บิตคอยน์ร่วงอีก! หลังข่าวสะพัดทวิตเตอร์เล็งระงับโฆษณาเงินดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544884

บิตคอยน์ร่วงอีก! หลังข่าวสะพัดทวิตเตอร์เล็งระงับโฆษณาเงินดิจิทัล

มูลค่าบิตคอยน์ร่วงอีก7% หลังสำนักข่าวอังกฤษเผย “ทวิตเตอร์” อาจระงับโฆษณาสกุลเงินดิจิทัล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มูลค่าของบิตคอยน์ร่วงลงราว 7% เกือบแตะระดับ 7,000 ดอลลาร์เมื่อวานนี้ หลังจากสำนักข่าวสกายนิวส์ของอังกฤษรายงานว่า ทวิตเตอร์อาจระงับการโฆษณาสกุลเงินดิจิทัล

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ บิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักหลังจากบริษัทกูเกิลประกาศห้ามการลงโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และการระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคนสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering) หรือ ICO รวมทั้งคำแนะนำในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล โดยกูเกิลจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในเดือนมิ.ย.นี้

นอกจากนี้ บิตคอยน์ยังเคยร่วงลงถึง 12% หลังจากที่เฟซบุ๊กประกาศห้ามการโฆษณาในลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ภาพ เอเอฟพี

บริการ ไอโอที ดันยอดใช้เบอร์โทร 10 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 มี.ค. 2561 เวลา 06:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544531

บริการ ไอโอที ดันยอดใช้เบอร์โทร 10 เท่า

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลถือว่ามีบทบาทอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค และส่งผลสำคัญต่อภาพใหญ่ที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวในหัวข้อ “ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลสมบูรณ์แบบ” ว่า จากข้อมูลสถิติพบว่า ประเทศไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง โดยประชากรกว่า 60% ของประเทศมีการเข้าถึงบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โดยมีหมายเลขโทรศัพท์มากกว่า 100 ล้านเครื่อง นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้โอกาสดังกล่าว เร่งเดินหน้านำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาในสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม พร้อมนำดิจิทัลไปปรับใช้ในการบริหารประเทศทั้ง 20 กระทรวงของรัฐบาล

ขณะที่การเตรียมความพร้อม ภาครัฐจะจัดตั้งสถาบันพัฒนา Internet of Things (IoT) แห่งแรกในศรีราชา ภายใต้งบลงทุน 2,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสร้างเทคโนโลยีแพลตฟอร์มใหม่ๆ และเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต รวมถึงจะต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้มีความพร้อมรองรับทั้ง 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล นักลงทุน ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักถึงความปลอดภัย โดยภาครัฐจะเดินหน้าสร้างศูนย์กลางความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น มุ่งอบรมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ Asean-Japan Cyber Security Center

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล โดยปัจจุบันกว่า 80% มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านช่องทางออนไลน์ และแอพพลิเคชั่นโมบาย ต่างจากเดิมที่มีการซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมด้านตลาดทุนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความรวดเร็วในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการเข้าถึงและเชื่อมโยง ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ เห็นได้จากรายได้ของการติดต่อสื่อสารข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น 20% และมีสัดส่วนถึง 62% ของการใช้งาน

ด้านเอกชน นพปฎล เดชอุดมรองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เป็นภารกิจหลักของบริษัทในการขับเคลื่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งบริษัทได้จัดตั้งกองทุนโครงสร้าง พื้นฐานโทรคมนาคม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่เกิดการใช้โครงสร้าง พื้นฐานร่วมกัน

ทั้งนี้ ไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล จากพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนผ่านข้อมูล สินค้า การบริการ การเงิน โดยพบว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือสูงกว่า 5.6% และในปี 2030 หรือปี 2573 จะมีหมายเลขโทรศัพท์มากกว่าจำนวนประชากรถึง 10 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากการใช้เทคโนโลยีผ่านบริการ IOT เช่น มิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ

สำหรับแผนระยะยาว บริษัทจะเร่งสร้างโอกาสทางโครงสร้างพื้นฐานของไทยมีเสาโทรคมนาคมจำนวนมาก มาเป็นจุดระดมทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน

เสี่ยวหมี่รุกออนไลน์ ร่วมช้อปปี้หั่นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544527

เสี่ยวหมี่รุกออนไลน์ ร่วมช้อปปี้หั่นราคา

เสี่ยวหมี่จับมือช้อปปี้ส่งสมาร์ทโฟนรุกตลาดออนไลน์รับอี-คอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายออนไลน์เพิ่ม 5%

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสี่ยวหมี่ เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาค ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าทำการตลาดออนไลน์เพื่อส่งมอบนวัตกรรมให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น โดยตั้งเป้ามีสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโต 5% จากเดิมโต 2%

ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Shopee (ช้อปปี้) ของสิงคโปร์ ผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดตัว เสี่ยวหมี่ ออฟฟิเชียล ช็อป บนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ เพื่อนำเสนอสินค้าสู่ช่องทางตลาดออนไลน์ พร้อมได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน Redmi 5โดยจะมีราคาพิเศษแฟลชเซลให้กับผู้บริโภค เฉพาะการซื้อผ่านแพลตฟอร์มของช้อปปี้

นอกจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้าออฟไลน์ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย Mi Store และ Mi Zone ผ่านพาร์ตเนอร์ที่เป็นร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศรวมกว่า 70 แห่งภายในปีนี้ จากเดิมที่มี Mi Store 4 แห่งในกรุงเทพฯ รวมถึงเปิดศูนย์บริการให้ครบ 40 แห่งทั่วประเทศ

นายเฉิน กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาที่เหมาะสม ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก จากปัจจุบันที่มีเครือข่ายกว่า 60 ประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก

ด้าน นายเทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการช้อปปี้ ระบุว่า ปัจจุบันการซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ทโฟนผ่านแพลตฟอร์มของ ช้อปปี้เติบโตมากกว่า 50% ซึ่งการลงนามในครั้งนี้จะมีผู้ใช้งานของไทยมากกว่า 17 ล้านคน สามารถเข้าถึงสินค้าของเสี่ยวหมี่ โดยบริษัทจะรับประกันสินค้าทุกชนิดของแท้ 100% และการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ

“กูเกิล” แบนโฆษณาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล เริ่มมิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 21:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544430

"กูเกิล" แบนโฆษณาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล เริ่มมิ.ย.นี้

“กูเกิล”ประกาศห้ามลงโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลและการระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคนสกุลเงินดิจิทัล

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัทกูเกิล ยักษ์เสิร์จเอ็นจิ้น ได้ประกาศว่า บริษัทจะห้ามการลงโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และการระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคนสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering) หรือ ICO รวมทั้งคำแนะนำในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล

รายงานข่าวระบุว่า นโยบายใหม่ของกูเกิลจะส่งผลให้บริษัทต่างๆ ซึ่งแม้มีการทำ ICO ที่ถูกกฎหมาย ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้โฆษณาผ่านผลิตภัณฑ์ของกูเกิล

ทั้งนี้กูเกิลจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในเดือนมิ.ย.นี้ หลังจากที่เฟซบุ๊กประกาศห้ามการโฆษณาในลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ภาพ เอเอฟพี

หัวเว่ยลุยตลาดทุกระดับราคา มุ่งสร้างเติบโต50%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 00:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544340

หัวเว่ยลุยตลาดทุกระดับราคา มุ่งสร้างเติบโต50%

หัวเว่ยวาดเป้าปีนี้โตพรวด 50% หลังปิดปี 2560 ยอดขายเพิ่ม 3 เท่าตัว เดินหน้ารุกตลาดทุกระดับราคา

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปีนี้จะเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมายทุกระดับราคา โดยจะเริ่มเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น “HUAWEI Y9 2018” ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ พร้อมทั้งตั้งเป้ายอดขายปี 2561 เพิ่มขึ้น 50%

ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของกลุ่มหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ในประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด และในปีที่ผ่านมาหัวเว่ยเป็นแบรนด์ที่มียอดขายเติบโตสูงสุดในประเทศไทย โดยสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวในเชิงจำนวนเครื่อง ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สำหรับปัจจัยความสำเร็จของหัวเว่ย คือ การมีผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่ได้มาตรฐานระดับโลกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกระดับราคา ประกอบกับการวางกลยุทธ์ด้านราคาและการตลาดที่เหมาะสมในประเทศไทย ขณะที่ปีนี้มุ่งกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม การรักษาคุณภาพมาตรฐาน การร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำของโลก การรับฟังคู่ค้า และการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคม

สมาร์ทโฟนแข่งดุรับมือปฏิวัติดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 07:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544235

สมาร์ทโฟนแข่งดุรับมือปฏิวัติดิจิทัล

ซัมซุงระบุตลาดสมาร์ทโฟนยังแข่งดุ ต้องปรับตัวรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เชื่อมเอไอและบิ๊กดาต้า สนองกลุ่มมิลเลนเนียล

นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กรธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า หลายปีที่ผ่านมาการแข่งขันในตลาด สมาร์ทโฟนยังคงดุเดือดและสูงต่อเนื่อง ซึ่งจากนี้ตลาดสมาร์ทโฟนจะต้องเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อรองรับความต้องการสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่จะเกิดการเชื่อมต่อของเครือข่าย โดยเฉพาะระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence:AI) และบิ๊กดาต้า ซึ่งทุกแบรนด์ต้องพร้อมรองรับความต้องการกลุ่มมิลเลนเนียล ที่กว่า 70% ถือเป็นผู้กำหนดทิศทางและความต้องการของตลาดสมาร์ทโฟน

ทั้งนี้ จากผลสำรวจทั่วโลกพบว่า 95% ของกลุ่มมิลเลนเนียลมีอิทธิพลในการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการแสดงออกทางความคิด การแสดงออกทางตัวตน แบ่งปันเรื่องราวผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual storyteller) โดยพบว่ามีการแชร์เนื้อหาหรือคอนเทนต์เกี่ยวกับภาพ ภาพเคลื่อนไหวสูงถึง 3,000 ล้านครั้ง/วัน และการแชร์วิดีโอผ่านยูทูบสูงถึง 1,000 ล้านชั่วโมง/วัน

ขณะเดียวกันประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกเฉลี่ย 5 ชั่วโมง/วัน โดย 77% ผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นสื่อสาร รองลงมาใช้งานผ่านวิดีโอสตรีมมิ่ง การเล่นเกม การทำธุรกรรมทางการเงิน และการใช้แผนที่นำทาง แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ชีวิตดิจิทัล

ดังนั้น บริษัทจึงใช้ความพร้อมทั้งด้านศักยภาพของอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือที่จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการส่งผ่านข้อมูล รวมถึงเครือข่ายเน็ตเวิร์กที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการแบ่งปันเนื้อหาที่เปลี่ยนจากเดิม จึงได้พัฒนานวัตกรรมและยกระดับสมาร์ทโฟน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานปัจจุบัน โดยเปิดตัว ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 9 และ เอส 9 พลัส ซึ่งถือเป็นเรือธงของปีนี้ที่จะรองรับความต้องการของกลุ่ม มิลเลนเนียลในการบอกเล่าเรื่องราวผ่านเครื่องมือสื่อสาร

“ซัมซุงได้เปิดให้ลูกค้าสั่งจองล่วงหน้าเมื่อวันที่ 9-11 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี โดยไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกของโลกที่เริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มี.ค.นี้พร้อมกันทั่วโลก” นายวิชัย กล่าว

นอกจากนี้ การพัฒนาคุณสมบัติของซัมซุง ซีรี่ส์เอส 9 และ เอส 9 พลัส จะมาพร้อมคุณสมบัติของกล้องรูรับแสงคู่ พร้อมวิดีโอในโหมดซูเปอร์ สโลว์-โม ด้วยการถ่ายวิดีโอที่จับภาพเคลื่อนไหวสูงสุด 960 เฟรม/วินาที และฟีเจอร์เออาร์ อีโมจิ ซึ่งเป็นการสร้างสติ๊กเกอร์หลากหลายรูปแบบและสามารถแชร์อีโมจิผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

นายวิชัย ระบุว่า สำหรับภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกในไตรมาส 4 ปี 2560 มียอดกว่า 403.5 ล้านเครื่อง โดยบริษัทมีสัดส่วนถึง 74.1 ล้านเครื่อง ซึ่งการพัฒนาสมาร์ทโฟนเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคจะช่วยให้บริษัทรักษาการเป็นผู้นำของตลาดได้

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ คิดจะครองโลกได้ไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 12:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543925

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ คิดจะครองโลกได้ไหม?

 โดย  เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : รอยเตอร์ส

หากย้อนกลับไปอ่านประวัติของ นิโคลาส เทสลาร์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ของโลก เขาเคยพูดไว้ว่า

“ในศตวรรษที่ 21 หุ่นยนต์จะทำหน้าที่เหมือนทาสของมนุษย์ เหมือนที่เราใช้มนุษย์เป็นทาสในสมัยก่อน”

คำพูดนี้ดูเป็นเรื่องที่ถือสาหาความอะไรไม่ได้ในสมัยของเขา แต่น่าตื่นเต้นเมื่อคิดว่าโลกอย่างที่เทสลาร์จินตนาการถึงกำลังใกล้เข้ามาทุกทีและใกล้มากๆ ด้วย หากคิดว่าตอนนี้มันอยู่ในโทรศัพท์มือถือของเราแล้ว

เด็กที่เกิดในยุคนี้จะเป็นเด็กรุ่นแรกที่ได้รับประสบการณ์ของการใช้ชีวิตร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (ต่อไปนี้จะขอเรียกรวมๆ ว่า AI แล้วกันนะครับ) เหมือนๆ กับคนในรุ่นผมที่โตมาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีการสื่อสาร AI ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้พวกเขาก็จะตั้งไข่ไปพร้อมกับเด็กๆ ที่โตในยุคนี้เช่นกัน

 ประเด็นเรื่องของ AI มีให้พูดถึงไม่เว้นแต่ละวัน ข้อมูลจาก Google Trend คำว่า “AI” ถูกค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ในรอบปีที่ผ่านมา มันเป็นกระแสโลกที่ฉุดไม่อยู่จริงๆ เรียกว่าเดี่ยวนี้เครื่องใช้ไม่สอยอะไรที่ไม่มีคำว่า “AI” โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนนี่ ดูเชยมาก จะพูดว่าไม่มีที่ยืนก็ได้

 AI ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนเฉพาะการสื่อสาร การเก็บข้อมูลหรือกระบวนการผลิตในโรงงานเท่านั้น มันแทบจะเปลี่ยนวิธีการซักผ้า การส่งสินค้า รวมไปถึงรูปแบบการไปทำงานของเราในอนาคตได้เลยทีเดียว

ความที่มันเป็นกระแสแรงเหลือเกิน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งก็เริ่มพูดถึง “ภัยคุกคาม” ที่อาจเกิดขึ้นจาก AI โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว (2017) ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ AI ทำเลียนแบบขึ้นมาชนิดที่ว่า เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่านี่คือของปลอม หากไม่มีใครบอก

AI เรียนรู้การ “ขยับปาก” และท่าทางของประธานาธิบดีโอบามาผ่านทางรูปถ่ายและวิดีโอ รวมถึงโทนเสียงของประธานาธิบดีในการออกเสียงแต่ละคำ จากนั้นก็ประมวลผลออกมาและออกแบบท่าทาง โดย Prof.Ira Kemelmacher-Shilzerman แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ผู้พัฒนา AI ตัวนี้บอกว่า เป็นความตั้งใจของทีมที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ทุกๆ เทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นมานั้นมีสองด้านเสมอ มันสามารถถูกนำไปใช้ในแง่ที่ไม่ดีได้ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่พวกเราเหล่ามนุษย์ต้องตระหนักไว้ก็คือ เมื่อเราสร้างมันขึ้นมาแล้ว ก็ต้องหาทางที่จะจำกัดหรือ Recerse เทคโนโลยีนั้นให้ได้ด้วย หาทางป้องกันในกรณีที่มันเกิดเหตุไม่คาดฝัน

 การทำวิดีโอนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ทุกคนเห็นรูรั่ว หาทางจับผิด เพราะ AI นั้นพูดตามตรงก็คือ มันเก่งกว่ามนุษย์เข้าไปทุกวัน ล่าสุดผมเห็นข่าวว่าอาชีพอย่างทนายก็อาจได้รับผลพวงไปด้วยเพราะ AI ทำงานได้ถูกต้องและรวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า

ปัจจุบัน AI ได้ถูกใช้งานในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อตรวจสอบหลายต่อหลายอย่าง ทั้ง Google และ Facebook ต่างพัฒนา AI ให้ทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปัจจุบันมันสามารถตรวจสอบข่าวปลอมได้แม่นยำมากถึง 94%แล้ว และในอนาคต AI พวกนี้ก็อาจสร้างภาษาขึ้นมาเพื่อติดต่อและทำงานกันเองได้ด้วย เรียกง่ายๆ ว่ามันพัฒนาตัวมันเองได้

อีกด้านหนึ่งก็มีข่าวว่าผู้ก่อการร้ายไซเบอร์ก็เริ่มใช้ AI ในการปลอมแปลงข้อมูลหลอกเหยื่อเพื่อเข้าให้ถึงแหล่งเงินหรือข้อมูลส่วนตัว มีคนคิดไปถึงว่าอนาคตผู้ก่อการร้ายอาจใช้ AI เพื่อเจาะเข้าไปถึงธนาคารหรือความลับทางทหาร…

ดูเหมือน AI มันไปไกลกว่ามนุษย์แล้วนะครับเนี่ย

และถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนไม่สนใจเรื่องเหล่านี้และป้องกันตัวเองเต็มที่จาก AI เช่น ไม่ทำธุรกรรมออนไลน์ ไม่ใส่ข้อมูลสำคัญๆ ไว้ในอินเทอร์เน็ต แต่บอกได้เลยว่าคุณไม่สามารถหนีมันพ้น เพราะทุกวันนี้แนวโน้มคือทุกอย่างกำลังมุ่งไปที่ระบบคลาวด์ และ Internet of Things จะเป็นทุกอย่างของมนุษยชาติในอนาคต บีบให้คนเราทำทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ต ใช้เงินสดน้อยลงเรื่อยๆ ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ดีกว่าการตั้งกำแพงก็คือ ต้องเรียนรู้และเท่าทันถึงจะเป็นการป้องกันได้ดีที่สุด

นี่ยังไม่นับเรื่องที่ว่ามนุษย์เราจะโดนแย่งงานจากหุ่นยนต์เหล่านี้อีกนะครับ ไม่ต้องรอนานเลย ใกล้ๆ ตัวหน่อย หลายคนคงได้ยินข่าวแล้วว่ามีโรงงานผลิตนาฬิกาบางแบรนด์ของญี่ปุ่นมีแผนจะถอนกำลังการผลิตจากไทยกลับไปบ้านเกิด และเปลี่ยนไปใช้แรงงานจากหุ่นยนต์ทั้งโรงงาน ซึ่งคำนวณแล้วว่าค่าใช้จ่ายพอๆ กัน และอาจจะดีกว่าในระยะยาว เพราะเสียแค่ค่าบำรุงรักษา ไม่ต้องปวดหัวเรื่องคน แถมสินค้ายังได้ประทับตราว่า “Made in Japan” ซึ่งดีกับการค้าการขายอีกด้วย

ด้านหนึ่งอาจดูเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ต้องมองหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อความอยู่รอด แต่อีกด้านหนึ่งมนุษย์อย่างเรา ลึกๆ ก็อาจเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามที่กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาจากหุ่นยนต์

เรากลับมาที่เรื่องของความกลัวของนักวิทยาศาสตร์กันหน่อย

แม้ว่าตอนนี้มันอาจจะยังไปไม่ถึงขั้นแบบ I Robot อย่างในนิยายของ ไอแซก อาซิมอฟ เขียนไว้ แต่นักวิทยาศาสตร์ 26 คนจาก 14 องค์กรชั้นนำของโลกก็ได้รวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ร่วมกันเขียนรายงานหนา 100 หน้า เรื่องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์จาก AI เพื่อเตือนว่ายังมีอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีที่ต้องระวัง

หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เช่น ชาฮาร์ อาวิน ผู้ร่วมเขียนรายงานภัยคุกคามของปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ให้ความเห็นเรื่องของรถยนต์อัตโนมัติที่ทำงานด้วย AI ว่า ท้ายที่สุดเราอาจจะได้รถยนต์ที่ดีกว่าการควบคุมโดยมนุษย์ แต่หากผู้ผลิตยานยนต์ไม่สามารถแก้ไขความบกพร่อง เช่น การจำแนกป้ายจราจรที่มีความใกล้เคียงกันมากๆ ก็อาจทำให้เราได้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ แต่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมได้

หรืออย่างการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้ในงานสงครามหรืออาวุธ ซึ่งมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะหากโดนแฮ็กข้อมูล อาจเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงตามมาแบบที่เราไม่สามารถจินตนาการถึง

รายงานฉบับนี้มีเสียงโต้แย้งออกมามากเหมือนกันครับว่า AI ในปัจจุบันอาจยังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นได้ เพราะข้อจำกัดหลายอย่างในการพัฒนาเพื่อเอามาใช้จริง โดยเฉพาะเรื่องราคาและทรัพยากรที่ต้องนำมาใช้ผลิตหุ่นยนต์ อีกทั้งเรื่องของ “การยอมรับ” ของสังคมต่อบทบาทของหุ่นยนต์อีกด้วย

อย่างญี่ปุ่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีนะครับ แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องการใช้หุ่นยนต์ช่วยในการทำงานหลายอย่าง แต่ชาวญี่ปุ่นไม่ยอมรับเรื่องการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ดูแลมนุษย์

แต่หากตอนนี้มันมาอยู่ในโทรศัพท์มือถือเราได้แล้ว ก็ไม่น่ายาก หากในอนาคตมันจะขอแชร์ห้องนั่งเล่นกับเรา

(ข้อมูลอ้างอิง)

ดูรายละเอียดเรื่องรายงานความวิตกกังวลต่อเรื่องหุ่นยนต์ได้ที่https://motherboard.vice.com/en_us/article/a34nm4/ai-report-oxford-malicious-weapons

หรือเข้าไปดูวิดีโอ Fake Obama ได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=AmUC4m6w1wo

อูเบอร์ทิ้งอาเซียน ขายให้คู่แข่งแกร็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 09:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543899

อูเบอร์ทิ้งอาเซียน ขายให้คู่แข่งแกร็บ

สื่อเผยอูเบอร์ยอมทิ้งธุรกิจในอาเซียน ขายให้แกร็บแลกถือหุ้น 30% หวังเดินหน้าเข้าตลาดหุ้นปี 2562

หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า บริษัท อูเบอร์ เทคโนโลยี อิงค์ ได้ตกลงขายกิจการเกือบทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับคู่แข่ง บริษัท แกร็บ อิงค์ โดยอูเบอร์จะได้ถือหุ้นในแกร็บเป็นการแลกเปลี่ยนที่มีสัดส่วนราว 30% นับเป็นการจบศึกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นที่ยืดเยื้อมาตลอดหลายปีในอาเซียน

รายงานระบุว่า ข้อตกลงครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสรุปในรายละเอียดขั้นสุดท้าย ซึ่งอูเบอร์อาจได้สัดส่วนการถือหุ้นลดลง ขณะที่ข้อตกลงขายกิจการแลกการถือหุ้นครั้งนี้ยังคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่อูเบอร์ทำกับบริษัท ตีตี ชูซิ่ง ในจีนเมื่อปี 2560

การบรรลุความตกลงเบื้องต้นในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนฐานะทางการเงินของอูเบอร์ และอาจทำให้อูเบอร์สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ออกหุ้นเสนอขายแก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ได้ในปี 2562 ตามแผนที่วางเอาไว้ได้ หลังจากบริษัทประสบภาวะขาดทุนสุทธิถึง 4,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ในปี 2560 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หลังจากที่นายดารา คอสโรว์ชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอูเบอร์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา อูเบอร์ได้เดินหน้าขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไร เช่น ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ และดำเนินการยอมความกับบริษัท อัลฟาเบธ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยความลับทางการค้า

อย่างไรก็ดี โฆษกของอูเบอร์และแกร็บยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อข่าวนี้

ก่อนหน้านี้ อูเบอร์ได้ทุ่มงบประมาณถึงราว 200 ล้านดอลลาร์/ปี (ราว 6,300 ล้านบาท) เพื่อแข่งขันในตลาดอาเซียนกับคู่แข่งรายใหญ่ เช่น แกร็บ จากสิงคโปร์ และโกเจ็ก หรือธุรกิจเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่นจากอินโดนีเซีย ที่เพิ่งระดมทุนได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.13 หมื่นล้านบาท)

รายงานระบุว่าในปีที่ผ่านมา แกร็บระดมทุนได้ถึงราว 2,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.84 หมื่นล้านบาท) จากนักลงทุนทั่วโลกซึ่งรวมถึงบริษัท ซอฟต์แบงก์ จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาในช่วงต้นปี 2561 ซอฟต์แบงก์ได้เข้าซื้อหุ้น 15% ในอูเบอร์ เป็นมูลค่า 7,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.41 แสนล้านบาท) ทำให้ซอฟต์แบงก์เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในธุรกิจเรียกรถผ่านแอพ เช่น อูเบอร์ แกร็บ รวมถึงตีตี ชูซิ่ง ในจีน และโอลา ในอินเดีย

ทั้งนี้ แกร็บซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 ก่อนจะขยายกิจการอย่างรวดเร็วในหลายประเทศแถบอาเซียนจนมีฐานลูกค้าในปัจจุบันมากกว่า 2.1 ล้านคน และล่าสุดได้ขยายธุรกิจไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปีที่แล้ว

ดีแทคอัดโปรดึงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 05:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543714

ดีแทคอัดโปรดึงลูกค้า

ดีแทค รุกตลาดควัก แพ็กเกจเด็ด ตอกย้ำสโลแกนใจดี หวังรักษาฐานลูกค้า 22.7 ล้านหมายเลข สกัดการสวิตช์ไปซบคู่แข่งหลังรั้งอันดับ 3

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า แผนตลาดบริษัทจะตอกย้ำจุดยืนที่แข็งแกร่งของดีแทค ด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการที่คุ้มค่า ด้านราคาและสิทธิประโยชน์มากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด ใจดี เพื่อทำให้กลุ่ม เป้าหมายรับรู้ถึงแบรนด์ดีแทคได้เป็นอย่างดี โดยปีนี้บริษัทจะนำเสนอความใจดีด้านราคาและความคุ้มค่ามากกว่าเดิม

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจเติมเงินจะนำเสนอด้วยบริการใจดี ยามฉุกเฉินจะให้ยืมเงินที่มีตั้งแต่ 10-100 บาท และจะเปิดบริการให้ยืมใหม่ๆ ที่หลากหลายเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองการใช้งานของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ซิมโกอินเตอร์ สำหรับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ ร่วมกับประกันซันเดย์มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าสามารถซื้อประกันเดินทางร่วมซิมหรือแพ็กเกจโรมมิ่งราคา 85 บาท

ขณะที่กลุ่มธุรกิจรายเดือน บริษัทเดินหน้าตอกย้ำด้วยแพ็กเกจ ซูเปอร์ นัน สต็อป หรือความคุ้มค่าที่มากกว่าราคา โดยการใช้งานอินเทอร์เน็ตแต่ละเดือนของลูกค้าสามารถทบไปใช้เดือน ถัดไปได้ เนื่องจากพบว่าฐานลูกค้า เติมเงินจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบรายเดือนแทนการเติมเงิน เพราะความต้องการใช้ดาต้าเพิ่มขึ้น และดีแทครีวอร์ด ยังขยายพันธมิตรร้านค้าเพิ่มจาก 2.5 หมื่นร้านค้า เป็น 3 หมื่นร้านค้า

“กลยุทธ์ตลาดที่มอบแพ็กเกจคุ้มค่า ผลักดันให้การใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่ม 86% หรือ 7 เมกะไบต์/เดือน ลูกค้าออกจากการใช้บริการลดลง 2% โดยมีลูกค้าออกจากการใช้งาน 1 ล้านคน ส่วนระบบรายเดือนโต 6 แสนหมายเลข ส่งผลให้ รายได้เติบโตขึ้น 17.9% และรายได้เฉลี่ยเติบโต 3% อัตราการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 83% รวมถึงการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น 96% และผู้ใช้งาน 4จี เพิ่มมากขึ้น 34%” นายปัญญา กล่าว

สำหรับภาพรวมธุรกิจโทรคมนาคมแข่งขันรุนแรง ปลายปีที่ผ่านมาดีแทคเสียตำแหน่งอันดับ 2 ให้ทรูที่มียอดใช้งาน 25 ล้านหมายเลข ดีแทครั้งอันดับ 3 มีผู้ใช้งาน 22.7 ล้านหมายเลข ปีนี้จึงวางเป้าหมายรักษาฐานลูกค้าเก่า 22.7 ล้านหมายเลข โดยพบว่าความคุ้มค่าและราคาจะทำให้ลูกค้าอยู่กับดีแทคนานขึ้น จากปัจจุบัน ดีแทคมีลูกค้าเติมเงิน 17 ล้านหมายเลข ลูกค้ารายเดือน 5.7 ล้านหมายเลข

เน็ตประชารัฐคึกคัก ยอดใช้แตะ2.7ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 07:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543437

เน็ตประชารัฐคึกคัก ยอดใช้แตะ2.7ล้าน

ดีอีเผยประชาชนเข้าถึงเน็ตประชารัฐแล้ว 2.7 ล้านคน ภาคอีสานนำโด่ง สนใจหาข้อมูลผ่านกูเกิล และยูทูบมากที่สุด

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือเน็ตประชารัฐ ณ วันที่ 5 มี.ค. 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.7 ล้านคน โดยพบว่าวัตถุประสงค์ของการใช้งานอันดับ 1 เป็นการค้นหาข้อมูลพื้นฐานทั่วไป โดยมีการเข้าถึงกูเกิลและเฟซบุ๊กมากที่สุด ขณะที่กลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 20-30 ปี

ทั้งนี้ พื้นที่โครงการเน็ตประชารัฐที่ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ได้แก่ พื้นที่ภาคอีสานใน จ.ร้อยเอ็ด โดยได้ติดตั้งไว-ไฟฟรี 2.47 หมื่นหมู่บ้านครบถ้วนแล้ว ขณะที่การให้บริการโครงข่ายแบบเปิด (Open Access) เพื่อเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตเข้าถึงครัวเรือนโดยตรงนั้น คาดว่าจะเชื่อมโยงเครือข่ายแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ จากการให้บริการของโอเปอเรเตอร์ ทั้งนี้แม้ว่าจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงครัวเรือนแล้วนั้น แต่ยังคงให้บริการไว-ไฟฟรีหมู่บ้านละ 1 จุดเช่นเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงได้เดินหน้าสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตให้กับประชาชน เพื่อใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ และเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) และการทำการตลาดออนไลน์ ทั้งนี้กระทรวงตั้งเป้ามีประชาชนเข้าโครงการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์ถ่ายทอดความรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐให้กับประชาชนจำนวน 1 ล้านคน ภายในเดือน เม.ย. 2561 และขยายไปทั่วประเทศภายในปีนี้

ภาพประกอบข่าว