ปิดดีล! “แกร็บ” ซื้อกิจการ “อูเบอร์” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 มี.ค. 2561 เวลา 12:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545627

ปิดดีล! "แกร็บ" ซื้อกิจการ "อูเบอร์" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“แกร็บ”บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ “อูเบอร์” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเดินหน้าเร่งขยายธุรกิจแกร็บฟู้ด

บริษัท แกร็บ อิงค์ บรรลุกข้อตกลงในการซื้อกิจการของ บริษัท อูเบอร์ เทคโนโลยีส์ อิงค์  ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ข้อตกลงที่ถือว่ามีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์การซื้อธุรกิจออนไลน์ในภูมิภาค

ทั้งนี้แกร็บจะควบรวมกิจการเรียกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นและรับส่งอาหารของอูเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไว้ในแพลตฟอร์มการให้บริการขนส่งและบริการทางการเงินอันหลากหลายของแกร็บ

ภายหลังการควบรวมธุรกิจ แกร็บจะมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการแบบ O2O (Online to Offline) และผู้ให้บริการรับส่งอาหารชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“แกร็บ จะผลักดันการเป็นผู้นำแพลตฟอร์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายหลังเข้าซื้อกิจการและสินทรัพย์ของอูเบอร์ในกัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในข้อตกลง อูเบอร์ จะถือหุ้น 27.5%ในแกร็บ และดารา โคสโรว์ชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอูเบอร์ ก็จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารของแกร็บ”รายงานข่าวจาแแกร็บระบุ

ตัน ฮุ่ย หลิง ผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ กล่าวว่า บริษัทกำลังจะเร่งขยายธุรกิจแกร็บฟู้ดไปในทั่วทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไตรมาสหน้า แกร็บจะมอบคุณค่าการให้บริการที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้า พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ และตัวแทน รวมไปถึงพันธมิตรคู่ค้าและร้านอาหารต่างๆ ทั้งนี้ แกร็บฟู้ด จะเป็นอีกหนึ่งบริการที่ผลักดันการใช้งาน “แกร็บเพย์” (GrabPay) ซึ่งเป็นบริการชำระเงินผ่านมือถือของบริษัท

รายงานข่าวจากแกร็บระบุว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น แกร็บและอูเบอร์จะทำงานร่วมกันในการย้ายฐานข้อมูลรายชื่อคนขับ และผู้โดยสารจากแอพพลิเคชั่นอูเบอร์ รวมไปถึงลูกค้าที่สั่งอาหาร ผู้จัดส่ง และพันธมิตรร้านอาหารจากแอพพลิเคชั่นอูเบอร์อีทส์ ไปยังแพลตฟอร์มของแกร็บ โดยแอพพลิชั่นอูเบอร์จะให้บริการต่อไปอีกเป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อให้เวลาแก่คนขับในการเข้าไปลงทะเบียนสมัครกับแกร็บทางช่องทางออนไลน์ที่www.grab.com/th/comingtogether ในส่วนแอพพลิเคชั่นอูเบอร์อีทส์นั้น จะให้บริการต่อไปจนถึงสิ้นเดือนพ.ค. 2561 และหลังจากนั้นข้อมูลรายชื่อผู้จัดส่งและพันธมิตรร้านอาหารก็จะถูกถ่ายโอนไปยังแอพพลิเคชั่นของแกร็บ

“กูเกิล”เปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ล้างบางข่าวปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 15:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545564

"กูเกิล"เปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ล้างบางข่าวปลอม

“กูเกิล” ผุดโปรเจกต์จับมือร่วมกับสื่อรายใหญ่เพื่อขจัดข่าวลวง พร้อมเปิดบริการให้สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวที่น่าเชื่อถือ

ช่วงนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับการเสพข่าวบนโลกออนไลน์ ซึ่งดูจะต่างกันคนละขั้ว คือ ฝั่งเฟซบุ๊คมือวางด้านโซเชียลมีเดีย ประกาศปรับฟีดข่าวใหม่ โดยหันไปเน้นที่การกระตุ้นให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูง มีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าเสพข่าวสาร ส่วนกูเกิล อันดับหนึ่งด้านเสิร์ชเอนจิ้น เปิดตัวเครื่องมือใหม่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้วงการข่าวต่อสู้กับข่าวปลอมที่ระบาดไปทั่ว

โปรเจกต์ใหม่นี้ชื่อว่า Google News Initiative ที่เน้นเฉพาะการนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำโดยเฉพาะ โดย ฟิลลิป ชินด์เลอร์ รองประธานอาวุโสของกูเกิล ประกาศในวันแถลงข่าวว่า กูเกิลได้ลงทุนและเวลามหาศาล เพื่อร่วมมือกับสื่อรายใหญ่เพื่อขจัดข่าวลวง ทว่าต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า ความพยายามของเราอาจไม่เพียงพอ เพราะทุกวันนี้ยากมากที่จะแยกแยะข่าวเรื่องไหนจริงเรื่องไหนปลอมในโลกออนไลน์ อีกทั้งโมเดลธุรกิจในวงการสื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เมื่อมารวมกับกระแสเทคโนโลยีที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถือเป็นความท้าทายในทุกย่างก้าวของทุกวงการธุรกิจ รวมทั้งวงการสื่อสารมวลชน ดังนั้นเราต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทัน

เป้าหมายหลักๆ ของกูเกิล คือ สร้างความน่าเชื่อถือของข่าวและต่อสู้กับข่าวปลอม โดยเฉพาะข่าวด่วนและข่าวที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสำคัญไปพร้อมๆ กัน อย่างที่สอง กูเกิลจะช่วยให้สำนักข่าวต่างๆ มีรายได้ เพิ่มเติม และสร้างเครื่องมือใหม่ให้นักข่าวทำงานสะดวกขึ้น

การล้างบางข่าวปลอมคือส่วนสำคัญที่สุดของโปรเจกต์นี้ กูเกิลได้สร้าง Disinfo Lab ร่วมกับ ม.ฮาร์วาร์ด เพื่อชี้แจงการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารในช่วงการเลือกตั้ง หรือการนำเสนอข่าวด่วนที่เว็บไซต์ต่างๆ แย่งชิงกันเสนอข่าวเป็นรายแรกๆ จนบางครั้งขาดการตรวจเช็กข้อมูลให้ถี่ถ้วน นอกจากนี้ ยังจับมือกับยูทูบเบอร์คนดัง จอห์น กรีน และ อิงกริด เนลสัน เพื่อให้ความรู้เรื่องข่าวปลอมกับผู้อ่านที่เป็นเยาวชน

ส่วนการสร้างรายได้ให้สำนักข่าวนั้น กูเกิลเปิดบริการ Subscribe With Google เพื่อให้ผู้อ่านจ่ายเงินรับข่าวออนไลน์จากเว็บไซต์ของสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ โดยใช้การล็อกอินและจ่ายเงินผ่านบัญชีกูเกิลของผู้ใช้ ส่วนกูเกิลเองจะหักเปอร์เซ็นต์จากค่าสมาชิก ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

แม้จะดูเหมือนว่า Subscribe With Google พยายามให้สื่อผูกติดรายได้กับการรับสมาชิก มากกว่าจะขึ้นอยู่กับรายได้จากการขายโฆษณา แต่ ฟิลลิป ชินด์เลอร์ รองประธานอาวุโสของกูเกิล ยืนยันว่า ไม่ใช่ เพียงแต่ช่วงไม่กี่ปีนี้กระแสการรับสมัครสมาชิกเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเน็ตฟลิกซ์ หรือสปอติฟาย และกูเกิลก็เชื่อว่าผู้บริโภคโดยเฉพาะคนยุคมิลเลนเนียลจะเปิดรับการจ่ายเงินเพื่อรับข่าวสารจากสื่อเช่นกัน

ภาพ : เอเอฟพี, Subscribe With Google

พายุดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 13:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545533

พายุดิจิทัล

เมื่อมาถึงยุคดิจิทัล มนุษย์ในวันนี้สามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตติดต่อโลก ควบคุมกิจกรรมในชีวิตประจำวัน สั่งการงานที่เคยต้องไปเองต้องใช้เวลานาน ให้สำเร็จเพียงแค่นั่งกดหน้าจอออกคำสั่งต่างๆ ในชุดนอนหัวกระเซิงที่บ้านแบบชิลๆ ไม่ต้องแต่งตัวออกจากบ้านให้เปลืองเครื่องสำอางและน้ำมันรถ ปัจจุบันใช้เงินในธนาคารเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส

ไม่นานนัก “เงินดิจิทัล” ที่เป็นสกุลเงินเข้ารหัส (Cryptocurrency) ซึ่งอยู่ในกระเป๋าเงินบนฟ้าคงจะกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับและนิยมให้แลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการได้ทั่วไปในไทย และใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาทั่วโลก จะชำระหนี้ลับสุดยอดหรือโอนเงินให้ใครก็ไม่ต้องมีธนาคารมาเป็นพยานรู้เห็น อยากจะโอนเงินไปซื้อทรัพย์ในประเทศไหนก็ไม่ต้องโอนผ่านธนาคาร สามารถชำระเป็นเงินดิจิทัลได้หากเจ้าของทรัพย์ยอมรับเงินดิจิทัลสกุลนั้น

นอกจากกฎระเบียบเคร่งครัดในการโอนเงินออกจากประเทศแล้ว “การเก็งกำไร” ที่คาดหวังผลตอบแทนสูงก็เป็นเหตุให้คนนิยมถือเงินดิจิทัลมากขึ้น เช่น เงินสกุล “บิตคอยน์” ในปัจจุบัน กลุ่มผู้ถือเงินสกุลนี้มากที่สุดได้แก่ ชาวจีนและเกาหลี ที่ผ่านมาความต้องการเงินดิจิทัลของนักลงทุนทั้งสองชาตินี้มีมากจนทำให้เกิดการดึงให้ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์…จีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีระเบียบควบคุมการโอนเงินออกนอกประเทศเข้มงวดมาก ดังนั้น การที่ประชาชนถือบิตคอยน์เยอะ และทำเหมืองขุดเงินกันเยอะที่สุดในโลก มีการซื้อขายเก็งกำไร จึงส่งผลกระทบต่อทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้ในที่สุดต้องมีการออกระเบียบ แก้กฎหมาย ปิดการขาย เปิดการขาย เป็นเรื่องวุ่นวายของรัฐบาลจีนที่ต้องรับมือกับพายุดิจิทัลตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนเกาหลีมีปัจจัยต่างๆ คล้ายคลึงกัน ทว่า เกาหลียังมีเหตุแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย … พูดง่ายๆ หากเกิดสงครามขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง ค่าเงินวอนคงแทบจะไม่เหลือเลย ธุรกิจใหญ่น้อย กิจการร้านค้า มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ตายเรียบ ถ้าคุณคิมได้ถือบิตคอยน์ไว้อยู่ แม้ว่าราคาบิตคอยน์จะผันผวนทันทีที่มีการยิงจรวดลูกแรก แต่ก็ยังพอจะตั้งตัวใหม่ได้ด้วยเงินทุนนี้ หรือจะย้ายไปอยู่ประเทศไหนก็ไปได้ด้วยบิตคอยน์นี้ …

ดังนั้น หาก “ทรัมป์” กับ “คิมจองอึน” แห่งเกาหลีเหนือยังทะเลาะกันอยู่ นักลงทุนเกาหลีใต้ก็ยังคงถือบิตคอยน์ไว้เพราะความวิตกกังวลเรื่องสงคราม แต่เมื่อใดที่สองคนนี้เริ่มปรองดองกันได้ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้รวมกันได้ นักลงทุนเกาหลีอาจจะปล่อยบิตคอยน์ขายไปเพราะความจำเป็นในการถือไว้ลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ จึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งในการซื้อขายเงินดิจิทัลในเกาหลีใต้

โดยสรุป ผลกระทบจากพายุดิจิทัลมีมากกว่าที่เห็น ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ด้วยเหตุนี้ ทุกคนควรจะต้องเริ่มทำความรู้จักคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ไว้ เพราะเงินดิจิทัลเป็นเพียงแค่เทคโนโลยี Blockchain 1.0 เท่านั้น ในเร็ววันนี้เทคโนโล ยีBlockchain 2.0 และ 3.0 จะต้องเข้ามามีผลกระทบต่อระบบการเงิน การธนาคาร เศรษฐกิจ สังคม กับวิถีชีวิตของพวกเราอย่างแน่นอน

Blockchain 2.0 และ 3.0 คืออะไร… ที่เรียกว่า 2.0, 3.0 นั้นไม่ใช่การแยกรุ่นและความฉลาดของเทคโนโลยี แต่เป็นการแยกตามกิจกรรมที่มีผลต่อชีวิตมนุษย์

Blockchain 2.0 ได้แก่ การทำสัญญาอัจฉริยะบนฟ้า ฝ่าระบบออนไลน์ได้ทั่วโลก ระบบ Smart Contract จะช่วยให้สามารถทำสัญญาค้าขาย “ทุกอย่าง” จากทุกมุมโลกได้โดยไม่ต้องให้คู่ค้าและทนายความทั้งสองฝ่ายมานั่งเซ็นเป็นพยานต่อหน้ากัน ไม่ต้องมีกระดาษยืนยันสัญญา เท่ากับว่า ตลาดทั่วโลกจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด ใครอยากจะค้าขายอะไรก็ทำได้ ตลาดใหญ่ขึ้นเพราะมีลูกค้าทั้งโลก ผลประโยชน์มิได้เกิดแก่นายทุนที่มีเงินหนาและโอกาสเจาะตลาดได้มากกว่าแต่เพียงฝ่ายเดียว ทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าถึงทั้งตลาดและแหล่งเงินทุนได้เท่าๆ กัน … ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องอุดมคติเกินไป แต่ทว่า ทุกวันนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ธนาคารต่างๆ พยายามออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบดิจิทัลมาให้ใช้ บริษัทน้อยใหญ่เล็งเห็นอนาคตอันใกล้ จึงได้เริ่มเปิดให้บริการระบบขนส่งโลจิสติกส์ที่สามารถส่งได้ทั่วโลกเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น

และ Blockchain 3.0 นั้น คือ ระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อการแบ่งปันผลประโยชน์ต่อประชากรโลก โดยใช้ฐานข้อมูลอภิมหามหึมา ที่เรียกกันว่า Big Data เข้ามารองรับ สิ่งที่จะเห็นในอนาคต คือ ระบบที่รัฐบาลต่างๆ  จะนำมาใช้ในการบริการประชาชน เช่น ในระบบสาธารณสุข ได้แก่ ธนาคารเลือดที่มีฐานข้อมูลของผู้รับและผู้ให้ที่ฝากเลือดกันไว้ในตัวบุคคล ธนาคารเวลาที่ฝากเวลาเพื่อการบริการสาธารณะกันไว้ถึงเวลามาถอนใช้ได้ ระบบประกันสังคมกับระบบบำเหน็จบำนาญที่ต้องขยายขอบเขต และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมกับความจำเป็นมากขึ้น

ปัจจุบันนี้ ระบบเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน หรือ Sharing Economy เป็นที่นิยมและเป็นธุรกิจที่ทำได้จริง โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลในการจับคู่ระหว่างผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ เจ้าของทรัพย์หรือสินค้าสามารถจัดสรรช่วงเวลาเพื่อแบ่งปันสินค้าหรือการบริการนั้นๆ ให้คนอื่นเช่าใช้ ขณะที่ผู้ซื้อก็สามารถเลือกสินค้าหรือการบริการได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อมาเป็นของตนเอง

โชคดีที่ระบบเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัจจุบัน จึงได้ตะลุยกฎระเบียบที่รวมอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ผูกขาดตลาดจนกระเจิงและยอมจำนนในที่สุดมาแล้วหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นของอูเบอร์ ที่ทำให้กลุ่มแท็กซี่หรือรถสัมปทานประท้วงมาในหลายประเทศที่มีการผูกขาดสัมปทานระบบขนส่งสาธารณะ และกีดกันไม่ให้บุคคลอื่นทำได้ หรือธุรกิจแบ่งปันที่พักให้เช่า ได้แก่ AIRBNB ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพียงห้องว่างในบ้าน ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นโรงแรม และเจ้าของจะเป็นเพียงหญิงสูงวัยที่ไม่รู้จักการทำธุรกิจเลย ก็ยังสามารถทำรายได้เสริมให้แก่ตนเองได้ …

(อ่านต่อฉบับหน้า)

เคาะชิงคลื่นมือถือ11เม.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 10:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545419

เคาะชิงคลื่นมือถือ11เม.ย.

กสทช.เดินหน้าประมูลคลื่น 1800-900 เมกะเฮิรตซ์ สรุปเกณฑ์ 11 เม.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2561 พิจารณาให้คณะกรรมการ กสทช.ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นชุดรักษาการแทนคณะ กสทช.ชุดใหม่ที่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการสรรหา มีอำนาจในการดำเนินงานกิจการของ กสทช.ทุกด้าน รวมถึงจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ ในวันที่ 11 เม.ย. 2561 กสทช.เตรียมเสนอร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่แก่ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เพื่อสรุปหลักเกณฑ์และกำหนดกรอบเวลาการดำเนินการก่อนที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ในเดือน ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม การรับฟังความเห็นภาคเอกชนต้องการให้แบ่งการประมูลเป็น 9 ใบอนุญาต ขนาดใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ จากที่กำหนดไว้เบื้องต้นจะประมูล 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะสรุปให้ชัดเจนวันที่ 11 เม.ย.นี้

นายฐากร กล่าวอีกว่า กรณีแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการโทรคมนาคม ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการในวันที่ 27 มี.ค.นี้ด้วย

สำหรับความคืบหน้าขั้นตอนการสรรหาคณะกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ ขณะนี้คณะกรรมการสรรหาได้คัดเลือกผู้เข้าสมัครเหลือ 14 คน เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อลงมติเลือกเหลือ  7  คน ในวันที่ 19 เม.ย. 2561

ภาพประกอบข่าว

สมาร์ทโฟนแข่งรุ่นใหญ่ โนเกียปะทะวีโว่เน้นเจาะราคาระดับกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 06:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545296

สมาร์ทโฟนแข่งรุ่นใหญ่ โนเกียปะทะวีโว่เน้นเจาะราคาระดับกลาง

สมาร์ทโฟนระดับกลางเดือด โนเกียกับวีโว่สบช่องเซ็กเมนต์นี้โต ส่งรุ่นใหม่ชิงกำลังซื้อกลุ่มมิลเลนเนียล

นายซานดีฟ กุพทา ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาค บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล ผู้ถือลิขสิทธิ์โนเกีย เปิดเผยว่า ไทยเป็นตลาดที่สำคัญทั้งในตลาดโลกและเอเชีย โนเกียจึงให้ความสำคัญกับการลงทุน โดยตลาดมือถือในไทยมีมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสมาร์ทโฟน 90% ถือว่าใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียนอกจากจีน ซึ่งโนเกีย ตั้งเป้าติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดโลก รวมทั้งไทยภายใน 2-3 ปี จากปัจจุบันอันดับ 1 ใน 5 ตลาดสมาร์ทโฟน 15 ประเทศ

สำหรับแผนบริษัทจะเปิดตัวสินค้าใหม่ 1-2 รุ่น/ไตรมาส ภายใต้ 4 กลยุทธ์ 1.เจาะกลุ่มมิลเลนเนียล เพราะเป็นกลุ่มชื่นชอบทดลองใช้สินค้าก่อนกลุ่มอื่นๆ 2.สร้างแบรนด์ให้เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ และลูกค้าไว้วางใจ 3.การสร้างประสบการณ์การใช้แอนดรอยด์ และ 4.การสร้าง แบรนด์ให้มีความมั่นคง สอดรับกับพฤติ กรรมของลูกค้าที่ใช้เวลาอยู่บนมือถือ วันละ 167 นาที

ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่น ได้แก่ โนเกีย 7 พลัส ซึ่งเป็นแฟล็กชิป ราคา 1.39 หมื่นบาท โนเกีย 6 รุ่นใหม่ ราคา 9,990 บาท ลงในเซ็กเมนต์ตลาดกลางเนื่องจากเติบโตสูง และโนเกีย 1 ราคา 2,740 บาท ลงตลาดล่าง เจาะกลุ่มที่ต้องการยกระดับจากการใช้โทรศัพท์ มือถือปุ่มกดมาสู่การใช้สมาร์ทโฟน โดยจะเปิดเดือน เม.ย.ราคาใกล้เคียงคู่แข่ง และเดือน พ.ค.จะเปิดตัวโนเกีย 8 พร้อมกันทั่วโลก

นายบุญชัย วัฒนนิมิตรพร ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท วีโว่ ประเทศไทย กล่าวว่า แผนของวีโว่ปรับกลยุทธ์ตลาดโดยจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ลดลงจากปีละ 3 รุ่น เหลือปีละ 2 รุ่น เพื่อ นำเสนอสินค้าที่สนองความต้องการลูกค้าอย่างแท้จริง ประกอบกับพฤติกรรมการเปลี่ยนเครื่องใหม่หมุนเวียนมาช้าลง ขณะเดียวกันยังหันมาขยายฐานลูกค้ากลุ่ม วัยรุ่นมากขึ้น จากเดิมเน้นกลุ่มวัยทำงาน

อย่างไรก็ดี ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ วี9 เป็นแฟล็กชิปขนาดหน้าจอใหญ่ 6.3 นิ้ว ใช้เทคโนโลยีเอไอและแมชีนเลิร์นนิ่งในการถ่ายภาพ เจาะกลุ่มวัยรุ่น ราคา 10,999 บาท ลงสู่ตลาดกลางระดับราคา 1-1.7 หมื่นบาท เนื่องจากพบว่า 70-80% คนส่วนใหญ่จะซื้อมือถือในเซ็กเมนต์นี้ เพราะราคาไม่สูงและมีโอกาสเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ง่ายกว่า ตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำเซ็กเมนต์กลางจากปัจจุบันเป็น 1 ใน 4 ของตลาด

เอไอเอส ดึง “เบลล่า-ราณี” เป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 02:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545286

เอไอเอส ดึง "เบลล่า-ราณี" เป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์

เอไอเอส ดึง “เบลล่า-ราณี” เป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ รับยอดชมละครบุพเพสันนิวาสผ่านแพลตฟอร์ม AIS PLAY พุ่งกว่า 3 เท่า

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ คือผู้ผลิตละครบุพเพสันนิวาส  บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น และทีมงานของช่อง 3 ในการนำเนื้อหาละคร มาสร้างความต่อเนื่อง และผลิตออกมาจากทีมงานต้นฉบับ โดยใช้เวลาในการทำโปรดักชันส์เพียงไม่กี่สัปดาห์ จากปกติที่จะต้องใช้เวลาร่วมกว่า 6-8 สัปดาห์ โดยรูปแบบของโฆษณา จะเป็นการผสมผสานในเชิงละคร และการสื่อสารทางการตลาดออกไปยังลูกค้า โดยจะปล่อยโฆษณาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง และหลังจากจะทยอยเห็นผลงานของ เบลล่า – ราณี  แคมเปญ ทำงานร่วมกับเอไอเอส มากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยอมรับว่า การใช้พรีเซนเตอร์ในฐานะตัวแทนแบรนด์เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทใช้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแคมเปญหลัก เนื่องจากเชื่อว่า จะสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่มีความหลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าถึงจำเป็นต้องมีตัวแทนที่สามารถ เชื่อมต่อกับอารมณ์ของผู้บริโภคได้อย่างตรงใจและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายทุกช่วงอายุ  ตั้งแต่ในเมือง ไปถึงนอกเมือง

ทั้งนี้จากสถิติละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ที่เรตติ้งตอนล่าสุด ในคืนวันพุธที่ 21 มีนาคม 2560 ในเขตกรุงเทพฯอยู่ที่ 23.4 และ ทั่วประเทศ 16.0 รวมถึงกระแสในโซเชียลมีเดีย ที่การมีส่วนร่วม (Engagement) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับยอดรับชมบน AIS Play ที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

“ต้องยอมรับว่า ปรากฏการณ์ บุพเพสันนิวาส คือ กระแสความนิยมสูงสุดในตอนนี้ และทำให้คนไทยทุกกลุ่ม ย้อนกลับมาชื่นชมกับประวัติศาสตร์อันงดงามของประเทศไทย รวมถึงเป็นละครที่สื่อสารอารมณ์ได้อย่างครบถ้วน”นายปรัธนา กล่าว

สำหรับแผนการตลาดในปี 2561 เอไอเอสได้จัดสรรงบรวมกว่า 7% ของรายได้ในการทำแผนการตลาด โดยมีแผนที่จะพัฒนาแพลตฟอร์ม Play 365 ขึ้นมาให้บริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่ถูกใจ และโดนใจกับผู้บริโภคทุกกลุ่ม

ไลน์หนุนสตาร์ทอัพไทย ผุดโครงการไลน์สเกลอัพพร้อมทุ่มงบ300ล้านบุกตลาดต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 06:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545190

ไลน์หนุนสตาร์ทอัพไทย ผุดโครงการไลน์สเกลอัพพร้อมทุ่มงบ300ล้านบุกตลาดต่างชาติ

ไลน์ยกระดับสตาร์ทอัพไทยขยายบริการออกสู่ตลาดสากล ท่ามกลางสถานการณ์ท้าทายแอพล้นตลาด

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการ ผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ไลน์ได้เปิดตัวโครงการ ไลน์สเกลอัพ (LINE SCALEUP) เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยให้สามารถขยายบริการหรือมีผลงาน ออกสู่ตลาดระดับประเทศหรือสากล ซึ่งสตาร์ทอัพไทยในปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมากและยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นมีผลงานสู่ตลาด

ทั้งนี้ พบว่าปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่อยู่ในกูเกิลเพลย์ จำนวน 2.8 ล้านแอพ และในแอพสโตร์ จำนวน 2.2 ล้านแอพ โดยเฉลี่ยมีเพียง 32 แอพ ที่ถูกดาวน์โหลดต่ออุปกรณ์ 1 เครื่องและมีเพียง 3-5 แอพที่ถูกใช้งานอยู่เป็นประจำในทุกวัน ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์แอพล้นตลาดในขณะที่สตาร์ทอัพหรือนักพัฒนาจะต้องเผชิญกับความท้าทายความยากลำบากที่จะทำให้แอพของตนเป็นที่รู้จักและติดอันดับในตลาด

ขณะที่ไลน์มีความต้องการพาร์ตเนอร์มาสร้างการบริการใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้คนไทย ทั้งนี้ มุ่งหวังให้ไลน์สเกลอัพเป็นช่องทางที่จะทำให้สตาร์ทอัพสามารถขยายและพัฒนาบริการของตนเองจนสามารถนำบริการมาเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มของไลน์ปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 42 ล้านคน จากผู้ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตที่มีประมาณ 45 ล้านคน และอัตราการใช้งานแพลตฟอร์มของไลน์เกิน 63 นาที/วัน

ด้าน นายพีรพล สง่าเมือง หัวหน้าฝ่ายบริการใหม่ไลน์ประเทศไทย กล่าวว่า ไลน์จะเปิดกว้างให้สตาร์ทอัพทุกโปรดักต์เสนอผลงานเข้ามาจนถึงสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นโปรดักต์หรือบริการที่มีอยู่แล้วในตลาดแต่ฐานลูกค้ามีไม่มากระดับร้อยหรือพันซึ่งไลน์พร้อมจะต่อยอดเพื่อขยายฐานตลาดให้ใหญ่ขึ้นเป็นหมื่นราย

สำหรับสตาร์ทอัพที่ได้รับการคัดเลือกเข้าไลน์สเกลอัพ จะได้รับสิทธิการใช้เทคโนโลยี LINE Messaging API (เชื่อมกับบัญชี LINE@) ฟรี พร้อมอัพเกรดบัญชีเป็นออฟฟิเชียลแอ็กเคาต์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านบาท

รวมทั้งให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นจะพิจารณาทั้งจากศักยภาพและผลการดำเนินธุรกิจของทีมนั้นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสได้เข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมพัฒนาบริการต่างๆ ของไลน์ โดยไลน์มีเงินทุนสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพกว่า 300 ล้านบาท (10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และหากธุรกิจมีความน่าสนใจไลน์จะซื้อกิจการสตาร์ทอัพอีกด้วย ทั้งนี้ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 10  ราย

ยูทูบช่องปุ่มทองไทยติดที่2เอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 มี.ค. 2561 เวลา 07:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545081

ยูทูบช่องปุ่มทองไทยติดที่2เอเชียแปซิฟิก

ยูทูบ ชี้พฤติกรรมคนไทยเสพติดสตรีมมิ่งทุกเจเนอเรชั่น รวมทั้งคนต่างจังหวัด เผย 4 คอนเทนต์เด็ดมาแรง

นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำประเทศไทย กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการวิจัยทีเอ็นเอสพบภาพรวมของคนไทยเข้ามาใช้บริการ ยูทูบโดยเฉลี่ย 75% และพบว่า 62% เข้ามาใช้วันละหลายครั้ง โดยพบว่ากลุ่มที่เข้ามาใช้บริการ 16-24 ปี สัดส่วนถึง 85% กลุ่ม 25-34 ปี ราว 79% และกลุ่ม 35 ปีขึ้นไป สัดส่วน 67% นอกจากนี้ใช้เวลาการดูวันจันทร์-วันศุกร์ราววันละ 2.3 ชม. และวันเสาร์-วันอาทิตย์วันละ 2.9 ชม.

ทั้งนี้ ปี 2560 ยูทูบประเทศไทย มีจำนวนช่อง Silver Button และ Gold Button ที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน และมากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มขึ้น ซึ่งมีช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มขึ้นเดือนละ 4 ช่อง ปัจจุบันประเทศไทยมีช่องยูทูบที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน จำนวน 100 ช่อง และช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสน จำนวน 1,200 ช่อง ทำให้ไทยเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิกที่ดูยูทูบมากสุด

สำหรับการใช้บริการยูทูบของคนไทย มีพฤติกรรม 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ การฟังเพลง 70% เป็นกลุ่ม 16-24 ปี สัดส่วน 77% การดูรายการทีวี 51% โดยกลุ่ม 25-34 ปี เป็นสัดส่วนถึง 59%

การเข้ามาหาความรู้ 33% โดยกลุ่ม 16-24 ปี มีสัดส่วน 40% และเข้ามาเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ 24% เป็นกลุ่ม 25-34 ปี สัดส่วน 30%

นอกจากนี้ พฤติกรรมคนต่างจังหวัดใช้เวลาดูยูทูบผ่านมือถือ 97% และใช้มือถือควบคู่กับอุปกรณ์อื่นๆ 93% ขณะที่การใช้งานคนต่างจังหวัดวันละ 2.1 ชั่วโมง ส่วนคนกรุงเทพฯ วันละ 2.4 ชม. สะท้อนว่าไม่แตกต่างกัน แต่ในช่วงวันเสาร์-วันอาทิตย์พบว่ากลุ่มคนที่มีอายุ 25-34 ปี จะใช้บริการยูทูบเพิ่มขึ้น ด้านเนื้อหาช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ยอดผู้ชมคอนเทนต์ละครบุพเพสันนิวาสบนยูทูบ 34.7 ล้านวิว เป็นปรากฏการณ์ละครไทยที่มียอดผู้ชมสูงสุด

ลาซาด้าลุย ขายออนไลน์ อุปโภคบริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 05:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544955

ลาซาด้าลุย ขายออนไลน์ อุปโภคบริโภค

ลาซาด้าลุยขยายขาอี-คอมเมิร์ซ เปิดบริการ ซูเปอร์มาร์ท ช็อปปิ้งสินค้าอุปโภคบริโภคในไทย ด้านอาลีบาบาเตรียมลงทุนเพิ่มต่อเนื่อง

นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า ลาซาด้า ได้เปิดบริการใหม่ล่าสุด ซูเปอร์มาร์ท (Supermart) โดยเป็นช่องทางอี-คอมเมิร์ซสำหรับจับจ่ายสินค้ากลุ่มของใช้ในชีวิตและอาหารแห้งผ่านช่องทางอออนไลน์รวมกว่า 1,000 รายการ

ทั้งนี้ การขยายไลน์ช่องทางซูเปอร์มาร์ทดังกล่าว เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกในการจับจ่ายสินค้าของใช้ โดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านค้าปลีก และสอดรับกับการจับจ่ายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังสามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว โดยไม่ต้องมีการกำหนดขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และมีค่าจัดส่งทั่วประเทศเพียง 99 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ กล่องบรรจุภัณฑ์ของ ลาซาด้า ซูเปอร์มาร์ท ยังได้รับการออกแบบให้ง่ายต่อการขนส่งและมีความแข็งแรงทนทาน สามารถบรรจุสินค้าสูงสุดถึง 20 กิโลกรัม เหมาะกับการจัดส่งได้ทั่วประเทศไทย และด้วยระบบการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพของลาซาด้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แล้วยังสามารถตรวจสอบเวลาที่สินค้าจะมาถึงได้อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ อาลีบาบาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในลาซาด้า 83% ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ล่าสุดเตรียมส่งนายลูซี เผิง หนึ่งในผู้ก่อตั้งอาลีบาบา เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลาซาด้า รวมทั้งเตรียมเพิ่มเงินลงทุนในลาซาด้าอีกราว 6.2 หมื่นล้านบาท เพื่อรุกธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั้งในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

นายลูซี เผิง กล่าวว่า ปัจจุบันลาซาด้ามีลูกค้ารวม 560 ล้านคน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมั่นใจว่า จากจำนวนประชากรคนรุ่นใหม่ อัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูง และอัตราการค้าปลีกทางออนไลน์เพียง 3% ในภูมิภาคนี้ จะส่งผลให้ลาซาด้าเติบโตได้อีกมาก บริษัทจึงพอมร้ลงทุนเพื่อขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

อีริคสันชี้ “5จี” โอกาสทองเพิ่มรายได้เครือข่ายมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 21:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544951

อีริคสันชี้ "5จี" โอกาสทองเพิ่มรายได้เครือข่ายมือถือ

อีริคสันเผย 5จี โอกาสทองธุรกิจเครือข่ายมือถือ อุตสาหกรรมหลักเร่งใช้เพื่อปรับสู่ยุคดิจิทัล

นายโทมัส นอเรน หัวหน้างานฝ่าย 5จี เชิงพาณิชย์จากอีริคสัน เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อ 5จี จากเดิมที่มองเป็นเพียงเทคโนโลยีที่กำเนิดขึ้นมาใหม่และกำลังมาแรง ไปสู่มุมมองที่วาง 5จี เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหลัก

ทั้งนี้ เห็นได้จากรายงาน 5จี-IoT ฉบับล่าสุดของอีริคสัน ที่พบว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันมองว่า 5จี จะเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ จากการที่หลายอุตสาหกรรมนำ 5จี มาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยพบว่ารายได้ของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อนำ 5จี เข้าสู่ 10 อุตสาหกรรมหลัก อาทิ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมการผลิตในโรงงาน อุตสาหกรรมด้านยานยนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่ารายได้ของการปรับเข้าสู่ยุคดิจิทัลของผู้ให้บริการไอซีทีเติบโตเฉลี่ยปีละ 13.6% ในช่วงระหว่างปี 2559-2569 เปรียบเทียบกับปัจจุบันที่เติบโตเพียงปีละ 1.5% เนื่องจากเทคโนโลยี 5จี จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้ผู้ให้บริการไอซีทีมีโอกาสในการสร้างรายได้จาก 5จี และไอโอทีเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่การทดสอบ 5จี จะเริ่มขึ้นในปี 2561 หลังจากนั้นกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกว่า 70% ของบริษัทจะมีเป้าหมายการใช้ 5จี อย่างจริงจังภายในปี 2564 และคาดว่าภาคส่วนการผลิตในโรงงาน พลังงานและสาธารณูปโภค การขนส่งสาธารณะ และบริการทางการเงิน จะเป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2563

“กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการได้วางแผนกลยุทธ์เพื่อเผชิญความท้าทายกับความสำเร็จ”นายนอเรน กล่าว

ภาพ เอเอฟพี