เอสเอฟขับเคลื่อน โรงหนังสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 06:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543427

เอสเอฟขับเคลื่อน โรงหนังสู่ยุค 4.0

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

วิสัยทัศน์ของเอสเอฟ ต้องการเป็นผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์ นั่นคือก้าวแรกของการจับมือร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดบริการขายตั๋วหนังผ่านโมบายแบงก์กิ้งแอพพลิเคชั่น เอสซีบี อีซี่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าในยุค 4.0 ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการมาร่วม 4 ปี สำหรับการวางระบบรองรับกับยุคดิจิทัล

สุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการ บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทเดินยุทธศาสตร์ผลักดันธุรกิจสู่ผู้ให้บริการโรงหนังยุค 4.0 โดยใช้เทคโนโลยีผสมกับการออนไลน์ขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้าและสร้างประสบการณ์ในด้านดิจิทัล ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ลงทุนพัฒนาระบบหลังบ้านมากกว่า 30 ล้านบาท

ขณะที่แนวโน้มการซื้อตั๋วผ่านทางออนไลน์เติบโตเร็วมาก นับตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งมีสัดส่วน 3% และปีที่ผ่านมาได้เพิ่มเป็น 10% จากยอดการซื้อตั๋วหนังทั้งหมด 18 ล้านใบ เอสเอฟจึงจับมือร่วมกับเอสซีบี อีซี่ เปิดขายตั๋วหนังผ่านแอพพลิเคชั่น จากก่อนหน้านี้เอสเอฟมีแอพพลิเคชั่นอยู่แล้ว แต่การร่วมมือกับเอสซีบี อีซี่ ทำให้การซื้อตั๋วหนังเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

ทั้งนี้ พฤติกรรมการดูหนังส่วนใหญ่จะวางแผนการดูล่วงหน้า ดังนั้นแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจึงมาตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน นอกจากนี้ยังมองว่าโอกาสการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ของเอสซีบี อีซี่ ซึ่งมียอดผู้ใช้งานปัจจุบัน 6 ล้านราย และคาดว่าสิ้นปีเพิ่มเป็น 10 ล้านราย อย่างไรก็ดีเป้าหมายการจับมือร่วม คาดว่าจะมีกลุ่มลูกค้าซื้อตั๋วผ่านออนไลน์เพิ่มเป็นสัดส่วน 30% และผลักดันให้ยอดการขายตั๋วเพิ่มจาก 18 ล้านใบ เป็น 19 ล้านใบ

อย่างไรก็ดี แนวโน้มอีก 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าพฤติกรรมการซื้อตั๋วหนังของกลุ่มลูกค้าจะต้องเปลี่ยนไป โดยสัดส่วนทางออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่นเพิ่มไม่ต่ำกว่า 50-60% ขณะที่การซื้อตั๋ว ณ จุดจำหน่ายจะเริ่มลดลง เพราะไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โทรศัพท์มือถือกลายเป็นทุกสิ่งของการดำเนินชีวิต

“ปกติการซื้อตั๋วจากแอพเอสเอฟต้องเปิดถึง 7 เพจ โดยเข้าไปเปิดแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ของโรงหนัง แล้วจึงมาชำระเงินที่ช่องทางธนาคาร แต่จากนี้เมื่อลูกค้าเปิดแอพเอสซีบี อีซี่ แล้วคลิกที่ไอคอนดูหนัง เลือกภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ เลือกรอบ เลือกที่นั่งและจำนวนที่ต้องการ ชำระเงินก็สามารถออกตั๋วหนังได้ ซึ่งเท่ากับว่าเปิดหน้าเพียง 4 เพจเท่านั้น มีความง่ายและสะดวก”

สุวิทย์ กล่าวว่า เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง หรือวีอาร์ จะมีให้เห็นในโรงภาพยนตร์ แต่เทคโนโลยีที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับผู้ชมหรือสร้างประสบการณ์รับชมรูปแบบใหม่ๆ แต่คงไม่ถึงขั้นเปลี่ยนไปทั้งหมด และที่สำคัญภาพยนตร์วีอาร์ต้องขึ้นอยู่กับการสร้างคอนเทนต์ด้วย แต่มองว่าเทคโนโลยีจออาจต้องปรับเปลี่ยนใหม่ จากการใช้โปรเจกเตอร์ไปสู่การใช้จอแบบแอลอีดี เพื่อเพิ่มอรรถรสการรับชม

สำหรับการทำตลาดในปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวมูฟวี่คลับการ์ด เป็นบัตรลอยัลตี้โปรแกรมที่มอบรางวัลให้กับลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงและลงลึกมากขึ้น ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ส่วนแผนขยายสาขาปีนี้ลงทุน 160 ล้านบาท เปิดเพิ่ม 8 สาขา หรือ 40 โรง หรือเฉลี่ยลงทุน 15-20 ล้านบาท/สาขา จากปีที่ผ่านมามีราว 57 สาขา จำนวน 373 โรง

นั่นคือการปรับตัวของธุรกิจโรงหนังซึ่งมีมูลค่า 3,700 ล้านบาท และเติบโต 3-4% ต่อปีเท่านั้น เมื่อโลกเปลี่ยนการดึงให้คนมาดูหนังต้องใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนและช่องทางจำหน่ายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยรับผู้บริโภคยุค 4.0 ยังไม่รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ของระบบจอหนังที่โรงหนังจะต้องยกเครื่องใหม่

ชู “ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม” ปั้นนิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 22:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543349

ชู "ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม" ปั้นนิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี

โดย…จะเรียม สำรวจ

เทคโนโลยีที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภค ส่งผลให้กลุ่มเซ็นทรัลต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ ด้านการทรานส์ฟอร์มธุรกิจผสมผสานการทำธุรกิจออฟไลน์และออนไลน์ไปพร้อมๆ กันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทจะเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้ทัน

ดังนั้น จึงวางยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจอีก 5 ปีนับจากนี้ (2561-2565) ด้วยการพากลุ่มเซ็นทรัลสู่การเป็น “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี” (NEW CENTRAL, NEW E-CONOMY) เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Digi-Lifestyle Platform) แห่งแรกในประเทศไทย และมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

สำหรับกลยุทธ์ที่กลุ่มเซ็นทรัลเลือกนำมาใช้ คือ ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม ซึ่งจะถูกพัฒนาขึ้นมาในทุกกลุ่มธุรกิจในเครือ เพื่อต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 มิติสำคัญ คือ 1.ข้อมูล (Data) จัดเก็บข้อมูลทั้งหมด (Data Lake) จากทุกกลุ่มธุรกิจไว้บนระบบคลาวด์ เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเชิงลึก (Single view of customer) และมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

2.ลอยัลตี้ และการตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล (Loyalty & Personalized experience) ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ของเดอะวัน (The 1) ซึ่งจะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับลูกค้า และตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น 3.ออมนิแชนแนล แพลตฟอร์ม (Omnichannel Platform) พัฒนาให้ทุกธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลก้าวสู่การเป็นออมนิแชนแนล แพลตฟอร์มอย่างแท้จริง สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างโลกออฟไลน์ และออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทุกที่ ทุกเวลา

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังได้จับมือร่วมกับ JD.Com ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซจากประเทศจีน ใช้งบลงทุนกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท จัดตั้ง เจดี เซ็นทรัล (JD CENTRAL) สร้างธุรกิจมาร์เก็ตเพลส (Marketplace) ภายใต้ชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าของกลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล

แนวทางดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้กลุ่มเซ็นทรัลก้าวสู่การเป็น “ดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม” อย่างรวดเร็วและครบวงจรยิ่งขึ้น โดยภายในเดือน พ.ค.นี้ เว็บไซต์ JD.co.th จะเริ่มดำเนินการเปิดให้บริการแก่ลูกค้า พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้าไทยได้มีโอกาสนำสินค้าเข้าจำหน่ายในตลาดโลก

การร่วมทุนกับ JD.com ดังกล่าว ไม่เพียงทำให้เกิดมาร์เก็ตเพลสแห่งใหม่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในอนาคตยังจะมีการต่อยอดความสำเร็จไปสู่ 2 ธุรกิจใหม่ คือ 1.อี-โลจิสติกส์ (E-Logistics) กลุ่มเซ็นทรัลจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศไทย พร้อมบริการออนดีมานด์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และ 2.อี-ไฟแนนซ์ (E-Finance) กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งหน้าสู่การเป็นบริษัทฟินเทค (Fintech) เต็มตัว ให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจร (One stop-integrated financial system) ครอบคลุมทั้งบริการอี-เพย์เมนต์ (E-Payment) และอี-ไฟแนนเชียล (Financial) สำหรับทั้งลูกค้า และซัพพลายเออร์

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การพัฒนาดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ กลุ่มเซ็นทรัลยังให้ความสำคัญกับ 4 องค์ประกอบหลัก ที่จะสามารถตอบสนองลูกค้าแบบไลฟ์สไตล์ ออนดีมานด์ และบรรลุเป้าหมายการเป็นนิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี อย่างแท้จริง คือ 1.พันธมิตร (Alliance) ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ ดุสิตธานี เจดีดอทคอม ฮ่องกงแลนด์ และอิเกีย เป็นต้น

2.เทคโนโลยี (Technology) โดยการพาธุรกิจสู่การเป็นสุดยอดเทคคอมปานี (Technology Company) ด้วยการสร้างอี-คอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด การสร้างฐานข้อมูลลูกค้าบนคลาวด์ การสร้างแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ใหม่ของเดอะวัน หรือการลงทุนต่อเนื่องในด้านโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย

องค์ประกอบที่ 3 คือ คน (People) ที่ยังคงสรรหา และส่งเสริมพนักงานที่เก่ง ดี และมีความสามารถในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านดิจิทัลเข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจ และ 4.ชุมชน (Community) ด้วยการให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้โครงการ “เซ็นทรัลทำ” เพื่อตอบแทนชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เอไอเอสลั่นที่1โมบายเพย์เมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 05:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543169

เอไอเอสลั่นที่1โมบายเพย์เมนต์

เอไอเอสโดดถือหุ้นแรบบิท ไลน์ เพย์ มุ่งขึ้นผู้นำแพลตฟอร์ม โมบายเพย์เมนต์ใน 3 ปี ผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ด้านเอ็มเปย์หันจับลูกค้าองค์กร

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ หรือเอ็มเปย์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอไอเอส ได้เข้าถือหุ้นจำนวน 33.33% ในบริษัท แรบบิท ไลน์ เพย์ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสด และมุ่งให้ แรบบิทไลน์ เพย์ ก้าวสู่แพลตฟอร์มการชำระเงินทางมือถืออันดับ 1 ในประเทศไทยภายใน 3 ปี

ทั้งนี้ ถือเป็นการนำความแข็งแกร่งของผู้นำใน 3 ธุรกิจมาผสานกัน ได้แก่ เอไอเอส ผู้นำด้านโทรคมนาคมกลุ่มโมบายและฟิกซ์บรอดแบนด์ ที่มีลูกค้ามากกว่า 40 ราย ขณะที่ไลน์ผู้นำด้านแชตแพลตฟอร์ม ด้วยจำนวนผู้ใช้มากกว่า 42 ล้านราย และแรบบิท ผู้นำด้านไมโครเพย์เมนต์และระบบขนส่งสาธารณะ อันดับ 1 โดยสมาชิกบัตรแรบบิทกว่า 8.5 ล้านคน

สำหรับการร่วมทุนครั้งนี้ เอไอเอสได้เข้าร่วมทุนผ่านการซื้อขายหุ้นเพิ่มในบริษัท แรบบิท ไลน์ เพย์ จำนวน 1,999,998 หุ้น ในราคาหุ้นละ 393.75 บาท รวมเป็นเงิน 787 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถือหุ้น 33.33% ขณะที่ผู้ร่วมทุนเดิมคือ ไลน์ เพย์ คอร์ปอเรชั่น และไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) ถือหุ้น 33.33% และ แรบบิทเพย์ ถือหุ้น 33.33%

นอกจากนี้ ได้วางเป้าหมายเพื่อขยายธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์และการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล รวมทั้งเชื่อมั่นว่าฐานลูกค้าและแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งของพันธมิตร จะช่วยสร้างโอกาสและผลักดันธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ที่ผ่านมาเอไอเอสได้ปรับโมเดลธุรกิจจากการเป็นโมบายโอเปอเรเตอร์สู่ดิจิทัลเซอร์วิสโพรวายเดอร์ และมุ่งสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อสู่เป้าหมายการทำ 5 แพลตฟอร์มที่เอไอเอสวางไว้ ได้แก่ ด้านโมบายมันนี่แพลตฟอร์ม วิดีโอแพลตฟอร์ม ไอโอทีแพลตฟอร์ม คลาวด์คอมพิวติ้งแพลตฟอร์ม และพาร์ตเนอร์แพลตฟอร์ม

ขณะเดียวกันยังถือเป็นการเดินหน้าโมบายมันนี่แพลตฟอร์มตามนโยบายของ เอไอเอส จากเดิมมี เอ็มเปย์ เป็นผู้ให้บริการโมบายมันนี่อยู่แล้วกว่า 10 ปี โดยจะส่งผลให้เอไอเอสก้าวสู่แพลตฟอร์มการให้บริการโมบายเพย์เมนต์อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น

หลังจากนี้ เอ็มเปย์จะขยับไปสู่ลูกค้าองค์กร หรือ B2B และให้ลูกค้ากลุ่มคอนซูเมอร์มาใช้บริการผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์แทน เช่น ชำระค่าบริการของ เอ็มเปย์กว่า 200 รายการ การเพิ่มช่องทาง ชำระค่าสินค้าและบริการของแรบบิทไลน์เพย์ และใช้ช่องทางเอไอเอสทั้ง เอไอเอสเทเลวิซ ตู้เติมเงินกว่า 2 แสนจุดเพื่อเติมเงิน

จับตาไอทีไตรมาสแรก องค์กรลงทุนเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 22:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543168

จับตาไอทีไตรมาสแรก องค์กรลงทุนเทคโนโลยี

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดสินค้าไอทีและอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ขณะที่ภาครัฐและเอกชนต้องทรานส์ฟอร์มองค์กร ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นจับกระแสตลาดไอทีและเทคโนโลยีไตรมาสแรก

สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น (COM7) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ เปิดเผยว่าภาพรวมร้านค้าปลีกสินค้าไอทีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ประเมินว่ามีอัตราการเติบโต 10% ถือว่าอยู่ในภาวะที่ดีใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการเติบโต 10% เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการเปิดตัวสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาและคนต้องการเปลี่ยนสินค้ารุ่นใหม่ๆ เพื่อใช้ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มไอทีเติบโตใกล้เคียงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโทรศัพท์มือถือ พบว่าพฤติกรรมการซื้อของคนไทยเริ่มยกระดับเพิ่มขึ้นจากราคาเริ่มต้น 7,000 บาทมาเป็นระดับราคา 7,700-8,000 บาท และสมาร์ทโฟน ทั้งไอโฟน ซัมซุง หัวเว่ย มีราคาเฉลี่ยต่อเครื่องที่สูง เพื่อรองรับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ กลุ่มการ์ดจอ แม้ว่ามูลค่าของบิตคอยน์จะผันผวน แต่อัตราการซื้อการ์ดจอไม่ตกลง ส่วนหนึ่งมาจากกระแสอี-สปอร์ตที่มาแรงต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดโน้ตบุ๊กเติบโตมาจากมีรุ่นสำหรับการเล่นเกมเปิดตัวมากขึ้น อย่างไรก็ดีประเมินว่าตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาส 2 การเติบโตจะชะลอตัวลง หรือเติบโตเพียง 5% เนื่องจากเป็นสงกรานต์ กำลังซื้อส่วนใหญ่จะจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว รวมทั้งยังเป็นช่วงปิดเทอม ซึ่งถือว่าเป็นโลว์ซีซั่นของตลาดค้าปลีกไอที และในช่วงไตรมาส 3 ตลาดจะกลับมาคึกคัก จากการที่อุปกรณ์ไอที ค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆ เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่

สำหรับบริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ในปี2561 ด้วยการขยายสาขาบานาน่า สตูดิโอ7 เป็นต้น จากปี 2560 มีสาขาทั้งหมด 434 สาขา ให้ครบ 600 สาขา แบ่งเป็นการบริหารของคอมเซเว่น 500 กว่าสาขา และธุรกิจแฟรนไชส์คาดว่าจะมีผู้สนใจกว่า 100 ราย รายได้ปี 2561 ตั้งเป้าโตอย่างน้อย 15% จากในปีที่ผ่านมารายได้กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท

ดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เจมาร์ท โมบาย กล่าวว่าแนวโน้มตลาดโทรศัพท์มือถือยังคงเติบโตมีมูลค่าเพิ่มจาก 1.1 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 1.2 แสนล้านบาท ปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถจำหน่ายมือถือได้ 1.2 ล้านเครื่อง สำหรับปีนี้ลงทุน 130 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่ม 75 สาขา จากเดิมมี 225 สาขา อย่างไรก็ดี บริษัทวางแผนนำสินค้าไอโอทีอุปกรณ์เออาร์กับวีอาร์ และสมาร์ทโฮม มาจำหน่ายภายในร้าน เพื่อรองรับกับความต้องการในอนาคตของกลุ่มลูกค้าจาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในช่วงไตรมาสแรกอยู่ในภาวะเติบโตเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นช่วงที่ภาครัฐและเอกชนกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการตามแผนการลงทุน อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไตรมาส 2 การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังสงกรานต์ไปแล้ว

แม้ว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนไม่โดดเด่นมากนัก แต่มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ จึงทำให้ตลาดยังเติบโตได้ ส่วนการลงทุนเทคโนโลยีภาครัฐและเอกชนจะช้าหรือเร็ว จุดหมายปลายทางคือการทรานส์ฟอร์มประเทศให้ได้ภายใน 3 ปี ดังนั้นจึงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เดินหน้ายูโซเน็ตโซนซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 08:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542671

เดินหน้ายูโซเน็ตโซนซี

“พิเชฐ” เผย บอร์ดดีอี เห็นชอบรับยูโซเน็ต 15,732 หมู่บ้าน กลับมาดูแลแทน กสทช. เตรียมมอบหมายให้ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการ

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงดีอี รับมอบโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่โซนซีที่เหลือจำนวน 15,732 หมู่บ้าน หรือโครงการยูโซเน็ต 15,732 หมู่บ้าน กลับมาดูแลแทนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยจะมอบหมายให้บริษัท ทีโอที เป็น ผู้ดำเนินการ ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้จะนำเสนอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ กสทช.พิจารณาการจัดสรรงบประมาณตามแผน การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (แผน USO) มาใช้ในการให้บริการครอบคลุมพื้นที่โซนซี ทั้งหมด 40,423 หมู่บ้าน ภายใต้เงื่อนไข ให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการ เป็นระยะเวลา 5 ปี ดูแลและบำรุงรักษาโครงข่ายเน็ตประชารัฐที่ครอบคลุมหมู่บ้าน เป็นระยะเวลา 5 ปี และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (ศูนย์ USO NET และศูนย์ดิจิทัลชุมชน) เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพให้กับประชาชนให้สามารถเข้าถึงและใช้งานบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป

ขณะที่นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า โครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่โซนซีจำนวน 15,732 หมู่บ้าน ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,929 หมู่บ้าน หรือโครงการเน็ตชายขอบที่ กสทช.ดูแลอีกหนึ่งโครงการ ดังนั้นการตั้งเงื่อนไขราคาให้บริการอินเทอร์เน็ตตามครัวเรือนอยู่ที่ 200 บาท ของโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่โซนซีจำนวน 15,732 หมู่บ้าน ไม่สามารถใช้ราคาเดียวกับโครงการเน็ตชายขอบได้ เพราะมีมาตรฐานในการกำหนดราคาต่างกัน

นอกเหนือจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังมีมติรับทราบผลการดำเนินการโครงการ “เน็ตประชารัฐ” ที่กระทรวงดีอีดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จสิ้น 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2560 รวมถึงการดำเนินกิจกรรมสร้างการรับรู้ และการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐให้กับประชาชน ซึ่งจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ย. 2561

สร้างกลยุทธ์ฟิตองค์กร พร้อมเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542457

สร้างกลยุทธ์ฟิตองค์กร พร้อมเปลี่ยนสู่ธุรกิจดิจิทัล

โดย เทอร์รี่ ฮิสกี รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจภาคการผลิต Epicor Software Corporation

ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่เห็นได้จากรายงานชิ้นล่าสุด โดย PWC ที่พูดถึงผลพวงของ Industry 4.0 ที่ถูกบางคนมองว่าเป็นเพียงแค่กระแสการตลาด มาวันนี้เป็นการลงทุนและเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว การก้าวสู่อนาคตในรูปแบบดิจิทัลนั้นไม่ใช่งานง่าย เพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนา ทักษะด้านดิจิทัล ที่ต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการภายในองค์กร

นอกจากนั้น การเปลี่ยนนำโซลูชั่นใหม่เข้ามาติดตั้งใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายมหาศาลแก่โรงงานผลิตที่มีระบบดั้งเดิมและส่วนใหญ่ระบบเหล่านั้นไม่สามารถเพิ่ม หรืออัพเกรดฟังก์ชั่นใช้งานใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแบบดิจิทัลที่แท้จริงได้

อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้อันไม่เกิดประโยชน์ทางดิจิทัล (Digital Debt) ก็คือการเผาค่าใช้จ่ายด้านไอทีโดยไม่ เกิดประโยชน์ อันมาจากการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีแบบเดิมเมื่อหลายปีก่อน รวมถึงขาดการรองรับการใช้งานกับซอฟต์แวร์รุ่นเก่า หรือติดกับอยู่กับระบบที่ล้าหลัง อาจเป็นปัจจัยที่ถ่วงธุรกิจจากการเติบโต

รายงานของฟอร์เรสเตอร์ได้แนะนำ 3 ขั้นตอนสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตในการปรับเปลี่ยนจากระบบเดิม เพื่อให้ตอบรับกับโมเดลการทำงานที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ดังนี้

1.ต้องมองหาและจัดลำดับความสำคัญในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ให้ได้ คือทำความเข้าใจในบทบาทและวิธีการของการปรับเปลี่ยนเข้าสู่องค์กรดิจิทัลว่าจะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตได้อย่างไร เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการขายและการบริการ การประเมินทั้งระบบเช่นนี้จะช่วยให้การ นำความต้องการของลูกค้าเข้ามาสู่ศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจ

2.ประเมินค่าใช้จ่ายทีละจุด การลงทุนในเทคโนโลยีเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่กลยุทธ์ธุรกิจ และยังเป็นการพัฒนาระดับความสามารถขององค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายของธุรกิจ เช่น การลงทุนกับคลาวด์ช่วยขยายในเรื่องของการทำงานร่วมกันที่ดีขึ้นทั้งระบบ ในบางระบบการเปลี่ยนที่สมบูรณ์แบบและทันทีทันใดนั้นอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่บางกรณี เช่น การใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ยังคงใช้งานได้ดีอยู่แต่หน้าตากลับดูล้าสมัย การปรับเปลี่ยนโดย สิ้นเชิงก็อาจไม่จำเป็นเท่าใดนัก สำหรับปัญหาเช่นนี้การอัพเดทหน้าตาให้เป็นไปตามที่ต้องการอาจจะเหมาะสมกว่า ทั้งในด้านงบประมาณที่เหมาะสมและโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ทันที

3.จัดทำแผนฟื้นฟูการทำงานของระบบอย่างชัดเจน จงเปลี่ยนข้อมูล เชิงลึกที่มีอยู่ไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจด้วยบุคลากรที่ใช่ สร้างกระบวนการขั้นตอนทำงานและวัฒนธรรมองค์กรรองรับการเปลี่ยนแปลงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว

โมเดลการทำงานแบบดิจิทัลนั้นเป็นตัวสร้างแรงขับเคลื่อนด้านความแตกต่างเชิงการแข่งขัน รวมถึงยังทำให้สามารถขยายการทำธุรกิจจากการทำธุรกรรมไปสู่การให้ประสบการณ์ใหม่ แถมยังสามารถเชื่อมโยงทั้งลูกค้าและซัพพลายเออร์ทุกที่ทุกเวลา และเปลี่ยนข้อมูลธรรมดาให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำมาใช้ในระดับกลยุทธ์ ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตที่เดินหน้าสู่องค์กรแบบดิจิทัล เป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในธุรกิจในวันข้างหน้าอย่างมั่นคง

การนำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เข้ามาปรับในองค์กรนั้น นอกจากจะสร้างโอกาสที่แข็งแกร่งเป็นช่องทางในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างดี จึงไม่ควรกังวลเทรนด์ใหม่ๆ ที่มา อย่างรวดเร็ว แต่ต้องเปิดกว้างพร้อมรับ สิ่งใหม่ๆ เสมอ

เฟซบุ๊กโตช้า แนะหาโซเชียลอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 07:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542466

เฟซบุ๊กโตช้า แนะหาโซเชียลอื่น

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในยุคที่การใช้งานโซเชียลมีเดียเติบโตเรื่อยๆ แต่การปรับปรุงฟีเจอร์ของผู้ให้บริการออนไลน์ อาจส่งผลเชิงลบ เพราะแบรนด์ที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเหล่านั้นโดยตรงต้องเหนื่อยกว่าเดิม และมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสเข้าถึงลูกค้าที่ดีกว่าเดิม

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธโซเชียล กล่าวว่า การปรับฟีเจอร์ใหม่ของเฟซบุ๊กมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งเปิดโอกาสให้อินสตาแกรมและทวิตเตอร์มาแรงขึ้น แบรนด์จึงควรศึกษาช่องทางให้เหมาะสมและดูว่าสินค้าของคุณต้องการเข้าถึงช่องทางใด
แม้ว่าการใช้จ่ายต่อโพสต์ของแบรนด์จะถูกบังคับให้ต้องจ่ายมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมาก แต่วันหนึ่งเมื่อจ่ายไปแล้วไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดี แบรนด์ก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้ทันกระแสและช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ดังนั้นแบรนด์ควรเลิกยึดติดว่าเฟซบุ๊กคือสื่อฟรี แต่ต้องหาเครื่องมือที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

“เม็ดเงินในช่องทางออนไลน์แม้จะมีการเติบโตแต่ตัวเลขไม่ได้สูง หากเฟซบุ๊กยังบังคับให้ต้องจ่ายต่อโพสต์มากๆ แบบนี้ อาจไม่ใช่หนทางที่ดีนัก” กล้า กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีการโพสต์ข้อมูลบนช่องทางโซเชียลมีเดียกว่า 3,600 ล้านข้อความ สิ่งที่พูดถึงแต่ละไตรมาสบ่งบอกให้รู้ว่าชาวไทยสนใจเรื่องอะไร เช่น ไตรมาสแรกปีก่อน คือการเกิดขึ้นของรายการเดอะมาสก์ ซิงเกอร์ที่ทำให้รู้จักหน้ากากทุเรียนเป็นครั้งแรก กลางปีเป็นเรื่องความโด่งดังของน้องเจ้านาย และปลายปีเป็นดราม่าของโรคซึมเศร้าทำให้นักร้องต่างชาติ ฆ่าตัวตาย ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า คนไทยสนใจข่าวบันเทิงมากที่สุด

หากแบ่งเป็นค่าเฉลี่ยจากการวัดข้อมูล พบว่ามีคนพูดถึงแบรนด์ฝั่งธุรกิจ 30 ล้านข้อความ แต่พูดคุยเรื่องบันเทิงถึง 300 ล้านข้อความ โดยใน 300 ล้านข้อความ แบ่งเป็น ศิลปินชาย 52.5% รายการทีวี 29.7% และนักแสดง 5.9%

กล้า กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การใช้อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารตลาดควรเลือกคนให้เหมาะกับสินค้าหรือข้อความหลักที่ต้องการสื่อสารมากกว่าตัวบุคคล เพราะคนในโซเชียลจะเชื่อในตัวตนของคนที่สื่อสารออกมามากกว่าแบรนด์ที่ใช้งาน

ด้าน พเนิน อัศววิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันบิต แมท เทอร์ กล่าวว่า การเติบโตของแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊กเริ่มช้าลง อาจเพราะเกือบทุกคนมีเฟซบุ๊กกันแล้ว ทำให้ค่าโฆษณาสูงขึ้น ทั้งแบรนด์และเอเยนซีจึงต้องปรับกลยุทธ์และแผนตลาดใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากแบรนด์ต้องการขยายตลาดไปอินเดีย การเลือกใช้เฟซบุ๊ก อาจเป็นทางเลือกที่ดีเพราะมีผู้เล่นเยอะจนแซงสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นกำเนิดของเฟซบุ๊กเสียอีก ส่วนประเทศไทยอินสตาแกรมและทวิตเตอร์เติบโตดี รวมทั้งการโพสต์ได้หลายรูปของอินสตาแกรมช่วยเรื่องแบรนด์ในการขายสินค้าดีขึ้น

จากข้อมูล พบว่าประเภทของการโพสต์ คนไทยมีการโพสต์รูปในอินสตาแกรมอยู่ที่ 71% ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 96% รองลงมาคือ การโพสต์หลายรูปพร้อมกัน (Carousel) อยู่ที่ 24% และวิดีโอ จากเดิมอยู่ที่ 4% เพิ่มขึ้นมาเป็น 5%

ดังนั้น ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวก่อนถอยหลังและไม่มีที่ยืน จึงต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โซเชียลมีเดียใดมาแรงก็ควรเรียนรู้และพร้อมเปลี่ยนทันที รวมทั้งนำข้อมูลที่มีในมือมาวิเคราะห์และสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการลงทุนพัฒนาเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยตอบโจทย์การทำงานและวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น คาดว่าจะเปิดตัวไตรมาส 3 รวมทั้งพัฒนาฝีมือของพนักงานให้สามารถช่วยเหลือและวิเคราะห์ข้อมูลให้ลูกค้าได้ดีกว่าเดิม

ซัมซุงเปิดตัวกาแล็คซี่ เอส9 – เอส9 พลัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 08:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/542099

ซัมซุงเปิดตัวกาแล็คซี่ เอส9 - เอส9 พลัส

หัวเว่ยเปิดตัวชิปรองรับ 5จี รายแรก ด้านโนเกียคาดค่าย มือถือหันใช้ 5จี ในปีนี้ ขณะที่ ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่น ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9 พลัส

บริษัท หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีน เปิดตัวชิปเซตรุ่น ปาหลง 5จี07 ที่รองรับเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง 5จี ค่ายแรกของโลก โดยมีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลที่ 2.3 กิกะบิต/วินาที หรือมากกว่าระบบ 4จี เท่าตัว พร้อมเตรียมออกสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปเซตดังกล่าวภายในครึ่งปีหลังนี้

สำหรับชิปเซตดังกล่าวจะทำให้หัวเว่ยมีอิสระในการออกแบบสินค้า เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ และเพิ่มการแข่งขันกับควอลคอมม์ จากสหรัฐ ที่พัฒนาโมเด็มรุ่น เอ็กซ์50 ที่รองรับความเร็ว 4.5 กิกะบิต/วินาที ขณะที่อินเทลจับมือกับไมโครซอฟท์ รวมถึงเดล เอชพี และเลอโนโว เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ที่รองรับ 5จี

ราจีฟ สุรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโนเกีย ระบุว่า บริษัทโทรคมนาคมต่างเร่งพัฒนาระบบ 5จี ออกสู่ตลาดภายในปีนี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ปลายปี 2019 โดยผู้บริโภคจำนวนมากในสหรัฐ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน จะตอบรับเทคโนโลยีดังกล่าวได้เร็วกว่าในยุโรป

ด้านซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่น ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9 พลัส โดยมีฟังก์ชั่นใหม่ อาทิ อีโมจิที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (เออาร์) และพัฒนาสเปกเพิ่มเติม อาทิ เพิ่มความคมชัดของกล้อง เพื่อนำมาแข่งขันกับไอโฟนเทนของแอปเปิ้ล โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,055 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นบาท)

บรรยายภาพ – เจาะโซเชียล : ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ กาแล็คซี่ เอส9 และ เอส9พลัส แบบกล้องคู่ โดยมีฟังก์ชั่นใหม่ที่มุ่งเจาะตลาดผู้นิยมโซเชียลมีเดีย อาทิ กล้องเทคโนโลยี เออาร์ที่แปลงหน้าผู้ใช้เป็นอีโมจิ และเพิ่มคุณภาพกล้องสำหรับถ่ายในที่มืด แต่นักวิเคราะห์วิจารณ์ว่า ราคาที่สูงและเทคโนโลยีที่ไม่โดดเด่นอาจกระทบต่อยอดขาย – ภาพ : เอเอฟพี

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โอกาสของคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 21:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541988

ดิจิทัลแพลตฟอร์ม โอกาสของคนรุ่นใหม่

จุดเปลี่ยนของพฤติกรรมและเทคโนโลยีนั้น ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจขึ้นมา ใครที่คว้าโอกาสนั้นก่อนก็ย่อมที่จะสร้าง

รายได้ขึ้นมาก่อน**********************

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ออนไลน์ในไทยแถลงความร่วมมือด้านคอนเทนต์กันหลายราย ไม่ว่าจะเป็นบริการรับชมละครย้อนหลังของไลน์ทีวี การเติบโตของบริการจัดส่งอาหารของอูเบอร์อีทส์และการประกาศความสำเร็จในรอบ 3 ปีของจุ๊คซ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เห็นถึงการเติบโตของบริการดิจิทัลและแพลตฟอร์มที่เข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า LINE เปิดตัว LINE TV ในประเทศไทยเป็นประเทศแรก เมื่อปี 2557 เปรียบได้กับทีวีส่วนตัวฉบับพกพา ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่รวมความบันเทิงให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามชมซีรี่ส์ หนัง เพลง รวมถึงคอนเทนต์พิเศษที่หาชมที่ไหนไม่ได้สำหรับออกอากาศทาง LINE TV โดยเฉพาะ

ในขณะที่เปิดตัวนั้น มีฐานผู้ใช้งานไลน์มากกว่า 33 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่และสำคัญ และในขณะนี้มีผู้ใช้งานไลน์แอพกว่า 41 ล้านคนแล้ว ยิ่งเป็นโอกาสเติบโตของบริการต่างๆ โดยผู้ใช้งานไลน์ทีวีส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน กทม.และหัวเมืองใหญ่ แต่ก็จะสื่อสารให้คนต่างจังหวัดรู้จักบริการของไลน์มากขึ้น เพราะพฤติกรรมการใช้ออนไลน์ของคนไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น

ทางด้าน ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการ UBERประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการเปิดอูเบอร์อีทส์ว่า อูเบอร์อีทส์ ถือว่าเป็นการต่อยอดความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานต่อยอดจากบริการไรด์แชริ่งของอูเบอร์ ซึ่งการจัดส่งอาหารให้แก่ลูกค้านั้น นอกจากสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจให้แก่พาร์ตเนอร์ โดยไม่ต้องมีค่าลงทุนเพิ่มเติมในการขยายสาขา ยังเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้แก่พาร์ตเนอร์ผู้จัดส่งอาหารด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นหลังเปิดบริการใหม่พบว่า ตลาดจัดส่งอาหารแบบออนไลน์มีโอกาสเติบโตขึ้น จากข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ธุรกิจบริการจัดส่งอาหารในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 และยังมีโอกาสโตต่อเนื่องด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบายและการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับทางซีอีโอใหญ่ของอูเบอร์ ดารา คอสราวซาฮี ที่เผยตัวเลขผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 ยอมรับว่า ธุรกิจจัดส่งอาหารหรืออูเบอร์อีทส์นั้นสามารถทำรายได้เป็น 10% ของรายได้รวมอูเบอร์แล้ว จากภาพรวมรายได้ของอูเบอร์ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 11.8% หรือราว 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่ามีแนวโน้มรายได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ด้านบริการแพลตฟอร์มการรับฟังเพลงสตรีมมิ่งและออนไลน์อย่าง จุ๊คซ์ภายใต้การบริหารงานของ กฤตธี มโนลีหกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ด้วยเทรนด์การฟังเพลงตั้งแต่แผ่นเสียง เทปคาสเซต แผ่นซีดี ดาวน์โหลดและสตรีมมิ่งนั้น ถือว่าเป็นวัฏจักรของสินค้าที่พฤติกรรมคนในสังคมเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จุ๊คซ์เป็นเพียงตัวกลางที่ดึงเอาความซ้ำซ้อนของระบบออนไลน์มาสู่การใช้งานผ่านมือถือและพีซีที่ง่ายและสะดวกขึ้น

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมและเทคโนโลยีควบคู่กัน เช่น คนต้องการเปลี่ยนการใช้จ่ายแบบเงินสดมาเป็นใช้จ่ายผ่านมือถือ ซึ่งเราอยู่ในยุคของดิจิทัลเอจสินค้าทุกอย่างถูกทรานส์ฟอร์มอยู่ที่ธุรกิจจะปรับตัวตามได้เร็วแค่ไหน”

หากย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีคนฟังเพลงเถื่อนเยอะมาก ทั้งแบบซีดีแผ่นละ 100 บาท หรือดาวน์โหลดในเว็บบิทแจกฟรี ส่งผลกระทบรุนแรงจนศิลปิน นักแต่งเพลงอยู่ไม่ได้ และคนกลุ่มนี้ก็ต้องการหาโอกาสใหม่ที่จะสร้างรายได้มากกว่าแค่งานอีเวนต์เพียงอย่างเดียว

การเดินหน้าจุ๊คซ์ในยุคที่คนยังนิยมฟังเพลงแบบเถื่อนถือว่าเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่อย่างมาก แม้ในขณะนั้น จะมี iTUNE, Spotify, Soundcloud แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแตะผู้ฟังได้ทุกกลุ่ม เพราะยังไงคนไทยก็ชอบฟังเพลงฟรี ผ่านมา 2 ปี ถือว่าจุ๊คซ์ก้าวข้ามผ่านของเถื่อนได้จุดหนึ่ง แต่จะช่วยเปลี่ยนให้อุตสาหกรรมเพลงสามารถมีรายได้มากขึ้น เป็นอีกก้าวที่ยากและสำคัญ เชื่อว่ามีโอกาสโตขึ้นไปอีก

บริการทั้ง 3 ด้านนั้น ถือว่าเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ชอบกินดูและฟังผ่านมือถือแบบสะดวกสบายขึ้น ซึ่งหลายธุรกิจมองว่าพวกเขาจะเข้ามาทำลายล้างธุรกิจเดิม แต่ก็เรียกได้ว่าเข้ามาสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตเช่นกัน อยู่ที่ว่าธุรกิจเดิม คนยุคเดิม จะปรับตัวและเปิดใจรับพวกเขาได้แค่ไหน

มืออาชีพดิจิทัลสดใส ทิศทางจ้างงานผู้บริหารระดับกลาง-สูงพุ่งรองรับประเทศไทย4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ก.พ. 2561 เวลา 07:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541651

มืออาชีพดิจิทัลสดใส ทิศทางจ้างงานผู้บริหารระดับกลาง-สูงพุ่งรองรับประเทศไทย4.0

ไมเคิลเพจ ชี้ความต้องการแรงงานผู้บริหารระดับกลางถึงสูงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล คาด 3 ปีสัดส่วนสูง 25-30%

นายคริสโตเฟอร์ พาลุดัน ผู้อำนวยการ ไมเคิล เพจ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรระดับโลก เปิดเผยว่า ปี 2561 ทิศทางการจ้างงานในผู้บริหารระดับกลางและสูง ในไทย รวมทั้งอาเซียนยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานระดับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรมืออาชีพในภาคอุตสาหกรรมที่มีความรู้และทักษะด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้คาดว่าบริษัทจะต้องสรรหาบุคลากรของประเทศไทยเพิ่มให้กับบริษัทต่างๆ จากนี้ไปจนถึงช่วง 3 ปี เพิ่มเป็น 25-30%

สำหรับสาขาวิชาชีพที่มีความต้องการแรงงานสูง ได้แก่ ด้านดิจิทัล วิศวกรรมและการผลิต การเงินและการบัญชี ทรัพยากรบุคคล การตลาด การจัดซื้อและห่วงโซ่อุปทาน และการขาย เช่น ผู้จัดการแบรนด์ ผู้จัดการสื่อดิจิทัล ซึ่งสาขาวิชาชีพเหล่านี้จะมีอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้นเมื่อเปลี่ยนงานเฉลี่ย 16-25% ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาชีพและความถนัดของบุคคล

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการแรงงาน มาจากการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจเน้นคุณภาพ การลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ทำให้เกิดการเพิ่มการจ้างงานของบริษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการอีอีซี ที่จะมีมูลค่าการลงทุนกว่า 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 5 ปี

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและดิจิทัล นำไปสู่การให้บริการที่มีมูลค่าสูง และธุรกิจสตาร์ทอัพ จะส่งผลให้เกิดความต้องการของจำนวนแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะหลากหลาย หรือสามารถทำได้หลายสายงาน ดังนั้นแรงงานจะต้องมีการพัฒนาทักษะ และเรียนรู้เพื่อรองรับการทำงานในหลายด้าน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี จะส่งผลดีต่อทักษะแรงงานที่มีคุณภาพ แต่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานระดับล่างในภาคการผลิตและภาคการเกษตร รวมถึงภาคธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจการเงิน การธนาคาร ทำให้บริษัทไทยต้องปรับตัวรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคฟินเทค

นายคริสโตเฟอร์ กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความมือระหว่างภาครัฐ บริษัทองค์กร และสถาบันการศึกษา ในการเพิ่มสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัล การออกแบบหุ่นยนต์ เพื่อรองรับการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตช่วง 5-10 ปีจากนี้

ด้านทิศทางการจ้างงานระดับผู้บริหารในขณะนี้ มีการจ้างคนไทยที่มีทักษะวิชาชีพ และมีอายุน้อย เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ผู้บริหารต่างชาติ ซึ่งบริษัทต่างชาติได้ติดตามการพัฒนาทักษะบุคลากรของไทยต่อเนื่อง และมีความต้องการดึงแรงงานไทยไปทำงาน ดังนั้นบริษัทไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน หามาตรการจูงใจ เพื่อดึงแรงงานไทยไว้ไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนในอนาคต