กสทช.ชงเปิดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต ห้ามJASร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 15:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546473

กสทช.ชงเปิดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต ห้ามJASร่วม

กสทช.ชงที่ประชุมบอร์ดเปิดประมูลคลื่น 1800 จำนวน 3 ใบอนุญาต 11 เม.ย.นี้ เผยห้าม “แจส” เข้าร่วม

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับหนังสือมายังสำนักงาน กสทช.ว่าคณะกรรมการ กสทช.ชุดรักษาการสามารถเดินหน้าจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ได้นั้น สำนักงาน กสทช.ได้เตรียมส่งหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุม กสทช.พิจารณาในวันที่ 11 เม.ย.นี้

“คาดว่า กสทช.จะได้คณะกรรมการชุดใหม่จากการคัดเลือกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงเชื่อว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดใหม่ แต่ที่สำนักงาน กสทช.ต้องเร่งส่งหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุมบอร์ดชุดปัจจุบันก่อน เนื่องจากต้องดำเนินการตามหลักการเมื่อกฤษฎีกาตอบกลับมาแล้ว เพราะหากไม่ทำอาจถูกกล่าวหาว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ โดยอาจมีความผิดตามมาตรา 157 ได้”นายฐากรกล่าว

นายฐากรกล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์การประมูล กสทช.ยังคงยืนยันใช้หลักเกณฑ์การประมูลเดิมที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา คือ เปิดประมูลคลื่น 1800 MHz จำนวน 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 MHz โดยใช้เงื่อนไข N-1 และไม่เปิดโอกาสให้ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด เข้ามาประมูล เนื่องจากเป็นต้นเหตุให้ราคาประมูลครั้งที่แล้วสูงเกินจริง หากครั้งนี้เข้ามาประมูลอีกเกรงว่าเอกชนจะไม่มีความมั่นใจในการเข้าร่วมประมูล

กสทช.แนะทางรอด “ทีวีดิจิทัล” เปิดทางขายใบอนุญาตต่อให้กลุ่มทุนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546325

กสทช.แนะทางรอด "ทีวีดิจิทัล" เปิดทางขายใบอนุญาตต่อให้กลุ่มทุนใหม่

กสทช.เตรียมทบทวนกฎหมายรองรับ เปิดให้เซ็งลี้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล พร้อมทำหนังสือชี้แจง “วิษณุ” สัปดาห์หน้าดันใช้มาตรา 44 ช่วย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในงานสัมมนาทางรอดอุตสาหกรรมสื่อไทยในยุคดิจิทัล จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการได้ชำระค่าประมูลช่องทีวีดิจิทัลไปแล้ว 60% เหลือระยะเวลาการดำเนินกิจการอีก 11 ปี การขอคืนใบอนุญาตจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ การเปลี่ยนมือผู้ถือครองใบอนุญาตทีวีดิจิทัล หรือการขายใบอนุญาตต่อให้ผู้ประกอบการที่มีเงินทุนจะเป็นผลดีมากกว่า และเป็นทางรอดหนึ่งให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทำได้ ซึ่งส่วนของ กสทช.เองจะกลับไปทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่าต้องปรับปรุงส่วนใดเพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามแนวทางนี้ได้

นายฐากร กล่าวว่า ปัญหาทีวีดิจิทัลเป็นเรื่องปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและจากการประเมินว่าปลายปี 2563 เทคโนโลยี 5จี จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการยิ่งต้องปรับตัว โดยวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา กสทช.ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรวมถึงผู้ประกอบการโทรคมนาคมแก่ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออก 2 มาตรการ คือพักชำระหนี้ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล3 ปี และ กสทช.จะสนับสนุนค่าเช่าโครงข่าย(มักซ์) สัญญาณทีวีดิจิทัลไม่เกิน 50% ของค่าเช่าที่ต้องชำระเป็นเวลา 24 เดือน แต่ คสช.ตีกลับข้อเสนอและให้ทบทวนใหม่

อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์หน้า กสทช.จะทำเอกสารชี้แจงกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในประเด็นการขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ว่าหากมีการขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต จะมีรายได้เข้ารัฐ 2.35 แสนล้านบาท แต่หากไม่ขยายงวดชำระรัฐจะมีรายได้เพียง 1.19 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐไม่ได้เสียประโยชน์ อีกทั้งส่งผลให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนเหลือในการพัฒนาบริการ รวมถึงการเข้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ในปีนี้ด้วย

เกมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์สุดล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546217

เกมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์สุดล้ำ

 โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : มจธ.

จาก Farm Ville ถึง Hay Day หลายเวลานาทีและหลายปีที่ผ่านไป นั่นอาจทำให้หลายคนที่เล่นเกมปลูกผักเสียจนไม่เป็นผู้เป็นคน (ฮา) ดีใจที่ได้ยินว่า ไทยก็มีเกมปลูกผักให้เล่น

แถมเป็นเกมที่ได้รับรางวัลชมเชยในงานมหกรรมอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ส (Internet of Things) ในฐานะนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้

เจ้าของรางวัลคือทีมแพลนโทเปีย (Plantopia) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ไปรู้จักพวกเขาและนวัตกรรม… เกมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แอพพลิเคชั่นสุดล้ำ ที่เล่น (เกม) ก็ได้กิน (ผักที่ปลูกจริงๆ ผ่านแอพ) ก็ได้

หนึ่งในทีม ญาณิศา เหมประชิตชัย นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น เมื่อแรกสมาชิกมีความสนใจในหัวข้อที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องการปลูกผัก การทำเกษตรกรรมในไทย จนกระทั่งการพัฒนาเกมและแอพพลิเคชั่น ทีมรวมตัวกันระดมสมอง จนที่สุดก็ออกมาเป็น Plantopia : Edutainment Hydroponics Kit

 “มันคือแอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ผู้เล่นได้เรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ในทุกเวลาและสถานที่ ที่สำคัญคือการได้ลงมือปฏิบัติจริงในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อีกด้วย”

แพลนโทเปีย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เป็นกระถางปลูกที่มีการติดเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจวัดค่าความเข้มแสง อุณหภูมิน้ำ อุณหภูมิอากาศ และความชื้นในอากาศ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ แล้วนำมาแสดงผลบนแอพพลิเคชั่นแบบเรียลไทม์

2.ส่วนแอพพลิเคชั่นผู้เล่น ที่สามารถส่งการควบคุมกลับไปยังกระถางต้นไม้ได้ โดยผ่าน HTTP Protocol POST Method เพื่อบันทึกค่าไปยังฐานข้อมูลออนไลน์ เช่น การเพิ่มแสงแดด เพิ่มความเร็วปั๊มน้ำ เปิดวาล์วให้สารอาหาร โดยมีข้อแม้ว่าทั้งตัวกระถางและสมาร์ทโฟนที่มีแอพพลิเคชั่นต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

 “รูปแบบคล้ายเกมเลี้ยงสัตว์ ‘ทามาก็อตจิ’ ที่เราสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ในอุปกรณ์เล็กๆ ซึ่งในแพลนโทเปีย พืชผักที่เราเลี้ยงอยู่ ก็จะสามารถแสดงสีหน้า หรือแสดงข้อความได้ตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง เช่น อากาศร้อนเกิดไป หรือแสงมืดเกินไป”

ทั้งนี้ จะมีการติดกล้องและการทำ Image Processing เพื่อวัดการเจริญเติบโตของต้นพืช เพื่อใช้ในการเพิ่มระดับของตัวละครในแอพพลิเคชั่นอีกด้วย

สำหรับระบบการให้คะแนนอยู่ระหว่างการพัฒนาประสิทธิภาพให้ดีขึ้น แต่หลักการคือ การทดลองหาค่าที่ดีที่สุด (ค่าอุดมคติ) ของแต่ละสภาพแวดล้อม ด้วยการปลูกพืชทดสอบทั้งในและนอกอาคาร พร้อมกับตรวจวัดค่าทุกระยะ จากนั้นวัดผลด้วยการหาค่าเฉลี่ยจากต้นที่มีขนาดใหญ่และสุขภาพดี เช่น ค่าแสงแดด อุณหภูมิ ที่ดีต่อการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ค่าเหล่านี้นำมาใช้ในการให้คะแนนผู้เล่น

“หากผู้เล่นรักษาระดับค่าความเข้มแสง ค่าอุณหภูมิ ได้ใกล้เคียงกับค่าอุดมคติ +/- 2 หน่วย ก็จะได้คะแนนเต็ม ที่ห่างออกไปก็ลดหลั่นไป จากนั้นก็นำทุกค่ามาเฉลี่ยเป็นคะแนนให้ผู้เล่น”

 ผักที่ปลูกสามารถรับประทานได้จริง เพราะทีมพัฒนาได้นำวิธีการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ของจริงมาเป็นแบบอย่าง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกับผักการปลูกเอง บางทีต้นแข็งแรงกว่าด้วย เพราะในกระถางที่ควบคุมผ่านแอพสามารถควบคุมปัจจัยการเติบโตของพืชได้ดีกว่าการปลูกตามธรรมชาติ ส่วนปัญหาปุ๋ยตกค้าง แก้ด้วยการงดปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์

ด้านความสนุกของเกม เนื่องจากรอบการปลูกผัดสลัดใช้ระยะเวลา 45 วัน การที่ผู้เล่นจะเล่นเกมเดิมๆ ต่อเนื่องถึงเดือนครึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สนุกตลอดเวลา

ดังนั้น นอกจากเกมเลี้ยงสัตว์ที่เป็นแกนหลักแล้ว จึงเพิ่มส่วนของภารกิจรายวัน เพื่อให้ผู้เล่นมีกิจกรรมทำ มีเป้าหมายในการเข้าเกมมาดูแลผักของตน รวมถึงการทำให้เป็นโซเชียล เกม นำคะแนนไปแชร์แข่งกันในโซเชียลเน็ตเวิร์กได้

“ปลูกผักก็ท้าทายได้ แถมผักที่ปลูกก็กินได้จริงๆ”

 ผู้เล่นจะได้ประโยชน์เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ในแง่นวัตกรรมคือประโยชน์ที่ทำให้เกษตรกรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกคนมีพืชผักสดรับประทาน คุณภาพไม่สูญเสีย ลดการขนส่ง (Farm to Table)

“แพลนโทเปียคือสื่อการเรียนรู้ที่ไม่น่าเบื่อ นำเสนอเรื่องการทำเกษตรกรรมขนาดย่อมในรูปแบบที่ทันสมัย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่”

หัวเว่ยลุยปั้นอีแบรนด์ ส่ง’ออเนอร์’ขายควบทำตลาดไทยผ่านออนไลน์จับคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 06:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546088

หัวเว่ยลุยปั้นอีแบรนด์ ส่ง'ออเนอร์'ขายควบทำตลาดไทยผ่านออนไลน์จับคนรุ่นใหม่

หัวเว่ย ส่ง ออเนอร์ ปั้นอี-แบรนด์ รุกออนไลน์ควบออฟไลน์ ตั้งเป้า 3 ปี ขึ้นท็อปทรี ชูโมเดลทำตลาดยุโรปสำเร็จมาปรับใช้ในไทย

นายอาคิน ลี ประธานออเนอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออเนอร์ ภายใต้หัวเว่ย กรุ๊ป เปิดเผยว่า ได้เข้ามาทำตลาดสมาร์ทโฟนแบรนด์ ออเนอร์ ในประเทศไทย โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 2 เม.ย.นี้ พร้อมทั้งวางเป้าหมายจะมีส่วนแบ่งการตลาด 5% ในปีแรก และขึ้นเป็น 1 ใน 3 แบรนด์ผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนเมืองไทยภายใน 3 ปีนับจากนี้ หรือในปี 2563

สำหรับแบรนด์ออเนอร์ เป็นแบรนด์โทรศัพท์ในเครือหัวเว่ย กรุ๊ป ปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟน อี-แบรนด์ ในประเทศจีน หรือเป็นแบรนด์ที่จำหน่ายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซเป็นหลักด้วยสัดส่วน 70-80% และเป็นกลยุทธ์ที่ ออเนอร์จะนำไปใช้กับการทำตลาดทั่วโลก ด้วยการบุกเบิกผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดกิจกรรมผ่านออนไลน์ แล้วจึงขยายไปยังช่องทางออฟไลน์

ปัจจุบัน ออเนอร์วางจำหน่ายแล้วใน 74 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และเริ่มบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมากขึ้น เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงไทยเป็นประเทศล่าสุด

ทั้งนี้ ออเนอร์จะใช้กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปมาปรับใช้กับประเทศไทย ด้วยการเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ชอบนวัตกรรมใหม่ๆ กล้าทดลอง โดยจะชูกลยุทธ์ 4E ได้แก่ อี-มาร์เก็ตติ้ง เน้นการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ทุกช่องทางเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนรุ่นใหม่, อี-คอมเมิร์ซ เพื่อจำหน่ายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง, อี-ดีเวลอปเมนต์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยศึกษาความต้องการของผู้บริโภคผ่านการสื่อสารทางออนไลน์ และอี-พาร์ตเนอร์ โดยเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ด้านธุรกิจออนไลน์

ขณะที่ในประเทศไทยจะเริ่มจากนำสินค้า 2 รุ่นเข้ามาทำตลาด ได้แก่ Honor 9 Lite ราคา 6,490 บาท และ Honor 7X ราคา 7,490 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 2561 โดย Honor 9 Lite จะวางจำหน่ายที่ช้อปปี้ ส่วน Honor 7X จะวางจำหน่ายทางลาซาด้า จากนั้นจะเริ่มขยายช่องทางร้านค้าทั่วไป ตั้งเป้าช่วงแรกสัดส่วนจากออนไลน์ 80% ออฟไลน์ 20% จากนั้นจะเพิ่มเป็นเท่ากันที่ 50% รวมทั้งจะนำสินค้ารุ่นใหม่มาทำตลาดต่อเนื่อง  เน้นระดับราคา 3,000-8,000 บาท

เลอโนโวเจาะองค์กรทรานส์ฟอร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 มี.ค. 2561 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545983

เลอโนโวเจาะองค์กรทรานส์ฟอร์ม

เลอโนโวสบช่ององค์กรทรานส์ฟอร์เมชั่น กลุ่มมิลเลนเนียลเข้าสู่แรงงาน 50% ในปี 2563 เปิดตัวแล็ปท็อปเจาะกลุ่มคนทำงาน ลูกค้าองค์กร

นายธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว เปิดเผยว่า แนวโน้มในปี 2563 ประชากรกลุ่มมิลเลนเนียล 50% จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน และในปี 2562 ธุรกิจที่อยู่ในอันดับ 1,000 อันดับของบริษัท ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ไอทีมากขึ้น รวมทั้งการนำปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมาใช้ในองค์กรเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 20% พร้อมกลับนำโรโบติก หรือหุ่นยนต์ มาใช้ 40%

นอกจากนี้ เทรนด์การทำงานเคลื่อนที่ทุกที่ทุกเวลาในช่วง 12-18 เดือน ยังมีสัดส่วนถึง 88% ประกอบกับกลุ่มลูกค้าเริ่มมองหาอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการ 55% และขนาดของออฟฟิศที่ลดพื้นที่ลง 20%

สำหรับการทรานส์ฟอร์เมชั่นที่เกิดขึ้นในองค์กรส่งผลให้ขณะนี้ภาพรวมตลาด ดีไวซ์ในเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นมีมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งตลาดในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเติบโตสูง

ขณะที่ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ เลอโนโว ThinkPad X1 Carbon แล็ปท็อปเพื่อธุรกิจขนาด 14 นิ้ว ที่เปิดตัวในงาน CES 2018 ราคา 6 หมื่นบาท เจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร ซึ่งพบว่าเทรนด์การเปลี่ยนเครื่องมีเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มภาครัฐและเอกชน อาทิ ภาคการศึกษา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กลุ่มสตาร์ทอัพและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี

ด้านภาพตลาดคอมพิวเตอร์โดยรวม 8 แสนเครื่องยังคงเติบโต โดยพบว่าแต่ละองค์กรจะมีการเปลี่ยนถ่ายการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราว 3-5 ปี เพราะเป็นดีไวซ์ที่ต้องลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน และเชื่อว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือพีซีจะไม่หายจากตลาด โดยยังมีการใช้งานสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดีบริษัทยังมองถึงการเปิดตัวอุปกรณ์พกพาอัจฉริยะในช่วงปลายปีนี้

นายธเนศ กล่าวว่า บริษัทยังให้ความสำคัญตลาดทุกเซ็กเมนต์ ทั้งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก และเดสก์ท็อป โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้าหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าองค์กร เอสเอ็มอี และธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงหรือเออาร์เข้ามาเพิ่ม  ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาทำตลาดในกลุ่มผู้บริโภคเป็นหลักก่อน

กลุ่มเจริญปั้นทีสเปซ ลุยบิ๊กดาต้าดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 มี.ค. 2561 เวลา 06:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545851

กลุ่มเจริญปั้นทีสเปซ ลุยบิ๊กดาต้าดิจิทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ดิจิทัลดิสรัปชั่น ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องปรับตัวลงทุนทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้บิ๊กดาต้าและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ถึงความต้องการของลูกค้า และขณะเดียวกันก็ต้องสร้าง ช่องทางการค้าอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งลงทุนกลุ่มสตาร์ทอัพ นั่นคือ จิ๊กซอว์ของบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป ที่วางหมากจัดตั้งที สเปซ ดิจิตอล ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจดิจิทัล

มารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ทีสเปซ ดิจิตอล เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัท ทีสเปซ ดิจิตอล เมื่อเดือน มี.ค. ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และยังเตรียมเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ภายใต้ บริษัท อเดลฟอส โดยมี ปณต สิริวัฒนภักดี และ ฐาปน สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้น 100% ล่าสุดบริษัททีสเปซ ได้เข้าไปถือหุ้นตลาด ดอท คอม (TARAD.com) จำนวน 51% ส่วนที่เหลืออีก 49% เป็นของภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท ตลาด ดอท คอม

สำหรับทีสเปซ แผนด้านธุรกิจ การรุกของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี ในครั้งนี้ ใช้งบลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ภายใต้บริการที่เรียกว่า ยู-คอมเมิร์ซ (Universal Commerce) ตัวกลางให้บริการกลุ่มผู้ประกอบการขายสินค้าได้ โดยเชื่อมต่อบริการครบวงจรตั้งแต่การสร้างร้านออนไลน์ธุรกิจของคนไทย สินค้าประชารัฐ และต่างชาติ และการขายผ่านโซเชียลมีเดีย รวมทั้งเชื่อมต่อกับมาร์เก็ตเพลส รายใหญ่ อาทิ ช้อปปี้ อีเลฟเว่นสตรีท

นอกจากนี้กำลังเจรจากับลาซาด้า เจดี เซ็นทรัล โดยมูลค่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยราวกว่า 2.8 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมาโตกว่า 9% แบ่งเป็น มาร์เก็ตเพลส 9.8 หมื่นล้านบาท แบรนด์ดอทคอม 9.3 หมื่นล้านบาท และโซเชียลมีเดีย 1.37 แสนล้านบาท เท่ากับว่าแพลตฟอร์มของตลาดดอทคอมเชื่อมต่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มีมูลค่าสูงมาก ยังไม่รวมทั้งการเชื่อมต่อระดับโลกของอเมเซอน อีเบย์ ขณะเดียวกันการเข้ามาถือหุ้นตลาด ดอท คอม ยังช่วยให้บริษัทใช้อีโคซิสเต็มทางด้านดิจิทัลได้ อาทิ ธุรกิจโลจิสติสก์รองรับอี-คอมเมิร์ซอย่าง ชิปป๊อป

“ตลาด ดอท คอม ไม่ได้เข้ามาแข่งขันกับมาร์เก็ตเพลส แต่คือแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ วางเป้าหมายเป็นโกลบอล โซไซตี้ และเป็นอีกช่องทางหนึ่งนำสินค้าของกลุ่มเจริญไปสู่ตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้การจัดตั้งทีสเปซ ยังให้ความสำคัญกับการนำบิ๊กดาต้ามาใช้สำหรับการวิเคราะห์ เพราะปัญหาของการทำธุรกิจในขณะนี้ คือ การเข้าถึงพฤติกรรมและความต้องการ รวมไปถึงร้านค้าและตัวแทนจำหน่าย การสื่อสารได้อย่างลึกซึ้ง ขณะนี้ไทยเบฟเวอเรจเริ่มทรานส์ฟอร์เมชั่นไปบ้างแล้ว โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในด้านการทำโฆษณาผ่านทางออนไลน์ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี”

มารุต กล่าวว่า ทีสเปซ จะเป็นหน่วยงานกลางของไทยเบฟ เพื่อทำให้ข้อมูลของธุรกิจในเครือสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ จากเดิมที่แต่ละแยกกันทำข้อมูลกันเอง จะมีหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นและนำมาวิเคราะห์เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ขณะเดียวกันยังวางแผนจะรุกธุรกิจอี-วอลเล็ตต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มให้ครอบคลุม นอกจากเหนือจาก อี-โลจิสติกส์ และแวร์เฮาส์ เป็นต้น ขณะที่รายได้ปีนี้ของบริษัทตั้งเป้าหมายเติบโต 200-300% ส่วนสมาชิกที่เข้ามาใช้บริการ 3 ล้านคน เติบโต 150%

อนาคตของทีสเปซ คือ ผู้ที่สวมหมวกเป็นตัวกลางด้านบิ๊กดาต้าของเครือทีซีซี ซึ่งอาจเข้าไปลงทุนในบริษัท โธธมีเดียก็มีความเป็นไปได้ โดยวัตถุประสงค์เพื่อทำให้อาณาจักรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นบนพื้นฐานที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนหมวกอีกหนึ่งใบการเข้าไปลงทุนธุรกิจที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล เพื่อส่งเสริมธุรกิจภายใต้ร่มเงาของเจริญ สิริวัฒนภักดีให้แข็งแกร่งพร้อมรับกับยุคดิจิทัลที่โลก การค้าได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้ใช้แอนดรอยด์พบแอพฯเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลการโทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545752

ผู้ใช้แอนดรอยด์พบแอพฯเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลการโทร

ผู้ใช้แอนดรอยด์พบเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลโทร ความเชื่อมั่นลดฮวบ บริษัทต้องซื้อโฆษณาขอโทษ

อาร์ส เทคนิกา รายงานว่า ผู้ใช้มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์พบว่าเฟซบุ๊กได้เก็บข้อมูลการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นเมสเซนเจอร์ ทั้งหมายเลขโทรศัพท์และระยะเวลาของการโทรแต่ละครั้ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านเรื่องการปล่อยข้อมูลผู้ใช้ให้กับเคมบริดจ์ อนาลิติกา บริษัทช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้โดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้เฟซบุ๊กต้องซื้อโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในสหรัฐและอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มี.ค. เพื่อขอโทษต่อเหตุการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า การบันทึกข้อมูลเป็นความยินยอมจากผู้ใช้ ซึ่งอัพโหลดรายชื่อผู้ติดต่อในมือถือเข้าเฟซบุ๊ก และผู้ใช้สามารถเลือกเองได้ว่าจะยอมรับหรือไม่พร้อมระบุว่าผู้ใช้สามารถลบข้อมูลด้วยการใช้เครื่องมือในเบราเซอร์

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของรอยเตอร์ส/อิปซอส พบว่ามีชาวอเมริกันเพียง 41% จาก 2,237 คน ที่เชื่อว่าเฟซบุ๊กทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับ 66% ของชาวอเมริกันที่ไว้ใจอเมซอน 62% ที่ไว้ใจกูเกิล และ 60% ที่ไว้ใจไมโครซอฟท์ สอดคล้องกับผลสำรวจของคันทาร์เอเอ็มเอ็นไอดี ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บิลด์ อัม ซอนน์ทาก ในเยอรมนี ซึ่งพบว่าชาวเยอรมัน 60% หวั่นว่าเฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดียอื่นๆ จะมีผลกระทบด้านลบต่อประชาธิปไตย

ภาพ เอเอฟพี

คสช.ตีกลับออก ม.44 ช่วยทีวีดิจิทัล-ยืดชำระค่าใบอนุญาตคลื่น900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545746

คสช.ตีกลับออก ม.44 ช่วยทีวีดิจิทัล-ยืดชำระค่าใบอนุญาตคลื่น900

เลขา กสทช. เผย คสช.ตีกลับออก ม.44 ช่วยทีวีดิจิทัล-ยืดชำระค่าใบอนุญาตคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์  รอทบทวนอีกครั้งหลังทีดีอาร์ไอคัดค้าน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า  คสช. ตีกลับข้อเสนอ ของ กสทช.  ที่เสนอให้ หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกมาตรการช่วยเหลือ ทีวีดิจิทัล และ ให้ยืดระเวลาการชำระค่าใบอนุญาติคลื่น 900เมกะเฮิร์ตซ์ เนื่องจากมีหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะทีดีอาร์ไอคัดค้านว่าการช่วยเหลือทีวีดิจิทัลและการยืดระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ จะทำให้ประเทศเสียประโยชน์

ทั้งนี้  กสทช. ต้อง ไปทำการชี้แจง หน่วยงาน ที่ตั้งคำถามและคัดค้าน และทำรายละเอียดการชี้แจงมาเป็นเอกสาร ซึ่งหลังจากนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกสทช. มาประชุม เพื่อหารืออีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2561  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และ กสทช. มาหารือ ซึ่งที่ประชุมเห็นร่วมกันให้พักชำระหนี้ทีวีดิจิทัล ระยะเวลา 3 ปี โดยขอให้หัวหน้าคสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง แต่ผู้ประกอบการยังต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ขณะที่ กสทช.จะสนับสนุนเรื่องโครงข่ายภาคพื้นดินไม่เกิน 50% เป็นระยะเวลา2 ปีนับแต่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.

ส่วนการช่วยเหลือด้านโทรคมนาคมในส่วนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ที่มีปัญหาการชำระเงินประมูลงวดที่4 ของค่ายเอไอเอสและทรูมูฟ ก็มีข้อเสนอให้มีการแบ่งชำระเป็นงวดระยะเวลา5 ปีปีละ 1 หมื่นล้านบาทเศษ

ชิงที่1ธุรกิจอีวอลเล็ต แรบบิทไลน์เพย์ลั่นใน3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 06:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545709

ชิงที่1ธุรกิจอีวอลเล็ต แรบบิทไลน์เพย์ลั่นใน3ปี

แรบบิท ไลน์ เพย์ หวังขยายฐานผู้ใช้งานแตะ 5 ล้านรายในปีนี้ ตั้งเป้า 3 ปี ขึ้นเบอร์ 1 อี-วอลเล็ต ร่วมสวนน้ำเจาะกลุ่มลูกค้า

นายสุรัจ พฤกษ์บุณยไชย หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ แรบบิท ไลน์ เพย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการใช้บริการระบบกระเป๋าเงินออนไลน์บนมือถือ (อี-วอลเล็ต) เติบโตต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด จากความนิยมของผู้บริโภคที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดอี-วอลเล็ตที่ค่อนข้างรุนแรง โดยบริษัทคาดจะขยายฐานผู้ใช้บริการในปี 2561 นี้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านราย เป็น 4-5 ล้านราย

นอกจากนี้ ตั้งเป้าภายใน 3 ปี หรือปี 2564 จะขยายธุรกิจผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการชำระเงินทางมือถือเป็นอันดับ 1 ในตลาดอี-วอลเล็ต จากปัจจุบันแรบบิทไลน์เป็น 1 ใน 5 ของผู้นำตลาด โดยบริษัทจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้า พร้อมร่วมกับพันธมิตรร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ โดยจะขยายไปให้มากกว่า 1 แสนร้านค้าในอนาคต จากปัจจุบันมีจำนวนร้านค้าประมาณ 9,000 ร้านค้า

“แรบบิท ไลน์ เพย์ มีการเติบโตของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีผู้ใช้บริการใหม่ที่ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นกว่า 3 แสนราย จากสิ้นปี 2560 มียอดผู้ใช้บริการที่ 2.7 ล้านราย โดยคาดหวังจะขยายผู้ใช้งานและร้านค้าบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง” นายสุรัจ กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการและขยายฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้ร่วมมือกับสวนน้ำการ์ตูน เน็ทเวิร์ค อเมโซน สำหรับการชำระเงินผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาในการเข้าแถวต่อคิว พร้อมมีโปรโมชั่นส่วนลดในราคาพิเศษให้กับลูกค้า โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่สามารถรองรับการชำระเงินในการซื้อบัตรสวนน้ำ อาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึกผ่านโทรศัพม์มือถือ

นายสุรัจ กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะ ขยายการให้บริการไปยังภาคธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว เช่น สวนสัตว์ และสวนสนุกอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯและหัวมุมเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา ซึ่งจะช่วยให้ฐานลูกค้าขยายตัวอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ

นายเลียแคท แดนจี ประธานกรรมการบริหารสวนน้ำการ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน กล่าวว่า ปัจจุบันแอพพลิเคชั่นไลน์เป็น ช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงผู้ใช้บริการมากที่สุด ซึ่งแรบบิท ไลน์ เพย์ เป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว ตอบสนองนโยบายของภาครัฐในการเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และประเทศไทย 4.0 อีกทั้งหากการพัฒนาโครงการอีอีซีแล้วเสร็จ จ.ชลบุรี จะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งบริการแรบบิท ไลน์ เพย์ จะสามารถอำนวยความสะดวกรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

“แจ็คหม่า”เยือนไทยเม.ย.นี้ เตรียมประกาศลงทุนครั้งใหญ่ในพื้นที่อีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 21:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545702

"แจ็คหม่า"เยือนไทยเม.ย.นี้ เตรียมประกาศลงทุนครั้งใหญ่ในพื้นที่อีอีซี

“อุตตม”ถกหัวหน้าทีมอาลีบาบา 30 มี.ค. ปูทาง “แจ็ค หม่า”มาไทย เม.ย. ประกาศแผนลงทุนอีอีซี

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วันที่ 30 มี.ค.นี้ นางจ้าวอิ่ง หัวหน้าทีมของอาลีบาบา กรุ๊ป บริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของประเทศจีน และคณะ จะเข้าพบเพื่อสรุปความร่วมมือทุกด้านกับไทย

ทั้งนี้ ได้แก่ 1.การลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) โดยจะเห็นความชัดเจนปีนี้ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา 2.การพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ 3.การโปรโมทสินค้าเกษตรของไทยขายออนไลน์บนแพลตฟอร์มของอาลีบาบา และ 4.การสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยให้สอดรับกับการปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0

“นอกจากการหารือกับนางจ้าวอิ่งเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว ทางรัฐบาลไทยได้รับการประสานว่า นายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา จะเดินทางมาไทยอย่างเป็นทางการในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เม.ย.นี้ เพื่อประกาศความชัดเจนการลงทุนในไทยด้วยตนเอง เช่น แผนลงทุนครั้งใหญ่ที่จะสร้างดิจิทัลฮับในพื้นที่อีอีซี เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัล และศูนย์กระจายสินค้าที่เชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคสู่ตลาดโลก” นายอุตตม กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ตัวแทนบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ได้เข้าพบหารือการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งหัวเว่ยถือเป็นหนึ่งบริษัทชั้นนำเทคโนโลยีด้านการใช้อินเทอร์เน็ตในทุกกระบวนการ (ไอโอที)จากประเทศจีน โดยเฉพาะเทคโนโลยีคลื่นสั้นซึ่งมีประสิทธิภาพสูงขยายตัวเร็วโดยจะนำมารองรับโครงการสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่อีอีซี

ภาพ เอเอฟพี