กคอมพ์โลก2แสน

แฮ็กเกอร์เจาะระบบ เราเตอร์ 2 แสนเครื่องทั่วโลก สหรัฐโดนหนักสุด แต่ไม่มีรายงานความเสียหาย

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของอิหร่าน เปิดเผยว่า เกิดกรณีแฮ็กเกอร์เจาะระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผ่านอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตในเครือข่าย หรือสวิตช์ ของบริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ อิงค์ จำนวน 2 แสนเครื่องทั่วโลก โดยจำนวนดังกล่าวรวมถึง 5.5 หมื่นเครื่องในสหรัฐ 1.4 เครื่องในจีน และยังกระทบสวิตช์ในอินเดียและยุโรป ส่งผลให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ ขณะที่ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากกรณีการแฮ็กดังกล่าว

รายงานระบุว่า แฮ็กเกอร์เจาะสวิตช์จำนวน 3,500 เครื่องในอิหร่าน พร้อมปรับให้หน้าจอคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายแสดงรูปธงชาติสหรัฐ พร้อมข้อความระบุว่า “อย่ามายุ่งกับการเลือกตั้งของเรา” โดยล่าสุดทางกระทรวงระบุว่า ได้อุดช่องโหว่ของระบบ และไม่มีรายงานความเสียหายจากการแฮ็กดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ บริษัท เซียร์ส โฮลดิงส์ คอร์ป และสายการบินเดลตาแอร์ไลน์ส เปิดเผยว่า แฮ็กเกอร์อาจเข้าถึงข้อมูลบัตรเครดิตที่ลูกค้าใช้ทำธุรกรรมกับบริษัทช่วงวันที่ 26 ก.ย.-12 ต.ค. 2017 โดยเซียร์ส ระบุว่า มีลูกค้าน้อยกว่า 1 แสนราย ได้รับผลกระทบขณะที่แฮ็กเกอร์เจาะระบบของรัฐบาลท้องถิ่นเมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย สหรัฐ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. จนเจ้าหน้าที่หน่วยงานสาธารณูปโภคและศาลไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเอกสารทางราชการได้จนถึงปัจจุบัน

เอไอเอสแจงขอผ่อนผันชำระเงินประมูลคลื่น900 MHz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546853

เอไอเอสแจงขอผ่อนผันชำระเงินประมูลคลื่น900 MHz

เอไอเอสชี้แจงขอผ่อนผันชำระเงินประมูลคลื่น 900 MHz นำเงินไปลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ จำกัด กล่าวว่า ตามที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมผู้ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 MHz ได้ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ขอพิจารณาผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz งวดที่ 4 ในปี 2563 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายออกไปเป็น 7งวด และยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากการผ่อนผันชำระเงินดังกล่าวด้วย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 ซึ่ง คสช. ได้ส่งให้ กสทช. พิจารณาเหตุผลและความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน และกสทช. ได้พิจารณาเสนอกลับไปยัง คสช. ให้ขยายออกไปเพียง 5 งวด พร้อมให้ชำระดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกลางที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ประมาณ 1.5%)นั้น นับว่าเป็นข้อเสนอมาตรการผ่อนผันที่เพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล ที่ได้รับการพิจารณามาตรการผ่อนผันการชำระเงินประมูลทีวีดิจิตอลเมื่อวันที่ 20ธันวาคม 2559 ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 2 อุตสาหกรรมเป็นผู้ที่ได้ใบอนุญาตจากการประมูลคลื่นความถี่จากกสทช. เช่นเดียวกัน จึงควรได้รับการพิจารณาในหลักการเดียวกัน

ทั้งนี้การยื่นขอพิจารณาการผ่อนผันการชำระค่างวดเงินประมูลงวดที่ 4 ทางบริษัทฯขอชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการขอลดจำนวนเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ที่ต้องชำระให้แก่ภาครัฐแต่อย่างใด แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเพื่อขยายจำนวนงวดชำระงวดสุดท้ายเท่านั้น และบริษัทฯพร้อมที่จะชำระดอกเบี้ยตามที่รัฐได้กำหนดขึ้น ซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐ และประชาชนเสียประโยชน์แต่อย่างใด

ขณะเดียวกันบริษัทฯยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กสทช.กำหนดไว้เดิม โดยได้มีหลักประกันธนาคารให้แก่กสทช.ครบถ้วนตามมูลค่าคลื่นที่ต้องชำระ ดังนั้น การแบ่งชำระของบริษัทฯจึงไม่ได้เป็นการผิดนัดการชำระ จนต้องคำนวนเป็นอัตราดอกเบี้ยค่าปรับ (15%) หรือทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการผิดนัด

อี-คอมเมิร์ซไทยชนเทศ ใครจะอยู่ ใครจะไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546761

อี-คอมเมิร์ซไทยชนเทศ ใครจะอยู่ ใครจะไป

…iPrice

ประกาศอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อเดือน มี.ค.ว่า อาลีบาบาเพิ่มเงินลงทุนในลาซาด้ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรุกตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น การลงทุนครั้งนี้จึงชัดเจนแล้วว่า อาลีบาบามองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะขึ้นเป็นแถบประเทศที่สำคัญต่อการเติบโตของบริษัท

บริษัท iPrice บริษัทอี-คอมเมิร์ซใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล็งเห็นการเข้ามารุกตลาดของบริษัท อาลีบาบา ครั้งนี้ จึงได้จัดทำการศึกษาเปรียบเทียบการแข่งขันของบริษัทอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยชนต่างประเทศขึ้น โดยเก็บข้อมูลทราฟฟิกและโซเชียลมีเดียตั้งแต่เดือน เม.ย.-ธ.ค. 2560 ในการศึกษาที่ชื่อว่า The Map of eCommerce หรือสงครามอี-คอมเมิร์ซ

ผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า ไตรมาส 4 ในปี 2560 ที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยทราฟฟิกของร้านค้าอี-คอมเมิร์ซโตกว่า 70% จากไตรมาส 2 กล่าวคือ ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เข้าชมอย่างรวดเร็วในช่วง 9 เดือน ซึ่งในช่วงปลายปีที่มีกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดัน ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่า Chilindo เป็นแบรนด์ อี-คอมเมิร์ซที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยซึ่งมีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากร้านค้าอี-คอมเมิร์ซอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง โดยมุ่งเน้นการขายสินค้าในรูปแบบประมูล โดยผู้บริโภคนั้นสามารถประมูลสินค้าเริ่มต้น เพียง 1 บาท นับเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 ที่ผ่านมา โดย ในไตรมาส 2 บริษัทอยู่อันดับที่ 4 มีทราฟฟิกอยู่ที่ 3,056,000 ครั้ง/เดือน ต่อมาไตรมาส 3 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 โดยมีทราฟฟิก 11,916,883 ครั้ง/เดือน และไตรมาส 4 ปี 2560 ขึ้นเป็นอันดับที่สอง รองจากลาซาด้า โดยมีทราฟฟิก 13,484,858 ครั้ง/เดือน

ขณะที่สองยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาจากต่างประเทศอย่างลาซาด้าและช้อปปี้ ก็มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดตลอดมา แต่ถ้าหากพูดถึงช้อปปี้ แม้จะเป็นรอง ลาซาด้าตลอดมา แต่ไตรมาส 4 ก็สามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบนแอพสโตร์ที่มียอดดาวน์โหลดแซงหน้าลาซาด้าไปได้ แต่การแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสองยักษ์ใหญ่นี้คงจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะในปีนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายจากทั้งสองบริษัทที่จะโปรโมทให้บริษัทดังเป็นพลุแตกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครบรอบวันเกิดของแต่ละบริษัท แคมเปญ 11.11 และ 12.12 เป็นต้น

โซเชียลมีเดียเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทางบริษัทใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละบริษัทมีกลยุทธ์ในการเลือกช่องทางการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป โดยมีช่องทางหลักๆ คือ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในปีที่ผ่านมาพบว่า Carnival แบรนด์แฟชั่น ไทยสามารถขึ้นนำแบรนด์เทศในอินสตาแกรม เพราะตรงกับกลยุทธ์การทำตลาดของแบรนด์ Carnival ที่เป็นแบรนด์สตรีท แฟชั่น เน้นการโพสต์ภาพบนอินสตาแกรม และบอกรายละเอียดของสินค้าชัดเจน จึงทำให้ประสบความสำเร็จบนอินสตาแกรม

นอกจากนี้ ยังพบว่าแบรนด์ Karmart ซึ่งเป็นแบรนด์ไทย เลือกใช้ไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับลูกค้าคนไทย ที่นิยมใช้ไลน์เป็นแอพพลิเคชั่นหลัก จนมีผู้ติดตามในไลน์กว่า 14 ล้านคน ขณะที่ลาซาด้า ที่มาอันดับหนึ่งนั้นมีผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ปี 2561 นี้จึงถือเป็นปีที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับตลาดอี-คอมเมิร์ซทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าผลประโยชน์คงตกไปอยู่ที่ผู้บริโภค จากการมีตัวเลือกมากขึ้นในแง่ของสินค้าและคุณภาพของบริการ

กสทช.เผยปี60คนไทยใช้เน็ตผ่านมือถือกว่า 3พันล้านกิกะไบต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 14:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546699

กสทช.เผยปี60คนไทยใช้เน็ตผ่านมือถือกว่า 3พันล้านกิกะไบต์

กสทช. เผยปี 60 คนไทยทั้งประเทศใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือประมาณ 3.3 พันล้านกิกะไบต์ ใช้บริการเสียงเฉลี่ยประมาณ 43,460 ล้านนาที

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากรายงานของสำนักงาน กสทช. พบว่า จากการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2560 มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้งานอยู่จำนวนทั้งสิ้น 121.53 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น กลุ่มบริษัท AIS จำนวน 53.05 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ 43.65 รองลงมาคือกลุ่มบริษัท TRUE จำนวน 36.05 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 29.66 และกลุ่มบริษัท DTAC จำนวน 30 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 24.69 ส่วนกลุ่ม CAT และกลุ่ม TOT มีจำนวน 0.11 ล้านเลขหมาย และ 2.32 ล้านเลขหมายตามลำดับ โดยคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 0.09 และ 1.91 ตามลำดับ

สำหรับข้อมูลปริมาณการใช้บริการเสียงของโอเปอเรเตอร์หลัก 3 ราย คือกลุ่มบริษัท AIS กลุ่มบริษัท TRUE และกลุ่มบริษัท DTAC ระหว่างปี 2557 – 2560 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 ปริมาณการใช้งานบริการเสียงมีจำนวน 70,720.42 ล้านนาที ปี 2528 ลดลงเหลือ 62,851.09 ล้านนาที ปี 2559 ลดลงเหลือ 51,021.48 ล้านนาที และปี 2560 มีปริมาณการใช้งานบริการเสียงจำนวน 43,460.84 ล้านนาที โดยกลุ่มบริษัท AIS มีปริมาณการใช้บริการเสียงสูงสุดในแต่ละปี ตามด้วยกลุ่มบริษัท DTAC และกลุ่มบริษัท TRUE อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 และ 2560 กลุ่มบริษัท TRUE มีปริมาณการใช้งานบริการเสียงมากกว่ากลุ่มบริษัท DTAC ทั้งนี้ในปี 2560 คนไทยใช้บริการเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉลี่ยประมาณ 2 นาที ต่อคนต่อวัน ลดจากเดิมปี 2557 ที่ใช้บริการเสียงเฉลี่ยประมาณ 4 นาที ต่อคนต่อวัน

นายฐากร กล่าวว่า ในส่วนของข้อมูลปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (การใช้บริการดาต้า) ของโอเปอเรเตอร์หลัก 3 ราย พบว่า แนวโน้มปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยพบว่า เมื่อสิ้นปี 2560 มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ 3 กลุ่มบริษัท (กลุ่มบริษัท AIS กลุ่มบริษัท TRUE และกลุ่มบริษัท DTAC) สูงถึง 3,294,325,000 กิกะไบต์ (หรือ 3 ล้านเทราไบต์โดยประมาณ) โดยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าตัว ภายใน 4 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตของการใช้งานที่สูงมาก คิดเป็นปริมาณการใช้งานดาต้าโดยเฉลี่ย 4.11 กิกะไบต์ ต่อคนต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าในปี 2560 ใน 1 วันแต่ละคนมีการใช้งานดาต้าเฉลี่ย 0.14 กิกะไบต์ หรือ 140 เมกะไบต์ (หมายเหตุ : 1 เทราไบต์ เท่ากับ 1024 กิกะไบต์)

ข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสารข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายหลังจากการประมูลคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2555 และ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2558 – 2559 ที่ทำให้มีการให้บริการ 3G/4G อย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ทำให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูง เช่น มีผู้ใช้งาน Facebook กว่า 40 ล้านคน และมีผู้ใช้งาน Line กว่า 30 ล้านคน ในประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์ในระบบ Mobile Banking หรือ FinTech ทำให้เกิดระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Promptpay ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 39 ล้านคนในปัจจุบัน ทำให้การซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการสามารถทำได้ง่าย สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

5 เทรนด์ใหม่ภัยบนไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 05:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546511

5 เทรนด์ใหม่ภัยบนไซเบอร์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

บริษัท ไซแมนเทค (Nasdaq : SYMC) จัดทำรายงานภัยคุกคามประจำปีฉบับที่ 23 (Internet Security Threat Report หรือ ISTR) พบอาชญากรไซเบอร์ใช้วิธีการโจมตีเมื่อปี 2560 มีด้วยการ 5 เทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้น จากการได้รับจากเครือข่ายข้อมูลไซเบอร์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 157 ประเทศในทุกทวีป สำหรับไทยมีแนวโน้มการโจมตีเพิ่มขึ้น

เชรีฟ เอล-นาบาวี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมระบบประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท ไซแมนเทค เปิดเผยว่า การโจมตีมีด้วยกัน 5 เทรนด์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 และคาดว่าจะมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2561 คือ 1.การโจมตีแบบใช้ทรัพยากรคนอื่นมาใช้ในการขุดหาเหรียญดิจิทัล โดยจะลักลอบใช้งานทรัพยากรระบบในการขุดเหรียญดิจิทัล เป้าหมายโจมตีขยายไปทุก พื้นที่ ตั้งแต่คอมพิวเตอร์บ้าน ศูนย์ ข้อมูลขนาดยักษ์ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกว่า 8,500% ในช่วงระหว่างปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากการเพิ่มมูลค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล เมื่อเดือน ธ.ค. สูงถึง 1.7 ล้านบาท ทำให้อาชญากรพยายามสร้างรายได้จาก การโจมตีทั้งบนเครื่องทั่วไป ระบบ คลาวด์ของผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป จนถึง ระดับองค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ อุปกรณ์ไอโอทีก็เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตี พบว่ามีเพิ่มขึ้นกว่า 600% ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ แอปเปิ้ลแมค ยังพบว่ามีการโจมตีเพิ่มขึ้นกว่า 80%

ขณะที่เทรนด์ที่ 2 การโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย ส่วนใหญ่ใช้เพียงวิธีเดียวในการแพร่เชื้อเข้าสู่ระบบ เป้าหมาย ซึ่งการโจมตีจากกลุ่มทีมงานมืออาชีพแบบเจาะจงเป้าหมายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีมากกว่า 140 กลุ่มแล้วในตอนนี้ และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในส่วนของเทรนด์ที่ 3 เกิดขึ้นวงการอุตสาหกรรมซึ่งการโจมตีมุ่งเน้นฝังตัวในระบบของบริษัทผู้ผลิตโปรแกรม ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเป้าหมายที่ต้องการโจมตี เพิ่มขึ้น 2 เท่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับมีการโจมตีอย่างน้อย 1 ครั้งในทุกๆ เดือน เปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ที่มีการโจมตีเพียง 4 ครั้งตลอดทั้งปี เช่น โจมตีที่เป็นข่าวโด่งดังของไวรัส Petya

เทรนด์ที่ 4 ไวรัสบนอุปกรณ์มือถือ มีสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น 54% เนื่องจากมีผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการเก่าอยู่เป็นจำนวนมาก ปัญหาต่างๆ ก็ยิ่งเลวร้ายลง ตัวอย่างเช่นบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีผู้ใช้งานเวอร์ชั่นหลักล่าสุดเพียง 20% และมีเพียง 2.3% ที่มีการอัพเดทแพตช์ความปลอดภัย เทรนด์ที่ 5 กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ มองไวรัสเรียกค่าไถ่เป็นสินค้าทำเงินระยะยาว ค่าเฉลี่ยของค่าไถ่ได้ลดลง อยู่ที่ระดับ 522 ดอลลาร์สหรัฐ อาชญากรมองไวรัสเรียกค่าไถ่เป็นสินค้าที่สามารถเป็นแหล่งทำเงินได้ในระยะยาว

สำหรับปีนี้คาดว่าเทรนด์โจมตีจะใช้ไอโอทีควบคุมแปลงเข้าไปปลอมฝังตัวอยู่ มัลแวร์รูปแบบไอโอทีและอุปกรณ์ไอโอทีต่างๆ เพราะไอโอทีเป็นอุปกรณ์ที่ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงแนวโน้มใช้แมชีนเลิร์นนิ่งสำหรับการโจมตี และคริปโตเคอเรนซีจะถูกโจมตีเพิ่มขึ้น องค์กรต้องวางระบบภัยคุกคามอัจฉริยะ ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปต้องหมั่น

ทรูเตือนระวังมิจฉาชีพอ้างชื่อเรียกเก็บเงินย้ายสายเน็ตลงดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546478

ทรูเตือนระวังมิจฉาชีพอ้างชื่อเรียกเก็บเงินย้ายสายเน็ตลงดิน

“ทรู” เตือนลูกค้า ระวังแก๊งมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อเรียกเก็บเงิน ค่าบริการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดิน ยืนยันไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าบริการแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น แจ้งว่า  เนื่องจาก ขณะนี้เริ่มมีลูกค้าติดต่อสอบถามมายังศูนย์บริการทรู เรื่องมี จดหมายจากบริษัทฯ ไปยังลูกค้าเพื่อแจ้งเรียกเก็บค่าบริการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดิน ทรูจึงขอเรียนให้ลูกค้าทุกท่านทราบว่า กลุ่มทรูไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าบริการใดๆทั้งสิ้นจากลูกค้า ในการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดิน  ซึ่งการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดินเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐ  โดยกลุ่มทรูได้มีการดำเนินการและลงทุนในส่วนนี้ไปแล้ว  ลูกค้าไม่ต้องดำเนินการใดๆ

หากมีการแอบอ้างว่าเป็นจดหมายจากบริษัทฯ ขอลูกค้าอย่าได้หลงเชื่อหรือดำเนินการชำระเงินใดๆทั้งสิ้น  ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย ลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามด้วยตนเองมายังหมายเลข 1242